Print Sermon

เป้าหมายของเวปไซต์นี้คือจัดเตรียมบทเทศนาที่เขียนจากต้นฉบับ และในรูปแบบวีดีโอให้กับผู้รับใช้ และมิชชั่นนารีที่ไปรับใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกที่สามที่ขาดแคลนพระคริสตธรรมหรือโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 221 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 40 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




สำเร็จแล้ว!

TETELESTAI!
(Thai)

โดย
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้า วันที่ 5 เดือน สิงหาคม 2012
ณ คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแองเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, August 5, 2012

“เมื่อพระเยซูทรงรับน้ำองุ่นเปรี้ยวแล้ว พระองค์ตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” และทรงก้มพระเศียรลงปล่อยพระวิญญาณจิตออกไป” (ยอห์น 19:30)


พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขนในเวลา 9.00 นาฬิกาของตอนเช้า ผู้คนที่กำลังมองดูพระองค์นั้นต่างก็ตะโกนบอกให้พระองค์พิสูนจ์การเป็นพระบุตรของพระเจ้าโดยการลงมาจากกางเขน

ฝูงชนที่ผ่านไปนั้นต่างก็ตะโกนไปที่พระเยซูว่า “เจ้าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวันน่ะ จงช่วยตัวเองให้รอด ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า จงลงมาจากกางเขนเถิด” (มัทธิว 27:40)

ในขณะเดียวกัน พวกปุโรหิต พวกธรรมจารย์ และบรรดาผู้นำเหล่านั้นก็เดินไปที่กางเขนและร้องตะโกนในลักษณะเช่นเดียวกัน

“พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่ก็เยาะเย้ยพระองค์เช่นกันว่า เขาช่วยคนอื่นให้รอดไ ด้แต่ช่วยตัวเองให้รอดไม่ได้ ถ้าเขาเป็นกษัตริย์ของชาติอิสราเอลให้เขาลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้เถิด และเราจะเชื่อเขา” (มัทธิว 27:41-42)

พวกทหารโรมันที่เฆี่ยนตีพระองค์ก่อนหน้านั้น ได้เอาหนามสานเป็นมงกุฏแล้วสวมไปบนศีรษะของพระองค์ พร้อมกับดึงหนวกของพระองค์และตะโกนให้พระองค์ช่วยตัวพระองค์ให้รอดโดยลงมาจากกางเขน

“พวกทหารก็เยาะเย้ยพระองค์ด้วย เข้ามาเอาน้ำองุ่นเปรี้ยวส่งให้พระองค์ แล้วว่า ถ้าท่านเป็นกษัตริย์ของพวกยิว จงช่วยตัวเองให้รอดเถิด” (ลูกา 27:36-37)

สองคนร้ายที่ถูกตรึงที่กางพร้อมกับพระองค์นั้นก็ตะโกนให้พระองค์ลงจากกางเขนเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง

“ฝ่ายพระเยซูทรงตอบเขาว่า เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราใน เมืองบรมสุขเกษม เวลานั้นประมาณเวลาเที่ยง ก็บังเกิดความมืดทั่วทั้งแผ่นดินจนถึงบ่ายสามโมง” (ลูกา 27:43-44).

เมื่อเวลาผ่านหนึ่งในผู้ร้ายคนนั้นก็ยังตะโกนไปที่พระองค์ “ถ้าท่านเป็นพระคริสต์ จงช่วยตัวเองกับเราให้รอดเถิด” (ลูกา 23:39)

ทำไมคนเหล่านั้นถึงได้ตะโกนเช่นนี้ “จงลงมาจากกางเขนเถิด”? ทำไมพวกเขาจึงพร้อมเพรียงทำเช่นนี้? พวกปุโรหิต พวกธรรมจารย์ และบรราดาพวกผู้ใหญ่ ฝูงชน พวกทหารโรมัน แม้กระทั่งผู้ร้ายที่ถูกตรึงที่กางเขาต่างก็ตะโกนว่า “ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า จงลงมาจากกางเขนเถิด” (มัทธิว 27:40) ผมพูดได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าซาตานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังผู้คนเหล่านี้ให้เยาะเย้ยพระเยซู และตะโกนให้พระองค์ช่วยตัวเองโดยการลงมาจากกางเขน ก่อนหน้านั้นพระเยซูตรัสว่าพระองค์จะถูกตรึงที่กางเขน เปโตรก็ได้คัดคั้นโดยกล่าวว่า “อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย” (มัทธิว 16:22) พระเยซูหันไปที่เปโครแล้วตรัสว่า “อ้ายซาตาน จงถอยไปข้างหลังเรา” (มัทธิว 16:23) มารซาตานได้ดลใจให้เปโตรห้ามไม่ให้พระเยซูไปที่ไม้กางเขน ดังนั้นเราจึงรู้ว่ามารซาตานไม่อยากให้พระเยซูถูกตรึงที่กางเขน เพราะมันเกลียดการสิ้นพระชนม์และเกลียดพระโลหิตของพระคริสต์ เพราะมันรู้ดีว่ามนุษย์ไม่สามารถรับกางทรงไถ่ถ้าไม่มีโลหิตและการสิ้นพระชนม์แทนคนบาป ผมจึงเชื่อว่าซาตานนั่นเองเป็นผู้ดลใจให้คนชั่วเหล่านั้นเย้ยหยั่งพระคริสต์โดยการพูดว่า “จงช่วยตัวเองให้รอดและลงมาจากกางเขนเถิด” (มาระโก 15:30)

ถึงกระนั้นก็ตามก็ขอบพระเจ้าที่พระเยซูมิได้ฟังเสียงของคนเหล่านั้น! พระองค์ทรงสามารถทำได้อย่างที่พวกเขาเรียกร้อง และพระองค์ทรงสามารถที่จะลงจากกางเขนได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าพระองค์ทรงทำอย่างนั้นจะไม่มีคนบาปคนไหนเลยที่จะได้รับการช่วยกู้จากการลงโทษในบาป แต่จะตกนรกตลอดไป!

ในยามเช้าเงียบสงัดบนภูเขาโกละโกธา
   พระคริสต์พระผู้ไถ่ของฉันเสด็จไป เหนื่อยล้าและท้อใจ
สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อแก่คนบาป
   ที่นั่นพระองค์ทรงช่วยกู้คนบาปจากการสูญเสียที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ทรงพระเจริญแด่พระผู้ไถ่! ทรงพระเจริญแด่พระผู้ไถ่!
   ดูเหมือนว่าตอนนี้ฉันได้เห็นพระองค์บนต้นไม้ที่โกละโกธา
ได้รับบาดเจ็บและมีเลือดไหลออกมาเพื่อคนบาป
   คนตาบอดและคนถูกทอดทิ้ง – และสี้นพระชนม์เพื่อฉัน!
(“Blessed Redeemer” by Avis Burgeson Christiansen, 1895-1985).

ตอนนี้เรามาถึงจุดสุดท้ายเกี่ยวกับการถวายตัวของพระเยซูเป็นเครื่องบูชาบนไม้การเขน ตอนพระองค์ทรงรับน้ำองุ่นเปลี้ยว จากพวกทหาร พระองค์ก็ได้ทรงไถ่ความบาปของเราได้อย่างสิ้นเชิง แล้วตอนนี้พระองค์ก็ร้องว่า

“สำเร็จแล้ว” (ยอห์น 19:30)

และแล้วพระองค์ก็ก้มพระพักต์ลงและทรงสิ้นพระชนม์

มัทธิว มาระโก และลูกาต่างก็กล่าวแก่พวกเราว่า พระเยซูทรงตะโกนด้วยเสียงอันดังก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ แต่พวกเขากลับไม่บอกพวกเราว่าเสียงที่ตะโกนออกมานั้นกล่าวว่าอะไร ยอห์นคนเดียวเท่านั้นที่บอกว่าเสียงที่พระองค์ตะโกนออกมานั้นคือคำว่า “มันสำเร็จแล้ว” คำนี้ในภาษากรีกตามพระคัมภีร์ใหม่คือคำว่า “Tetelestai” แปลออกได้เป็นสามคำคือ “มันสำเร็จแล้ว” (it is finished)

การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูนั้นทรงกระทำให้หลายๆอย่างสำเร็จลง แต่ในที่นี้ผมจะนำเพียงแค่สามอย่างมากล่าว – 1. การทรงทนทุกข์ทรมาณของพระองค์สิ้นสุดลงแล้ว 2. พระพิโรธของพระเจ้าที่จะมาถึงเราได้สิ้นสุดลงแล้ว 3. ความรอดของเราสำเร็จแล้ว

I. ประการแรก การทรงทนทุกข์ทรมาณของพระองค์สิ้นสุดลงแล้ว

ตลอดทั้งชีวิตของพระองค์บนโลกนี้มีแต่การทนทุกข์ ในขณะที่พระองค์ยังเป็นทารกนั้นกษัตริย์เฮโรดพยายามที่จะฆ่าพระองค์ ดังนั้นโยเซฟจึงต้องพาทารกน้อยคือพระเยซูและมารีย์อพยพไปอยู่ที่อียีปต์เพื่อให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของเฮโรด

พระองค์ทรงถูกคนเข้าใจผิดตลอดช่วงชีวิตของพระองค์ เช่นแม้แต่แม่และพี่น้องของพระองค์ยังคิดว่าพระองค์ “ทำเพื่อตัวเอง” การประกาศข่าวดีครั้งแรกของพระองค์ให้กับฝูงชนอยู่บนเชิงเขา ก็มีคนพยายามหาหนทางที่จะฆ่าพระองค์โดยการโยนลงจากภูเขา เราก็ยังรับรู้อีกว่ามีหลายครั้งที่เดียวที่พวกปุโรหิตและพวกธรรมจารย์พยายามหาหนทางฆ่าพระองค์ปิดปาก พวกฟารีสีถึงขั้นจะเอาก้อนหินขว้างพระองค์ให้ตาย ในยามที่ผู้ที่ติดตามพระองค์หนีออกจากพระองค์นั้น พระองค์ก็ยังตรัสถามสาวกของพระองค์ว่า “ท่านทั้งหลายก็จะจากเราไปด้วยหรือ?” (ยอห์น 6:67) พระองค์ทรงดำเนินอยู่บนโลกนี้อย่างผู้ยากไร้และถูกสังคมประนามเยาะเย้ย ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงกระทำการอัศจรรย์หลายอย่าง และรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยมากมายก็ตาม พวกเขายังกล่าวหาว่าพระองค์ถูกวิญญาณชั่วเข้าสิงและวิกลจริต

ในสวนเกทเสมนีคือก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงที่กางเขน สาวกของพระองค์ต่างก็หลับไหล ปล่อยให้พระองค์อยู่เพียงลำพัง พระองค์อธิษฐานอยู่ในสวนเกทเสมนี “พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่” (ลูกา 22:44) อีกไม่กี่นาทีหลังจากหนั้งพระองค์ก็ถูกจับกุม “แล้วสาวกทั้งหมดก็ได้ละทิ้งพระองค์ไว้และพากันหนีไป” (มัทธิว 26:56)

พวกทหารโรมันได้ลากพระองค์ไปที่เจ้าเมืองของพวกเขาคือ ปอนทีอัส ปีลาทนำพระองค์ไปประชิดกับความตาย พวกเขาดึงหนวดและตบใบหน้าของพระองค์ พวกเขาได้เอาหนามมาสานเป็นมงกุฏสวมไปที่ศีรษะของพระองค์ทำให้มีเลือดไหลออกมา พระเยซูทรงตรัสตามที่ผู้เผยพระวัจนะอิสยาห์ได้กล่าวเอาไว้

“ข้าพเจ้าหันหลังให้แก่ผู้ที่โบยตีข้าพเจ้า และหันแก้มให้แก่คนที่ดึงเคราข้าพเจ้าออก ข้าพเจ้าไม่หนีหน้าจากความอายแก่การถ่มน้ำลายรด” (อิสยาห์ 50:6)

แล้วพวกเขาก็บังคับให้พระองค์แบกกางเขนไปยังที่พระองค์จะต้องถูกลงโทษ และที่นั้นพวกเขาได้นำตะปูมาตอกที่มือและเท้าทั้งสองข้าง แล้วตรึงพระองค์ไว้บนไม้กางเขนโดยไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ บทเพลงคร่ำครวญ 1:12 ได้บรรยายถึงความเศร้าสลดและความทุกข์ตามอย่างที่พระเยซูทรงเดินผ่าน

“ดูก่อน ท่านทั้งหลายที่เดินผ่านไป ท่านไม่เกิดความรู้สึกอะไรบ้างหรือ ดูเถิด จงดูซิว่ามีความทุกข์อันใดบ้างไหมที่เหมือนความทุกข์ที่มาสู่ข้าพเจ้า เป็นความทุกข์ซึ่งพระเยโฮวาห์ได้ทรงกระทำแก่ข้าพเจ้าในวันที่พระองค์ทรงกริ้วข้าพเจ้าอย่างเกรี้ยวกราดนั้น” (บทเพลงคร่ำครวญ 1:12)

ตอนที่พระเยซูร้องออกมาว่า “มันสำเร็จแล้ว” ซึ่งหมายถึง ชีวิตของพระองค์บนโลกนี้ที่มีแต่การทนทุกข์ทรมาณได้สิ้นสุดลงแล้ว และหมายถึงประสบการณ์แห่งการทนทุกข์ของพระองค์ต่อโลกนี้ ท่ามกลางบรรดาคนชั่วทั้งหลายได้สิ้นสุดลงเป็นครั้งสุดท้าย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พระองค์ทรงรู้สึกเต็มพระทัยที่จะไปที่กางเขนนั้น!

“เพราะเห็นแก่ความยินดีที่มีอยู่ตรงหน้านั้น พระองค์ได้ทรงทนเอากางเขน” (ฮีบรู 12:2ก)

พระองค์ทรงชื่นชมยินเต็มพระทัยไปที่กางเขน เพราะทรงทราบว่าความทุกข์ทรมาณต่างๆบนโลกนี้ของพระองค์จะสิ้นสุดลงที่นั่น “และเพื่อพระองค์จะได้เสด็จสู่สวรรค์ในหลังจากนั้น และได้เสด็จประทับเบื้องขวาพระที่นั่งของ…พระเจ้าแล้ว” (ฮีบรู 12:2ข) จึงไม่แปลกใจเลยที่พระองค์ร้องตะโกนออกมาว่า

“มันสำเร็จแล้ว”

“ชายผู้ทรงทนทุกข์” พระนามนี้
   เป็นของพระบุตรของพระเจ้าผู้เสด็จลงมา
ทรงทำร้ายคนบาปและเรียกคืน
   ฮาเลลูยา! แด่พระผู้ช่วยให้รอด!
(“Hallelujah, What a Saviour!” โดย Philip P. Bliss, 1838-1876).

II. พระพิโรธของพระเจ้าที่จะมาถึงเราได้สิ้นสุดลงแล้ว

สิ่งที่น่าเศร้าสลดใจมากที่สุดเกี่ยวกับการถูกตรึงที่กางเขนนั้นคือความบาปของเราตกไปอยู่ที่พระกายของพระองค์ ทำให้พระเยซู “ผู้ทรงไม่มีบาป ให้เป็นความบาปเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์” (2 โครินธ์ 5:21) พระเยซูไม่เพียงแค่แบกโทษเพื่อบาปของเราที่จะต้องรับโทษ แต่พระองค์ยังแบกบาปต่างๆที่ตกอยู่ในพระกายอันบริสุทธิ์พระองค์บนไม้กางเขนด้วย อัครทูตเปโตรจึงกล่าวว่า

“พระองค์เองได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ที่ต้นไม้นั้น” (1เปโตร 2:24).

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับถูกตรึงที่กางเขนไม่ใช่อยู่ที่ความเจ็บทางฝ่ายร่างกาย เช่นอย่างคนที่ได้รับการทรมาน เพราะถูกเผาและถูกตรึงกางเขน แต่ความทุกข์ที่พระเยซูทรงรับนั้นมากกว่าที่ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถรับได้

ในหนังสือชื่อ ทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ รีชาร์ด วูมเบรน์ ได้พูดถึงปุโรหิตคนหนึ่งที่ทนทุกข์เพื่อพระองค์ในคุกของคอมมัวนิกต์ และความยากไร้ภายใต้ของการทนทุกข์นี้ ปุโรหิตคนนั้นได้บอกให้ วูมเบรน์ว่า “อภัยให้ผมเถิด พี่น้อง ผมได้ทนทุกข์ทรมาณมากกว่าพระคริสต์” จากคำพูดนี้ทำให้ผมเข้าใจคนจนคนหนึ่งที่พูดถึงการทนทุกข์ทรมาณของเขา แต่สำหรับเขาแล้วเป็นการเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มีใครหรอกที่จะทนทุกข์ทรมาณมากเท่ากับพระคริสต์ – นั่นเป็นเพราะไม่มีใครนคนไหนในโลกนี้ที่จะสามารถแบกความบาปของคนอื่น สำหรับพระองค์แล้วทรงแบกความบาปของเรา และถูกลงโทษเพราะบาปของเรา

นอกจากนี้ พระเยซูยังแบกพระพิโรธของพระเจ้าบนไม้กางเขนด้วย ซึ่งผมเข้าใจดีว่าเป็นการยากที่จะเข้าใจเรื่องเช่นนี้ แต่นั่นเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า

“พระเยโฮวาห์ทรงวางลงบนท่านซึ่งความชั่วช้าของเราทุกคน” (อิสยาห์ 53:6)

พระคัมภีร์อีกข้อหนึ่งก็กล่าวว่า

“แต่ก็ยังเป็นน้ำพระทัยของพระเยโฮวาห์ที่จะให้ท่านฟกช้ำด้วยความระทมทุกข์ เมื่อพระองค์ทรงกระทำให้วิญญาณของท่านเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป…”
(อิสยาห์ 53:10)

ตอนที่พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้น พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์พร้อมไปกับความบาปของเราและพระพิโรธของพระเจ้าเหตุเพราะบาปของเรา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรกับการที่พระเยซูทรงร้องออกมาว่า

“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์
ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (มัทธิว 27:46).

พระเจ้าพระบิดาทรงหันพระพักต์ไปจากพระบุตรของพระองค์ เสมือนว่าพระเยซูทรงกระทำความบาปบนไม้กางเขนเพื่อเป็นการถวาย ดังนั้นพระพิโรธของพระเจ้าได้ปรากฏขึ้นตอนที่พระเยซูทรงร้องออกมาว่า

“มันสำเร็จแล้ว”

ตอนที่คุณเชื่อไว้วางใจพระเยซูแล้ว พระพิโรธของพระเจ้าจะไม่ลงมาบนตัวคุณอีก ทำไมล่ะ? นั่นเพราะว่าพระพิโรธของพระเจ้าได้ตกลงมาบนพระเยซูจากการที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณปฏิเสธพระเยซู คุณต้องชดใช้ความบาปของคุณโดยการตกนรก

III. ประการที่สาม ความรอดของเราทำสำเร็จแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้เองมีชายสามคนได้มาหาผม เพื่อแสวงหาความรอด ทั้งสามคนนี้ต่างก็เกลียดพ่อของตัวเอง นั่นแสดงว่าทำผิดต่อธรรมบัญญัติข้อที่ห้า (อพยพ 20:12) ผมบอกให้บุคคลทั้งสามนี้มาวางใจในพระเยซู เพื่อบาปของพวกเขาจะได้รับการชำระโดยพระโลหิตของพระองค์ หนึ่งในสามคนนี้ได้ทำตาม เขาได้วางใจในพระคริสต์และก็ได้รับการช่วยกู้ เขาจึงกลับไปหาพ่อของเขาและขอให้พ่อยกโทษให้ แต่สองคนที่เหลือนั้นไม่ยอมวางใจในพระเยซู พวกเขาก็กลับบ้านและขอให้พ่อของพวกเขายกโทษให้เช่นกัน ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่สองคนนี้ไม่ยอมที่จะวางใจในพระเยซู แต่กลับวางใจในสิ่งที่พวกเขาทำแล้วคิดว่าดีนั่นคือขอให้พ่อยกโทษให้พวกเขา แต่พระคัมภีร์กล่าวว่า

“พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง
แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่…” (ทิตัส 3:5).

ใช่ว่าเราได้รับการช่วยกู้โดยการทำบางสิ่งบางอย่าง ถึงแม้ว่าการกระทำนั้นเป็นเรื่องที่ดีก็ตาม แต่การรับการช่วยกู้ของเรานั้นโดยทางพระกรุณาของพระเยซูเท่านั้น เพราะเหตุที่การงานของพระองค์ทรงสำเร็จบนไม้กางเขนแล้ว! นักโทษที่เมืองฟีลิปปีได้กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้องทำอย่างไรจึงจะรอดได้”(กิจการ 16:30) อาจารย์เปาโลจึงบอกเขาว่า “จงเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย” (กิจการ 16:31) ทุกอย่างที่คุณต้องทำเพื่อรับการช่วยกู้นั้นก็คือวางใจในพระเยซู!

บนไม้กางเขนนั้นพระเยซูทรงกระทำทุกอย่างก็เพื่อคุณ ตอนที่พระองค์กล่าวว่า “มันสำเร็จแล้ว” นั่นหมายถึง ทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องได้มันสำเร็จแล้ว ถึงตอนนี้คุณไม่จำเป็นที่จะต้องทำอะไรอีก แต่ให้วางใจพระองค์ ในช่วงเวลาที่คุณมาไว้วางใจพระเยซูนั้นคุณก็ได้รับการช่วยกู้จากพระองค์แล้ว – ในทุกๆเวลาและตลอดไป!

เจมส์ ฮุดสัน เทเลอร์ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรที่ชื่อว่า มิชชั่นเพื่อคนจีน (the China Inland Mission) ก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางไปประเทศจีน ตอนที่เขามีอายุสิบห้าปีนั้น เขาได้อ่านหนังสื่อเล่มหนึ่งชื่อว่า “พันธกิจของพระเยซูที่สำเร็จแล้ว” ในขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือเล่มนี้เขาได้เข้าใจรับรู้ว่าความต้องการเรื่องการช่วยกู้ของเขานั้น พระเยซูทรงทำสำเร็จแล้วบนไม้กางเขน! ฮุดสันจึงได้คุกเขาลงและไว้วางใจในพระเยซู ทันไดนั้นเขาก็ได้รับการช่วยกู้ให้รอด – เขาจึงเดินทางไปที่ประเทศจีนและกลายเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่มีชื่อเสียง ผมกำลังถามตัวคุณและอยากให้ทำเช่นเดียวกันกับ เจมส์ ฮุดสัน เทเลอร์ จงกลับใจใหม่และวางใจในพระคริสต์โดยทางความเชื่อ แล้วพระองค์จะยกโทษผิดบาปของคุณและช่วยจิตวิญญาณของคุณให้รอด เพราะว่า

“มันสำเร็จแล้ว” (ยอห์น 19:30)

ทุกอย่างที่คุณต้องการเพื่อการช่วยกู้นั้นกระทำสำเร็จแล้วโดยพระเยซูบนไม้กางเขน
เข้ามาไว้วางใจในพระองค์ แล้วคุณจะรับการช่วยกู้ในเช้านี้!

ผมจะร้องหนึ่งเพลง ถ้าคุณต้องการรู้เกี่ยวกับการหาพระเยซูและเรียนรู้เกี่ยวกับคริสเตียนมากกว่านี้ ขอกรุณาลุกจากที่นั่งของท่าน แล้วเดินออกไปข้างหลังห้องนมัสการนี้ในขณะที่ผมกำลังร้องเพลงอยู่ ดร. คาเกนจะพาคุณไปหาห้องที่เงียบๆเพื่อให้คำปรึกษาและอธิษฐานเผื่อ กรุณาไปที่นั่นในขณะที่ผมกำลังร้องเพลงนี้

ฉันได้เสียงแห่งการต้อนรับ นั่นคือเสียงของพระเจ้า
   พระองค์ทรงชำระความบาปหมดเวร ด้วยโลหิตจากกางเขน
ขอพระองค์เมตตาข้ามาเฝ้าเดี๋ยวนี้!
   ขอพระโลหิตจากกางเขนล้างบาปให้สิ้นกรรมเวร
(“ข้าพเจ้าได้เข่ามาเฝ้าพระเจ้า” โดย Lewis Hartsough, 1828-1919).

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

You may email Dr. Hymers at rlhymersjr@sbcglobal.net, (Click Here) – or you may
write to him at P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. Or phone him at (818)352-0452.

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนา โดย ดร. กรีฟตัน เอล์ ชาลล์: มาระโก 15:29-37
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคดกรีฟท์:
“Blessed Redeemer” (by Avis Burgeson Christiansen, 1895-1985)

โครงร่างของ

สำเร็จแล้ว!

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“เมื่อพระเยซูทรงรับน้ำองุ่นเปรี้ยวแล้ว พระองค์ตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” และทรงก้มพระเศียรลงปล่อยพระวิญญาณจิตออกไป” (ยอห์น 19:30)

(มัทธิว 27:40, 41-42; ลูกา 23:36-37; มัทธิว 27:43-44;
ลูกา 23:39; มัทธิว 16:22, 23; มาระโก 15:30)

I.   ประการแรก การทรงทนทุกข์ทรมาณของพระองค์สิ้นสุดลงแล้ว ยอห์น 6:67;
ลูกา 22:44; มัทธิว 26:56; อิสยาห์ 50:6; บทเพลงคร่ำครวญ 1:12; ฮีบรู 12:2

II.  พระพิโรธของพระเจ้าที่จะมาถึงเราได้สิ้นสุดลงแล้ว 2 โครินธ์ 15:21;
1 เปโตร 2:24; อิสยาห์ 53:6, 10; มัทธิว 27:46

III. ประการที่สาม ความรอดของเราทำสำเร็จแล้ว อพยพ 20:12; ทีตัส 3:5;
กิจการ 16:30, 31