Print Sermon

เป้าหมายของเวปไซต์นี้คือจัดเตรียมบทเทศนาที่เขียนจากต้นฉบับ และในรูปแบบวีดีโอให้กับผู้รับใช้ และมิชชั่นนารีที่ไปรับใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกที่สามที่ขาดแคลนพระคริสตธรรมหรือโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 221 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 40 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ขอขนมปังให้คนบาป

ASKING BREAD FOR SINNERS
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้า วันที่ 14 เดือน ตุลาคม ค.ศ. 2012 ณ คริสตจักร
แบ๊บติสต์แห่งนครลอสแองเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, October 14, 2012


เปิดพระคัมภีร์ของท่านไปที่พระธรรมลูกา 11:5 ซึ่งอยู่หน้า 1090 ตามพระคัมภีร์ฉบับ the Scofield Study Bible กรุณายืนและอ่านพระคำของพระเจ้าพร้อมกัน

พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ผู้ใดในพวกท่านมีมิตรสหายคนหนึ่ง และจะไปหามิตรสหายนั้นในเวลาเที่ยงคืนพูดกับเขาว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ขอให้ข้ายืมขนมปังสามก้อนเถิด เพราะเพื่อนของข้าคนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาหาข้า และข้าไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน ฝ่ายมิตรสหายที่อยู่ข้างในจะตอบว่า ‘อย่ารบกวนข้าเลย ประตูก็ปิดเสียแล้ว ทั้งพวกลูกก็นอนร่วมเตียงกับข้าแล้ว ข้าจะลุกขึ้นหยิบให้ท่านไม่ได้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นมิตรสหายกัน แต่ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน เพราะว่าทุกคนที่ขอก็จะได้ ทุกคนที่แสวงหาก็จะพบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา มีผู้ใดในพวกท่านที่เป็นบิดา ถ้าบุตรขอขนมปังจะเอาก้อนหินให้เขาหรือ หรือถ้าขอปลาจะเอางูให้เขาแทนปลาหรือ หรือถ้าเขาขอไข่จะเอาแมงป่องให้เขาหรือ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนชั่ว ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์” (ลูกา 11:5-13)

ทุกคนนั่งลงได้

อาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้อ่านบทความของ Pew Forum เกี่ยวกับศาสนาและชีวิตในสังคม บมความนี้กล่าวว่า จำนวนผู้เชื่อที่สังกัดคณะโปรเตสแตนต์ในประเทศอเมริการสี่สิบปีที่ผ่านมานั้นลดลงถึง 14% ในปี 1972 นั้น 62% เป็นผู้เชื่อที่สังกัดโปรเตสแตนต์ แต่ทุกวันนี้ตัวเลขกลับลดลงไปถึง 48% และลดลง 14% ในช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน คณะ เมทอดิสต์ สูญเสียสมาชิกประมาณ แปดแสนคนในช่วงระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา (Los Angeles Times, October 10, 2012, p. AA1). จากรายงานครั้งนี้ระบุว่าการที่ผู้เชื่อเหล่านี้หยุดการไปโบถส์เป็นเพราะเพราะว่า “เบื่อหน่ายต่อองค์กรศาสนาที่สนใจแต่เรื่องเงินทอง อำนาจ กฏระเบียบ และการเมือง” รายงานนี้ยังระบุอีกว่าผู้เชื่อเหล่านั้นรู้สึกว่า คริสตจักรต่างๆที่สังกัดโปรเตสแตนต์ในปัจจุบันนี้ไม่ได้ช่วยในสิ่งที่พวกเขาต้องการคือในด้านฝ่ายวิญญาณเลย นี่คือเหตุผลที่ทำให้คนหนุ่มสาวหลายต่อหลายกลุ่มต่างทยอยหนีออกจากคริสตจักร

ข้อพระคมภีร์ที่เราพึ่งอ่านมานั้นให้เหตุผลถึงการที่ทำไมคนหนุ่มสาวเหล่านั้นต้องหนีจากคริสตจักร พระเยซูให้เหตุอยู่ในข้อที่ หก

“เพราะเพื่อนของข้าคนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาหาข้า และข้าไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน” (ลูกา 11:6)

อะไรคือสิ่งที่ต้องสารภาพ! “ข้าไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน” นี่คือประเด็นที่คนหนุ่มสาวสมัยนี้รู้สึกตอนที่ไปเยี่ยมคริสตจักร พวกเขารู้สึกว่าคริสตจักรให้ไม่ได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ! สิ่งที่พวกเขาได้ยินได้ฟังล้วนเป็นเรื่อง เงินทอง อำนาจ กฏระเบียบ และการเมือง! คริสตจักรไม่ได้ให้ในสิ่งที่พวกเขาพึงพอใจเลย ไม่มีอะไรให้พวกเขานอกจากสนใจแต่เรื่องการเมือง หรือการเทศนาที่เทศน์แบบข้อต่อข้อไร้ชีวิตชีวา! ไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน! ไม่มีฤทธิ์เดช! ไม่มีความจริง! ไม่มีชีวิต! ไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน!

ตอนที่ผมยังหนุ่มเวลาไปที่โบถส์ก็รู้สึกได้เช่นนี้ คือตอนที่ผมอายุประมาณสิบสามปีมีเพื่อนบ้านชวญผมไปที่โบสถ์แบ็บติสต์ เพราะพวกเขามีกิจกรรมสำหรับพวกวัยรุ่น แต่การที่ผมจะคิดถึงเรื่องพระเจ้านั้นแถบจะไม่มีเลย เพราะคริสตจักรไม่มีอะไรที่จะดึงดุดชีวิตฝ่ายวิญญาณของผมเลย สุดท้ายผมก็หยุดการไปโบสถ์อย่างสิ้นเชิง แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดชึ้นตอนที่ผมได้อ่านประวัติของ เจมส์ ฮัดสัน เทย์เลอร์ คือมิชั่นนารีผู้บุกเบิกการประกาศที่ประเทศจีน และอ่านวรสารที่เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของ จอห์น เวสลีย์ ผมรู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มที่ ดินทางแสวงบุญ ซึ่งได้ร้องไห้ “ชีวิต! ชีวิต!” เหมือนว่าเขาหนีออกจากเมืองที่เลยร้าย เพื่อแสวงหาพระคริสต์ ผมได้ไปร่วมนมัสการที่คริสตจักรจีนแบ๊บติสต์เพื่อค้นหาชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นช่วงสั้นและเวลาเดียวกันกับ ดร. ทิโมธี หลิน มาเป็นศิษยาภิบาล ท่านเน้นหนักในเรื่องของการอธิษฐาน การเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์ การฟื้นฟู และอื่นๆที่เป็นการเสริมสร้างชีวิตในฝ่ายวิญญาณ ตอนที่ผมได้ยินคำเทศนาของ ดร. ชาร์ลส์ เจ ดบริดจ์ ที่คริสตจักรที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมไบโอลา และ ณ เวลานั้นผมได้กลับใจใหม่ ดังนั้นการนมัสการที่พระคริสตธรรม และที่คริสตจักรจีน สุดท้ายผมก็ได้ค้นพบอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ ก่อนหน้านั้น ตอนที่ผมยังไปที่คริสตจักรแบ๊บติสต์อีกแห่งหนึ่ง พวกเขาไม่มีอะไรให้ผมเลย! คริสตจักรเป็นเพียงพิธีการ คำเทศนา และการศึกษาพระคัมภีร์นั้นไร้ชีวิต ไม่มีอาหารฝ่ายจิตวิญญาณให้กับผมเลย! ดูเหมือนว่าทุกอย่างถูกออกแบบมาสนองความต้องการและความพึงพอใจให้กับพวกแม่บ้านที่อยู่ในวัยกลางคนและสามีของพวกเธอเท่านั้น มันไม่มีพลังใดๆ ที่ท้าทายศาสนาเลย การไปที่คริสตจักรที่นั่นมีแต่ความว่างเปล่าเหี่ยวแห้ง ตายด้าน มันไม่มีอะไรที่จะสร้างความพอใจให้กับเด็กหนุ่มอย่างผมเลย นั่นนำเรากลับเข้าสู่ข้อพระคัมภีร์ของเราอีกครั้ง ซึ่งตามฉับบ the Scofield Study Bible เรียกว่า “คำอุปมาของเพื่อนที่รบเร้า”

ตามคำอุปมา กล่าวถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เพื่อนของเขาเดินทางมาเยี่ยมในช่วงเที่ยงคืน เขาไม่มีอาหารที่จะให้เพื่อนรับประทานในช่วงเวลานั้น เขาจึงออกไปขออาหารจากเพื่อนบ้านที่อยู่ละเวกใกล้ๆนั้น เขาได้เคาะประตู และบอกว่า เพื่อนเอ๋ย “ขอยืมขนมปังสามก้อน” เขาได้ยินเสียงเพื่อนบ้านตอบกลับมาจากด้านหลังประตูที่ถูกใส่กลอนว่า เขาเข้านอนแล้ว และไม่อยากลุกมา แต่ชายคนนั้นไม่สนเสียงนั้น! เขากลับเคาะประตูและเคาะจนกว่าเพื่อนบ้านคนนั้นจะลุกออกมาเปิดประตู และเอาขนมปังให้เขานำกลับไปให้เพื่อนของเขารับประทาน พระเยซูได้ประยุกต์พระธรรมตอนนี้โดยกล่าวว่า

“เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน เพราะว่าทุกคนที่ขอก็จะได้ ทุกคนที่แสวงหาก็จะพบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา” (ลูกา 11:9-10)

ตอนจบของพระธรรมตอนนี้พระเยซูได้บอกว่าขนมปังนั้นคือ - “ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์” (ลกา 11:13) ขนมปังนั้นแสดงถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์

บางคนที่มาในเช้านี้ถ้าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คุณมา และบางคนอาจมาได้สองสามอาทิตย์แล้วก็ตาม เราต้องสารภาพให้กับพวกคุณว่า เราก็เช่นเดียวกันไม่มีอะไรที่จะตอบสนองความต้องการชีวิตฝ่ายวิญญาณของท่าน และกระตุ้นให้คุณเป็นสาวกของพระคริสต์ เหมือนกับชายที่อยู่ในคำอุปมานี้ เราไม่มีอะไรที่จะตอบสนองความหิวกระหายในวิญญาณของท่าน! ถ้าเรามัวแต่พึ่งตัวเราเอง เราไม่มีอะไรเลยที่จะให้คุณ แต่อาจจะเป็นเพียงบทเพลง คำเทศนา และงานฉลองวันเกิด! นี่คือสิ่งที่เรามีสำหรับเพื่อนเช่นคุณ! เราไม่มีพลังอำนาจ และชีวิตที่ได้รับเปลี่ยนแปลงให้คุณ เราต้องสารภาพให้กับพระเจ้า

“เพราะเพื่อนของข้า…คนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาหาข้า และข้าไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน” (ลูกา 11:6)

และตอนที่เราเริ่มต้นอธิษฐานเผื่อพวกคุณนั้น ดูเหมือนพระเจ้าจะบอกเราว่า “อย่ารบกวนข้าเลย ประตูก็ปิดเสียแล้ว ทั้งพวกลูกก็นอนร่วมเตียงกับข้าแล้ว ข้าจะลุกขึ้นหยิบให้ท่านไม่ได้” (ลูกา 11:7) พระเจ้าไม่ได้ตอบเรา ถึงแม้ว่าเราได้อดอาหารและอธิษฐานทุกๆวันเสาร์ให้คุณก็ตาม ผมขอบอกตามตรงว่าเราก็รู้สึกท้อใจบ้างในบางครั้ง มารซาตานพยายามขว้างสิ่งของเพื่อนทำลายและกีดขวางไม่ให้พระเจ้ามอบขนมปังตามที่เราอธิษฐานและอดอาหารขอให้คุณ ดูเหมือนว่ามารซาตานพยายามนำอุปสรรค์ใหม่ๆในแต่ละสัปดาห์ เพื่อหยุดยั้งการอธิษฐานร้องขอนั้น

อาทิตย์ที่ผ่านมามันเกือบจะฆ่าผมจากการทำให้เกิดอุบัติเหตุ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้มาเทศนาในตอนช่วงเย็น เราพบกับความยุ่งยาก “ที่จะยืนหยัดต่อต้านยุทธอุบายของพญามาร” (เอเฟซัส 6:11) และก็ดูเหมือนว่าพระเจ้ายังไม่ได้ตอบคำอธิษฐานที่เราได้ขอให้คุณ ดูเหมือนพระเจ้าจะบอกว่า “อย่ารบกวนข้าเลย ประตูก็ปิดเสียแล้ว ทั้งพวกลูกก็นอนร่วมเตียงกับข้าแล้ว ข้าจะลุกขึ้นหยิบให้ท่านไม่ได้” (ลูกา 11:7)

ถึงอย่างไรก็ตามพี่น้องคริสเตียนทั้งหลาย อย่าลืมสิ่งที่พระเยซูทรงบอกเราตามคำอุปมานั้น

“เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นมิตรสหายกัน แต่ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ” (ลูกา 11:8)

คำว่า “รบเร้า” ตามภาษากรีก หมายถึง “ไร้ยางอาย” ดร. อาร์ ซี เฮช เลนสกี กล่าวว่า

      คนขอทานไร้ยางอายที่จะรบเร้าเพื่อนในลักษณะเช่นนี้ เขายืดมิตรภาพให้นานๆ เพื่อประสบความสำเร็จ นั่นเป็นเพราะความไร้ยางอายของเขา ท่าทีแข็งแกร่งเช่นนี้สามารถใช้ได้กับการอธิษฐาน เพื่อไม่ให้อะไรมาเป็นอุปสรรค์ขัดขวางการอธิษฐานของเรา และพยายามคิดถึงพระสัญญาณที่บอกว่าเราจะได้รับตามคำอธิษฐาน ตามอย่างที่พระเยซูกล่าวไว้ในข้อที่ 9 (R. C. H. Lenski, Ph.D., The Interpretation of St. Luke’s Gospel, Augsburg Publishing House, 1961 edition, pp. 625-626)

“เพราะ [ความไร้ยางอาย] ของเขา เพื่อนจะลุกขึ้นมาและให้ตามที่เขาร้องขอ” อเมน! เราต้องยึดถือความไร้ยางอาย ใช่แล้ว! ในข้อที่ 9 และ 10 พระเยซูบอกอย่างชัดเจนว่า

“เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน เพราะว่าทุกคนที่ขอก็จะได้ ทุกคนที่แสวงหาก็จะพบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา” (ลูกา 11:9-10)

“ความไร้ยางอาย” คือพลังแห่งการอธิษฐาน และก็จะได้มาซึ่งทุกสิ่งที่เราร้องขอ! เพราะพระคริสต์บอกเรา ให้ขอ หา และเคาะ โดยการอธิษฐาน ดร. จอห์น อาร์ ไรซ์ กล่าวไว้ว่า “เราควรจะแปลข้อนี้ตามนี้ ‘เราบอกเจ้าว่า จงขอต่อไป แล้วก็จะประทานให้แก่ท่าน จงเคาะต่อไป แล้วก็จะเปิดให้แก่ท่าน เพราะทุกคนที่ขอ ก็จะไดรับ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้ ตามรูปแบบภาษากรีกนั้นการขอ การหา และการเคาะนั้น ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ขอพระเจ้าจงอวยพรทุกคนที่ขออย่างต่อเนื่องจะได้รับ ทุกคนที่เสาะหาจะพบ และทุกคนที่เคาะที่ประตูของพระเจ้า เพื่อร้องขอขนมปังให้กับคนบาป ประตูก็จะเปิดและจะได้รับขนมปังนั้น และได้รับขนมปังอย่างมากมายตามที่เขาต้องการไปจ่ายแจกให้คนบาปตามที่พระเจ้าประมาน!” (John R. Rice, D.D., Prayer: Asking and Receiving, Sword of the Lord Publishers, 1970 edition, หน้า. 94, 95). ดร. มาร์ติน ลอยด์ โจนส์ กล่าวว่า

      ผมอยากให้คุณอ่านชีวประวัติของคนที่พระเจ้าใช้ในคริสตจักรตลอดหลายศตวรรษโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการฟื้นฟู และคุณจะพบความกล้าหาญนี้เช่นกัน ... โอ้นี่เป็นความลับของการอธิษฐานบางครั้งผมก็คิด [โปริตัน] โทมัส กูดวิน ได้อธิบายถึงการประทับตาโดยวิญญาณในเอเฟซัส 1:13 ท่านใช้คำได้ยอดเยี่ยมมาก ท่านบอกว่า "ฟ้อง ฟ้องพระองค์ ฟ้องพระองค์เพราะสิ่งนั้น" อย่าปล่อย [พระเจ้า] อยู่เพียงลำพัง รบเร้าพระองค์ให้ทำตามพระสัญญา บอกพระองค์ถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสเอาไว้ และจะทำ อ้างข้อพระคัมภีร์ให้กับพระองค์ ... และพระองค์ก็ทรงพอพระทัยอย่างนั้น อาจจะเป็นเหมือนเด็กที่งอแง จะเป็นไรไปเพราะผู้เป็นพ่อชอบให้ทำอย่างนั้น และพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเรา และทรงรักเราและพระองค์ประสงค์ให้เราขอร้องพระองค์ให้ทำตามสัญญาของพระองค์เอง, อ้าง คำตรัสของพระองค์ให้กับพระองค์เอง และถ้าพูดทำนองนี้ พระองค์ยังอยากละเลย [ที่จะต้องตอบฉันหรือเปล่า]? พระเจ้าทรงพอพระทัย จงฟ้องพระองค์ [นั่นคือความต้องการของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสัญญาไว้เช่นนั้น!] (D. Martyn Lloyd-Jones, M.D., Revival, Crossway Books, 1987, หน้า. 197).

การเริ่มต้นที่ดีควรเริ่มจากข้อ 9 และ 10

“เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน เพราะว่าทุกคนที่ขอก็จะได้ ทุกคนที่แสวงหาก็จะพบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา” (ลูกา 11:9-10)

แล้วบอกพระเจ้าว่า “พระเจ้า พระองค์สัญญาว่าถ้าข้าพระองค์ยังขออยู่เรื่อยไป พระองค์ก็จะประทานตามคำอธิษฐานของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสัญญาว่าถ้าข้าพระองค์ยังเคาะประอย่างไม่หยุดหย่อน พระองค์จะเปิดประตูและประทานสิ่งที่ข้าพระองค์ร้องขอ พระเจ้า ตอนนี้ ข้าพระองค์ขอร้องให้พระองค์รักษาคำมั่นสัญญาของพระองค์ด้วย ข้าพระองค์กำลังร้องขอ ข้าพระองค์กำลังเคาะ โอ้ พระเจ้า ข้าพระองค์หวังว่าพระองค์จะเปิดประตู และประทานสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการ โอ้ พระเจ้า พระองค์ตรัสว่าทุกคนที่ร้องขอนั้นจะได้รับ ตอนนี้ข้าพระองค์กำลังทำตามพระดำรัสของพระองค์ ข้าพระองค์จะขอพระองค์อยู่เรื่อยไป พระองค์ทรงสัญญาณในพระธรรมลูกา 11:10 ว่า ข้าพระองค์จะได้รับในสิ่งที่ข้าพระองค์ขอ โอ้ พระเจ้า ข้าพระองค์หวังว่าพระองค์จะรักษาคำสัญญาของพระองคตาม ลกา 11:10! พระองค์ต้องการให้พระองค์ประทานสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการ! ข้าพระองค์จะฟ้องพระองค์สำหรับเรื่องนี้ – ตามพระสัญญาของพระองค์ ข้าพระองค์จะฟ้องพระองค์ในเรื่องนี้! ข้าพระองค์จะฟ้องพระองค์ในเรื่องนี้! และข้าพระองค์จะรบเร้าพระองค์อยู่เรื่อยไปจนถึงเวลาที่พระองค์ทรงประทานสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการให้กับข้าพระองค์!” นี่คือวิธีการทุกคนรุ่นก่อนไม่ว่าจะชายหรือหญิงได้ร้องขอ และพระเจ้าก็เปิดประตูสวรรค์และประทานการฟื้นฟูลงมา และนี่คือวิธีการที่คริสเตียนในประเทศสาธารณประชาชนจีนไม่ว่าจะชายหรือหญิงทำกัน จึงไม่แปลกใจเลยกับการที่คนในประเทศจีนกลับใจเป็นหมื่นๆคนต่อสัปดาห์! เพราะคริสเตียนที่นั่นไร้ยางอายต่อการที่จะเคาะประตูสวรรค์ จนกว่าพระเจ้าได้ประทานในสิ่งที่พวกเขาต้องการ!

แล้ว “ขนมปัง” ที่ชายคนนั้นร้องขออย่างไม่หยุดหย่อนในช่วงเที่ยงคืนนั้นแสดงถึงอะไร? ทำไม ขนมปังนั้นทำไห้เขาต้องรบเร้าขอ หา และเคาะ เพื่อได้มาซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วยังมีอะไรอื่นอีกที่คนบาปคนนี้ต้องการ? พระเยซูได้ตรัสเอาไว้ในช่วงท้ายของข้อ 13 ว่า “ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์” (ลูกา 11:13) พระคัมภีร์ฉบับ Scofield กล่าวถึงตอนหนึ่งที่หายไปว่า นักอธิษฐานคนนี้ไม่ได้อธิษฐานขอพระวิญญาณให้กับตัวเอง แต่ขอพระวิญญาณให้กับเพื่อนของเขาตามข้อที่ 6 เขาบอกว่า

“เพราะเพื่อนของข้าคนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาหาข้า และข้าไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน’

แน่นอน ถ้าพระเจ้าไม่ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตามการร้องขอในคำอธิษฐานของคุณ นั่นแสดงว่าคุณก็จะไม่มีอะไรเลยที่จะให้กับคนเหล่านั้น ดร. จอห์น อาร์ ไรซ์ กล่าวไว้ว่า

เริ่มแรกพระเยซูกล่าวแบบทั่วๆไป จนกว่าจะถึงตอนสุดท้ายของบทเรียนนี้ ... การอธิษฐาน ที่พระองค์กำลังสอนสาวกนั้นคืออธิษฐานเพื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ... จะนำมาซึ่งการฟื้นฟู ลงโทษคนบาปและเปลี่ยนแปลงพวกเขา ประทานสติปัญญา อำนาจและการเป็นผูความสัมพันธ์กับพระเจ้า! ตอนที่เราอธิษฐานขอขนมปังให้กับคนบาป นั่นคือความจริงในสิ่งที่เราต้องการ ... พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า (Rice, เล่มเดียวกัน., หน้า. 96).

ตอนนี้ผมกำลังพูดให้กับคนที่ตอนนี้ยังหลงหายอยู่ ขนมปังในคำอุปมานี้นั้นคือสัญญาลักษณ์ที่แสดงถึงพระวิญญาณ พระวิญญาณจึงสำคัญที่สุดกว่าสิ่งใดๆที่คุณต้องการ! ถ้าพระวิญญาณไม่ได้เสด็จมาบนตัวคุณในขณะที่เรานมัสการนี้ คุณจะไม่มีทางเชื่อเรื่องบาป พระเยซูจึงตรัสว่า

“พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้สึกถึงความผิดบาป และถึงความชอบธรรม และถึงการพิพากษา” (ยอห์น 16:8)

เรากำลังอธิษฐานขอพระวิญญาณเสด็จลงมาบนตัวคุณ เพื่อคุณจะรับรู้ถึงเรื่องบาปที่อยู่ในใจของคุณ ถ้าพระวิญญาณไม่ทำอย่างนั้นให้กับคุณ มันก็ไม่มีทางที่ทำให้คุณอยากจะได้พระเยซู

ต่อจากนั้น เรากำลังอธิษฐานขอพระวิญญาณนำตัวคุณเข้ามาถึงพระคริสต์ เพื่อรับเอาความรอดอย่างแท้จริง พระเยซูตรัสว่า

“ไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะทรงชักนำให้เขามา และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 6:44)

ดังนั้น เราจึงอธิษฐานขอพระเจ้าทรงส่งพระวิญญาณเสด็จมานำคุณมาหาพระคริสต์ เพราะพระเยซูเท่านั้นที่สามารถช่วยคุณให้รอดพ้นจากบาป และนรก

ตอนนี้คุณแค่ได้ยินเรื่องราวในพระกิตติคุณ คุณแค่ได้ยินว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของคุณ คุณเพียงแค่ได้ยินว่าพระโลหิตของพระเยซูสามารถชำระคุณจากความบาป และทำให้คุณเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรพระเจ้า คุณเพียงแค่ได้ยินว่าพระเยซูได้ฟื้นขึ้นจากความตาย และประทับอยู่บนสวรรค์ ในอีกภพหนึ่ง กำลังอธิษฐานเผื่อคุณ นี่คือความจริงต่างๆที่คุณแค่ได้ยิน แต่ยังไม่เคยสัมผัสและประสบด้วยตัวเอง และไม่มีทางที่คุณจะรับประสบการณ์เหล่านี้ จากการที่คุณมานั่งในคริสตจักรอาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่า เพราะแค่อยากได้ยินเท่านั้น ต้องมีบางสิ่งที่คุณต้องทำมากกว่าแค่การมาฟัง มิฉะนั้นคุณจะไม่รอด!

พระวิญญาณบริสุทธิ์ต้องเสด็จลงมา และกระทำให้คุณรู้สึกถึงความบาปนั้น และเสด็จมาเพื่อนำคุณไปที่พระคริสต์ พระวิญญาณประทานชีวิตฝ่ายวิญญาณ เพื่อคุณจะสามารถอยู่ร่วมกับพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่ มันต้องอาศัยการอัศจจรย์เพื่อนำตัวคุณมาที่พระคริสต์ ต้องอาศัยการอัศจจรย์เพื่อคุณจะสามารถบังเกิดใหม่ได้ และพระวิญญาณผู้เดี่ยวเท่านั้นที่สามารถทำให้การอัศจรรย์นี้เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ ถ้าพระวิญญาณไม่เสด็จมาประทานสิ่งที่เป็นความต้องการในฝ่ายวิญญาณของคุณในการนัสการครั้งนี้ เราอาจบอกได้เพียงว่า

“เพราะเพื่อนของข้า…คนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาหาข้า และข้าไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน” (ลูกา 11:6)

นี่คือสิ่งที่เราทำการอดอาหารและอธิษฐานให้คุณเมื่อวันนี้ เราจะขอต่อไป เราจะหาต่อไป เราจะเคาะต่อไป – จนกระทั่งวันที่พระเจ้าทรงเปิดประตูสวรรค์และส่งพระวิญญาณลงมาทำให้คุณกลับใจใหม่ พระเยซูตรัสว่า “ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์” (ลูกา 11;13) และเรากำลังอธิษฐานให้คุณ เรากำลังขอพระเจ้าส่งพระวิญญาณมาลงโทษบาปของคุณ และนำคุณมาหาพระคริสต์เพื่อรับประสบการณ์แห่งการอัศจรรย์!

กรุณายืนขึ้น คุณ ลี จะนำเราอธิษฐานขอพระเจ้าลงโทษบาปของคุณ และนำคุณมาหาพระคริสต์ เพื่อบาปของคุณจะได้รับการชำระโดยพระหิตของพระองค์ (คุณ ลี อธิษฐาน) “เพื่อคุณ เราจึงได้อธิษฐาน” ร้องท่อนรับด้วยกัน!

เพราะคุณ ฉันจึงได้อธิษฐาน เพราะคุณ ฉันจึงได้อธิษฐาน
   เพราะคุณ ฉันจึงได้อธิษฐาน
ฉันกำลังอธิษฐานให้คุณ
   (“ฉันกำลังอธิษฐานให้คุณ” โดย S. O’Malley Clough, 1837-1910).

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

You may email Dr. Hymers at rlhymersjr@sbcglobal.net, (Click Here) – or you may
write to him at P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. Or phone him at (818)352-0452.

อธิษฐานก่อนเทศนา โดย ดร. กรีนตัน เอล์ ชาน
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคดกรีฟท์:
“ฉันกำลังอธิษฐานให้คุณ” (โดย S. O’Malley Clough, 1837-1910).