Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ทำไมนักประกาศทั้งหลายไม่อาจเพิ่มผู้เชื่อ
ให้กับคริสตจักรของเรา

(บทเทศน์ตอนที่สี่ถึงการต่อสู้)

WHY EVANGELISTS DON’T ADD PEOPLE
TO OUR CHURCHES
(NUMBER FOUR IN A SERIES OF BATTLE CRIES)
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์เทเบอร์นาเคลในนคร ลอสแอนเจลิส
เช้าวันของพระเป็นเจ้า 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Saturday Evening, February 11, 2017

“แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยอห์น 5:40)


ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้คริสตจักรของเราได้เข้าร่วมกับคริสตจักรอื่นจัดประชุมถึงการประกาศ เราติดรายชื่อศิษยาภิบาลคริสตจักรท่านหนึ่งไว้ที่ผนัง เขาได้เชิญนักประกาศที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง หลังนักประกาศเทศนาจบลง หลายคนได้ตอบสนองและออกมาตามคำเชิญ แต่ไม่มีใครได้รับความรอดเลย! นี่คือสิ่งที่ศิษยาบาลคนั้นกล่าวว่า:

คริสตจักรของเราทำงานอย่างหนัก เพื่อให้มีคนมาอยู่เติมห้องนมัสการ เรามักจะมีการรณรงค์อย่างนั้นในตอนท้ายของการประกาศพระกิตติคุณ... นักเทศน์ที่มีชื่อเสียง ... คืนสุดท้ายของงานครูเสดในครั้งนั้น เรามีคนเข้ามาเต็มห้อง จนพวกผู้ชายต้องลุกออกจากที่นั่งให้พวกสตรีและเด็กๆได้นั่ง ไม่มีสถานที่ๆจะบรรจุคนเหล่านั้น ขอบคุณที่ทุกคนสามารถได้ยิน ... พระกิตติคุณ และมีจำนวน 54 คนที่ตอบสนองต่อคำเชิญเพื่อมารับความรอด... ตอนที่ผมส่งรายงานนี้ไปอย่างผู้องค์กร the Sword of the Lord แต่กลับได้รับการต่อต้านจาก เคอร์ติ ฮัตสัน [บรรณาธิการของ the Sword of the Lord] ดังนั้น "คุณกล้ายืนยันได้อย่าไรว่าผ็คนเหล่านี้กลับใจใหม่แล้วจริงๆ" เขาเขียนว่า "ในส่วนของคุณแสดงให้เห็นถึงการขาดความเชื่อที่นับพวกเขาว่าเป็นอะไรบางอย่าง นั่นคือเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์" ผมตกใจในคำพูดของเขา หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ เราได้มีการเขียนจดหมาย โทรโทรศัพท์ไปหา หรือแม้แต้ไปเยี่ยมเป็นรายบุคคล แต่กลับไม่มีใครสักคนที่กลับใจใหม่หรือสนองการเชื้อเชิญและท่องตามบทอธิษฐานของคนบาปในวันนั้นกลับมาให้เราเลย [นั่นแสดงว่าคนเหล่านี้ไม่ได้กลับใจใหม่] ... มีโลกของความแตกต่างระหว่างความเชื่อแท้ รวมถึงการเอาชนะฝ่ายจิตวิญญาณ หรือที่ด้านหน้าของห้องประชุมในระหว่างการเชื้อเชิญและการเพิ่มบางคนให้คริสตจักร

นักประกาศอย่าง เคอติสต์ ฮูตสัน ใช้การไม่ได้ ศิษยาภิบาลที่ฉลาดนั้นจะไม่ใช้เขาเหล่านั้น เพราะพวกเขาทราบว่านักเทศน์เหล่านี้ไม่อาจนำคนให้กลับใจใหม่จริงเข้ามาในคริสตจักร นั่นแหละที่ไม่มีใครใช้คนยเหล่านั้นอีก

ผู้รับใช้กล่าวถูกต้อง ไม่มีคนไหนที่เดินออกไปข้างหน้าและอธิษฐานตามคำอธิษฐานของคนบาปในคืนนั้นที่รอด หากพวกเขารอด พวกเขาจะต้องกลับมาคริสตจักรอีกและอยู่ที่นั่นตลอดไป! พวกเขายังไม่ได้กลับใจมาจากบาปของเขา พวกเขาไม่ได้บังเกิดเป็นเพื่อพระคริสต์ พวกเขาไม่ได้กลับใจทุกคน! เหมือนที่เป็นศิษยาภิบาลกล่าวว่า "มีโลกแห่งความแตกต่างระหว่าง ... ความเชื่อแท้จริง ... และเพิ่มคนในคริสตจักร" นักประกาศที่มีชื่อเสียงนั้นไม่สามารถนำคนให้กลับใจใหม่ในคืนนั้น วิธีของพวกเขาใช้ไม่ได้!

เคอร์ติ ฮัตสัน บรรณาธิการของ the Sword of the Lord magazine ไม่ยอมรับศิษยาภิบาลคนนั้น "คุณกล้าบอกได้อย่างไรว่าคนเหล่านั้นกลายใจใหม่" ความจริงพวกเขาทั้งหมดไม่ได้กลับใจใหม่ในพระคริสต์ "สิ่งมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์" ในความเป็นจริงพวกเขาทั้งเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตใหม่ วิธีของพวกเขาใช้ไม่ได้!

ในอเมริกามีคนเช่นั้นอยู่ทั่ว - มีอยู่ทั่วโลก พวกเขาเป็น “ตักสินใจนิยม” หรือ “decisionists.” ผมได้อ่านคำจำกัดความของคำว่า “decisionism” ในหนังสือของเราชื่อ Today’s Apostasy (คลิกที่นี่อ่านในคอมพิวเตอร(ของท่าน) เขียนโดย ดร. คาเกน และผม

การตักสินใจนิยมเชื่อว่าคนๆหนึ่งสามารถรอดเพียงแค่ออกมาข้างหน้า แล้วยกมือขึ้น และพูดตามบทอธิษฐานสารภาพของคนบาป และยอมรับพระเจ้า ด้วยภายในและบางการกระทำที่มนุษย์ทำได้

คนที่ออกมาข้างหน้า พวกเขาเชื่อตามหลักคำสอน พวกเขากล่าววตามคำอธิษฐานของคนบาป แต่พวกเขาไม่ได้มาที่พระเยซูคริสต์! พระเยซูตรัสว่า "แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต" (ยอห์น 5:40) เพราะพวกเขาไม่ได้มาที่พระเยซูคริสต์ พวกเขาไม่ได้กลับใจใหม่ พวกเขาไม่ได้รับความรอด นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่กลับมาคริสตจักรอีก พวกเขาทำตามหลักการตัดสินใจนิยม แต่พวกเขาไม่ได้เป็นคริสเตียนที่แท้จริง พวกเขาไม่ได้รับการช่วยกู้!

นักประกาศคนนั้น (และมากมายเป็นเหมือนเช่นเขา) ไม่ได้เป็นเพียงแต่นักตักสินใจนิยมหรือ decisionist เขายังเป็น เซนดีเมเนียนิยม หรือ Sandemanian ด้วย ลองฟังว่าพวกเขาประกาศอย่างไร "เอาชนะจิตวิญญาณ" นี่คือบทความที่เขาทำคือ "นำผู้หญิงคนหนึ่งมาที่พระคริสต์"

จากนั้นผมก็นำเธอไปตามถนนโรมัน ผมทำให้ดีที่สุดเพื่อช่วยให้เธอเข้าใจว่า ไม่เพียงว่าเธอเป็นคนบาปเท่านั้น แต่ค่าจ้างของความบาปนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถ ที่จะลบด้วยความพยายามด้วยตัวเอง จากนั้นผมให้เธอเห็นว่าพระเยซ ูเท่านั้น ที่ทรงสามารถชดใช้ค่าของบาปนี้ได้ และหากปราศจากการกระทำของพระองค์แล้ว ก็ไม่มีใครที่สามารถรอดได้

จากนั้นเขาก็พาเธออธิษฐานและบอกว่าเธอ "รอดแล้ว" ขอให้สังเกตสิ่งที่ขาดหายไป ผู้หญิงคนนั้นจะไม่ได้ถูกกระทำให้รับรู้ความบาป – ไม่กล่าวถึงเลย ไม่มีการกล่าวถึงพระโลหิตของพระคริสต์ที่ทรงชำระล้างความผิดบาปของเธอ ทั้งหมดอยู่ภายในใจของเธอ เขาช่วยให้เธอเข้าใจบางสิ่งบางอย่างแล้วให้เห็นว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อเธอ เมื่อเธอเข้าใจสิ่งเหล่านั้น และเห็นตามนั้น เธอก็กล่าวตามบทอธิษฐานของคนบาปและนั่นคือทั้งหมดที่เธอทำ

นักประกาศได้เทศนา และ "นำดวงวิญญาณ" จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสมบูรณ์แบบของ Sandemanianism ซึ่งบอกว่าความเชื่อสามารถช่วยกู้ให้รอดได้ เหมือนที่ ดร. มาร์ติน ลอยด์โจนส์ กล่าวเกี่ยวกับ Sandemanianism ดังนี้ว่า "ถ้าคุณยอมรับคำสอนเหล่านั้นอย่างชาลฉลาด และเตรียมพร้อมที่จะพูดเช่นนั้น จากนั้นถือว่ารอดแล้วแล้ว" (Romans, Exposition of Chapter 10, Saving Faith, Banner of Truth, chapter 14) นักประกาศคนนั้นมีความคิดเช่นเดียวกับนักสอนเท็จอย่าง อาร์ บี ไทม์ ที่บอกว่าใครก็ตามที่เชื่อว่าคนที่คิด "[รูปแบบ] บางประโยคแล้วให้บอกพระเจ้าพระบิดาของเขาว่าได้ไว้วางใจในพระคริสต์สำหรับความรอดแล้ว ไม่มีอะไรเพิ่มเติมที่เป็นสิ่งจำเป็นอีก" (Wikipedia) เพียงแค่ใจของคุณบอกพระเจ้าว่าคุณวางใจพระคริสต์ Tไทม์กล่าวเช่นนี้ นั่นคือทั้งหมดที่ต้องทำ บางคนที่ได้อ่านต้นฉบับนี้หรือดูวิดีโอนี้อาจจะพูดว่า "ไทม์เป็นผู้เผยพระวจนะเท็จ" แต่อะไรล่ะที่ทำให้เขาเป็นเช่นนั้น อะไรคือสิ่งที่ไทม์ทำไม่เหมือนกับนักประกาศคนนั้น - หรือนักตักสินใจนิยมอะรไร? ผมบอกว่าไม่มีความแตกต่างเลย! มันเป็น decisionism และมันเป็น Sandemanianism!

น้อยมาก - และในวันพิพากษาจะแสดงให้เห็นว่ามันน้อยมาก - คนที่ได้รับความรอดผ่านชนิดของการเทศนาอย่างนั้นมีน้อยมาก - น้อยมากๆ – ผู้คนที่ได้รับความรอดผ่านการประกาศอย่างนั้น นั่นคือสิ่งที่ทำลายคริสตจักรของเรา และอะไรล่ะ! มีคนเดียวที่กลับใจใหม่จริงๆก็ยังดีกว่าพันๆคนที่เป็นจอมปลอม!

การประกาศในลักษณอย่างนั้น มันไม่ได้ทำมห้คนนั้นรับรู้ในบาปเลย เพียงแค่การยอมรับบางอย่างแบบไม่ได้เข้าใจจริงๆ ไม่มีการเผชิญหน้ากับตัวของพระคริสต์เอง ตัวคนนั้นไม่มีการวางใจในพระคริสต์ เป็นเพียงข้อตกลงทางจิตเกี่ยวกับสิ่งที่พระคริสต์ทรงทำ เพราะคนไม่ได้ถูกตัดสินให้รู้ถึงความบาป ที่พวกเขาไม่ได้มาที่พระเยซูคริสต์ พวกเขาจะไม่ได้รับความรอด พวกเขาไม่มีชีวิตนิรันดร์ อย่างที่พระคำของเรากล่าวว่า

“แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต”
       (ยอห์น 5:40)

ผมจะไม่พูดถึงนักประกาศคนนี้อีก แต่จะพูดโดยตรงให้กับพวกคุณ คุณดีกว่าเขาหรือเปล่า? ความรอดที่คุณรียกดีกว่าที่เขาพูดหรือเปล่า? เปล่าเลย!

อย่าเข้าใจผิด คุณต้องได้รับการช่วยกู้ ตอนที่พระองค์ทอดพระเนตรลงมาที่คุณ พระองค์ทรงเห็นอะไร? พระวจนะกล่าวว่า “พระเนตรของพระเยโฮวาห์อยู่ในทุกแห่งหน ทรงเฝ้าดูคนชั่วและคนดี” (สุภาษิต 15:3) พระทรงเขียนความบาปของคุณลงในหนังสือแห่งชีวิต ในวันพิพากษาสุดท้ายนั้น คุณจะยืนต่อหน้าพระเจ้า คุณจะ “ก็ถูกพิพากษาตามข้อความที่จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น ตามที่เขาได้กระทำ (วิวรณ์ 20:12) แม่ตาบาปลับของคุณจะถูกเผยออกมา พระวจนะกล่าวว่า “ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงานทุกประการเข้าสู่การพิพากษา พร้อมด้วยสิ่งเร้นลับทุกอย่าง ไม่ว่าดีหรือชั่ว” (ปัญญาจารย์ 12:14) แล้วคุณจะ ”ถูกโยนลงบึงไฟนรก” (วิวรณ์ 20:15)

คุณจำเป็นต้องให้พระเจ้าเห็นคุณแตกต่างออกไป คุณจำเป็นต้องให้พระเจ้ามองลงมาที่คุณและไม่เห็นความผิดบาปของคุณอีก คุณจำเป็นต้องให้พระเจ้าเห็นพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ คุณต้องการพระคริสต์ “ด้วยเหตุว่า มีพระเจ้าองค์เดียวและมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์” (1 ทิโมธี 2:5) คุณต้องให้พระเยซูเป็นคนกลางระหว่างคุณกับพระเจ้า และชดใช้ความบาปของคุณ

แต่คุณพยายามแสวงหาความรอดโดยการเรียนรู้ คุณเป็นเซนดีเมเนียนิยม เด็กผู้ชายคนหนึ่งบอก ดร. คาเกน ว่า “ผมพยายามวางใจพระเยซู ผมพยายามวางใจพระองค์โดยไม่มองที่ความรู้สึก” เขาพยายามเรียนรู้ “ทำสิ่งที่ดี” ตอนที่ เขา “สามารถทำดี” เขาก็จะบอกว่านี่คือสิ่งที่เขาทำได้ด้วยตัวเอง ชายคนนี้ไม่รับรู้ในบาป แม้แต่ไม่รู้ว่ามีบาปอะไร เขาพยายามวางใจพระเยซู

วันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่กางเขน มีโจรคนหนึ่งถูกตรึงบนไม้กางเขนใกล้กับพระเยซู เขาไม่ได้รู้ถึง "วิธีการ" ที่จะไว้วางใจพระเยซู - เขาไม่ได้ เขาถูกตัดสินลงโทษในความผิดบาปของเขาและความจำเป็นของพระเยซู - และเขาไว้ใจเขา

วันหนึ่งขณะที่พระคริสต์กำลังรับประทานอาหารที่บ้านหลังหนึ่ง มีหญิงคนหนึ่งคลานมาที่ใต้โต๊ะ และจุบพระบาทของพระองค์ เธอไม่รู้ “จะวางใจ” พระองค์อย่างไร - เธอแค่มาที่พระองค์ พระองค์ทรงตรัสว่า “บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” (ลูกา 7:48)

บางท่านคิดการไว้วางใจพระเยซูคือเชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนสำหรับคุณหรือ "รู้" ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อคุณ - ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน คุณเพียงแค่พูดในใจของคุณว่าได้วางใจพระคริสต์ คุณเพียงแค่บอกด้วยปากของตัวเอง พระคริสต์ตรัสในข้อความของเรา

“แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต”
        (ยอห์น 5:40)

คุณยังไม่ได้วางใจในตัวพระคริสต์เอง คุณยังไม่ได้มาหาพระองค์ คุณเพียงแค่เห็นด้วยกับสิ่งที่อยู่ในใจของคุณ คุณพูดมันด้วยปาก นั่นไม่ช่วยให้คุณรอดได้ บางท่านคิดว่า ถ้าคุณสามารถรู้พอที่จะเข้าใจความรอดและตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ คุณจะรอด การเรียนรู้และตอบคำถามเช่นนักเรียนจะไม่ได้ช่วยให้คุณรอดได้ พระคริสต์ตรัสว่า "แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต”

ปัญหาคือว่าคุณไม่ได้ถูกทำให้รับรู้ว่ามีบาปจริงๆ คุณเพียงพูดคำหรือสองคำ แต่คุณไม่ได้ถูกทำให้สำนึกในบาปนั้น และคุณไม่เชื่อธรรมชาติบาปของคุณว่ามีจริง ภายในคุณมีแต่ความเห็นแก่ตัว ภายในคุณไม่ต้องการพระเจ้า คุณต้องการตัวคุณเอง ทุกสิ่งที่ไม่ดีที่คุณทำมาจากธรรมชาติบาปของคุณ คุณควรจะเกลียดตัวเอง คุณควรจะเบื่อหน่ายกับตัวเอง แล้วคุณก็จะยินดีที่จะได้ยินเกี่ยวกับพระเยซูที่ทรงรักคุณและให้พระโลหิตของพระองค์

แต่คุณไม่ได้เชื่อในโลหิตของพระคริสต์จริงๆ โอ้ คุณอาจคิดว่าโลหิตของพระองค์ไร้ค่า หรือไม่ก็เพียงแค่พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะคุณเคยได้ยินเกี่ยวกับพระโลหิตจากคำเทศนา แต่นั่นเป็นสิ่งที่คุณทำ คุณไม่ได้มาที่พระเยซูคริสต์ด้วยใจที่สำนึกในบาป - มาเพื่อให้พระองค์ชำระล้างคุณด้วยรพระโลหิตของพระองค์ คุณพยายามที่จะช่วยตัวเองในลักษณะเช่นนี้ หรือว่าพระโลหิตของพระคริสต์ไม่ใช่ความรอดของคุณ แม้ว่าคุณจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในใจของคุณคุณไม่เห็นด้วยกับบทเพลงนมัสการเก่าๆนี้:

ความหวังของฉันถูกสร้างขึ้นบนสิ่งไร่ค่า
   และแล้วพระโลหิตและความชอบธรรมของพระเยซู
ฉันไม่กล้าไว้ใจกรอบหอมหวาน [ของความคิดหรือความรู้สึก]
   แต่ในทั้งหมดด้วยพระนามของพระเยซู
พระคริสต์ทรงเป็นศิลาให้ฉันได้ยืนอยู่
   ส่วนพื้นที่อื่น ๆ นั้นกำลังจะจมลงในกองทราย
ส่วนพื้นที่อื่น ๆ นั้นกำลังจะจมลงในกองทราย
     (“The Solid Rock,” Edward Mote, 1797-1874)

คุณเป็นคนบาปที่น่ากลัว แต่พระเยซูทรงรักคุณ นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคุณ ถ้าคุณมาที่พระองค์ พระองค์จะทรงอภัยบาปของคุณ พระองค์จะทรงล้างบาปจองท่านด้วยพระโลหิตของพระองค์ ถ้าคุณเชื่อพระเยซู พระองค์ทรงช่วยให้คุณรอดจากบาปของคุณ! ถ้าคุณต้องการที่จะพูดคุยและอธิษฐานกับเราเกี่ยวกับการวางใจในพระองค์ มาที่นี่ตอนนี้ อาเมน

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดยท่าน เบนจามิน คินเคท กรี่ฟฟี่:
“Come Unto Me” (Charles P. Jones, 1865-1949).