Print Sermon

เป้าหมายของเวปไซต์นี้คือจัดเตรียมบทเทศนาที่เขียนจากต้นฉบับ และในรูปแบบวีดีโอให้กับผู้รับใช้ และมิชชั่นนารีที่ไปรับใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกที่สามที่ขาดแคลนพระคริสตธรรมหรือโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 221 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 40 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




พระคริสต์ – ถูกฝูงชนต่อต้าน

(บทเทศนาตอนที่ 3 พระธรรมอิสยาห์ 10, 2013)
CHRIST – REJECTED BY THE MASSES
(SERMON NUMBER 3 ON ISAIAH 53)
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าของวันที่ 10 เดือน มีนาคม ค.ศ. 2013 ณ คริสตจักร
แบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, March 10, 2013

“ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเราทั้งหลาย พระกรของพระเยโฮวาห์ได้ทรงสำแดงแก่ผู้ใดเพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์อย่างต้นไม้อ่อน และเหมือนรากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงาม และเมื่อเราทั้งหลายจะมองท่าน ไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (อิสยาห์ 53:1-2)


อิสยาห์บอกว่าน้อยคนที่จะเชื่อข้อความที่กล่าวถึงการทนทุกข์ของผู้รับใช้พระเจ้า น้อยคนที่จะสัมผัสกับพระคุณของพระเจ้า อาจารย์เปาโลได้อ้างพระธรรมอิสยาห์ 53:1 บรรยายถึงคนส่วนใหญ่ที่ไม่เชื่อพระคริสต์ในสมัยของพระองค์นั้นคือพวกยิว

“ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ทรงกระทำการอัศจรรย์หลายประการทีเดียวต่อหน้าเขา เขาทั้งหลายก็ยังไม่เชื่อในพระองค์ เพื่อคำของอิสยาห์ศาสดาพยากรณ์จะสำเร็จซึ่งว่า พระองค์เจ้าข้า ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเราทั้งหลาย? และพระกรขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ผู้ใด” (ยอห์น 12:37-38)

อาจารย์เปาโลอ้างข้อความข้อนี้หลังจากที่พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์แล้ว 30 ปี เป็นการยืนยันว่าคนต่างชาติคือกลุ่มคนที่ตอบสนองการทรงเรียกของพระเยซูคริสต์มากกว่าพวกยิว ท่านกล่าวว่า

“เพราะว่าพวกยิวและพวกกรีก ไม่ทรงถือว่าต่างกัน ด้วยว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันของคนทั้งปวง ซึ่งทรงโปรดอย่างบริบูรณ์แก่คนทั้งปวงที่ทูลขอต่อพระองค์แต่มิใช่ทุกคนได้เชื่อฟังข่าวประเสริฐนั้น เพราะอิสยาห์ได้กล่าวไว้ว่า พระองค์เจ้าข้า ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเราทั้งหลาย” (โรม 10:12, 16)

พระเยซูเองก็ตรัสเช่นเดียวกันให้กับเรา พระองค์ตรัสว่าคนที่จะเชื่อนั้นมีน้อยมาก

“เพราะว่าประตู [แคบ] ซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ ผู้ที่หาพบก็มีน้อย” (มัทธิว 7:14)

พระเยซูทรงกระทำตามในสิ่งที่พระองค์ตรัสเอาไว้

“จงเพียรเข้าไปทางประตูคับ [แคบ] เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า คนเป็นอันมากจะพยายามเข้าไป แต่จะเข้าไม่ได้” (ลูกา 13:24)

ผู้คนในโลกนี้ต่างก็คิดว่าถึงเวลาใกล้ๆนั้นแล้วทุกคนก็ไปสวรรค์กันทั้งนั้น แต่พระเยซูทรงตรัสในทางตรงกันข้าม

“ผู้ที่หาพบก็มีน้อย” (มัทธิว 7:14)

“ท่านทั้งหลายว่า คนเป็นอันมากจะพยายามเข้าไป แต่จะเข้าไม่ได้” (ลูกา 13:24)

นั่นเป็นการสะท้อนถึงสิ่งที่อิสยาห์ได้กล่าวเอาไว้

“ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเราทั้งหลาย? พระกรของพระเยโฮวาห์ได้ทรงสำแดงแก่ผู้ใด?” (อิสยาห์ 53:1)

เราอาจถามว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น แท้จริงแล้วพวกยิวมองตรงที่ผู้นำต้องมีอำนาจ เป็นกษัติรย์ทีทรงสง่าและร่ำรวย ผู้นั้นแหละถึงจะเป็นพระเมสสิยาห์ของพวกเขา! ดังนั้นเราจึงพบว่าคนในโลกเห็นว่าสิ่งที่พระเยซูทรงทำนั้นตรงกันข้าม คือการถ่อมตนและทนทุกข์ทรมาณ และต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนไถ่บาปของเรา

พระธรรมกิจการบทที่แปด กล่าวถึงขันทีชาวเอธิโอเปียตาบอดมองเห็นแต่ในสิ่งที่พวกธรรมาจารย์และพวกฟารีสีทำกัน ท่านอ่านอิสยาห์บทที่ห้าสิบสาม ท่านจึงเชิญฟีลิปขึ้นนั่งรถกับท่าน

“ฟีลิปจึงวิ่งเข้าไปใกล้ และได้ยินท่านอ่านหนังสืออิสยาห์ศาสดาพยากรณ์ จึงถามว่า “ซึ่งท่านอ่านนั้นท่านเข้าใจหรือขันทีจึงตอบว่า ถ้าไม่มีใครอธิบายให้ ที่ไหนจะเข้าใจได้ ท่านจึงเชิญฟีลิปขึ้นนั่งรถกับท่าน” (กิจการ 8:30-31)

ชาวแอฟริกันคนนี้เชื่อลัทธิยูดาห์นิยม ดังนั้นท่านจึงคุ้นเคยกับพระคัมภีร์เดิมเป็นอย่างดี แต่ท่านยังบอดในฝ่ายจิตวิญญาณ เหตุเพราะรับการสอนตามแบบพวกธรรมาจารย์ของพวกยิว

สำหรับผมแล้วคิดว่าทุกคนที่อ่านพระธรรมอิสยาห์ตอนนี้ คงเข้าใจถึงการที่พระองค์เสด็จมา พระองค์ไม่ใช่ผู้ที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงที่อยู่ท่ามกลางการห้อมล้อมของผู้คนมากมาย แต่กลับเสด็จมาในลักษณะ “ผู้ที่ต้องทนทุกข์ และเศร้าใจ” เป็นผู้ถูกปฏิเสธโดยผู้คน” และนี่คือเรื่องจริงที่กล่าวเอาไว้ในพระคัมภีร์

“พระองค์ได้เสด็จมายังพวกของ [พวกยิว] พระองค์ และพวกของพระองค์นั้นหาได้ต้อนรับพระองค์ไม่” (ยอห์น 1:11)

ชนชาติอิสราเอลไม่เชื่อเช่นนั้น เพราะพวกเขาเชื่อว่าพระเมสสิยาห์ที่ผู้เผยพระวัจนะกล่าวไว้ในพระคัมภีร์นั้นต้องเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบ ตามที่อธิบายไว้ในข้อที่สองนั้นคือกล่าวถึงสาเหตุที่พวกเขาปฏิเสธพระองค์

“เพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์ [อย่าง ต้นไม้อ่อน] และเหมือนรากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง ท่านไม่มีรูปร่างหรือ [ความสวยงาม] และเมื่อเราทั้งหลายจะมองท่าน ไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (อิสยาห์ 53:2)

เราก็ไม่ควรไปตัดสินพวกยิวว่าทำไมถึงมาเชื่อพระคริสต์น้อยกว่าคนต่างชาติ ในทางกลับกันพวกเขาส่วนมากกลับปฏิเสธพระองค์ ท่านสเปอร์เจียนกล่าวว่า

“โปรดจำเอาไว้ว่าสิ่งที่เป็นจริงกับพวกยิวนั้นก็เป็นเช่นเดียวกันกับพวกต่างชาติด้วย พระกิตติคุณของพระคริสต์นั้นสอนอย่างง่ายๆ แต่คนก็ไม่เข้าใจ จนกว่าคนๆนั้นจะได้รับการสอน [โดย] พระเจ้า…ถึงความบาปที่เข้ามาครอบครองจิตใจของมนุษย์…แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไร? ตาของคุณบอดด้วยเปล่า? โอ้ถ้าคุณเป็นเช่นนั้น ขอ [พระเจ้า] ตรัสกับคุณให้เข้าใจความเชื่อในพระคริสต์” (C. H. Spurgeon, “A Root out of Dry Ground,” The Metropolitan Tabernacle Pulpit, Pilgrim Publications, 1971 reprint, volume XVIII, pages 565-566)

ตอนนี้ให้ดูไปในข้อที่สอง เราจะเห็นถึงสาเหตุที่ทำให้คนเหล่านั้นปฏิเสธพระองค์ อ่านข้อที่สองด้วยเสียงดังๆ

“เพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์อย่างต้นไม้อ่อน และเหมือนรากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงาม และเมื่อเราทั้งหลายจะมองท่าน ไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (อิสยาห์ 53:2)

I. หนึ่ง พระคริสต์ถูกปฏิเสธเพราะว่าพระองค์ปรากฏแด่มนุษย์อย่างต้นไม้อ่อน

น้อยคนที่เชื่อเพราะหนึ่งในเหตุผลนี้

“เพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์อย่างต้นไม้อ่อน …” (อิสยาห์ 53:2)

ดร. กิลล์ กล่าวว่า “เหมือนพืชเล็กๆที่แห้ง นั่นคือคำที่ได้อธิบายเอาไว้ แสดงถึงการเจริญเติบโตของต้นไม้…โดยที่ไม่มีการดูแลเอาใจส่ หรือไม่มีความหวังใดๆเลยในนั้น และภาพนี้ [คือคำกล่าว] เพื่อยืนยัน [ว่าต่ำต้อย] เป็นการกล่าวถึงการ [การทรงบังเกิด] ของพระคริสต์ นี่แหละคือความเชื่อของคนยิว ปฏิเสธ และชิงชังพระองค์” (John Gill, D.D., An Exposition of the Old Testament, The Baptist Standard Bearer, 1989 reprint, volume I, pp. 310-311).

“เพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์อย่างต้นไม้อ่อน …” (อิสยาห์ 53:2).

นี่หมายถึงการทรงบังเกิดและการเจริญเติบโตของพระคริสต์ “ก่อน” พระเจ้าพระบิดาจะทรงประทานฤทธิ์อำนาจให้แก่พระองค์ ดร. ยัง กล่าวว่า “เพื่อมนุษย์แล้ว [พระเยซู] ทรงเป็นเหมือนอย่างต้นไม้อ่อน…มนุษย์ได้โค่นต้นไม้อ่อนต้นนี้ เพราะว่าพวกเขาเอาชิวิตจากต้นไม้นั้นและตามสายตามนุษย์แล้วมันไร้ค่า” (Edward J. Young, Ph.D., The Book of Isaiah, William B. Eerdmans Publishing Company, 1972, volume 3, pp. 341-342)

นั่นคือเหตุผลเดียวกันกับพวกธรรมจารย์และพวกฟาริสีเชื่อและต้องการกำจัดพระองค์หรือเปล่า? พวกเขากล่าวว่า

“ถ้าเราปล่อยเขาไว้อย่างนี้ คนทั้งปวงจะเชื่อถือเขา แล้วพวกโรมก็จะมาริบเอาทั้งที่และชนชาติของเราไป” (ยอห์น 11:48).

“มนุษย์ได้โค่นต้นไม้อ่อนต้นนี้ เพราะว่าพวกเขาเอาชิวิตของต้นไม้และสายตามนุษย์จึงดูเหมือนไร้ค่า” (เล่มเดียวกัน) พวกเขากลัวจะเสียถาพลักษณ์ถ้าต้องมาเชื่อในพระองค์เพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์อย่างต้นไม้อ่อน และเหมือนรากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง

แล้วนั่นใช่เหตุผลเดียวกันที่คุณใช้เพื่อปฏิเสธพระองค์ด้วยหรือเปล่า? ลองคิดดีๆถึงเรื่องนี้! นั่นคือความจริงให้กับคุณด้วยหรือเปล่า – เป็นเพราะว่าคุณกลัวจะสูญเสียบางอย่างที่สำคัญ – ถ้าคุณต้องเข้ามาวางใจในพระองค์ใช่มั้ย? ใช่หรือเปล่าที่คุณกลัวว่าพระองค์ “จะเอาบางอย่างที่สำคัญที่เป็นของคุณไป?

ผมขอให้ดร.คาเกนเอาบทความที่ตีพิมพ์ลงลงไว้ในวันเสาร์ตอนเย็นของเดือนตุลาคมปี 1929 ให้ผม เพราะเป็นบทความที่สำคัญซึ่งเป็นการสัมภาษณ์นักจิตวิทยาที่ชื่อ ดร. เอลเบร์ด อิสเต็นท์ ผู้สัมภาษณ์ถามท่านว่า “คุณเชื่อประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกเกี่ยวกับพระเยซูหรือไม่? อิสเต็นท์ “ตอบอย่างไร้ข้อสงสัยว่า ไม่มีใครหรอกที่จะสามารถอ่านพระกิตติคุณได้ ถ้าคนๆนั้นไม่รู้สึกถึงการมีตัวตนของพระคริสต์ บุคลิกของพระองค์ปรากฎอยู่ในทุกคำพูด ไม่มีตำนานไหนที่เต็มไปด้วยชีวิตเช่นนั้น" (The Saturday Evening Post, October 26, 1929, หน้า 117) อิสเต็นท์เชื่อในพระคริสต์อย่างชัดเจน แต่ก็เศร้าใจที่ท่านไม่ยอมกลับใจ อะไรที่ขัดขวางท่าน? ไม่ใช่ความรู้ที่เป็นปัญหา แต่เป็นเพราะอิสเต็นท์ได้นอกใจภรรยาตัวเอง และท่านก็ไม่ยอมทิ้งความบาปนั้นไป นั่นคือเหตุผลง่ายๆ ดังนั้นการที่คุณจะเข้ามาที่พระคริสต์ได้ คุณต้องยอมสละทิ้งบางอย่างออกไป

ตอนนี้ผมอาจต้องกลายเป็นผู้เผยพระวัจนะเท็จถ้าหากผมบอกว่านั่นไม่เป็นความจริงเลย และถ้าผมต้องบอกคุณว่าการมาที่พระเยซูคริสต์นั้นไม่จำเป็นต้องสละอะไรทิ้งเลย ผมกำลังเป็นคนที่กล่าวในสิ่งที่เท็จ! พระคริสต์วางแผนอย่างไร? พระองค์ตรัสว่า

“และเมื่อพระองค์ทรงร้องเรียกประชาชนกับเหล่าสาวกของพระองค์ให้เข้ามาแล้ว จึงตรัสแก่เขาว่า “ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐ ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร เพราะว่าผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา” (มาระโก 8:34-37)

แผนงานเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่? การที่คุณจะมาที่พระเยซูได้นั้นคุณต้องปฏิเสธตัวเอง คุณต้องล้มเลิกความคิดที่เป็นของตัวเอง แผนของคุณ ความทะเยอทะยานของคุณ แล้วให้หันมาที่พระคริสต์ นั่นแหละคือการวางใจในพระคริสต์ คุณต้องวางใจในพระองค์ – ไม่ใช่ตัวคุณเอง จงมอบตัวเองให้กับพระองค์ – อย่าให้อยู่บนพื้นฐานแห่งความคิดและเป้าหมายของตนเอง คุณต้อง “สละทิ้ง” ชีวิตเก่าของคุณโดยการหันมาที่พระองค์ เพราะการละทิ้งชีวิตเก่าคือหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้คุณยอมจำนนต่อพระคริสต์ และคุณก็จะได้รับการช่วยกู้ตลอดไป

ดังนั้น คำว่าสำแดงคือ “แผนการ” ที่สำคัญของพระคริสต์ที่ทรงมอบชีวิตต่อพระพักต์ของพระเจ้า แต่มนุษย์กลับทำลายชีวิตของพระองค์ ดังนั้นคนส่วนมากจึงปฏิเสธพระองค์ พวกเขาไม่ต้องการพระองค์ “พวกเขาดำเนินชีวิตตามแบบของพวกเขาเอง! พวกเขากลัวที่จะละทิ้งชีวิตตัวเองและให้พระองค์ทรงนำ”

II. สอง พระคริสต์ถูกมนุษย์ปฏิเสธเพราะพระองค์ปรากฏแก่มนุษยเหมือนรากที่ดึงออกจากดินและตาย

“เพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์อย่างต้นไม้อ่อน …” (อิสยาห์ 53:2).

ผมเหลือเวลาไม่มากแล้วเพราะใช้เวลาให้กับข้อที่หนึ่งมากเกินไป แต่เราจะพบว่าพระเยซูทรงปรากฏเหมือน “รากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง” ดร. ยังบอกว่า

หน่อจากพื้นดินแห้ง แสดงถึงการลดตัวลงและเป็นการพูดถึงผู้รับใช้ [พระคริสต์] ถ่อมตัวลง ซึ่งเป็นการพูดถึงสภาพอนาถตามธรรมชาติของชีวิตผู้รับใช้... เหมือนรากในพื้นดินแห้งแห้งต้องต่อสู้เพื่อรักษาชีวิต (Young, ibid., p. 342).

ผู้เผยพระวัจนะกล่าวถึงตอนที่พระคริสต์ทรงบังเกิดนั้นมีความยากลำบากและยากจน เพราะพ่อบูญธรรมของพระองค์เป็นเพียงแค่ช่างไม้ และแม่แท้ๆของพระองค์เป็นเพียงหญิงพรหมจารีย์ที่ยากจนคนหนึ่ง พระองค์ทรงบังเกิดท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่มีอะไรเลย “เหมือนรากในพื้นดินแห้งแห้ง” พระองค์ทรงอยู่กับคนยากจนในสภาพที่ถ่อมตนลง สาวกของพระองค์ก็เป็นเพียงแค่ชาวประมง กษัตริย์เฮโรคต่อต้านพระองค์ และยังรวมถึงชาวโรมันอย่างปีลาต และพวกฟารีสีและพวกสดุสี เพราะพระองค์“เหมือนรากในพื้นดินแห้งแห้ง” พวกเขาเฆี่ยนพระองค์เกือบสิ้นพระชนม์ พวกเขาก็ตอกตะปูบนฝามือและเท้าของพระองค์บนไม้กางเขน พวกเขาทำให้ร่างกายของพระองค์เต็มไปด้วยแผล และก็เอาพระศพของพระองค์ไปเก็บไว้ในถ้ำ ตลอดการดำรงชีวิตในโลกนี้มีแต่การทนทุกข์ และจนถึงสิ้นพระชนม์ ทุกคนที่มีชีวิตก็ “เหมือนรากในพื้นดินแห้งแห้ง” แต่ขอบคุณพระเจ้าในวันที่สามพระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย “เหมือนรากในพื้นดินแห้งแห้ง”! เหมือนพืชที่ฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็วหลังฝนตกและพายุหนัก พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย “เหมือนรากในพื้นดินแห้งแห้ง” ฮาเลลูยา!

แต่คนส่วนมากไม่เชื่อพระองค์ พวกเขาคิดว่าพระองค์ ไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนา” และเป็นแค่ “คนยิวคนหนึ่งที่ตายแล้ว”

“ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเราทั้งหลาย พระกรของพระเยโฮวาห์ได้ทรงสำแดงแก่ผู้ใด เพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์อย่างต้นไม้อ่อน และเหมือนรากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง…” (อิสยาห์ 53:1-2)

III. สาม พระคริสต์ถูกปฏิเสธเพราะว่าพระองค์ ไม่มีรูปร่างหรือ ความสวยงาม และเมื่อเรา
มองพระองค์ ก็ไม่พบความงามที่จะพึงปรารถนา

กรุณายืนขึ้นและอ่านข้อสองดังๆ

“เพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์ [อย่างต้นไม้อ่อน] และเหมือนรากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง ท่านไม่มีรูปร่างหรือ ความสวยงาม และเมื่อเราทั้งหลายจะมองท่าน ไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (อิสยาห์ 53:2)

พวกคุณนั่งลงได้

“พระเยซูไม่มีรูปร่างหรือความสวยงาม” ภายนอกไม่มีเค้าโครงที่บ่งบอกถึงความเป็นกษัตริย์ผู้ทรงสง่าราศี ดร. ยัง กล่าวว่า “ตอนที่เรามองผู้รับใช้ (พระคริสต์) จะไม่เห็นความงดงามที่สามารถดึงดูดใจเราเลยนั่นเพราะว่าเราตัดสินพระองค์ด้วยตัวเราเอง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าเรามองแต่เพียงภายนอกอาจจะเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นภาพที่เศร้าตอนผู้รับใช้ (พระคริสต์) อยู่ท่ามกลางคนทั้งหลาย แต่ถ้าเรามองด้วยตาแห่งจิตวิญญาณเราจะเห็นถึงความสง่างามของพระองค์ ที่ๆไม่อาจมองเห็นจากภายนอก คนอิสราเอลมองดแต่เพียงภายนอกจึงมองไม่เห็น…ผู้รับใช้ (พระคริสต์) ที่เป็นมนุษย์ พวกขจึงตัดสินพระองค์ด้วยทัศนคติที่ผิดๆ และเป็นการตัดสินผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง” (เล่มเดียวกัน)

ถ้าดูจากภายนอกพระองค์อาจไม่สง่างามหรือเป็นกษัตริย์ที่จะดึงดูดใจชาวโลก เพราะว่าพระองค์ไม่ได้ประทานที่คนส่วนมากชอบ พระองค์ไม่ได้ประทานความสำเร็จชื่อเสียงหรือเงินทองตามที่โลกต้องการ ในทางตรงกันข้าม ในตอนเริ่มต้นนมัสการนั้นท่าน พลูโฮมมี ได้อ่านพระธรรมนี้ไปส่วนหนึ่งซึ่งบอกพวกเราถึงสิ่งที่พระคริสต์ทรงประทาน

“และเมื่อพระองค์ทรงร้องเรียกประชาชนกับเหล่าสาวกของพระองค์ให้เข้ามาแล้ว จึงตรัสแก่เขาว่า “ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐ ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร เพราะว่าผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา?” (มาระโก 8:34-37)

สิ่งที่พระองค์อยากให้เราทำคือให้เราปฏิเสธตัวเอง พระองค์บอกเราให้เลิกยึดมั่นในตัวเองและมองสิ่งที่อยู่ข้างหน้า พระองค์ประทานความรอดในฝ่ายวิญญาณ ทรงให้อภัยบาป และประทานชีวิตนิรันดร์ นี่คือสิ่งที่ไร้ตัวตนจับต้องไม่ได้หรือคนเราไม่อาจรู้สึกได้ แต่เป็นเรื่องในฝ่ายจิตวิญญาณ ดังนั้นพระองค์จึงถูกปฏิเสธโดยคนที่พระเจ้ายังไม่ได้เปิดตาใจของพวกเขา เพราะว่า

“แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยจิตวิญญาณ” (1 โครินธ์ 2:14)

ในเช้านี้ผมอยากอยากรู้ว่า ถ้าพระเจ้าตรัสให้กับใจของคุณว่า “ไม่มีรูปร่างหรือ ความสวยงาม และเมื่อเราทั้งหลายจะมองท่าน ไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” เราจะนำเจ้ามายังบุตรชายของเรา คุณยังจะรู้สึกอย่างนั้นอยู่ในใจอีกหรือเปล่า? คุณเคยรู้สึกบ้างหรือเปล่าว่าโลกนี้ไม่ได้ให้อะไรคุณเลย แม้แต่ความสุขและความสำเร็จแค่เสี้ยวหนึ่งก็ไม่มี? คุณเคยคิดถึงจิตวิญญาณของคุณด้วยหรือเปล่า? คุณเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าตายแล้วคุณจะไปอยู่ที่ไหน ถ้าพระองค์ไม่ชำระบาปของคุณโดยโลหิตของพระองค์? คุยเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า? ถ้าคุณคิด คุณจะมาที่พระองค์โดยความเชื่อและรับเอาพระองค์ผู้ที่ไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนานั้นหรือไม่”? (อิสยาห์ 53:2) คุณจะก้มกราบที่พระบาทของพระเยซูชาวนาซาเร็ธ และวางใจพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจหรือไม่? ผมขออธิษฐานให้คุณทำได้

ขอเรายืนขึ้น ในขณะที่ท่านกรีฟฟี่จะมาร้องเพลงที่ท่านร้องมาก่อนหน้านั้นอีกครั้งหนึ่ง

เอาโลกนี้ไป เอาพระเยซูมา ชื่นชมยินดีในพระนามของพระองค์
ความรักของพระองค์นั้นนิรันดร ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด

เอาโลกนี้ไป มอบพระเยซูให้ฉัน ฉันวางใจในกางเขนของพระองค์
มันเป็นนิมิตที่แสนจะชัดเจน และฉันก็เห็นพระพักต์ของพระองค์
โอ้ ความเมตตาที่ยิ่งใหญ่! โอ้ความรักที่กว้างใหญ่ไพศาล!
โอ้ การไถ่คืนที่สมบูรณ์แบบ ชิวิตทาสสิ้นสุดหมดสิ้นไป!
   (“Take the World, But Give Me Jesus” โดย Fanny J. Crosby, 1820-1915).

ถ้าพระเจ้าตรัสในใจของคุณ และถ้าคุณต้องการที่จะออกจากโลกนี้ และพร้อมที่จะยอมจำนนต่อพระเยซูคริสต์ และที่มาที่พระองค์โดยทางความเชื่อ และคุณต้องการให้พระโลหิตของพระองค์ชำระบาปของคุณ และคุณอยากจะคุยกับเราถึงเรื่องนั้น คุณจะออกจากห้องนี้เดินออกไปข้างหลังหรือเปล่า? ดร. คาเกน จะพาพวกท่านไปหาห้องเงียบๆเพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้ ผมขออธิษฐานให้คุณรับการช่วยกู้โดยเชื่อในพระเยซูคริสต์ ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ตอบสนองนั้น อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดยท่าน อาเบล พลูโฮมมี: มาระโก 8:34-37
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“Take the World, But Give Me Jesus” (โดย Fanny J. Crosby, 1820-1915).


โครงร่างของ

พระคริสต์ – ถูกฝูงชนต่อต้าน

(บทเทศนาตอนที่ 3 พระธรรมอิสยาห์ 10, 2013)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์

“ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเราทั้งหลาย พระกรของพระเยโฮวาห์ได้ทรงสำแดงแก่ผู้ใดเพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์อย่างต้นไม้อ่อน และเหมือนรากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงาม และเมื่อเราทั้งหลายจะมองท่าน ไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (อิสยาห์ 53:1-2)

(ยอห์น 12:37-38; โรม 10:12, 16; มัทธิว 7:14;
ลูกา 13:24; กิจการ 8:30-31; ยอห์น 1:11)

I.   หนึ่ง พระคริสต์ถูกปฏิเสธเพราะว่าพระองค์ปรากฏแด่มนุษย์อย่างต้นไม้อ่อน และเหมือนราก
แตกหน่อมาจากพื้นดินแห้งอิสยห์ 53:2a; ยอห์น 11:48; 8:34-37

II.  สอง พระคริสต์ถูกมนุษย์ปฏิเสธเพราะพระองค์ปรากฏแก่มนุษยเหมือนรากที่ดึงออกจากดินและ
ตาย อิสยาห์ 53:2b

III. สาม พระคริสต์ถูกปฏิเสธเพราะว่าพระองค์ ไม่มีรูปร่างหรือ ความสวยงาม และเมื่อเรา
มองพระองค์ ก็ไม่พบความงามที่จะพึงปรารถนา อิสยห์ 53:2c; มาระโก 8:34-37; I โครินธ์ 2:14