Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ทำไมการเทศนาสมัยนี้กล่าวถึงพระกิตติคุณน้อยมาก?

WHY SO LITTLE GOSPEL PREACHING TODAY?
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 26 เดือนมกราคม ค.ศ. 2014 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, January 26, 2014

“ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐวิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า!” (1 โครินธ์ 9:16)


คำพูดเหล่านี้เป็นของอัครทูตเปาโล เขารู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และตลอดการทำพันธกิจของเขาก็คือการประกาศข่าวประเสริฐ แมทธิว เฮนรี่กล่าวว่า "บรรดาผู้ที่ไม่ทำพันธกิจประกาศข่าวประเสริฐ วิบัติจะเกิดแก่พวกนั้น" ผมจะไม่อธิบายเพิ่มเติม แต่จะกลับไปที่เนื้อหาของบทเทศนานี้

หลายคนได้บ่นกับผมเกี่ยวกับการเทศนาที่ขาดการพูดถึงพระกิตติคุณ พวกเขาบอกผมว่าไม่เคยได้ยินการเทศนาแบบเต็มที่พูดถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในคริสตจักรของพวกเขาเลย พวกเขาถามผมว่าทำไมนักเทศน์ถึงไม่เทศนาที่พูดถึงการช่วยกู้ของพระคริสต์บนไม้กางเขน ผมจะตอบอย่างชัดเจนต่อคำถามเหล่านั้น – ทำไมถึงมีนักเทศน์น้อยนักที่เทศน์ถึงพระกิตติคุณ? ในแต่ละหนึ่งปี ผมเองก็ยังไม่เคยได้ยินผู้รับใช้ในคริสตจักรท้องถิ่นเทศนาเรื่องพระกิตติคุณ ผมคิดว่ามีเหตุผลหลายประการ – แต่ผมจะนำแค่สองอย่างมากล่าวในคำเทศนาเช้านี้เท่านั้น

I. ประการแรก พระคัมภีร์ทำนายไว้ว่าในยุคสุดท้ายคริสตจักรส่วนใหญ่จะกล่าวถึงพระเยซูน้อยมาก

พระธรรมวิวรณ์ 3: 14-22 อธิบายถึงคริสตจักรเลาดีเซีย และมันภาพที่สมบูรณ์แบบที่ชี้ให้เห็นถึงคริสตจักรในโลกตะวันตกในยุคสุดท้ายนี้ เจ เอ ซีส กล่าวว่า "จะมีผู้ใดบ้างที่สามารถกลั่นกรองคริสตจักรในยุคของเรา และสามารถบอกได้อย่างชัดเจนให้เป็นที่ยอมรับว่าเราเรายังไม่อยู่ในยุคของเลาดีเซีย?"(J. A. Seiss, The Apocalypse, Zondervan Publishing House, n.d., p. 85)

ดร. จอห์น เอฟ วอล์วูด์ กล่าวว่า "คริสตจักรในวันนี้ ... ช่างเป็นที่เศร้าใจที่หลาย ๆ ด้านในฝ่ายจิตวิญญาณกำลังกลายเป็นเหมือนคริสตจักรเลาดีเซีย" (John F. Walvoord, Th.D., The Revelation of Jesus Christ, Moody Press, 1966, p. 95)

ดร. เลห์แมน สเตราส์ กล่าวว่า "ภาพส่วนใหญ่ของคริสตจักรเลาดีเซียคือไม่กล่าวถึงพระคริสต์ ... โลกแห่งคริสตจักรจะมืดมน สมาชิกในคริสตจักรในวันสุดท้ายจะหลีกหนีออกจากคริสตจักร" (Lehman Strauss, D.D., The Book of Revelation, Loizeaux Brothers, 1982 edition, pp. 104, 105)

ดร. เจ เวอร์นอน แมคกี้ กล่าวว่า "เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งคริสตจักรเลาดีเซีย ... นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญที่เรียกหลายคริสตจักรส่วนใหญ่ว่าพวกอนุรักษ์นิยม ... ผมเห็นว่าถ้า [พระคริส] ตรัสให้กับคริสตจักรในวัปัจจุบันี้ พระองค์คงตรัสว่า 'เจ้าทำให้เรารู้สึกปวดที่ท้อง ... เจ้าบอกว่ารักเรา คุณพูดอย่างนั้น แต่คุณไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ... เพื่อนๆเรากำลังอยู่ในยุคของคริสตจักรเลาดีเซีย วันนี้ ... นี่คือคริสตจักรที่ท่าน สแตนลี่ย์ พูดอย่างนี้ว่า

         คริสตจักรไม่ได้บอกฉันว่าฉันคือคนบาป คริสตจักรได้ล้มเหลวต่อการนำฉันให้มารับความรอดในพระเยซูคริสต์ คริสตจักรไม่ได้บอกฉันถึงผมเลวร้ายจากการทำบาป นั่นคือนรก และทางเดียวที่สามารถรอดได้ก็โดยการช่วยกู้ของพระเยซูคริสต์" (J. Vernon McGee, Th.D., Thru the Bible, 1983, Thomas Nelson Publishers, volume V, pp. 922, 923, 925, 924; จากพระธรรมวิวรณ์ 3:14-19; Stanley H. High คือผู้เขียนหนังสือที่ชื่อ The Reader’s Digest และเป็นนักเขียนที่เป็นคริสเตียน. คำพูดของท่านข้างบนนี้นำมาจากบทความ ของท่านในเดือนสิงหาคม ปี1947 จากวรสารไทม์)

พระคริสต์แห่งคริสตจักรเลาดีเซียในยุคของเรานั้นอยู่ที่ไหน? อธิบายเอาไว้ในวิวรณ์ 03:20

“ดูเถิด เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเรา และเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้น และจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” (วิวรณ์ 3:20)

ในยุคของคริสตจักรเลาดีเซียนั้นพระเยซูถูกขับออกไป พระองค์ทรงยืนอยู่ข้างนอกและเคาะประตูคริสตจักรเพราะพระองค์ถูกพวกเขาปิดประตู! ดร. ชาร์ลส์ ไรย์รี กล่าวว่า "ช่างไม่น่าเชื่อเลยว่าพระเยซูคริสต์ถูกปิดประตูไว้โดยคริสตจักรของพระองค์เอง" (Charles C. Ryrie, Th.D., Ph.D., The Ryrie Study Bible, Moody Press, 1978 edition, หน้า 1900; จาก วิวรณ์ 3:20)

โปรดเข้าใจว่าวิวรณ์ 3:20 ไม่ได้พูดถึงของพระเยซูคริสต์เข้ามาในใจของมนุษย์ ขณะที่ดร ไรย์รี สังเกตเห็นว่าคริสตจักรของพระองค์ปิดประตูใส่พระองค์ ไม่ใช่ถูกปิดจากใจของมนุษย์ นั่นคือความจริงที่พระธรรมวิวรณ์ 3:20 กำลังพูดถึง พระธรรมข้อนี้จึงจบลงอย่างชัดเจนด้วยคำพูดนี้ "ใครมีหูก็ให้ฟังสิ่งที่พระวิญญาณตรัสให้แก่คริสตจักร"

ดังนั้นเราจึงไม่ควรจะแปลกใจที่ทุกวันนี้คริสตจักรต่างๆในยุคสุดท้ายไม่ค่อยกล่าวถึงพระคริสต์ นั่นคือคริสตจักรในยุคเลาดีเซีย ดร. ไมเคิล ฮอร์ตันได้เขียนหนังสือชื่อ ศาสนาคริสต์ที่ไร้พระคริสต์ หรือ Christless Christianity เขาบอกว่าคริสตจักรส่วนใหญ่จะเทศนาแต่ "เรื่องของตัวเอง" มากกว่ากล่าวถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ เขาได้อ้างหัวข้อเทศนาของคริสตจักรแบ๊บติสเพื่อพิสูจน์บทเทศนาของเขา

"รู้สึกอย่างไรให้กับตัวเอง"
"จะเอาชนะอาการซึมเศร้าได้อย่างไร"
"จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร"
"เรียนรู้การจัดการเงินทองโดยที่ไม่ฆ่าตัวคุณ"
"ความลับแห่งการประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว"
"วิธีการเอาชนะความเครียด" ฯลฯ
(Michael Horton, Ph.D., Christless Christianity: The Alternative
Gospel of the American Church,
Baker Books, 2008, p. 49).

ผมสรุปได้ว่าเหตุผลแรกที่เทศนากล่าวถึงพระคริสต์เพียงแค่น้อยนิด – การสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน การชดใช้บาปโดยโลหิตของพระองค์ การฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ การเสด็จกลับมาครั้งที่สอง ฯลฯ – นั่นเพราะว่าเราจะอยู่ในยุคของเลาดีเซีย เลิกของวันที่ผ่านมา ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ ดร. แมคกี้ กล่าวว่า

         พระเยซูกล่าวแก่คริสตจักรในเลโอดีเซียว่า "ดังนั้น เพราะเหตุที่เจ้าเป็นแต่อุ่น ๆ ไม่เย็นและไม่ร้อน เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา" (ข้อ 16) นี่คือภาพของคริสตจักรในคราบศาสนาซึ่งสารภาพว่าเป็นคริสเตียน แต่ขาดความเป็นจริง(McGee, ibid., p. 926)

อัครทูตเปาโลกล่าวไว้ล่วงหน้าอย่างดีไว้ในพระธรรม 2 ทิโมธี ดังนี้

“เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนอันถูกต้องไม่ได้ แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง ตามความปรารถนาของตนเอง เพราะมีหูที่คัน และเขาจะบ่ายหูจากความจริง หันไปฟังเรื่องนิยายต่าง ๆ ฝ่ายท่านจงระวังระไวอยู่ในการทั้งปวง จงอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และจงกระทำการรับใช้ของท่านให้สำเร็จ” (2 ทิโมธี 4:3-5)

หลังจากที่ว่า "และเขาจะบ่ายหูจากความจริง" เขาจึงกล่าวว่า "จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ" ไม่มีอะไรที่สำคัญมากไปกว่าการประกาสข่าวประเสริฐ ดังอย่างที่สเปอร์เจียน เทศน์เอาไว้เป็นพันครั้งในศตวรรษที่ 19! โอ้คนในยุคนี้จะได้ยินการเทศนาอย่างนี้ได้อย่างไร! ฉันไม่สนใจถ้านักเทศน์ทุกคนในอเมริกาจะเทศนาแบบอธิฐายข้อต่อข้อให้คริสเตียน! ไม่ว่าคุณจะทำอย่างไรก็ตาม สิ่งผมจะยังคงประกาศพระกิตติคุณขององค์พระเยซูคริสต์ต่อไป!

“ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐวิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า!” (I โครินธ์ 9:16)

ฉันรักที่จะบอกเรื่องราวเบื้องบนที่ไม่อาจมองเห็นตา
ของพระเยซูและพระสิริและความรักของพระองค์
ฉันรักที่จะบอกเรื่องนี้ เพราะฉันรู้ว่านั่นคือเรื่องจริง
ฉันพึงพอใจกับเรื่องนี้ และจะไม่มีสิ่งใดอีก
ฉันรักที่จะบอกเรื่องนี้ และนั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการ
บอกเรื่องเก่าๆของพระเยซูและความรักของพระองค์
(“I Love to Tell the Story” โดย A. Catherine Hankey, 1834-1911)

“ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐวิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า!” (I โครินธ์ 9:16)

II. ประการที่สอง "บทอธิษฐานของคนบาป" ทำไห้การเทศนาถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ดูล้าสมัยและไม่จำเป็น – เพื่อบอกว่านั่นคือนักเทศน์ "สมัยใหม่"

ถ้าหากสิ่งที่คุณทำคือเพียงบอกคนท่อง "บทอธิษฐานของคนบาป" และไม่จำเป็นต้องเทศนาแบบประกาศพระกิตติคุณ ความเชื่อแบบที่เรียกว่าการเทศน์แบบ "สมัยใหม่" หรือที่เรียกว่า "บทอธิษฐานของคนบาป" นำมาแทนการเทศนาแบบประกาศพระกิตติคุณของพระคริสต์! ถ้าคุณคิดว่านี่เป็นการพูดเกินจริง ลองฟังสิ่งที่แจ็ค ไฮเลส ตามที่เขียนไว้ในปี 1993

         คริสตจักรในพันธสัญญาใหม่ตามที่ปรากฏในหนังสือกิจการของอัครทูตนั้นเป็นแบบการเอาชนะดวงวิญญาณ ในแต่ละปีนั้นเรานำคนมาเชื่อผ่านทางการนำวิญญาณเช่นนี้และนี่สิ่งที่ทำกันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ และมีการเน้นให้เป็นคริสตจักรแบบการประกาศ
         ตอนนี้ลองมาดูว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างคริสตจักรจิตที่นำดวงวิญญาณและคริสตจักรแบบการประกาศ? คริสตจักรแบบการประกาศนั้นผู้รับใช้จะยืนอยู่ข้างหลังธรรมาสน์และบอกกล่าวถึงพระเยซูให้กับคนที่ยังไม่ได้รับความรอด หรือผู้คนที่ถูกนำมาที่คริสตจักร ส่วนคริสตจักรที่นำดวงวิญญาณ คือการออกจากคริสตจักรไปตามถนนหนทางเพื่อนำคนที่ยังไม่เชื่อมาที่พระเยซูคริสต์ นำคนเหล่านั้นไปที่คริสตจักรเพื่อสารภาพบาปและรับความรอดต่อหน้าคนอื่นๆ ในยุคของเรานี้ดูเหมือนว่า จะมีการเปลี่ยนจากการออกไปประกาศมาเป็นการนำดวงวิญญาณ ... เพื่อเปิดทางให้คนของพระเจ้าได้เทศนาให้กับคริสเตียนในวันขององค์พระผุ้เป็นเจ้า เพื่อรับรู้ว่าพวกเขากำลังจะไป ... นำผู้คนมาที่พระเยซูคริสต์ (Jack Hyles, D.D. Enemies of Soul Winning, Hyles-Anderson Publishers, 1993, pp. 140, 141)

สิ่งที่ท่านหมายถึงนั้นค่อนข้างชัดเจน เป็นจริงตามนั้นหรือไม่? เขาบอกว่า "คริสตจักรที่ดีนั้น" ไม่จำเป็นต้องเทศน์แบบประกาศอีกต่อไป ให้ผู้เชื่อออกไปและนำคนเข้ามาให้บอกตาม "บทอธิษฐานของคนบาป" และจากนั้นก็นำพวกเขาไปที่คริสตจักร "ให้เดินออกมาข้างหน้า" นอกจากนี้เขายังกล่าวว่าคริสตจักรในพันธสัญญาใหม่ได้ทำอย่างนี้ (เดียวกัน หน้า 140 ) ผมอยากจะเห็นว่าจะมีใครสักคนหรืเอเปล่าที่สามารถพิสูจน์อย่างนั้นจากพระธรรมกิจการของอัครทูต! ในทุกบทเทศนานั้นหนึ่งในนั้นเป็นแบบการประกาศ! ถูกต้อง ทุกบทเทศนาในพระธรรมกิจการนั้นบันทึกว่าเป็นการเทศนาแบบประกาศ! ยกเว้นครั้งเดียวคือในกิจการ 20:18-35!เพราะนั่นเป็นบทเทศนาที่อาจารย์เปาโลเทศน์ให้กับ "พวกผู้ปกครอง" ในคริสตจักรที่เอเฟซัส และแม้แต่บทเทศนานี้ท่านก็ยังกล่าวในลักษณะแบบการประกาศให้แก่ผู้ที่ยังไม่เชื่อ "ทั้งเป็นพยานแก่พวกยิวและพวกกรีก ถึงเรื่องการกลับใจใหม่เฉพาะพระเจ้า และความเชื่อในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา" (กิจการ 20 : 21 ) และส่วนในบทเทศน์อื่น ๆ ในหนังสือกิจการของอัครทูตนั้นเป็นการประกาศ – รวมทั้งการเทศนาของเปโตรในวันเพนเทคอส(กิจการ 2:14-40 ) บทเทศน์ของเปโตรต่อหน้าศาลสูงสุด (กิจการ 4:5-12 ) บทเทศน์ของสตีเฟ่น (กิจการ 7:01 - 53) บทเทศน์ของฟิลิปในสะมาเรีย (กิจการ 8:5 ) บทเทศน์เปาโลหลังจากท่านกลับใจใหม่แล้ว (กิจการ 9:20-22 ) บทเทศน์ของเปโตรให้กับคนต่างชาติ (กิจการ 10:34-43 ) บทเทศน์ของเปาโลที่อันทิโอกในแคว้นปิสิเดีย (กิจการ 13:14-41 ) บทเทศน์ของเปาโลที่กรุงเอเธนส์ (กิจการ 17:22-31 ) และอื่นๆ เรากยังเห็นการประกาศของเปาโลจากบ้านสู่บ้าน (กิจการ 20:20-21) พระธรรมกิจการของอัครทูตบอกเราว่าพวกอัครสาวกอยู่ในพระวิหารและตามบ้านเรือนต่างๆ และก้ได้เทศนาประกาศ เราถูกบอกว่าพวกเขา "ไม่อาจหยุดที่จะสั่งสอนและประกาศถึงพระเยซูคริสต์" (กิจการ 5:42) ดังนั้น แจ็ค ไฮเลส เขียนผิดอย่างมหันต์กับการเขียนที่ว่า "คริสตจักรในพันธสัญญาใหม่ในกิจการของอัครทูต" ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นให้ทำการการประกาศ ( Hyles , ibid., หน้า 140 ) และแจ็ค ไอเลส ก็พูดผิดที่ตอนที่เขามาพูดว่า ผู้รับใช้ "ในคริสตจักรที่ดีที่สุด" หันกลับจากการเทศน์แบบประกาศมาพูด "ให้กับคริสเตียนในวันที่ของพระเป็นพระเจ้า" ( Hyles , ibid., p. 141)

แต่ยังมีอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจมากๆกับคำพูดของ แจ็ค ไฮเลส เกี่ยวกับ "บทอธิษฐานของคนบาป" เข้ามาแทนที่การเทศน์แบบประกาศ! เป็นความคิดแบบเลื่อนลอยเพียงสอนให้คนอธิษฐานตาม "บทอธิษฐานของคนบาป" และได้ทำให้การเทศน์แบบประกาศดูเหมือนล้าสมัยและไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปอย่างที่เคยเป็นในอดิต อย่างคำพูดของ แจ็ค ไฮเลส ที่กล่าวว่า "เราได้นำพาดวงวิญญาณในแต่ละปี [ให้พวกเขาอธิษฐานตาม 'บทอธิษฐานของคนบาป'] ให้กับการประกาศ" (Hyles, ibid., น้า 140..) – และคำกล่าวของ แจ็ค นี้ผิดอย่างมาก

ใช่ว่าไฮเลสคนเดียวที่คิดอย่างนั้น ที่ทำง่ายๆแบบเพียงขอให้คน "ยกมือ" - หรือกล่าวตาม "บทอธิษฐานของคนบาป"! ทำไมการเทศนาที่พูดถึงพระเยซูนั้นต้องเป็นปัญหา? และทำไมถึงไม่สอน "คริสเตียนในวันของพระเป็นเจ้าเท่านั้น" – อย่างที่แจ็ค ไฮเลส กล่าวมานั้น? ทุกวันนี้จะเห็นได้จากคำสอนของ จอห์น แมคอาเธอไปจนถึงโจเอล ออสทิน ที่สอนให้ "คริสเตียนในวันของพระเป็นเจ้าเท่านั้น" ดังนั้นจึงเรียกว่า “บทอธิษฐานของคนบาป" ได้ทำลายการประกาศพระกิตติคุณในคริสตจักรของเรา แต่ผมก็ยังยืนหยัดที่บอกเหมือนกับอัครทูตเปาโล

“ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐวิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า!” (I โครินธ์ 9:16)

ฉันเพิ่งอ่านบทความที่กระตุ้นความคิดได้เป็นอย่างมาก เขียนโดยผู้ชายคนหนึ่งชื่อโทมัส วิลเลียมสัน เขากล่าวว่า

         บางทีฉันอาจขาดอะไรบางอย่างไป แต่ฉันก็คิดไม่ออกถึงพันธสัญญาใหม่ที่คริสเตียนบอกคนบาปว่า "ขอเพียงให้อธิษฐานตามฉันหรือถ้าคุณจะอายที่จะอธิษฐานออกเสียงดัง ๆ คุณก็ออกเสียงในใจ ในขณะที่ฉันอธิษฐาน แล้วคุณก็จะรอด" (Thomas Williamson, “Northern Landmark Missionary Baptist,” December, 2013, page 2)

ผมไม่เคยรู้จักกับนายวิลเลียมสันหรือสิ่งอื่นที่เขาเชื่อว่า แต่สิ่งที่เขาพูดก็ชวนให้ต้องคิดอย่างหนักและไปอีกนาน ว่ามีมูลค่าการคิดเกี่ยวกับยาวและยาก ไม่มีเลยที่ไหนในพันธสัญญาใหม่ที่นำคนมาเชื่อพระเจ้าไปเพียงแค่ให้คนนั้นอธิษฐานตาม "บทอธิษฐานของคนบาป"! มันอาจเป็นวิธีการใหม่ -ที่ไม่มีอยู่ในพระคัมภีร์! และมันก็เป็นวิธีการที่อันตรายเพราะว่าจะทำให้ประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูไม่จำเป็นอีกต่อไป – อย่างที่ในเราเห็นในหลายๆคริสตจักรในทุกวันนี้

ในตอนเย็นวันหนึ่งผู้ช่วยศิษยาภิบาลของผมคือ ดร. คริสโตเฟอร์ คาเกน และผมดูโจเอล ออสทิน เทศนาในคอมพิวเตอร์ เขาพูดสั้นๆถึงการช่วยเหลือตัวเองให้มีความสุข เขายกข้อพระคัมภีร์ประมาณหนึ่งหรือสองข้อ แต่เขาไม่เคยพูดถึงพระกิตติคุณของพระคริสต์ – แม้แต่คำเดียวก็ไม่มีที่เกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์บนไม้กางเขน - ไม่เคยกล่าวถึงโลหิตของพระคริสต์ - ไม่กล่าวถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ – ไม่เคยกล่าวถึงพระกิตติคุณเลย แต่แล้วในตอนท้ายของการเทศนาของเขา – ผมได้จดคำพูดของเขาแบบคำต่อคำ - โจเอล ออสติน กล่าวว่า

เราไม่เคยปิดรายการออกอากาศของเราโดยที่ไม่เปิดโอกาศให้คุณรับพระเยซูเข้ามาในชีวิตของคุณ คุณจะอธิษฐานกับผมหรือเปล่า? เพียงแค่พูดว่า "พระเยซู ฉันกลับใจจากบาปของฉัน โปรดเข้ามาในใจของฉัน และให้พระองค์เป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน" เพื่อนๆ ถ้าคุณอธิษฐานง่ายอย่างนั้น เราก็เชื่อว่าคุณได้บังเกิดใหม่อีกครั้งแล้ว

เขาอาจจะเชื่อว่าพวกเขา "ได้บังเกิดใหม่แล้ว" แต่ผมไม่เชื่อ! ไม่มีใครที่จะสามารถ "บังเกิดใหม่ได้" โดยการท่องตามบทอธิษฐานนั้น – ไม่ มี ใคร! พวกเขาจะรอดได้อย่างไรกัน? เพราะไม่มีพระกิตติคุณในคำอธิษฐานนั้น - ไม่มีเลย! ตั้งแต่ที่ไม่มีพระกิตติคุณอยู่ในการเทศนาของ ออสทิน สิ่งที่เขาเทศน์คือการไม่มีพระเยซู อยู่ในบทเทศนาและ "บทอธิษฐานของคนบาป" ก็ไม่ได้กล่าวถึงพระกิตติคุณใด ๆ ไม่มีการกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขนเพื่อทดแทนบาปของเรา – เพราะนั่นคือหัวใจสำคัญของพระกิตติคุณ ไม่มีการกล่าวถึงบาปที่พระเยซูทรงแบก – นั่นคือการชำระบาปโดยพระโลหิต ไม่ได้กล่าวการร่างกายของพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์มาจากความตาย หรือกล่าวอีกอย่างว่าไม่มีการกล่าวถถึงพระกิตติคุณเลย (1 โครินธ์ 15:1-4) นี่คือกิตติคุณเท็จที่มีอยู่ในการอธิษฐานแบบขอไปที - ไม่ใช่พระกิตติคุณของพระคริสต์! ดังนั้นอาจารย์เปาโลเรียกการเทศนาของ ออสทิน ว่า "พระกิตติคุณอื่น" ไม่ไช่พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ (กาลาเทีย 1:6 และ 7) แต่ผมก็ยังพูดว่า

“ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐวิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า!” (I โครินธ์ 9:16)

ฉันรักที่จะบอกเรื่องราวเบื้องบนที่ไม่อาจมองเห็นตา
      ของพระเยซูและพระสิริและความรักของพระองค์
ฉันรักที่จะบอกเรื่องนี้ เพราะฉันรู้ว่านั่นคือเรื่องจริง
     ฉันพึงพอใจกับเรื่องนี้ และจะไม่มีสิ่งใดอีก
ฉันรักที่จะบอกเรื่องนี้ และนั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการ
     บอกเรื่องเก่าๆของพระเยซูและความรักของพระองค์

เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ถูกผูกไว้ในห่วงโซ่ของความบาปภายใต้การควบคุมของซาตาน "เจ้าแห่งอำนาจในย่านอากาศ" (เอเฟซัส 2:2) ทุกคนอยู่ภายใต้อำนาจของบาป "ไม่มีที่หวังและอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า" (เอเฟซัส 2:12)

แต่ "พระเยซูคริสต์เข้ามาในโลกเพื่อช่วยคนบาป" (1 ทิโมธี 1:15) พระเยซูเสด็จจากสวรรค์ลงมาสถิตท่ามกลางพวกเราอย่างผู้ไม่มีบาป และเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบ - พระบุตรองค์เดียวและเป็นที่ดโปรดปรานของพระเจ้า แต่คืนอันน่ากลัวก่อนที่พระองค์จะถูกตรึง ในคืนที่มืดมิดในสวนเกทเสมเนนั้น พระเจ้าทรงเอาความผิดบาปของมนุษย์ลงบนพระองค์ "ในร่างกายของตัวเอง" (1 เปโตร 2:24) พระเยซูต่อสู้ภายใต้น้ำหนักของบาปของคุณจนกระทั่ง "พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่" (ลูกา 22:44) ทหารรักษาพระวิหารนั้นมาจับพระองค์ด้วยข้อหาเท็จ พวกเขาลากพระองค์ไปหามหาปุโรหิต พวกเขาปิดตาพระองค์และตีไปที่พระพักต์ของพระองค์ ในขณะที่คนอื่นดึงหนวดของพระองค์ออก พวกเขานำพระองค์ไปยังผู้ว่าราชการของโรมันคือปอนติอัสปีลัส เขาได้สั่งทหารของเขาเฆี่ยนตีหลังของพระเยซูจนพระองค์เกือบสิ้นพระชนม์ที่นั่นแล้ว พระโลหิตของพระองค์หยดลงบนพื้นดิน พวกเขาถ่มน้ำลายรด ใบหน้าของพระองค์ และก็ตีศีรษะของพระองค์ด้วยท่อนไม้ พวกเขาบังคับพระองค์ให้แบกไม้กางเขนเดินไปตามถนน ในขณะที่ผู้ร้องตะโกนใส่พระองค์ ตอนที่พวกเขาไปถึงที่ภูเขาโกระโกธา พวกเขาก็ตอกตะปูลงบนฝ่ามือและเท้าของพระองค์ลงบนไม้กางเขน พระองค์ถูกแขวนเปลือยกายบนไม้กางเขน ในขณะที่ฝูงชนหัวเราะเยาะใส่พระองค์ และตะโกนด่าพระองค์ หลังจากที่ทรงทนทุกข์ทรมานบนไม้กางเขนได้หกชั่วโมง พระองค์จึงเปล่งพระเสียงร้องออกมาว่า "มันสำเร็จแล้ว" (ยอห์น 19:30 ) และก็ก้มศีรษะลงและสิ้นพระชนม์ ณ เวลานั้น – พระองค์สิ้นพระชนม์ "องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ลูกลานี้" (ยอห์น 19:34 ) ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ โจเซฟชาวอริมาเทียได้เอาพระศพของพระเยพันแผลด้วยผ้าลินินและบรรจุไว้ในอุโมงค์ พวกเขาวางหินขนาดใหญ่มาปิดปากอุโมงค์หลุมฝังศพไว้ และให้ยามชาวโรมันจับตาเฝ้าดู แต่ในช่วงเช้าเช้าตรู่ของวันอาทิตย์แห่งอีสเตอร์ พระกายของพระเยซูคริสต์ที่มัเลือดเนื้อกระดูดเป็นขึ้นมาจากความตาย!

เพื่อนๆของผม พระเยซูทรงทำทุกอย่างก็เพื่อคุณ พระองค์ทรงเสียชีวิตบนไม้กางเขนเพราะต้องจ่ายค่าลงโทษเพราะความผิดบาปของคุณ คุณสมควรได้รับการลงโทษเพราะความบาปของคุณ - แต่พระเยซูรับความทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์ในฐานะตัวแทนของคุณ พระคัมภีร์กล่าวว่าทางเดียวที่คุณจะสามารถรอดจากบาป ก็โดยต้องมีการตายแทน นั่นคือการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูซึ่งทดแทนที่ของคุณ และทรงหลั่งพระโลหิตชำระคุณให้ขาวสะอาดจากบาปทั้งหมด และพระกายของพระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายทาง เพื่อประทานชีวิตนิรันดร์ให้คุณ พระเยซูเสด็จทางผ่านความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานเป็นเพราะว่าทรงรักคุณ จงมาที่พระเยซู พระองค์ทรงรักคุณมาก พระองค์จะช่วยให้คุณให้รอด – ในเวลานี้

ส่วนที่เหลือที่คุณจะต้องทำคืออะไร? ทั้งหมดพระเจ้าทรงขอคือให้กลับใจใหม่มาวางใจในพระเยซูพระบุตรของพระองค์ คุณจะรอดจากหลุมแห่งความตายและนรกหลังจากที่เข้ามาวางใจในพระเยซู! จงวางใจในพระเยซูตอนนี้ แล้วพระองค์จะชำระคุณจากบาปทั้งหมดโดยโลหิตอันมีค่าของพระองค์

ฉันรักที่จะบอกเรื่องราวเบื้องบนที่ไม่อาจมองเห็นตา
     ของพระเยซูและพระสิริและความรักของพระองค์
ฉันรักที่จะบอกเรื่องนี้ เพราะฉันรู้ว่านั่นคือเรื่องจริง
     ฉันพึงพอใจกับเรื่องนี้ และจะไม่มีสิ่งใดอีก
ฉันรักที่จะบอกเรื่องนี้ และนั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการ
     บอกเรื่องเก่าๆของพระเยซูและความรักของพระองค์

“ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐวิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า!” (I โครินธ์ 9:16)

ถ้าคุณอยากจะคุยกับพวกเราถึงการมาที่พระเยซูคริสต์ กรุณาออกจากที่นั่งของคุณตอนนี้และเดินไปที่ด้านหลังของห้องนมัสการนี้ ท่าน จอน์น ซามูเอล คาเกนจะนำพวกคุณไปยังอีกห้องหนึ่งเพื่อให้คำปรึกษาและอธิษฐานเผื่อ ไปได้ในตอนนี้ ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ไว้วางใจในพระเยซูนี้ด้วย อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: วิวรณ์ 3:14-22
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“I Love to Tell the Story” (โดย A. Catherine Hankey, 1834-1911).


โครงร่างของ

ทำไมการเทศนาสมัยนี้กล่าวถึงพระกิตติคุณน้อยมาก?

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐวิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า!”
(1 โครินธ์ 9:16)

I.      ประการแรก พระคัมภีร์ทำนายไว้ว่าในยุคสุดท้ายคริสตจักรส่วนใหญ่จะเอยถึงพระเยซู วิวรณ์ 3:20; 2 ทิโมธี 4:3-5.

II.  ประการที่สอง "บทอธิษฐานของคนบาป" ทำไห้การเทศนาถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ดูล้าสมัยและไม่จำเป็น – เพื่อบอกว่านั่นคือนักเทศน์ที่"ทันสมัย" กิจการ 20:21; 2:14-40; 4:5-12; 7:1-53; 8:5; กิจการ 9:20-22; 10:34-43; 13:14-41; 17:22-31; 20:20-21; 5:42; 1 โครินธ์ 15:1-4; กาลาเทีย 1:6, 7; เอเฟซัส 2: 2, 12; 1 ทิโมธี 1:15; I เปโตร 2:24; ลูกา 22:44; ยอห์น 19:30, 34.