Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




เดมัสลืมเราไปเสียแล้ว

DEMAS HAS FORSAKEN ME!
(Thai)

โดย ดร. ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ในนครลอสแอนเจลิส
ในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 17 เมษายน ค.ศ. 2016
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, April 17, 2016

“เพราะว่าเดมาสได้หลงรักโลกปัจจุบันนี้เสียแล้ว”
(2 ทิโมธี 4:10)


อาจารย์เปาโลกล่าวถึงเดมัสถึงสามครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ เขาถูกเรียกว่าผู้ติดตามเปาโลใสฟิเลโม 24 แต่ในโคโลสี 4:14 ดร.แมคกี้กล่าวว่า

เปาโลกล่าวถึงเดมัสครั้งแรก ท่านเรียกเขาว่าผู้ติดตาม ใน [ในโคโลสี 4:14] เขาพูดง่ายว่า “และเดมัส” นี่น่าจะกล่าวว่าเปาโล [ไม่] แน่ใจในยุคนี้ ต่อมาเดมัส [ควร] ลืมเปาโล ช่างน่าเศร้าใจ (J. Vernon McGee, Th.D., Thru the Bible, volume V, p. 365; note on Colossians 4:14)

ตอนที่เรามาในเนื้อหาของเรา อาจารย์เปาโลกล่าวว่ส

“เพราะว่าเดมาสได้หลงรักโลกปัจจุบันนี้เสียแล้ว” (2 ทิโมธี 4:10)

ภาษากรีกแปลคำว่า “ลืม” หมายถึง “ทอดทิ้ง” ความคิดนี้หมายความว่าละทิ้งบางคนไปทำชั่ว” (MacArthur Study Bible).

คุณจะเห็นว่ามีคนที่ทำเช่นนี้หลายต่อหลายครั้ง ถ้าคุณเป็นคริสเตียนที่แท้จริง ผมได้กลับไปดูภาพถ่ายเก่าของภรรยาเนื่องในปีวันเกิดของเธอที่ผ่านมา ในความเป็นจริงภาพที่ถ่ายนี้คือยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา ภรรยาของผมเมื่อก่อนกับตอนนี้ยังดูเหมือนเดิม แต่สำหรับผมนั้นดูแก่มากแล้ว เพราะน้ำหนักตัวผมเพิ่มขึ้นผลมาจากการรักษาโรคมะเร็ง มีอยู่ภาพหนึ่งภรรยาของผมถ่ายคู่กับอีกสิบสองคน ในสิบสองคนนั้นมีแค่สามคนเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในคริสตจักรของเราคือ – อีเลนา เลสลี่และนาย พรุดโฮมมี ส่วนอีกเก้าคนทิ้งพวกเราไป ผมรู้แต่ละคนและสามารถพูดเหมื่อนอย่างที่เปาโลกล่าวว่า

“[เขามี] และได้ทิ้งข้าพเจ้าไปยังเมืองเธสะโลนิกา เครสเซนส์ได้ไปยังแคว้นกาลาเทีย ทิตัสได้ไปยังเมืองดาลมาเทีย” (2 ทิโมธี 4:10)

นั่นคือความจริงให้กับสมาชิกเก้าคนที่อยู่ในภาพนั้น พวกเขาทิ้งเราและเดินกลับไปยังโลก แล้วนั่นจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือ? ไม่แน่นอน จะเกิด. แทบทุกคนที่รักโลกปัจจุบันนี้จะออกจากคริสตจักรของเราไม่ช้าก็เร็ว หรือหลังจากนั้นบรรดาผู้ที่อยู่ไม่ต้องสงสัยจะเห็นภาพที่ถ่ายตอนนี้ -. และคุณจะสามารถที่จะมองคนที่อยู่ในนั้นและรู้ว่าพวกเขาก็ทอดทิ้งเราแม้ว่าพระเจ้าส่งเราฟื้นตัวอย่างมากและ "รักโลกปัจจุบันนี้". จำนวนมากมีการรวมตัวกันในก็จะยังคงเป็นความจริงที่ว่าคนอื่น ๆ จะทอดทิ้งเรา "รักโลกปัจจุบันนี้".

ผมไม่ได้พูดแบบนี้เพื่อทำให้คุณรู้สึกไม่ดี ผมเพียงแต่บอกเตือนให้รู้เวลาเกิดขึ้นจริงจะได้ไม่ตกใจ คำพูดเหล่านี้จะได้กล่าวเอาไว้ในพระคัมภีร์เพื่อเตือนเรา มันไม่ได้เกิดขึ้นให้กับอัครสาวกเปาโลเท่านั้น จะ เกิดขึ้นให้กับคุณและผมด้วยเช่นกัน

“เพราะว่าเดมาสได้หลงรักโลกปัจจุบันนี้เสียแล้ว”

เกิดความผิดพลาดอะไรให้กับเดมัส? แมทธิวเฮนรี่กล่าวว่าเดมัสคือ "ถูกเรียกออกมาจากพันธกิจโดยชาวโลกชซึ่งเขาเองเข้าไปพัวพันด้วยตัวเอง ... พระคริสต์และพระกิตติคุณของพระองค์ถูกทอดทิ้งและถูกลืมและเขาตกหลุมรักกับโลก หมายเหตุ ปัจจุบันนี้การรักโลกมักจะเป็นสาเหตุของการเลิกจากความจริงและและทางของพระเยซูคริสต์ "(โน้ต 2 ทิโมธี 4:10)

ความคิดของ ดร. แมคอาเธอผิดเกี่ยวกับโลหิตของพระคริสต. แต่ในส่วยอื่นๆนั้นเขากล่าวถูกต้อง ดร. แมคอาเธอกล่าวว่า "เดมัสเป็นศิษย์ที่ขึ้นอยู่กับลมฟ้าอากาศในเรื่องของการจำนนต่อพระคริสต์" (MacArthur Study Bible, ibid.) คนประเภทนี้ถูกกล่าวเอาไว้ในอุปมาผู้หว่านเมล็ดพืช

“เขา...ซึ่งตกที่หินนั้นได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วก็รับพระวจนะนั้นด้วยความปรีดี แต่ไม่มีราก เชื่อได้แต่ชั่วคราว เมื่อถูกทดลองเขาก็หลงเสียไป” (ลูกา 8:13)

พวกเขาไม่เคยมีการกลับใจใหม่ที่แท้จริง พวกเขาไม่ได้รับการฝังรากลงในพระคริสต์ ดังนั้นเมื่อมีสิ่งมาล่อใจ พวกเขาจึงหนีออกจากคริสตจักรของพวกเขาและกลับไปใช้ชีวิตแบบทางโลก ในที่นี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง สำหรับเดมัสเวลาเปลี่ยนแปลงเมื่อเปาโลถูกขังอยู่ในคุก ทุกอย่างเปลี่ยนไป สำหรับเขาเปิดเผยให้เห็นว่าเขาไม่มีรากที่แท้จริงในพระคริสต์ - และเขาจึงกลับไปยังโลกและทอดทิ้งเปาโล

เราได้เห็นเรื่องเช่นเนี้เกิดขึ้นในช่วงคนหนุ่มสาวจบการศึกษาจากวิทยาลัย นี่เป็นเวลาของการเปลี่ยนแปลง พวกเขาคิดว่าไม่มีใครเคยเดินผ่านทางนี้มาก่อน! "คือฉัน คือฉัน! ฉันมีอาชีพที่ดีรอฉันอยู่ข้างหน้า! คุณอย่าไปคาดหวังว่าฉันจะต้องทนทุกข์ทรมานเพื่อพระคริสต์และจะซื่อสัตย์! นี่เป็นเพียงตอนที่ฉันเป็นเด็กเท่านั้น! ตอนนี้ฉันเป็นผู้ใหญ่ฉันต้องไปประกอบอาชีพของฉัน คุณไม่เข้าใจเหรอ นี่เป็นอาชีพของฉัน! "โอ้ใช่ ฉันเข้าใจเป็นอย่างดี! คุณเห็นหรือเปล่า ฉันเดินผ่านในทางเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างเราคือการที่ผมยึดถือแบบอย่างของเปาโล และคุณไปพัวพันยุ่งกับโลกปัจจุบันนี้ ความแตกต่างก็คือว่าผมกลับใจใหม่แล้ว - .. แต่คุณทำเพียงผิวเผินจอมปลอมและเชื่อตามหลักการตัดสินใจ" "ตอนคุณถูกทดลอง คุณไม่ได้มีราก! ผมมีรากอยู่ในพระคริสต์ และคุณไม่มีเลยแม้แต่น้อย! นั่นเป็นอะไรที่ง่ายๆ!

หรือสิ่งล่อใจที่มักจะมาในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง คนหนุ่มสาวที่ตกอยู่ในความรัก และนัดหมายพบกัน และในเวลาที่พวกเขาทิ้งคริสตจักรและกระโดดลงสู่โลก

หรือมาเมื่อคุณมีลูก คุณคิดว่า "ไม่เอาอะไรอีกเราะฉันกำลังจะมีลูกตอนนี้! คุณไม่สามารถคาดหวังว่าฉันจะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าในขณะนี้!" อย่าไปคิดว่าพ่อแม่ของเราจะซื่อสัตย์นำลูกหลานของเราไปที่คริสตจักรทุกครั่ง คุณคิดว่าไม่เคยมีใครเดินผ่านทางนี้มาก่อน แต่เหตุผลที่แท้จริงคือคุณไม่มีรากฝังอยู่ในพระคริสต์ - !! คุณกลับใจใหม่แบบจอมปลอม! หากคุณจบการศึกษาจากวิทยาลัยและเลือกทางเดินที่ผิด ไม่มีทางที่คุณหันกลับมาเดินทางที่ถูก คุณอาจจะทำพันธกิจบางอย่างในคริสตจักร แต่คุณไม่อาจเป็นทหารที่ยิ่งใหญ่ของพระคริสต์! โรเบิร์ต ฟรอสต์ผู้มีชื่อเสียงกล่าวว่า

ข้าพระองค์จะเป่าร้องประกาศ
ไปทุกช่วงทุกยุคทุกสมัย
มีสองเส้นทางอยู่ในป่าและข้าฯ
ข้าฯเลือกเดินทางที่มีคนน้อย
และทำให้ทุกอย่างแตกต่างออกไป
   (“The Road Not Taken,” Robert Frost, 1874-1963)

หากมีครั้งหนึ่งคุณเลือกเดินทางที่ผิด จะไม่มีทางที่จะหันกลับมาอีก เพราะในช่วงเวลาห้าสิบแปดปีที่ผมรับใช้มา ยังไม่เคยเห็นคนใดคนหนึ่งหันกลับมาได้ เดมัสไม่เคยกลับมาหาเปาโล - คุณอาจเป็นเช่นนี้ด้วย ซึ่งหมายความว่าจงคิดไตร่ตรองอย่างระมัดระวังว่าจะเลือกทางไหนในชีวิต โลกจะบอกคุณว่า คุณสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณสักกี่ครั้งก็ได้ แต่โลกโกโหกที่บอกว่าย่างนั้น ผมยังไม่เคยเห็นใครที่สามารถทำได้ ผมจำได้ว่ามีผู้หญิงที่ผมรู้พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างชีวิตของเธอ เธอพูดอย่างนั้ยตลอดเวลา ตอนที่ผมอาศัยอยู่ในห้องเช่าในบ้านของเธอ หลังจากหลายปีของการพยายามสร้างชีวิตของเธอ ในที่สุดใจของเธอก็สลายไป เป็นเรื่องจริง! จงระวังให้ดีคุณเลือกทางไหน เพื่อนๆของผม "ถ้าฉันเดินตามทางของพระคริสต์ที่ ผมจะสูญเสียสิ่งที่ผมสูญเสียสิ่งที่มีค่ามาก!" เธอกล่าวว่าเธอหลงจากใจของเธอ - เช่นเดียวกับเดมัสที่สูญเสียจิตวิญญาณของเขา!

“เพราะว่าเดมาสได้หลงรักโลกปัจจุบันนี้เสียแล้ว”

ผมมีชีวิตอยู่สามในสี่ศตวรรษ เมื่อคุณมีชีวิตอยู่มานานเหมือนผม คุณสามารถเห็นคอลัมน์ชีวิตที่ผ่านมาบนใบหน้าของคุณ คอลัมน์แล้วคอลัมน์เล่าบนใบหน้า! มีคะแนนนับร้อยนับพัน! คอลัมน์แล้วคอลัมน์เล่าบนใบหน้า! และความจริงเหล่านั้นกำลังพูดถึงไร? เหมือนขณะที่พวกเขาผ่านลงไปก่อนในความมืด พวกเขากล่าวว่า "ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สามารถทำลายจิตวิญญาณของคุณ! สิ่งนั้นทำลายจิตวิญญาณของคุณ! คุณจะบ้าเหรอ? "นั่นคือสิ่งที่จิตวิญญาณของผู้ที่กระซิบกับผมว่าพวกเขาได้ลงไปในความมืด

คุณพูดว่า "ฉันได้ในสิ่งที่ต้องการในชีวิตมาก่อนแล้ว" คุณจะไม่ฟังผมในสิ่งที่เพิ่มบอกเพียงไม่กี่เดือน พวกเขาไม่ทราบว่าพวกเขาผ่านไปที่ไหนบ้าง ในเวลาที่คุณไปยืนอยู่ในคืนที่มือมิดตลอดไป และมันก็สายเกินไปที่จะสร้างชีวิตของคุณใหม่! อย่างที่ไม่มีใครคนไหนที่จะสามารถเคยทำได้มาก่อน หลังจากที่พวกเขาได้ปฏิเสธทางที่พวกเขาควรจะเลือกเดิน โปรดจำไว้ว่าเดมัสไม่เคยหันกลับมาอีก! ผมจะบอกคุณถึงชีวิตของคนบางคนที่เป็นเช่นนี้

พ่อของเธอเคยเป็นนักเทศน์ เธอเล่นเปียโนในโบสถ์ เธอเป็นหญิงสาวธรรมดาไม่มีอะไรน่าสนใจ ดังนั้นเมื่อหนุ่มเสเพลมาสนใจเธอๆก็เลือกที่จะตามชายคนี้ไป และลืมความเชื่อที่เธอไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ติดตามหนุ่มเสเพลไป จนกระทั่งชายคนนี้ได้ทำลายหัวใจของเธอและปัญหาชีวิตได้มาทำลายพวกเขาทั้งสอง ตอนผมไม่สามารถช่วยเธอได้อีก เธออายุมากเกินไปและน่าเศร้าที่ได้ยินเรื่องเช่นนี้ วันหนึ่งผมแบกเธอไว้บนหลังพาเธอผ่านสายฝนที่ตกหนักไปที่โรงพยาบาลที่ๆเธอเสียชีวิต ความจริงใจของเธอเสียชีวิตหลายปีมาก่อนหน้านั้นแล้ว ตอนนี้ผมยังเก็บเปียโนของเธอในห้องนั่งเล่นของผมเพื่อเตือนผมถึงทางที่เธอเลือกเดิน

เริ่มแรกเขาหนีออกจากฟาร์มเพราะเขาเป็นลูกชายคนโต เขารู้ในสิ่งที่เขาต้องการและเขาก็ได้มันและไปแต่งงานกับหญิงสาวที่ร่ำรวย ตอนนี้เขาจึงมีเงินมาก แต่ภรรยาเป็นหมัน เขาจึงไปรับเด็ดสาวคนหนึ่งมาเป็นลูกบุญธรรมให้พวกเขา เพราะคิดว่าร่ำรวยจะซื้ออะไรก็ได้ แล้วอยู่วันหนึ่งภรรยาก็เสียชีวิต จากนั้นหญิงสาวคนนี้ก็ใช้ชีวิตไปในทางที่ไม่ดี จากนั้นเขาก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียวในบ้านของเขาหลังใหญ่ มีวันหนึ่งมีคนไปพบเขาขังตัวเองอยู่ในห้องนอนและมือถือปืนอยู่ เพราะเป็นอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง ผมไปดูเขาที่โรงพยาบาล เขาไม่สามารถพูด ผมจับมือของเขาและอธิษฐานเผื่อ ทันใดนั้นเขากรีดร้องเหมือนสัตว์ป่าออกมาดัง ๆ อย่างที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน ครั้งสุดท้ายผมเห็นเขานอนอยู่ในโลงศพที่มีราคาแพง มีเมล็งวันตัวหนึงอยู่บนใบหน้าของเขา ถึงแม้เขาเป็นคนที่รวยมาก แต่เขาก็ไม่อาจมีชีวิตที่จะบินออกไปได้ ผมเก็บภาพวาดของเขาในห้องนั่งเล่นเพื่อเตือนผมถึงทางที่เขาเดินผิดไปนั้น

"ชีวิตของฉันได้ในสิ่งที่ฉันต้องการหมดแล้ว" คุณพูดว่า คุณจะไม่ฟังผมในสิ่งที่เพิ่มบอกเพียงไม่กี่เดือน พวกเขาไม่ทราบว่าพวกเขาผ่านไปที่ไหนบ้าง ในเวลาที่คุณไปยืนอยู่ในคืนที่มือมิดตลอดไป และมันก็สายเกินไปที่จะสร้างชีวิตของคุณใหม่! อย่างที่ไม่มีใครคนไหนที่จะสามารถเคยทำได้มาก่อน หลังจากที่พวกเขาได้ปฏิเสธทางที่พวกเขาควรจะเลือกเดิน โปรดจำไว้ว่าเดมัสไม่เคยหันกลับมาอีก! ผมจะบอกคุณถึงชีวิตของคนบางคนที่เป็นเช่นนี้

คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ดร. คาเกน บอกพวกคุณเกี่ยวกับชีวิตของผม เขาบอกว่ามันเป็น "ปีแห่งการต่อสู้ทรยศและความพ่ายแพ้" สำหรับคุณอาจจะดูเหมือนว่านั่นเป็นชีวิตของผู้รับใช้ที่มีแต่ความยากลำบาก บางทีคุณคิดว่าผมเลือกเดินในทางที่ผิด บางทีนั่นอาจจะเป็นความคิดของเดมัสตอนที่เขาเห็นเปาโลถูกล่ามโซ่ทุกข์ทรมานอยู่ในคุก ผมและภรรยาไปเห็นคุกมืดในกรุงโรม เราเข้าไปในห้องขังที่เปาโลเขียนเอาไว้ใน 2 ทิโมธี และเดมัสก็กลัวที่นั่นด้วย ดังนั้นเขาจึงทิ้งเปาโลไป และเปาโลเขียนคำที่น่ากลัวเหล่านั้นไว้ดังนี้

“เพราะว่าเดมาสได้หลงรักโลกปัจจุบันนี้เสียแล้ว”

แต่เดมัสคิดผิด และคุณก็ผิดด้วย ถนนสายนี้หนักยากลำบากก็จริงแต่ได้นำความสุขมาให้ผมโดยประทานภรรยาที่ดียอดเยี่ยมเกินกว่าที่จะอธิบายเป็นคำพูดและมิตรภาพที่ดีจากเพื่อนๆ ผมจะไม่มีโอกาสรับเรื่องดีๆเหล่านี้หากผมเลือกทางชีวิตที่ผิด - ในสมัยที่ยังเป็นเด็กวัยรุ่น

เอริคบูธ คลิบบอร์น เป็นหลานชายของวิลเลียม บูธผู้ก่อตั้งองค์กรซอเวชั่นอาร์มี่ และเป็นบุตรชายของนักเทศน์ เอริคไปเป็นมิชชันนารีของคณะอะเซนบริย์อ็อฟก็อดที่แอฟริกา เขาเสียชีวิตหลังจากที่ภรรยาของเขาที่พึ่งตั้งครรภ์และลูกสาวมาถึงที่เขาทำงานได้เพียงแค่สองสัปดาห์ เขาเสียชีวิตตอนอายุเพียง 29 ปีต่อมาภรรยาของเขาเขียนหนังสือถึงเรื่องราวการเสียชีวิตอันน่าเศร้าของเขาในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "เชื่อฟังจนวันตาย" เธอบอกที่ประชุมก่อนที่เธอและเอริคจะออกเดินทางไปเป็นมิชชั่นนารีที่แอฟริกา พวกเขาอธิษฐานและร้องเพลงที่เขียนโดยแม่ของเอริค

ข้าฯล้มที่พระบาทของพระองค์
ข้าฯยอมจำนนทุกอย่างแด่พระองค์
จะลำบากตายหรือมีชีวิต
เพื่อพระผู้ช่วยให้รอด

ในหนังสือของเธอ ภรรยาของเอริคกล่าวเกี่ยวกับงานศพของเขา ชาวแอฟริกันพื้นเมืองที่ไม่เคยได้ยินพระกิตติคุณมาร่วมเป็นร้อยเพื่อดูงานศพของคริสเตียน เธอเขียนว่า "หลังจากอธิษฐาน ได้นำตะปูมาตอกฝาโลงศพ คุณสามารถจินตนาการถึงความเจ็บปวดที่ยิงทะลุเข้ามาหัวใจของดิฉันในขณะที่นำค้อนมาตอกตะปูฝาโลง" จากนั้นเธอกล่าวว่า "ดิฉันรู้ว่าการประสบความสำเร็จของมิชชันนารีในปัจจุบันอย่างมากเนื่องจากมีคนได้เสียสละชีวิตของพวกเขาบนสนาม [พันธกิจ] เพื่อดวงวิญญาณพินาศที่พวกเขารักเป็นอย่างมาก ได้รับการกล่าวว่าหลุมฝังศพอันเงีบยเหงาในดินแดนที่ห่างไกล บางครั้งก็ทำให้เกิดความประทับใจให้กับคนพื้นเมือง กางเขนไม้ที่สร้างขึ้นมาแบบง่ายนั้นมีค่ามากกว่าหลายร้อยคำพูด"

เอริคบูธ คลิบบอร์น ไปเป็นมิชั่นนารีตอนอายุเพียงแค่ 29 ปี ไปอยู่ยังดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักกับศาสนาคริสต์ หลังจากที่ไปถึงที่นั่นเขาอยู่ได้เพียงแค่สองสัปดาห์ บทเทศน์เดียวที่เขาเทศนาที่นั่นคือชีวิตของเขา และอีกบทเทศน์คืองานศพของเขาให้กับคนที่ไม่เชื่อหลายร้อยคนได้ฟังได้ยิน

แต่งานศพเล็ก ๆ นี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นของศาสนาคริสต์ในบูร์กินาฟาโซ ปัจจุบันนี้คริสเตียนคณะอะเซนบริย์ในแอฟริกามีวันรละลึกถึงเอริคบูธ คลิบบอร์น ว่าเป็นวีรบุรุษของความเชื่อ ผู้ที่สละชีวิตของเขาเพื่อทำตามการทรงเรียกของพระเจ้า ปัจจุบันนี้คณะนี้เป็นหนึ่งในคณะที่ยิ่งใหญ่ขิงนิกายโปรเตสแตนต์ มีมากกว่า 4,500 คริสตจักรและเทศนาจุให้คนแอฟริกันมากกว่า 1.2 ล้านคน ชีวิตอันแสนสั้นของเอริคทำพระคริสต์เป็นที่รู้จักกันอย่างมากมายนับไม่ถ้วนในแอฟริกาอย่างที่ไม่มีคนผิวขาวเคยทำมาก่อน

ผมอ่านเรื่องราวนี้เมื่อที่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมคิดว่าจะบอกให้พวกคุณทราบด้วย วันหนึ่งไม่ว่าความยากที่คุณผ่านไปนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตามจะได้รับการชดเชยโดยพระคริสต์ คุณต้องเปลี่ยนไปจากทางง่ายๆที่เดมัสเดินและทิ้งเปาโลและทิ้งเขาไว้ในคุกว่า คุณจะเปลี่ยนจากทางง่ายนั้นหรือไม่แล้วมาเดินทางที่มีคนน้อย ดู 2 ทิโมธี 4:17 ฟังอัครสาวกเปาโลหลังจากเดมัสทอดทิ้งเขา

“แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่กับข้าพเจ้า และได้ทรงประทานกำลังให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงประกาศพระวจนะได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้คนต่างชาติทั้งปวงได้ยิ...” (2 ทิโมธี 4:17)

หนุ่มสาวทั้งหลายพวกคุณจงเอาแบบอย่างของเปาโล! คุณต้องยึดนิมิตของเปาโลมาเป็นนิมิตของคุณเอง! คุณช่วยทำให้คริสตจักรนี้เติบโตเหมือนแสงอยู่บนเนินเขาส่องไปทั่วโลก "เพื่อคนต่างชาติทั้งปวงจะได้ยิน" พระกิตติคุณ! อนุชนทั้งหลายจงคิดว่าคริสตจักรของเราจะเป็นอย่างไร และโดยพระคุณของพระเจ้า จะเป็นไปเช่นนั้น! อนุชนทั้งหมาบจงมอบสิ่งที่ดีที่สุดแด่พระคริสต์

จงมอบวัยหนุ่มและความแข็งแรงของคุณแด่พระคริสต์! จงเป็นเหมือนเอริคบูธ คลิบบอร์น! ให้เลือดชีวิตของคุณแด่พระผู้ช่วยให้รอด อย่าหันกลับ! มอบทุกสิ่งแด่พระคริสต์! จงออกไปทำพันธกิจ! ออกไปทำพันกิจของคุณ! ให้ชาวโลกเรียกคุณว่าเป็นคนโง่! ออกไปนำคนหนุ่มสาวให้มาฟังพระกิตติคุณ! มอบทุกสิ่งที่ดีที่สุดแด่พระคริสต์!! โปรดยืนขึ้นและร้องเพลงนมัสการบทที่ 7

พระผู้ช่วยโปรดขอทรงเติมนิมิตของข้าพระองค์ให้เต็มขอให้ข้าฯเห็นพระเยซู
   ทรงนำข้าฯเดินผ่านทางหุบเขาและพระองค์ทรงรักข้าพระองค์อย่างมากมาย
พระผู้ช่วยให้รอดโปรดเติมนิมิตของข้าฯให้เต็มราศีของพระองค์ส่องภายใน
   โปรดเติมนิมิตของข้าฯให้เต็มและความบริสุทธิ์อยู่ภายในข้าฯ

เติมนิมิตของข้าพระองค์ให้เต็มขอให้ทุกอย่างเป็นของพระองค์
   พระองค์บริบูรณ์ด้วยรักและทรงเติมทางของข้าพระองค์
พระผู้ช่วยให้รอดโปรดเติมนิมิตของข้าฯให้เต็มราศีของพระองค์ส่องภายใน
   โปรดเติมนิมิตของข้าฯให้เต็มและความบริสุทธิ์อยู่ภายในข้าฯ

เติมนิมิตของข้าพระองค์ให้เต็มและให้เป็นแสงสว่างส่องเข้าภายใน
   ขอให้ข้าฯเห็นพระคุณของพระองค์และทรงเลี้ยงจิตวิญญาณของข้าฯ
พระผู้ช่วยให้รอดโปรดเติมนิมิตของข้าฯให้เต็มราศีของพระองค์ส่องภายใน
   โปรดเติมนิมิตของข้าฯให้เต็มและความบริสุทธิ์อยู่ภายในข้าฯ

(“Fill All My Vision,” Avis Burgeson Christiansen, 1895-1985).

เรายังคงยืนอยู่

เรื่องราวของบุคคลที่ผมบอกพวกคุณในเช้าวันนี้มีตัวตนจริง ผู้หญิงคนหนึ่งที่หนีออกจากคริสตจักรของพ่อของเธอและแต่งงานกับหนุ่มเสเพล และต่อมาเขาได้ทำลายชีวิตของเธอคือแม่เลี้ยงของผมเอง ส่วนชายร่ำรวยที่ขังตัวเองอยู่ในห้องนอนในมือถือปืนนั้นคือลุงของผม พี่ชายคนโตของพ่อของผม และผู้หญิงที่สูญเสียความคิดของเธอผมจะไม่บอกว่าเธอเป็นใครเพราะเธอยังมีชีวิตอยู่

ครั้งหนึ่งคนเหล่านั้นทั้งหมดของเคยเป็นคนหนุ่มคนสาวเช่นเดียวกับพวกคุณ แต่พวกเขาปล่อยชีวิตไปโดยไม่ได้รับการช่วยกู้จากพระเยซู หลายครั้งที่พวกเขากล่าว "ไม่" ให้กับพระเยซู จนนั่นกลายเป็นเป็นนิสัยที่แข็งกระด้าง และทำให้พระเจ้าต้องปล่อยให้คนเช่นนี้ได้รับการลงโทษในสิ่งที่พวกเขาเลือกเดินและทำ

ชายหนุ่มและหญิงสาวทั้งหลายจงกลับใจหันกลับจากชีวิตที่ไม่มีพระเจ้า – และมาที่พระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า วางใจพระองค์ และพระองค์จะชำระล้างท่านให้สะอาดด้วยพระโลหิตของพระองค์ พระองค์สถิตที่พระหัตถ์ขวาของพระเจ้าในสวรรค์รอคุณอยู่ จงวางใจพระเยซูและรับการช่วยกู้จากชีวิตที่สูญเสียและสิ้นหวังตลอดไป!

ขอให้ทุกคนปิดตาของคุณ หากคุณอยากคุยกับเราเกี่ยวกับการวางใจในพระเยซู ผมอยากให้คุณเดินตาม ดร.คาเกน และ จอนห์น คาเกน ไปที่ห้องอธิษฐานในตอนนี้ พวกเขาจะให้คำแนะนำและอธิษฐานเผื่อ อาเมน

หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดยท่าน อาเบล บรูดโฮมมี: 2 ทิโมที 4:10-17.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดยท่าน เบนจามิน คินเคด กรีฟีท:
“I’d Rather Have Jesus” (words by Rhea F. Miller, 1922;
music composed by George Beverly Shea, 1909-2013)