Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




พระคริสต์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับผู้ที่กลับใจใหม่เท่านั้น

CHRIST PRECIOUS TO REAL CONVERTS ONLY!
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, February 2, 2014

“เหตุฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ” (I เปโตร 2:7)


สเปอร์เจียนเทศนาครั้งแรกตอนเขามีอายุสิบหกปี ก่อนหน้านั้นเขาสอนระวีศึกษาได้ประมาณปีหนึ่งปี นั่นคือหลังจากท่านกลับใจใหม่แล้ว การสอนพระคัมภีร์นั้นอยู่ในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ และนั่นคือความเป็นจริงที่มีอยู่ในสหราชอาณาจักร เขาเป็นครูสอนพระคัมภีร์ที่เก่งถึงขั้นครูระวีคนอื่นๆต้องมาขอคำปรึกษาในบทเรียนของพวกเขา มาหาเขาเพื่อขอการแนะนำเกี่ยวกับบทเรียนของพวกเขา นอกจากนี้เขายังได้เข้าร่วมกับสมาคมนักเทศน์ฆราวาส วันหนึ่งประธานของสมาคมบอกให้สเปอร์เจียนติดตามนักเทศน์หนุ่มคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ไปเทศนาเป็นครั้งแรก ในขณะที่พวกเขากำลังเดินไปยังหอประชุมนั้น สเปอร์เจียนก็รู้ตัวทันทีว่าชายคนนั้นก็คือเขานั่นเอง คนที่ไปกับเขาบอกแต่เพียงว่าจะไม่มีคำเทศนาใดๆเกิดขึ้นนอกเสียจากเขาพูดออกมา ขณะที่พวกเขาเดินไปนั้นสเปอร์เจียนคิดว่า "ผมสามารถบอก [ผู้คน] ที่ยากจนเล็กๆกลุ่มหนึ่งด้วยท่าทีที่อ่อนหวานและความรักของพระเยซู."

ดังนั้น บทเทศนากัณฑ์แรกของชายหนุ่มที่ชื่อสเปอร์เจียร์ตอนอายุ 16 ปี - ก็คือบทเทศนาของผมในวันนี้

“เหตุฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ” (1 เปโตร 2:7)

เขารู้สึกกลัวในขณะที่ลุกขึ้นเดินไปเทศนาเพราะนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา เขาจำได้คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเขาในวันนั้น เขากล่าวว่า "พระคริสต์ทรงมีค่าให้กับจิตวิญญาณของฉัน ... ฉันไม่อาจที่จะเงียบได้ [เหตุที่] พระเยซูทรงสำคัญต่อฉันมาก" ตอนนั้นเขาจำได้ว่าเหมือนบาปและเปลวไฟได้ไหม้จิตสำนึกของเขา ทำให้เขาเจ็บปวดทรมาณทรมาน เขารู้สึกว่ากำลังตกอยู่ในกองไฟที่ไม่มีวันดับ เขาจำสิ่งเลวร้ายที่เขาได้ผ่านไปนั้นว่าช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัว นั่นคือหนึ่งปีก่อนที่เขาจะมากลับใจใหม่ หลังจากเขากลับใจใหม่แล้วก็เป็นการง่ายสำหรับเขาที่จะพูดถึงพระเยซู เขากล่าวถึงพระผู้ช่วยให้รอดว่า "ได้ดึงฉันออกจากเปลวไฟออกมาหมาดๆและตั้งข้าพเจ้าไว้บนก้อนหินและบรรจุเพลงบทใหม่ไว้ในปากของฉัน"

สเปอร์เจียนได้ใช้คำเทศนานี้ไปเทศน์อีกประมาณหกหรือมากกว่านั้น ครั้งสุดท้ายคือปี 1890 ไม่กี่เดือนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ผมคิดถึงพระเยซูผู้ทรงมีค่าให้กับผู้เด็กผู้ชายที่มีอายุแค่ 16 ปี ผมอยากให้วัยรุ่นสมัยนี้เลือกหัวข้อนี้ แต่สมัยนี้มันก็ยากมากที่จะมีคนหนุ่มคนหนึ่งมาพูดถึงพระเยซูคริสต์เช่นนี้

“เหตุฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ” (1 เปโตร 2:7)

เพื่อให้แน่ใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถหาชายหนุ่มได้อย่าง ชาร์ลส์ สเปอร์เจียน แต่ผมคิดว่าชายหนุ่มในอเมริกาไม่เคยคิดแม้แต่ที่จะกล่าวถึงพระคริสต์ โดยเฉพาะนักเทศน์ของพวกอีเวนเจลิคอล์ในสมัยนี้ นั้นไม่เคยกล่าวถึงพระเยซูเลย อาทิตย์ที่แล้วผมก็พูดไปแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงทำอย่างนั้น ในหัวข้อที่ว่า "ทำไมการเทศนาสมัยนี้กล่าวถึงพระกิตติคุณน้อยมาก?" ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกอะไรที่ทำไมชายหนุ่มสมัยนี้ไม่เคยเทศนาแบบประกาศ! เพราะแนวคิด "ใหม่" และเป็นที่นิยม "ที่เรียกกันว่า "การอรรถธิบาย” นักเทศน์ไม่นิยมนำแค่พระคำข้อเดียวมาเทศน์! คนหนุ่มสาวสมัยนี้นิยมการสอนแบบนำพระคัมภีร์มากกว่าห้าข้อขึ้นไปมาเทศน์ เพราะไปทำตามการเทศนาที่ไร้ชีวิตที่เรียกว่า "การอรรถธิบาย" การเทศน์แบบนี้ดูจะเป็นแฟชั่นไป และคนหนุ่มสมัยนี้ก็ไม่อดทนที่จะมาเทศนากล่าวถึงพระเยซู “ผู้มีค่า” ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะว่าอนุชนสมัยนี้ไม่ได้ผ่านการเป็นคริสเตียนแบบกลับใจใหม่อย่างแท้จริง! กลับมาในสิ่งที่ สเปอร์เจียน ได้ทำกันอีกครั้ง เชาเติบโตในบ้านของนักเทศน์ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเด็กคนหนึ่งจะถูกสอนให้ท่องตามที่เรียกว่า "บทอธิษฐานของคนบาป" หรือไม่ ตอนที่เขามีอายุประมาณสองหรือสามปี และไม่เคยสงสัยเลยว่าเขาได้รับการบอกหรือเปล่าว่า เขารอดแล้วโดยเพราะผ่านทางการอธิษฐานแบบนี้ ด้วยเหตุนี้วัยรุ่นสมัยนี้เลยต้องขโมยสัจจธรรมแห่งชีวิตแบบง่ายๆเช่นนี้ และเปลี่ยนความคิดที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ไป เป็นเพราะเหตุนี้เองตามการสำรวจของ จอร์จ บาร์นา พบว่าอนุชนสมัยนี้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีลงมาได้ละทิ้งพระเจ้าและหนีออกจากคริสตจักรไปเกือบ 90 % "ไม่เคยคิดที่จะกลับมา" แต่สำหรับสเปอร์เจียน ไม่ถูกเลี้ยงดูตามความเชื่อที่เรียกว่า "หลักการตักสินใจนิยม" เพราะตอนนั้นความเชื่อที่สอนให้ "การอธิษฐานแบบง่ายๆ" และตายในวิญญาณยังไม่ได้เข้ามาในคริสตจักร ดังนั้น"นักเทศน์หนุ่ม" จึงเลือกเอา 1 เปโตร 2:7 มาใช้เทศน์ในการเทศนาครั้งแรกของเขา- และเขาจึงเทศน์ได้อย่างมีพลังและน่าตื่นเต้น! (Information on C. H. Spurgeon’s first sermon based on Thomas J. Nettles, Ph.D., Living By Revealed Truth: The Life and Pastoral Theology of Charles Haddon Spurgeon, Christian Focus Publications, 2013, pp. 58, 59)

“เหตุฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ” (1 เปโตร 2:7)

ผมอยากจะนำสองข้อแนะนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้

I. ประการแรก ผู้เชิ่อเหล่านั้นคือใคร?

“เหตุฉะนั้น…ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ

คนสมัยนี้ส่วนใหญ่คือผู้ไม่เชื่อ จึงยากมากๆที่จะค้นพบผู้เชื่อที่แท้จริง แม้แต่ตามพระคริสตธรรมต่างๆก็ตาม จอห์น เอส ดิสเคอสัน ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ผู้รับใช้และคริสเตียนทุกคนควรต้องอ่าน ในหัวข้อว่า การถดถอยครั้งยิ่งใหญ่ของอีเวนเจลิคอล์ หรือ The Great Evangelical Recession (Baker Books, 2013) ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ในตอนที่สองในหนังสือเล่มนี้ แต่ตอนแรกสำคัญและคุณ "ต้องอ่าน" นี่คือสิ่งที่นายดิสเคอสัน กล่าวเกี่ยวกับคริสตจักรของพวกอีเวนเจลิคอล์และคริสตจักรที่ใหญ่ๆ

     คริสตจักรในอเมริกานั้นกำลังอยู่ในภาวะจิตวิญญาณถดถอย สมาชิกในคริสตจักรของเรากำลังลดน้อยลง [คน] หนุ่มสาวกำลังหนี ออก [จากคริสตจักรต่างๆ] เงินถวายทรัพย์ก็ขาดหายไป ความเร่าร้อนในทางการเมืองได้แบ่งแยกพวกเรา วิกฤตการณ์เหล่านี้กำลังเข้ามากัดกินคริสตจักร วัฒนธรรมของคนอเมริกันที่เป็นมิตรต่อกันได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นศัตรู ... อาจารย์ จอห์น ดิสเคอสัน ระบุหกปัจจัยที่มีการกัดกร่อนคริสตจักรอในเมริกา ... (ปกหลัง)

เขากล่าวว่าจำนวนของพวกอีเวนเจลิคอล์ลดน้อยถอยลงเป็นอย่างมาก เขายังบอกอีกว่าประมาณ 7% ของชาวอเมริกันที่เป็นคริสเตียนคือพวกอีเวนเจลิคอล์ เขาก็บอกว่าส่วนที่เหลือในประเทศของเราตอนนี้คือพวกที่เกลียดชังเรา เขาบอกว่าเราอยู่ในสสาพของการล้มละลาย โดยที่คนหนุ่มคนสาวที่อยู่ในวัย 25 ปีลงมาประมาณ 80-90 % หนีออกจากคริสตจักร และไม่คิดที่จะกลับเข้ามาอีก เขาบอกว่าเราถูกหารด้วย 70 % ของคนที่ไม่สนับสนุนความถูกต้องในศาสนาและพรรครีพับลิกัน เขาบอกว่าพวกอีเวนเจลิคอล์ไม่อาจเติบโตทันการเติบโตของประชากร เขาบอกว่า "ในแต่ละยุคนั้นเปอร์เซ็นต์ของพวกอีเวนเจลิคอล์ลดลงไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันที่เปอร์เซนต์ของความงมงายและไม่เชื่อในพระเจ้าของคนในยุคนี้กลับเพิ่มขึ้น สิ่งที่เคยเชื่อกันมาถูกทำลายไปในพริบตาเหมือนกับสึนามิที่พัดเอาสิ่งเก่าๆมลายหายไป ... ร้อยละ 45 ของพวกอีเวนเจลิคอล์จะตายภายในยี่สิบเก้าปี - หมายความว่าพวกอีเวนเจลิคอล์ในอเมริกาจะลดลงจาก 7 เปอร์เซนต์ไปเป็น 4 เปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่า [ ดังนั้น ]สหรัฐอเมริกาในปี 2030 หรือ 2040 คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเกินกว่า [ที่เรา] จะคาดการณ์ได้" (ibid., pp 113,116) นอกจากนี้เขายังแสดงให้เห็นว่าคริสตจักรใหญ่ๆอย่างเช่นของ ริค วอร์เรน และ โจเอล ออสติน จะนำคนมาเชื่อน้อยมาก ทางที่ทำให้พวกเขาเติบโตก็คือการไถ่โอนสมาชิกจากคริสตจักรเล็กเข้าร่วมเท่านั้น – สมาชิกของพวกเขาไม่อาจเพิ่มจากจำนวนผู้เชื่อใหม่! (เดียวกัน , pp 117, 118 )

เขาบอกว่าจำนวน "ผู้เชื่อ" ในประเทศสหรัฐอเมริกาแต่ละปีนั้นลดลงไปเรื่อยๆ อย่างที่เราแสดงให้เห็นในหนังสือของเราที่ชื่อว่า เทศนาให้กับชนชาติที่ตายแล้ว และวันแห่งการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ จำนวนผู้เชื่อของพวกอีเวนเจลิคอล์ไม่ได้บังเกิดใหม่ ไม่รอด! เหตุผลเดียวก็คือเทศนาถึงพระคริสต์น้อยมาก ๆ! จึงไม่แปลกใจที่ ดร. ไมเคิล ฮอร์ตัน จำเป็นต้องเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ, การไม่มีพระคริสต์ หรือChristless Christianity: The Alternative Gospel of the American Church ทางเลือกของพระเยซูคริสตจักรอเมริกัน (Baker Books, 2008) ศิษยาภิบาลทุกคนควรต้องอ่านหนังสือของ ดร. ฮอร์ตันและของจอห์น ดิสเกอสัน โดยเฉพาะในส่วนแรกของหนังสือเล่มนี้สำคัญมาก แต่จำไว้ที่ผมบอกคือส่วนหลังของหนังสือเล่มนี้ไม่มีความหมายอะไร เพราะเน้นแต่ "เทคนิค’ แต่ไม่เน้นถึงการที่พระเจ้าทรงประทานการฟื้นฟู

แบบของ "การฟื้นฟู" ดิสเกอสันพูดโดยใช้แบบของฟินเนย์ อย่างที่ ดร. เดวิดเวลส์วิพากษ์วิจารณ์และเรียกว่า "บางสิ่งสามารถออกแบบโดยคริสตจักรที่มีเทคนิคที่เหมาะสม" (David F. Wells, Ph.D., No Place for Truth: or Whatever Happened to Evangelical Theology?, Eerdmans, 1993, p. 296).

การสร้างคริสตจักรด้วยเทคนิคของตัวเองไม่ก่อให้เกิดการฟื้นฟูในคริสตจักร แต่ดิสเกอสันกลับเน้นว่า "การฟื้นฟู" ตามแบบของ "ฟินเนย์" ผมไม่เห็นด้วยอย่างเต็มที่กับการที่ ดร. เดวิด เวลส์กล่าวว่า "การฟื้นฟู" ช่วยเราไม่ได้ ดร. เวลส์กล่าวว่า "สิ่งที่คริสตจักรต้องการในขณะนี้ไม่ใช่การฟื้นฟูแต่การปฏิรูป" (เล่มเดียวกัน) นั่นคือสิ่งที่ ดร. โทเซอร์ หมายถึงตอนที่เขากล่าวว่า "ระดับการขยายของพวกอีเวนเจลิคอล์มไม่สามารถสร้างให้ศาสนาคริสต์เข้มแขงขึ้น ... ผมหมายถึงผู้ที่เชื่อในพระคัมภีร์" "เราจะต้องมีการปฏิรูปใหม่ จะต้องหยุดความรุนแรงด้วยการ ... ศาสนาจอมปลอมในวันนี้ผ่านไปทั่ว" (A. W. Tozer, D.D., Of God and Men, pp. 12-13; We Travel an Appointed Way, pp. 110-113)

รากของปัญหาของเราตั้งอยู่บนความจริงที่ว่าคริสเตียนจำนวนมากไม่กลับใจใหม่อย่างแท้จริง พวกเขา "เชื่อ" ในคำสอนบางอย่าง พวกเขา "เชื่อ" ในพระคัมภีร์บางข้อ แต่พระคริสต์กลับไม่มีค่าให้กับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่ "เชื่อ" ในพระเยซู

“เหตุฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ” (1 เปโตร 2:7)

สเปอร์เจียนกล่าวถึงพระคำข้อนี้หมายถึงผู้ที่เชื่อในตัวของพระคริสต์เอง เขาบอกว่าความเชื่อที่แท้จริงคือ "เมื่อชายคนหนึ่งเชื่อบนพื้นฐานของพระเยซูหรือในพระเยซู และคนนั้นก็ถ่อมตัวลงต่อพระองค์... [เขาสามารถพูด] ‘ข้าพเจ้าเชื่อในสง่าราศีของพระองค์ ความไว้วางใจของข้าพเจ้าตั้งอยู่ในพระองค์ [พระคริสต์คือ] ความรอดและความปรารถนาทั้งหมดของข้าพเจ้า ... ถ้าคุณคือผู้เชื่อและอยู่ในพระองค์ แล้วพระองค์ก็จะมีค่าให้กับคุณเกินกว่าจะนำสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้" (C. H. Spurgeon, The Metropolitan Tabernacle Pulpit, Pilgrim Publications, 1978 reprint, volume 54, pp. 470, 471)

“เหตุฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ” (1 เปโตร 2:7)

คุณจะไม่ต้องการพระคริสต์จนกว่าวันที่คุณเข้ามาวางใจในพระองค์ ถ้าไม่อย่างนั้นคุณจะพยายามหลบพระพักต์พระเจ้า และไม่ยำเกรงพะองค์ (อิสยาห์ 53:3) แต่ตอนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้คุณเชื่อว่าคุณมีใจที่ชั่วร้ายและสิ้นหวัง และรู้สึกเบื่อหน่ายตัวเอง เวลานั้นก็จะเห็นว่าพระเยซูมีค่าให้กับคุณมาก

คุณอาจจะไปๆมาอย่างผู้เชื่อคนหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่คุณจะเข้ามายอมจำนนให้กับพระคริสต์อย่างจริงจัง ตอนที่คุณรู้สึกว่าไม่มีความหวังใดๆอีกเลย เหมือนกับว่าโลกนี้ไม่มีใครสักคน ณ เวลานั้นคุณต้องการหลุดออกจากบาปและเปลี่ยนตัวเองใหม่แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เวลานั้นคุณก็จะเข้ามาที่พระเยซูเอง และวางใจพระองค์ พร้อมกับรับการชำระล้างบาปโดยโลหิตอันมีค่าของพระองค์ หลังจากนั้นเพียงแค่คุณเชื่อในพระเยซูตามที่พระคำข้อนี้กล่าวไว้

“เหตุฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ” (1 เปโตร 2:7)

II. ประการที่สอง ทำไมพระคริสต์ถึงมีค่าให้กับผู้เชื่อ?

ภาษากรีกแปลว่า "มีค่า" นั่นคือคำว่า "ทีเมย์” หรือ “teemay" ซึ่งหมายถึงทรงคุณค่า และมีค่าที่จะสามารถนำไปใช้จ่ายได้ (ฉบับ Strong) คุณจะมาเชื่อในพระเยซูและวางใจในพระองค์ก็ต่อเมื่อคุณรู้ตัวเองว่าได้หลงหายจมอยู่ในบาป – ทางนี้เท่านั้นและไม่มีทางเป็นอย่างอื่นอีก! และเมื่อคุณมาวางใจในพระองค์คุณจะเห็นว่าพระองค์เท่านั้นทรงคุณค่า และมีค่าที่ประเสริฐ! แล้วใจคุณก็จะสามารถร้องเพลงบทที่นายกริฟฟิพึ่งร้องเพลงผ่านไปสักครู่นี้

ทรงคุณค่าคือพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดและพระมหากษัตริย์ของฉัน
   ฉันจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ตลอดทั้งวันด้วยความปีติยินดี
ในพระองค์ความอ่อนแอของฉันกลายเป็นพลังฉันสามารถยืนหยัดได้
   พระองค์ทรงมีค่ามากสำหรับฉัน
พระองค์ทรงมีค่ามากสำหรับฉัน พระองค์ทรงมีค่ามากสำหรับฉัน
   พระบิดาแห่งสวรรค์ พระผู้ไถ่ได้บังเกิดมาไถ่บาปฉัน
พระองค์ทรงมีค่ามากสำหรับฉัน
   (“For He is So Precious to Me” โดย Charles H. Gabriel, 1856-1932)

หลังจากที่เขาวางใจในพระเยซู ลูเทอร์ก็สามารถร้องเพลงนี้ได้! หลังจากที่เขาวางใจในพระเยซู ไวท์ฟิลด์ผู้ยิ่งใหญ่ก็สามารถร้องเพลงนี้! นักเทศน์ทุกคนสมัยหลังๆก็สามารถร้องเพลงนี้ได้ – เช่น จอห์นบันยัน จอห์น เวสลีย์ วิลเลียม โรเมน ออกัสตั โตปราดี จอห์น นิวตัน โรเบิร์ต ฮอลล์ โจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ ทิโมธี ดไวต์, กิลเบิร์ เทนเนนท์ วิลเลียม วิลเลียมส์ โฮเวล แฮร์ริส แดเนียล โรว์ลันด์ คริสมาสต์ อีแวนส์ ชาร์ลส์ไซมอน โรเบิร์ต เมอร์เร แมคเขนนี ซี เอช สเปอร์เจียน ด๊อกเตอร์ ลอยด์โจนส์ เอ ดับบริว โทเซอร์ และคนอื่นๆอีกนับหมื่นคนที่เชื่อในพระเยซู พวกเขาได้พบกับสันติสุขในพระองค์และเทศนาประกาศถึงพระคริสต์และการถูกตรึงที่กางเขนของพระองค์ตลอดขีวิตของพวกเขาจนกว่าจะจากโลกนี้ไป! นักแปลพระคัมภีร์อย่างท่าน จอห์น เทรป์ป (1601-1669) กล่าวว่าพระเยซูคือ "น้ำผึ้งในปาก บทเพลงในหูและสันติสุขในใจ"

“เหตุฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ” (1 เปโตร 2:7)

ท่านสเปอร์เจียน “นักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่” กล่าวถึงพระเยซูดังนี้ว่า

มีค่ามากยามได้อยู่กับพระองค์ – ยามพำนักในพระองค์!
 มีค่าเพราะไม่มีอะไรซื้อได้ – เพราะพระองค์ไม่สามารถตีด้วยราคา!
  มีค่าเพราะไม่มีอะไรเทียบได้ –เพราะพระองค์ทรงเป็นอยู่อย่างนั้น!
   ผู้เดียวเท่านั้น!
    มีค่าเพราะพระองค์ทรงเป็นอยู่นิรันดร์ - ตั้งแต่ที่มาวางใจในพระองค์
      คุณก็จะมีชีวิตนิรันดร์!
      มีค่าเพราะไม่มีอะไรสามารถทำลายได้ – ตั้งแต่พระองค์เสด็จสู่เบื้องบน
       มีค่าเพราะสิ่งที่พระองค์กระทำให้เรา -

พระองค์แบกเอาความผิดของเราลงที่ตัวพระองค์เองและสิ้นพระชนม์เพื่อทดแทนความผิดบาปของเรา พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายและมีชีวิตประทับเบื้องขวาของพระเจ้า! อธิษฐานให้เรา! พระองค์ทรงอภัยบาปของเรา! พระองค์ทำให้เรามีสันติสุขกับพระเจ้า! พระองค์ประทานชีวิตนิรันดร์ให้เรา! พระองค์ทำให้เรามีความหวัง! พระองค์ทำให้เราเข้มแข็ง! พระองค์ทรงตอบคำอธิษฐานของเรา!

พระเยซูทรงมีค่าเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดที่อยู่ในใจของผู้ที่เชื่อและวางใจในพระองค์! เหมือนอย่างที่จอห์น เทรป์ป "น้ำผึ้งในปากเพลงในหูและความสุขในใจ" ของผู้ที่วางใจในพระองค์! พวกเขาจึงสามารพูดเหมือนกับอัครทูตเปาโลว่า

“โดยพระองค์ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเจ้าทรงตั้งพระองค์ให้เป็นปัญญา ความชอบธรรม การแยกตั้งไว้ และการไถ่โทษ สำหรับเราทั้งหลายเพื่อให้เป็นไปตามที่เขียนว่า ‘ให้ผู้โอ้อวด อวดองค์พระผู้เป็นเจ้า” (1 โครินธ์ 1:30-31)

พระองค์ทรงมีค่ามากสำหรับฉัน พระองค์ทรงมีค่ามากสำหรับฉัน
   พระบิดาแห่งสวรรค์ พระผู้ไถ่ได้บังเกิดมาไถ่บาปฉัน
พระองค์ทรงมีค่ามากสำหรับฉัน

“เหตุฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ” (1 เปโตร 2:7)

พระเยซูทรงมีค่า เพราะความจริงคือพระองค์ไม่อาจที่จะตีเป็นราคาได้ พระองค์มีค่าสูงยิ่งกว่าอัญมณี เกียรติและสง่าราศีทั้งสิ้นบนโลกเก่าใบนี้ จงมาที่พระเยซู พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ไถ่บาปของคุณ – พระองค์คือตัวแทนของคุณ - บนไม้กางเขน – ถ้าคุณวางใจในพระองค์ก็จะไม่ถูดลงโทษเพราะบาปอีกต่อไป พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ – ประทับ ณ เบื้อพระหัตถ์ขวาของพระเจ้าในแผ่นดินสวรรค์ - ดังนั้นคุณจะไม่ตายถ้าคุณวางใจในพระองค์ ความผิดบาปของคุณจะได้รับการให้อภัยและคุณจะได้รับชีวิตนิรันดร์ - เมื่อคุณไว้วางใจในพระผู้ช่วยให้รอดพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงรักคุณ พระองค์จะช่วยให้คุณรอด! จงอย่ากลัว! วางใจพระองค์เดี่ยวนี้และในเช้านี้! พระองค์จะช่วยให้คุณรอด พระองค์จะช่วยให้คุณรอด พระองค์จะช่วยคุณให้รอด และรอดเดี่ยวนี้!

ถ้าคุณอยากจะคุยกับพวกเราถึงการมาที่พระเยซูคริสต์ กรุณาออกจากที่นั่งของคุณตอนนี้และเดินไปที่ด้านหลังของห้องนมัสการนี้ ท่าน จอน์น ซามูเอล คาเกนจะนำพวกคุณไปยังอีกห้องหนึ่งเพื่อให้คำปรึกษาและอธิษฐานเผื่อ ไปได้ในตอนนี้ ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ไว้วางใจในพระเยซูนี้ด้วย อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: 1 เปโตร 2:1-8.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“For He is So Precious to Me” (โดย Charles H. Gabriel, 1856-1932)

.

โครงร่างของ

พระคริสต์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับผู้ที่กลับใจใหม่เท่านั้น

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์

“เหตุฉะนั้นพระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ” (I เปโตร 2:7)

I. ประการแรก ผู้เชิ่อเหล่านั้นคือใคร? อิสยาห์ 53:3.

II. ประการที่สอง ทำไมพระคริสต์ถึงมีค่าให้กับผู้เชื่อ? 1 โครินธ์ 1:30-31.