Print Sermon

เป้าหมายของเวปไซต์นี้คือจัดเตรียมบทเทศนาที่เขียนจากต้นฉบับ และในรูปแบบวีดีโอให้กับผู้รับใช้ และมิชชั่นนารีที่ไปรับใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกที่สามที่ขาดแคลนพระคริสตธรรมหรือโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 221 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 40 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




มาร์ติน ลูเทอร์ และ ซาตาน

MARTIN LUTHER AND THE DEVIL
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอรส์ จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในวันระลึกถึงการปฏิรูปวันอาทิตย์ที่ 28 เดือน ตุลาคม ค.ศ. 2012 ณ คริสตจักร
แบ๊บติสต์แห่งนครลอสแองเจลิส
A sermon preached on Reformation Sunday Evening
at the Baptist Tabernacle of Los Angeles, October 28, 2012

“ท่านทั้งหลายจงเป็นคนใจหนักแน่น จงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่าน คือพญามาร วนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงโตคำราม เที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8)

[กรุณาเปิดไปที่ตอนท้ายของบทเทศนานี้ซึ่งกล่าวถึงประวัติของลูเทอร์โดยผู้รับใช้แบ๊บติสต์ทที่ชื่อ C. H. Spurgeon].


มาดูเนื้อหาในตอนนี้ ลูเทอร์ (1483-1546) กล่าวว่า “วิญญาณชั่วไม่เคยหลับ ฉลาดแกมโกงและชั่วร้าย ...วนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงโตคำราม เที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (Martin Luther, Th.D., Commentary on Peter and Jude, Kregel Classics, 1990 พิมพ์ใหม่, หน้า 218; กล่าวถึง I เปโตร 5:8).

ดร. R. C. H Lenski กล่าวว่า "ในช่วงเวลาภายใต้การปกครองของ เนโร เสียงคำรามของการประหัตประหารพวกคริสเตียนยากจนคือเหยื่อ ในเดือนตุลาคมของปี 64 [คริสต์ศักราช] พายุ เปโตรเองคือหนึ่งในที่ [ยอมพลีชีพ] ... เสียงปีศาจ ไม่อาจดังต่อไป [เช่นนี้] ... " (R. C. H. Lenski, Th.D., The Epistles of St. Peter, St. John and St. Jude, Augsburg Publishing House, 1966, หน้า 225).

เสียงซาตานคำรามในช่วงแรกคือศตวรรษที่หนึ่งถึงสาม นั่นคือช่วงที่คริสเตียนหลายพันคนถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโดยสิงโตในอัฒจรรย์ที่กรุงโรม เปโตรจึงกล่าวอย่างไม่ต้องสงสัยว่า

“ท่านทั้งหลายจงเป็นคนใจหนักแน่น จงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่าน คือพญามาร วนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงโตคำราม เที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8)

ซาตานคำรามเช่นนี้ในช่วงลูเธอร์ยังมีชีวิตอยู่ และช่วงเวลาที่เรียกว่าหายนะและในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีนและภายใต้ความบ้าคลั่งของชาวมุสลิมในทุกมุมของโลกในค่ำคืนนี้

ซาตานไม่ได้คำรามอยู่ในประเทศแถบตะวันตก มันใช้วิธี “การหลอกลวงผู้คน” มันวัตถุเป็นตัวล่อ (เพื่อปฏิเสธเรื่องการอัศจรรย์) มันทำใหเราหลับ มันทำให้เราไม่รู้ว่ามันกำลังอยู่กับเรา ซึ่งซาตานจะทำงานลับๆในประเทศอเมริกาและชาติตะวันตก ถึงแม้ว่ามันจะทำงานในโลกที่ตาเรามองไม่เห็น แต่เป้าหมายของมันก็คืออันเดียวกัน “ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือพญามาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน มันเป็นฆาตกรตั้งแต่เดิมมา และมิได้ตั้งอยู่ในความจริง เพราะความจริงมิได้อยู่ในมัน เมื่อมันพูดมุสามันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา” (ยอห์น 8:44) หนึ่งในชื่อของซาตานคือ “อาบัดโดน” (วิวรณ์ 9:11) “อาบัดโดน” หมายถึง “ผู้ทำลาย” ไม่ว่าจะเปิดเผยหรือลับเป้าหมายของซาตานคือ “ล่อ” “ฆ่า” “ทำลาย” จิตวิญญาณของมนุษย์

ซาตานได้ทำงานอย่างลับๆและประสบความสัมสำเร็จในการทำลายผู้รับใช้แบ๊บติสต์ในประเทศอเมริกา คำสอนของคนเหล่านั้นยังเป็นของซาตาน หรือวิญญาณชั่ว ผู้รับใช้บางคนตาบอดเพราะการกระทำของซาตาน แม้แต่ในคริสตจักรของพวกเขา!

อะไรคือจิตวิญญาณที่โง่เขลาของชาวอเมริกา! เรายอมรับถึงเรื่องห้ามเอ๋ยถึงวันขอบคุณพระเจ้า คริสมาส และอิสเตอร์ในโรงเรียนของรํฐ แต่กลับเห็นว่าตามโรงเรียนต่างๆกลับประดาบประดาไปด้วยรูปภาพของพวกปีศาจ ยิ่งกว่านั้นยังทำให้มีเลือดไหลออกมาจากมุมปาก ให้กับเด็กๆในวันปล่อยผี พระวัจนะกล่าวว่า “เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป” (โรม 1:22) เชคสเปีย ก็กล่าวว่า “ไม่มีอะไรที่โง่ไปกว่าอย่างที่มนุษย์เป็นแล้ว”

นี่นำเรากลับมาที่มาร์ตินลูเธอร์ เขามักจะได้รับการวิจารณโดย "นักวิชาการ" ในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบจากพวกเสรีนิยม ที่กล่าวหาว่าท่านเน้นเรื่อง ซาตานและปีศาจมากเกินไป แม้แต่พวกอนุรักษ์นิยมชาวลูเธอร์แลน์อย่าง ปราสส์ ว่าลูเธอร์ค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องซาตาน ปราสส์ กล่าวว่า "ลูเธอร์มักเชื่อเรื่องธรรมชาติความเชื่อโชคลางมากกว่าปัจจุบัน นั่นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเขาเกี่ยวข้องกับอำนาจแห่งความมืดซึ่งเป็นสิ่งเล้นลับตามธรรมชาติ "แต่แล้ว ปราสส์ พยายามปกป้องตัวเองด้วยการพูดว่า" บางทีมารอาจจะสำแดงอำนาจอย่างที่เห็น [ในยุคของลูเธอร์] มากกว่าปกติ เขาจึงรู้สึก และใช้เรื่องนี้มาเดิมพันกัน" (Ewald M. Plass, What Luther Says, Concordia Publishing House, 1994 edition, หน้า 391-392).

เดวิด เอล์ ลิตเซน ยังดูหมิ่นลูเธอร์ในความเชื่อเรื่องซาตานโดยพูดว่า "ลูเทอร์เป็นอย่างนั้นจริงๆในยุคกลางนั้น ... ลูเทอร์เห็นว่ามนุษยชาติทั้งหมด 'ที่ถูกขังอยู่ในความคิดเรื่องความขัดแย้งระหว่างพระเจ้าและซาตานเหมือนอยู่ในขณะการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่จะมาถึง" (David L. Larsen, M.Div., D.D., The Company of the Preachers, Kregel Publications, 1998, หน้า 153). ดร. ลิตเซน คือนักเทศน์ที่เป็นชาวอเมริกัน ท่านจึงได้รับอิทธิพลความคิดเรื่องวัตถุนิยม แต่นักเทศน์ในแอฟริกา, จีน, อินเดียต่างก็เห็นด้วยกับลูเทอร์อย่างสมบูรณ์ นี่จึงไม่ใช่นักเทศน์ใน "สมัยกลาง" เท่านั้นที่เชื่อ นี่แสดงให้เห็นว่าเป็นไปตามพระคัมภีร์มากกว่าการใช้เหตุผลเหมือนอย่างที่วิทยาลัยฟุลเลอร์และสถาบันอื่น ๆ เสรีนิยม ต่างสอนกัน

ดร. ลิตเซน เรียนจากสถาบันเหล่านี้ถึงมองลูเทอร์ไปในทางที่ผิด เพราะเขาเรียนที่วิทยาลัยศาสนศาสตร์เสรีนิยม ฟุลเลอร์เป็นโรงเรียนสอนศาสนศาสตร์ใหม่ที่ท่านรับปริญญาโทที่นั่น ผมยังพบว่านักเรียนที่ฟุลเลอร์ได้วิพากวิจารณ์บุคคลที่มีความเชื่อในอดิตอย่างเสียๆหายๆ นั่นคือวิธีที่ผมถูกสอนจากสองสถาบันสายเสรีนิยม ซึ่งผมก็จบการศึกษาจากที่นั่น แต่ผมละทิ้งการสอนเหล่านั้นแล้ว แต่ลิตเซน ยังเชื่ออย่างนั้นอยู่!

ลิตเซน กล่าวว่า "ลูเทอร์เป็นอย่างนั้นจริงๆในยุคกลางนั้น ... ลูเทอร์เห็นว่ามนุษยชาติทั้งหมด 'ที่ถูกขังอยู่ในความคิดเรื่องความขัดแย้งระหว่างพระเจ้าและซาตานเหมือนอยู่ในขณะการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่จะมาถึง" อะไรคือข้อผิดพลาดกับสิ่งที่เขาพูด? อะไรที่ทำให้เขาเป็นคน "ยุคกลาง" ในยุคเก่านั้นลูเทอร์กล่าวว่าคนยุคกลางพูดถึงชาวยิวและเรื่องอื่น ๆ ผมขอปฏิเสธในเรื่องนี้ แต่ลูเธอร์ไม่ผิดที่พูดว่ามนุษย์ 'ถูกขังอยู่ในความคิดเรื่องความขัดแย้งระหว่างพระเจ้าและซาตาน"! ท่านกล่าวได้ถูกต้อง - เพราะนั่นคือคำสอนที่อยู่ในพระคัมภีร์!

“ท่านทั้งหลายจงเป็นคนใจหนักแน่น จงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่าน คือพญามาร วนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงโตคำราม เที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8)

ส่วนใหญ่ที่ลูเทอร์พูดถึงเรื่องซาตานนั้นถูกต้องตามพระคัมภีร์

I. ประการแรก ตอนลูเทอร์กล่าวถึงต้นตอของซาตานและวิญญาณชั่วถูกต้องทีเดียว

ลูเทอร์กล่าวว่า

      [ซาตานนั้นมาจากที่ไหน?] เรื่องเหล่านี้เป็นความจริง: คือเหล่าทูตสวรรค์ที่หลงผิดและกลายจากโลกแห่งความสว่างไปเป็นวิญญาณในโลกมืด…

พระคัมภีร์บอกว่าลูเทอร์นั้นกล่าวถูกต้อง

โอ ลูซีเฟอร์เอ๋ย โอรสแห่งรุ่งอรุณ เจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ เจ้าผู้กระทำให้บรรดาประชาชาติตกต่ำน่ะ เจ้ารำพึงในใจของเจ้าว่า ‘ข้าจะขึ้นไปยังสวรรค์ ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้า ณ เหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า ข้าจะนั่งบนขุนเขาชุมนุมสถาน ณ ด้านทิศเหนือข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด’แต่เจ้าจะถูกนำลงมาสู่นรก ยังที่ลึกของปากแดน” (อิสยาห์ 14:12-15)

ลูเทอร์กล่าวว่า

      มีทูตสวรรค์ดีและทูตสวรรค์ชั่ว [แต่] พระเจ้าทรงสร้างพวกเขาดีทั้งหมด เพราะฉะนั้นตามความจำเป็นก็คือทูตที่ชั่วร้ายไม่ได้ยึดมั่นในความจริง ... มีแนวโน้มว่าพวกเขามีความภาคภูมิใจและหยิ่งผยอง เพราะพวกเขาเกลียด ... พระบุตรของพระเจ้าและอยากจะยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็นเหมือนพระองค์ (Plass, ibid. p. 391).

พระววจนะตรัสว่าลูเทอร์นั้นถูกต้อง พระคัมภีร์และลูเทอร์ต่างก็กล่าวเหมือนอย่างที่พระธรรมเอเสเคียล 14:13-17

      เจ้า [ซาตาน] เคยอยู่ในเอเดน พระอุทยานของพระเจ้า เพชรพลอยทุกอย่างเป็นเสื้อของเจ้า คือทับทิม บุษราคัม เพชร พลอยเขียว พลอยสีน้ำข้าว และหยก ไพทูรย์ มรกต พลอยสีแดงเข้มและทองคำ ความเชี่ยวชาญแห่งรำมะนาและปี่ของเจ้าได้จัดเตรียมไว้ในวันที่สร้างเจ้าขึ้นมา เจ้าเป็นเครูบผู้พิทักษ์ที่ได้เจิมตั้งไว้ เราได้ตั้งเจ้าไว้ เจ้าเคยอยู่บนภูเขาบริสุทธิ์แห่งพระเจ้า และเจ้าเคยเดินอยู่ท่ามกลางศิลาเพลิง เจ้าก็ปราศจากตำหนิในวิธีการทั้งหลายของเจ้า ตั้งแต่วันที่เจ้าได้ถูกสร้างขึ้นมาจนพบความชั่วช้าในตัวเจ้าในความอุดมสมบูรณ์แห่งการค้าของเจ้านั้น เจ้าก็เต็มด้วยการทารุณ เจ้ากระทำบาป ดังนั้น โอ เครูบผู้พิทักษ์เอ๋ย เราจะขับเจ้าออกไปจากภูเขาแห่งพระเจ้าดุจสิ่งมลทิน และเราจะกำจัดเจ้าเสียจากท่ามกลางศิลาเพลิง
28:17 จิตใจของเจ้าผยองขึ้นเพราะความงามของเจ้า เจ้ากระทำให้สติปัญญาของเจ้าเสื่อมทรามลง เพราะเห็นแก่ความปราดเปรื่องของเจ้า เราจะเหวี่ยงเจ้าลงที่ดิน เราจะตีแผ่เจ้าต่อหน้ากษัตริย์ทั้งหลาย เพื่อท่านทั้งหลายเหล่านั้นจะมองดูเจ้า
(เอเสเคียล 14:13-17)

และจากทูตสวรรค์ที่หลงผิดกลายไปเป็นวิญญาณชั่ว พระธรรมยูดาห์กล่าวว่า

“และเหล่าทูตสวรรค์ที่ไม่ได้รักษาเทวสภาพของตน แต่ได้ละทิ้งถิ่นฐานของตนนั้น พระองค์ก็ได้ทรงจองจำไว้ด้วยโซ่ตรวนอันเป็นนิรันดร์ ขังไว้ในที่มืดจนกว่าจะถึงการพิพากษาในวันสำคัญยิ่งนั้น” (ยูดาห์ 6)

ทูตสวรรค์ที่หลงผิดนี้บางตนถูกขังไว้ที่นรบ แต่ส่วนเหล่านั้นเราจะเผชิญกับพวกมันอยู่ในโลกนี้ ลูเทอร์บอกว่า “และแม้ในโลกนี้ กับวิญญาณชั่วที่หลงผิด” “วิญญาณชั่ว” คือรากศัพท์เก่าของคำว่า “ปีศาจ” ร้องเพลงนี้!

แม้โลกเต็มด้วยอุบายมาร เราจะไม่สะท้านระย่อใจ
   แม้มันหาช่องทางเพื่อต่อสู้ เราพึ่งฤทธิ์เดชพระเจ้าใหญ่
ทรงสำแดงน้ำพระทัย – เอาความจริงสู้อุบาย
   ให้พ้นกองทุกข์มืดดำ เข้าสู่ในทางชอบธรรม
(“A Mighty Fortress Is Our God” โดย Martin Luther, stanza three.)

II. ประการที่สอง ลูเทอร์กล่าวถูกต้องว่าซาตานคือผู้ให้กำเนิดเรื่องความเศร้าและความสิ้นหวัง

ลูเทอร์กล่าวว่า

      ทุกความเศร้าโศกคือซาตาน เพราะมันคือเจ้าแห่งความตาย
ดัวนั้น ความเศร้าที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้านั้นคือผลงานของซาตาน (Plass, เล่มเดียวกัน หน้า 398).

      นักปฏิรูปได้เรียกปีศาจนั้นว่าวิญญาณแห่งความโศกเศร้า; ซาตานเกลียดชีวิตแห่งแสงสว่างและเสียงหัวเราะ เพราะเขาคือวิญญาณแห่งความมืดและความสิ้นหวังและเขาชอบที่จะลากคนเข้าไปในความมืดและความสิ้นหวัง เพื่อเป็นตัวแทนของคนบาปแห่งความสิ้นหวัง (เป็นการพูดถึงลูเทอร์ Plass, เล่มเดียว หน้า 397-398).

ลูเทอร์กล่าวว่า

“[ซาตาน] ยิงความคิดแห่งความชั่วร้ายไปยังใจของเรา: เกลียดพระเจ้า การดูหมิ่น และไร้ความหวัง สิ่งเหล่านี้คือ “ลูกศรเพลิง” เอเฟซัส 6;16 (Plass, เล่มเดียวกัน หน้า 399).

สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงที่กำลังเกิดในทุกวันนี้ กับคนที่เรารู้จักเป็นการส่วนตัว มัคนายกของเราได้คุยกับชายหนุ่มคนหนึ่งในห้องพัก ชายหนุ่มของนั้นตอบว่า "พระเจ้าไม่ได้รักผม พระเยซูก็ไม่รักผม" เป็นเหมือนที่ลูเทอร์กล่าวคือความคิดเหล่านี้มาจากซาตาน "การดูหมิ่นและความสิ้นหวัง" แล้วมัคนายกคนนั้นก็อ่านพระวัจนะให้เขา จากพระธรรม

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”
(ยอห์น 3:16)

ตอนที่มัคนายกถามเขาว่าเชื่อพระคัมภีร์ข้อนี้หรือไม่ เขาปฏิเสธที่จะไม่ตอบ ผมเชื่อว่าซาตานบังคับไม่ให้เขาตอบ! ซาตานพยายามที่จะทำให้เราไม่ได้ยินพระคำของพระเจ้า และไม่ยอมรับในสิ่งที่เราได้ยิน ลูเทอร์กล่าวว่า "ความฉลาดแกมโกงของซาตานคือพยายามที่จะฉีกเราให้ห่างออกไปจากพระคำ [ของพระเจ้า]" (Plass, เล่มเดียว หน้า 396)

หญิงสาวคนหนึ่งบอกให้กับมัคนายกคนเดียวนี้ว่า "ฉันจะไม่ให้อภัยและฉันไม่ทราบว่าทำไม" เธออาจไม่ทราบว่าทำไม แต่ผมทราบ เธอไม่ให้อภัยเพราะเธอเชื่อเสมอตามความคิดที่ซาตานใส่ไว้ในใจของเธอแทนที่จะเชื่อตามพระสัญญาในพระคัมภีร์ เธอปฏิเสธคำพูดของพระเยซูคริสต์ "สารพัดที่พระบิดาทรงประทานแก่เราจะมาสู่เรา และผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาเลย (ยอห์น 6:37) ลูเทอร์กล่าวว่าซาตาน "ยิงความคิดชั่วใส่ใจของเรา [เป็นความคิด] แห่งความสิ้นหวัง." เขากล่าวว่า "ความฉลาดแกมโกงของซาตานคือพยายามที่จะฉีกเราให้ห่างออกไปจากพระคำ [ของพระเจ้า]" นั่นคือความจริงตามอย่างที่พระเยซูกล่าวไว้ "ที่ตกตามหนทางได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยิน แล้วพญามารมาชิงเอาพระวจนะจากใจของเขา เพื่อไม่ให้เขาเชื่อและรอดได้" (ลูกา 8:12)

III. ประการที่สาม ลูเทเทอร์กล่าวถูกต้องว่าความโศกเศร้าและความสิ้นหวังไม่ใช่เรื่องเดียวกับความเชื่อเรื่องบาป

ลูเทอร์กล่าวว่าความโศกเศร้าและความสิ้นหวังมาจากซาตาน แต่ท่านสอนว่าการเชื่อในเรื่องของความบาปมาจากพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวทำนองเดียวกันว่า

“เพราะว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้าย่อมกระทำให้กลับใจใหม่ ซึ่งนำไปถึงความรอดและไม่เป็นที่น่าเสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำไปถึงความตาย” (2 โครินธ์ 7:10)

ลูเทอร์กล่าวว่าการเชื่อในเรื่องของบาปนั้นมาก่อนการกับใจใหม่ ท่านกล่าวว่า

      มันเป็นสิ่งจำเป็นถ้าคุณถูกทำให้กลับใจใหม่ นั่นอาจจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว คือว่าจิตสำนึกของคุณเกิดอาการสะดุ้ง จากนั้นเงื่อนไขนี้จะได้รับการสร้างขึ้นคุณต้องเข้าใจยอมรับว่าการกระทำนี้ไม่ได้มาจากการทำงานของคุณเองใด ๆ แต่จากการทำงานของพระเจ้า พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสต์เข้ามาในโลกเพื่อประกาศให้กับคนบาปถึงความเมตตาของพระเจ้า นี่คือหนทางสู่การกับใจใหม่; วิธีการอื่น ๆนั้นต่างก็ไม่ใช่ทั้งนั้น (Plass, เล่มเดียว หน้า 343).

ลูเทอร์กล่าวว่า

      โดยความชอบธรรมแสดงให้เราว่าเราถูกไถ่ถอนจากบาปความตายและมารซาตานและกระทำ ให้รับชีวิตนิรันดร์ที่ไม่ไช่การทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่ใครอื่นใด แต่โดยพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าตือพระเยซูคริสต์ (Plass, เล่มเดียว หน้า 343).

ลูเทอร์กล่าวว่า

      ไม่มีอะไรสำคัญทำให้เราเป็นคนชอบธรรมนอกจากการฟังพระคำของพระเจ้าและเชื่อในพระองค์…(Plass, เล่มเดียวกัน หน้า 707).

ในประเด็นเหล่านี้พระคัมภีร์ฉบับของโปรเตสแตนต์และของฉับับดั้งเดิมของแบ็บติสต์ต่างก็เห็นด้วยกับนักปฏิรูปผู้ยิ่งใหญ่อย่างลูเธอร์ อัครทูตเปาโลเองก็กล่าวว่า “จงเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย” (กิจการ16:31) ไม่มีทางอื่นอีก! เราจะได้รับการช่วยกู้ก็โดยความเชื่อในพระคริสต์ผู้เดียวเท่านั้น! กรุณาเปิดเพลงของท่านไปที่บทที่สี่ ร้องเพลง!

พระเจ้าผู้ทรงเป็นป้อมปราการ ทรงฤทธิ์และทรงยิ่งใหญ่
   พระองค์ทรงปราบปรามอำนาจมารซึ่งมีมาดั่งสายน้ำไหล
ศัครูมนุษย์เสาะหาตั้งแต่อดิตสืบมา
   อุบายล่อลวงปวงชน หนีโดยลำพังไม่พ้น
      แต่กลับถึงตายวายชีวา

เราไว้ใจในความแข็งแกร่งของเราเอง ความมุ่งมั่นนั้นอาจสูญเปล่า
   ใช่ว่ามนุษย์ผู้ชอบธรรมอยู่ฝ่ายเรา คือคนที่พระทรงเลือก
ถามว่าเขาคือผู้ใด? พระเยซูคริสต์พระองค์คือพระองค์
   เยโฮวาห์ คือพระนามของพระองค์ ทุกกาลเวลา
และเขาจะต้องชนะการต่อสู้

แม้โลกเต็มด้วยอุบายมาร เราจะไม่สะท้านระย่อใจ
   แม้มันหาช่องทางเพื่อต่อสู้ เราพึ่งฤทธิ์เดชพระเจ้าใหญ่
ทรงสำแดงน้ำพระทัย – เอาความจริงสู้อุบาย
   ให้พ้นกองทุกข์มืดดำ เข้าสู่ในทางชอบธรรม
พระองค์ทรงนามพระเยซู

ดำรัสพระเจ้ามีฤทธิ์เหนือโลก อาศัยอำนาจแห่งโลก – ไม่ได้
   พระเจ้าประทานพระวิญญาณมา ทรงอยู่ฝ่ายเราตลอดไป
สิ่งอนิจจังโลกีย์ ย่อมสละทั้งทันที
   ร่างกายก็ถูกฆ่าได้ พระโอวาทถาวรไซร์
แผ่นดินสวรรค์นิรันดร
   (“A Mighty Fortress Is Our God” โดย Martin Luther, 1483-1546;
    แปลโดย Frederick H. Hedge, 1805-1890.)

สเปอร์เจียนเล่าถึงชีวิตของลูเทอร์

“คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1:17)

สเปอร์เจียน นักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งคณะแบ๊บตอสต์ตลอหกาล กล่าวถึงลูเทอร์ว่า

      ในการสอนครั้งนี้ผมจะสรุปและแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์บางอย่างเกี่ยวกับชีวิตของลูเทอร์ ท่ามกลางนักปฏิรูปผู้ยิ่งใหญ่
พระกิตติคุณถูกเผยออกอย่างช้าๆ ซึ่งอยู่โบสถ์อารามในที่ๆพระคัมภีร์ถูกล่ามโซ่กับเสาเอาไว้ - "เพียงเพื่อให้มีชีวิตโดยทางความเชื่อ" คำเขียนจากสววรค์นี้ได้อยู่กับเขา แต่เขากลับไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้เลย เขาไม่สามารถพบสันติสุขจากการการเคร่งครัดทางศาสนาและสิ่งที่เขาพบเจออยู่ในโบสถ์อาราม เขาพยายามแสวงหาทางออกโดยการสำนึกในบาป โดยความเพียงพยายามในฝ่ายเนื่อหนัง แต่ก็พบแต่ความเมื่อยล้าอ่อนเพลีย ซึ่งเขากำลังนำตัวเองไปสู่ประตูแห่งความตาย เขาต้องเดินทางไปยังกรุงโรม ที่กรุงโรมมีโบสถ์ที่สามารถไถ่บาปโดยทางการกระทำ คุณมั่นใจว่าได้รับการให้อภัยบาปและสามารถขอทุกพระพร ณ ที่นั่น ความฝ่ายฝันของเขาคือเข้าไปที่ [กรุงโรม] สถานศักดิ์สิทธิ์ แต่แล้วเขาก็พบว่ามันเป็นเพียงการหลอกลวงจากคนหน้าซื่อใจคดและชั่วช้า สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเขาคือเขาได้ยินเสียงผู้ชายพูดว่าถ้าสามารถสร้างนรกอยู่บนยอดตึกนี้ มันจะเป็นนรกที่ใกล้ที่สุดที่พบได้ในโลกนี้ แต่เขายังคงเชื่อมั่นในสมเด็จพระสันตะปาปาและเขาหวังไปที่นั่นเพื่อจะได้รับการอถัยบาป พร้อมกับแสวงหาที่พักพิง แต่หาพบอะไรไม่ ... [ต่อมา] พระเจ้าทรงกระทำให้เขาเห็นการอัศจรรย์ ที่ไม่ใช่กระทำโดยบาทหลวงคนใด หรือการให้อภัยบาปที่เขาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง การมีชีวิตอยู่ของเขาก็โดยทางความเชื่อ [ในพระคริสต์] ข้อความของเราใน [เช้า] นี้ ได้มาจาก บาทหลวง [คาทอลิก] และตั้งจิตวิญญาณของเขาลงบนกองไฟ

[“คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ”] (โรม 1:17)

ตอนที่ลูเทอร์มาเข้าใจถึงการไว้วางใจในพระคริสต์อย่างลึกซึ่งถ่องแท้ เขาได้เขียนจดหมายไปหาแม่ว่า “ฉันรู้สีกว่าตัวเองบังเกิดใหม่และเข้าไปที่ประตูแห่งสวรรค์” สเปอร์เจียนกล่าวว่า

      ไม่ทันไรหลังจากที่เขาเชื่อในเรื่องนี้ เขาร็สึกกระตือลือล้น [บาทหลวง] ท่านหนึ่งชื่อ เททเซล์ ได้เดินทางไปทั่วประเทศเยอรมนีเพื่อไปขายบัตรแห่งการไถ่อภัยบาปโดยแลกเป็นเงินสด ไม่ว่าคุณจะทำผิดด้วยประการใดๆก็ตาม ยังที่เงินของคุณสัมผัสลงด้านล่างของกล่อง [เก็บ] บาปของคุณก็จะหายไป ขณะที่ลูเทอร์ได้ยินเรื่องนี้ก็ไม่พอใจและกล่าวว่า"ฉันจะทำให้กลองนี้ทะลุเป็นรู” บทความวิทยานิพนธ์ของเขาถูกตอกตะปูที่ประตูวิหาร ลูเทอร์ประกาศถึงการอภัยโทษบาปโดยการเชื่อในพระเยซูคริสต์และโดยไม่ต้องใช้เงินและไร้ราคา และเมื่อเรื่องเข้าหูของสมเด็จพระสันตะปาปา โดยความเชื่อลูเทอร์อได้ประณามคำสอนที่ผิดๆ ด้วยเสียงอันดังเหมือนสิงโตคำรามตามล่าเหยื่อ ความเชื่อที่อยู่ในตัวเขาได้นำพาเขาเข้าสู่การเป็นศัตรู หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาได้เรียกเขาให้ไปที่ อัสบูร์ก และเขาก็ไปที่นั่นแม้เพื่อนๆจะร้างเขาไว้ เขาทั้งหลายประนามเขาว่าพวกนอกรีต เขาต้องตอบตัวเองในที่ประชุม [สภาอิมพีเรียล] ประชุมสภาเมืองวอร์มส์ และทุกคน [บอกให้เขา] ให้อยู่ห่างๆ ไม่งั้งเขาจะต้องถูกเผา [ที่เสา]; แต่เขารู้สึกว่าจะต้องเป็นพยาน เขาก็ได้ไปที่หมู่บ้านต่าง และจากเมืองหนึ่งไปสู่อีกเมืองหนึ่ง เพื่อทำการประกาศที่นั่น คนจนได้หลั่งไหลออกมาจับมือคนที่อยู่ข้างพระเยซูคริสต์ และประกาศข่าวประเสริฐที่อันเสี่ยงถึงชิวิตของเขา คุณคงจำได้ตอนที่ท่านยืนต่อหน้าที่ประชุมสภาที่เมือง [วอร์มส์] ท่านรู้ว่าการกระทำของท่านอาจมีอันตรายถึงชีวิต เขาอาจถูก [เผาที่เสา] เหมือนกับ จอห์น ฮัสส์ [เขากระทำ] เหมือนคนของพระเจ้าและให้กับพระเจ้า วันนั้นตอนที่อยู่ใน [ศาล] ที่ประเทศเยอรมัน ลูเทอร์ได้ทำเป็นหมื่นๆครั้ง คือแม่และเด็กได้รับพรในนามของเขา และในพระนามของพระเจ้า (C. H. Spurgeon, “A Luther Sermon at the Tabernacle,” The Metropolitan Tabernacle Pulpit, Pilgrim Publications, 1973 reprint, Volume XXIX, หน้า 622-623).

“คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1:17)

ครั้งแรกที่ผมพบกับลูเทอร์คือที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ ซึ่งนานมาแล้ว ประมาณปี 1950’s เพราะมีคืนหนึ่งเขาได้ฉายหนังขาวดำถึงชีวิตของท่าน เขาดูเหมือนเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกับผมในอดิตที่ผ่านมา ซึ่งเขาเป็นคนที่ไม่น่าสนใจอะไรสำหรับผมเลย หนังของเขาก็ยาวน่าเบื่อ ผมยังแปลกใจว่าศิษยภิบาลของผมที่ชื่อ ดร. วอลเตอร์ เอ เป็กก์ เอาหนังเรื่องนี้มาฉายทำไม ผมขอพูดเสริมว่าทุกวันนี้ผมเข้าใจใหม่กับหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริง ผมอยากจะดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง กดที่นี่เพื่อไปชมตอนหนึ่งจากภาพยนตร์เรื่องนี้

ครั้งที่สองที่ผมพบกับเทอร์คือหลังจากที่ผมได้กลับใจใหม่แล้ว คือตอนที่ผมอ่านประสบการณ์การกลับใจใหม่ของ จอห์น เวสลีย์ ท่านได้กล่าวว่า

ในตอนเย็นวันหนึ่งผมเดินไปตามชุมชน ตรอกซอยอย่างไม่ได้ตั้งใจ ได้อ่านหนังสือของลูเทอร์ที่ชื่อว่าจดหมายส่งไปที่กรุงโรม ตอนอีกประมาณสิบห้านาทีก็จะถึงเก้าโมงเย็น ท่านได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงจากการกระทำของพระเจ้าทำงานสู่ใจโดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ผมรู้สึกอบอุ่นในหัวใจของผม ผมรู้สึกว่าที่ผ่านมาผมไว้วางใจในพระคริสต์ พระคริสต์ผู้เดียวสามารถให้ความรอด และก็รับประกันได้ถึงสิ่งผมได้รับ นั่นคือพระองค์ทรงนำความผิดบาปของผมออกไป และแม้แต่ใจ ทรงช่วยผมจากธรรมบัญัติแห่งบาปและความตาย (John Wesley, The Works of John Wesley, third edition, Baker Book House, 1979 reprint, volume I, p. 103) .

นี่สร้างความประทับใจให้กับผม เพราะผมรู้ว่าเวสลีย์ได้ไปเป็นหนึ่งในนักเทศน์ที่ยิ่งใหญ่ของการฟื้นใหญ่ครั้งแรก เวสลีย์กลับใจใหม่ในขณะที่กำลังฟังคำของลูเทอร์เรื่องความชอบธรรมโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์

ภายหลังจากนั้น ผมได้เรียนรู้ว่า จอห์นบันยัน บรรพบุรุษแห่งแบ๊บติสต์ของเรา อ่านลูเทอร์ตอนท่านกลับใหม่ "ท่านได้ขายการศึกษาพระคัมภีร์ของ่ทานโดยการเขียนถึงมาร์ติน ลูเทอร์” Expanding การศึกษาของเขาพระคัมภีร์กับงานเขียนของมาร์ตินลูเธอร์" (Pilgrim's Progress, Thomas Nelson, 1999 reprint, publisher's introduction, หน้า xii). บันยันก็จะกลายเป็นนักเขียนของแบ๊บติสต์อย่างกว้างขวางตลอดกาล!

จอห์น เวสลีย์ ผู้ก่อตั้งเมโธดิส กลับใจใหม่โดยการได้ยินคำของลูเธอร์ จอห์นบันยัน ได้อ่านหนังสือที่ลูเทอร์เขียนเอาไว้ และสามารถช่วยเขาเอาชนะอุปสรรคและทำให้เขากลับใจใหม่ และผมเชื่อว่าจะเป็นสิ่งดีมากถ้ามาอ่านหนังสือของลูเทอร์

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

You may email Dr. Hymers at rlhymersjr@sbcglobal.net, (Click Here) – or you may
write to him at P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. Or phone him at (818)352-0452.

อ่านพระวัจนะก่อนเทศนา โดย ดร. กรีกฟตัน เอล์ ชัน: อิสยาห์ 14:12-15
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคดกรีฟท์:
“Christian, Dost Thou See Them?” (โดย Andrew of Crete, 660-732;
แปลโดย John M. Neale, 1818-1866;
to the tune of “Onward, Christian Soldiers”).

โครงร่างของ

มาร์ติน ลูเทอร์ และ ซาตาน

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอรส์ จูเนียร์

“ท่านทั้งหลายจงเป็นคนใจหนักแน่น จงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่าน คือพญามาร วนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงโตคำราม เที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8)

(ยอห์น 8:44; วิวรณ์ 9:11; โรม 1:22)

II.   ประการแรก ตอนลูเทอร์กล่าวถึงต้นตอของซาตานและวิญญาณชั่วถูกต้อง
ทีเดียว อิสยาห์ 14:12-15; เอเสเคียล l 28:13-17; ยูดาห์ 6

II.  ประการที่สอง ลูเทอร์กล่าวถูกต้องว่าซาตานคือผู้ให้กำเนิดเรื่องความเศร้าและ
ความสิ้นหวัง ยอห์น 3:16; 6:37; ลูกา 8:12

III. ประการที่สาม ลูเทเทอร์กล่าวถูกต้องว่าความโศกเศร้าและความสิ้นหวังไม่ใช่
เรื่องเดียวกับ ความเชื่อเรื่องบาป 2 โครินธ์ 7:10; กิจการ 16:31.