Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




พระเจ้าผู้-ทอดทิ้งพระคริสต์!

THE GOD-FORSAKEN CHRIST!
(Thai)

โดย ดร. ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ในนครลอสแอนเจลิส
ในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 24 มกราคม ค.ศ. 2016
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, January 24, 2016

“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าฯ
ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (มัทธิว 27:46).


ทุกครั้งที่ผมเทศนาในเช้าวันอาทิตย์นั้น ผมมักจะกล่าวถึงคนหนุ่มสาว ผมทำอย่างนี้เพราะในเช้าวันอาทิตย์นั้นมีอนุชนจำนวนมากในคริสตจักรของเรา และส่วนมากยังไม่เคยได้ยินการเทศนาถึงพระกิตติคุณอย่างชัดเจน เราออกไปประกาศตามห้างสรรพสินค้าและสถานบันการศึกษาและที่อื่น ๆ ที่คนหนุ่มสาวมักชอบมารวมตัวกัน และเราได้เชิญให้คุณมา แล้วคุณก็มาและผมก็ขอบคุณที่มา ขอบคุณที่มา

แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมมักพูดถึงพวกอนุชนในทุกวันอาทิตย์ นั่นคือเหตุผลที่สอง เพราะคนหนุ่มสาวที่มีอายุต่ำกว่าสามสิบปีนั้น มีแนวโน้มมากที่จะได้สัมผัสความรอดมากกว่าคนแก่ ผลการสำรวจบอกว่าเป็นเช่นนั้นจริง และจากประสบการณ์ของตัวเองก็แสดงให้เห็นว่าเป็นจริงตามนั้น คนที่จะรอดนั้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงอายุประมาณสิบหกและยี่สิบห้าปี ผมรู้ดีว่ายังมีข้อยกเว้น แต่มีน้อยมก

เราอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร? หนึ่งในคำอธิบายนั้นก็คือว่าคนหนุ่มสาวอยู่ในช่วงที่เพิ่งเริ่มที่จะรู้ว่าชีวิตนั้นมันไม่ง่ายและยุ่งยากมาก คุณเพิ่มเริ่มต้นรู้ว่าคุณเป็นมนุษย์ที่จะต้องตายสักวันหนึ่ง และเพิ่มเห็นว่าโลกนี้น่ากลัวและโดดเดี่ยวมาก แต่คุณกลับไม่ได้เรียนรู้ว่าจะเอาชนะความกลัวนี้ได้อย่างไร คุณจึงแสวงหาทางออกที่ผิดๆ

คนหนุ่มสาวอยู่ในช่วงเริ่มต้นกำลังจะเป็นเป็นผู้ใหญ่และหลาย ๆ คนจะถามตัวเองว่า "ฉันจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีความรักและเงีบบเหงาได้อย่างไร?" และจึงนำผมกลับมาที่หัวข้อความเหงาอีกครั้ง โอ้ผมเข้าใจดีว่าความเหงาไม่ได้เกิดให้กับคนหนุ่มคนสาวทุกคน ผมรู้ว่าหลายคนเรียนรู้ว่าพวกคุณอาจมีทางออกโดยเข้าร่วมกิจกรรมอย่างบ้าคลั่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความเหงา และผมรู้ว่าผู้ที่ได้เรียนรู้ทางเหล่านั้นจะไม่สนใจคำเทศนาของผม ผมยังรู้อีกว่ามีเด็กผู้ชายเด็กผู้หญิงอยู่ที่นี่และเวลากลับไปบ้านและพูดว่า "ชายชราคนนี้พูดกับฉันในวันนี้ ทางที่ดีควรกลับไปฟังเขาเทศนาอีกครั้งหนึ่ง"

และนี่คือชายหนุ่มหรือหญิงสาวที่ผมกล่าวถึงในเช้าวันนี้ในหัวข้อความเหงา - โดดเดี่ยวและอ้างว้าง ไม่มีอะไรที่จะสามารถอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้อีก และนั่นคือการกันแสงของพระเยซูบนไม้กางเขน

“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (มัทธิว 27:46)

ลองจินตนาการภาพของพระองค์เอาไว้ในใจของคุณ พวกเขาจับพระองค์ในขณะที่พระองค์กำลังอธิษฐานตามลำพังในสวนเกทเสมเน พวกเขาถอดฉลองของพระองค์และโบยตีพระองค์จนเกือบจะสิ้นพระชนม์ พวกเขานำมงกุฎหนามมาสวมบนศีรษะของพระองค์ พวกเขาหัวเราะเยาะใขณะที่พระองค์ทรงแบกกางเขนเดินไปตามทาง พวกเขาตอกตะปูที่มือและเท้าของพระองค์ พวกเขายกกางเขนขึ้นและแขวนพระกายของพระองค์ที่นั่น พวกเขาก็ตะโกนใส่พระองค์ ในที่สุดพระองค์ก็ร้องออกมาว่า

“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (มัทธิว 27:46)

เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของการกันแสงนี้ เราจะต้องตอบคำถามทั้งสองข้อนี้ก่อน

I. ประการแรก พระเยซูผู้นี้เป็นใคร?

พระองค์ไม่ใช่เป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้า “ได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา” (ยอห์น 3:16) คนที่ร้องไห้ออกมานี้คือพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า นอกจากนี้พระองค์ยังตรัสว่า

“ข้าพระองค์ได้รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระองค์ [พระเจ้าพระบิดา] คือเกียรติซึ่งข้าพระองค์ได้มีร่วมกับพระองค์ก่อนที่โลกนี้มีมา” (ยอห์น 17:5)

ชายผู้นี้ร้องไห้ที่กางเขน คือพระเยซูคริสต์บุคคลที่สองใสพระเจ้าตรีเอกานุภาพ ดังนั้นพระองค์จึงเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าพระบิดาอย่างที่พระองค์ตรัสว่า

“เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (ยอห์น 10:30)

ความเป็นหนึ่ง เดียวระหว่างพระเจ้าพระบิดากับพระเยซูคริสต์พระบุตรนั้นจากอดีตและตลอดไปนิรันดร์ พระองค์เป็นพระวาทะของพระเจ้า

“ในเริ่มแรกนั้นพระวาทะทรงเป็นอยู่แล้ว และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า ในเริ่มแรกนั้นพระองค์นั้นทรงอยู่กับพระเจ้า พระเยซู ผู้เนรมิตสร้างสิ่งสารพัด พระองค์ทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมา และในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระองค์” (ยอห์น 1:1-3)

“และพระวาทะได้รับสภาพของเนื้อหนัง และทรงอยู่ท่ามกลางเรา” (ยอห์น 1:14)

พระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์ พระเยซูคือบุคคลที่สองในตรีเอกานุภาพเสด็จลงมายังแผ่นดินโลก แต่พระองค์ยังคงเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าพระบิดาในช่วงที่อยู่ในโลก แม้จะอยู่ในสวนเกทเสมเน ในขณะที่เหล่าสาวกกำลังนอนหลับนั้น พระเยซูทรงอธิษฐานและมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าพระบิดาของพระองค์ แม้ในขณะที่พระองค์ถูกจับกุมนั้นพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับพระองค์ และในขณะที่พวกเขาเฆี่ยนพระองค์และตรึงกางเขน พระองค์ยังคงอธิษฐานต่อพระเจ้า

“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (ลูกา 27:46)

แต่ตอนนี้ทุกที่มืดไปหมด

“แล้วก็บังเกิดความมืดทั่วทั้งแผ่นดิน ตั้งแต่เวลาเที่ยงวัน จนถึงบ่ายสามโมง ครั้นประมาณบ่ายสามโมงพระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า “เอลี เอลี ลามาสะบักธานี” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย”?” (มัทธิว 27:45-46)

ช่วงที่ความมืดเข้ามาปกคลุมแผ่นดินโลก นั่นเป็นชั่วโมงที่น่ากลัว เพราะภาพของความมืดนั้นคือครั้งแรกของการแยกออกระหว่างพระบุตรของพระเจ้ากับพระเจ้าพระบิดา ไม่เคยมีอย่างนี้มาก่อน พระบุตรของพระเจ้าถูกแยกออกจากพระบิดาบนสวรรค์ เป็นอย่างนั้นจริงที่พระองค์กันแสงในชั่วโมงแห่งความมืด

“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (มัทธิว 27:46)

ชายผู้นี้คือใคร? พระองค์เป็นพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ และเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า - ทรงแยกออกจากพระบิดาบนสวรรค์อย่างสิ้นเชิง

II. ประการที่สอง ทำไมพระองค์ทรงกันแสง?

มันไม่ง่ายเลยที่ผมจะสามารถอธิบายแบบง่ายๆให้กับพวกคุณ ไม่น่าแปลกใจอะไร! เพราะคำพูดของพระเยซูคริสต์เหล่านี้จริงๆเกินกว่าที่จะอธิบายได้ สเปอร์เจียนเองก็มีปัญหาเดียวกัน เขากล่าวว่าคำพูดเหล่านี้ที่ไม่มีใครที่จะสามารถเข้าใจอย่างสมบูรณ์ได้ สเปอร์เจียนกล่าวว่า

มาร์ติน ลูเธอร์ [นักปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่] นั่งศึกษาพระธรรมตอนนี้ จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง คนของพระเจ้าท่านนี้ยังคงพิจารณาข้อความนี้ และบรรดาผู้ที่มารอเขาทีทจะเข้ามาในห้อง แต่เขายังคงนั่งศึกษาอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ลุกไปไหนและไม่ได้กินหรือดื่ม แต่นั่งจ้องดูอย่างไม่ยอมเหนื่อยถึงพระธรรมตอนนี้ “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” และหลังจากเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ดูเหมือนเขาจะลืมทุกอย่างไป เขาจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ของเขา บางคนได้ยินเขาพูดว่า "พระเจ้าละทิ้งพระเจ้า! ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเข้าใจที่เขาพูด"และเขาก็ออกไป แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบาย - ผมไม่สงสัยสิ่งที่คำเหล่านั้นสำแดงในใจของลูเธอร์ – บอกว่าลูเทอร์ดูเหมือนเป็นคนที่เข้าใจลึก ๆ ผู้พบกับความสว่าง กับผมแล้วรู้สึกเหมือนว่าไม่อาจเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งนี้ แต่ผู้ที่ได้ดูเป็นมัน - ที่จะสามารถเข้าใจคำกันแสงนี้ [พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?”] นั่นเป็นข้อความที่ลึกซึ้งอย่างมาก ไม่มีใครจะสามารถเข้าใจได้ ดังนั้น ผมจะไม่พยายามอธิบาย (C. H. Spurgeon, “The Saddest Cry From the Cross,” The Metropolitan Tabernacle Pulpit, Pilgrim Publications, 1977, volume XLVIII, pp. 517-518)

ผมเห็นด้วยกับลูเธอร์และสเปอร์เจียนที่ว่าเราไม่สามารถเข้าใจพระเจ้าพระบิดาที่ทรง "ละทิ้ง" พระบุตรของพระองค์ ผมจะไม่พยายามอธิบายคำเหล่านี้ แต่จะให้ความคิดบางอย่างเกี่ยวกับคำเหล่านั้น

ในที่นี้พระคริสต์ทรงตรัสอย่างมนุษย์ พระองค์เป็นเป็นพระเจ้าและมนุษย์อย่างสมบูรณ์ นี่คือสหภาพและพระคริสต์เป็นพระเจ้า-มนุษย์ แต่พระคริสต์ทรงตรัสอย่างมนุษย์ คนเท่านั้นถึงสามารถกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงถูกทอดทิ้งโดยพระเจ้าของพระองค์

พระเยซูคริสต์ถูกทอดทิ้งโดยพระเจ้าเพราะเราสมควรที่จะถูกทิ้งโดยพระเจ้า ที่กางเขนนั้นพระเยซูคริสต์ที่สิ้นพระชนม์ในที่ของเรา และได้รับความทุกข์เพราะบาปของเรา

“แน่ทีเดียวท่านได้แบกความระทมทุกข์ของเราทั้งหลาย และหอบความเศร้าโศกของเราไป” (อิสยาห์ 53:4)

โดยความผิดบาปของบรรพบุรุษแรกของเรา และส่งต่อมาถึงพวกเราทุกคน เราเกิดและเติบโตขึ้นโดยถูกตัดขาดจากพระเจ้า และถูกทอดทิ้ง ชีวิตของเราจึงอยู่กับความเหงา เพราะถูกตัดขาดจากพระเจ้า เป็นคนแปลกให้กับพระองค์ เพราะธรรมชาติบาปและความผิดบาปที่เกิดขึ้นจริงของเรา

“โดยที่ความเข้าใจของเขามืดมนไปและเขาอยู่ห่างจากชีวิตซึ่งมาจากพระเจ้า เพราะเหตุความโง่ซึ่งอยู่ในตัวเขา อันเนื่องจากใจที่แข็งกระด้างของเขา” (เอเฟซัส 4:18)

คุณเคยคิดหรือเปล่าว่ามีพระเจ้า? คุณเคยคิดหรือเปล่าว่าทำไมพระเจ้าถึงไม่เป็นจริงให้คุณ? คำตอบอยู่ที่นี่ จากพระคัมภีร์ – พระเจ้าไม่เป็นจริงให้กับคุณเพราะจิตวิญญาณของคุณอยู่ใน “ความมืด” เพราะใจของคุณ “มืดมนต์” นั่นที่เป็นสาเหตุที่คุณ “คนต่างด้าวให้กับพระเจ้า” ในภาษากรีกอยู่ในประโยคต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่าครั้งหนึ่งคุณเคยรู้จักกับพระเจ้า แต่หมายความว่าคุณไม่เคยรู้จักกับพระองค์เลย คุณอยู่ในสถานะที่ถูกตัดขาดจากพระเจ้า “เพราะว่าใจของ [คุณ] มืดมนต์” (cf. Dr. Fritz Rienecker, A Linguistic Key to the Greek New Testament, Zondervan, 1980, p. 533)

พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อนำคุณมาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า

“พระคริสต์เช่นกันก็ได้ทนทุกข์ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อพระองค์จะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า” (1 เปโตร 3:18)

พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน “เพื่อนำคุณมาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า” เพื่อเปลี่ยนจากคนต่างด้าวเพราะบาปมาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า การที่จะทำอย่างนั้นได้ พระคริสต์ต้อง “ทนทุกข์” และแบก “ความเศร้าโศก”ของเราบนไม้กางเขน

“แน่ทีเดียวท่านได้แบกความระทมทุกข์ของเราทั้งหลาย และหอบความเศร้าโศกของเราไป” (อิสยาห์ 53:4)

เหมือนอย่างคนบาปที่ไม่กลับใจใหม่ ที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวในโลก คุณก็รู้สึกได้ คุณรับรู้ได้ง่าบางอย่างผิดปกติไป พวกอนุชนคือกลุ่มที่รู้สึกได้เช่นนี้มากที่สุด พวกเขาทอดทิ้ง-พระเจ้า อยู่ในโลกแห่งความมืด และคือสาเหตที่พระจ้ามักจะนำให้คนกลับใจในหนุ่มสาว ยามที่แก่ลงก็จะเรียนรู้โดยเอาบางอย่างมาทอดแทนเช่น ดื่มเหล้า เสพยา เพศสัมพันธ์ หาเงินหาทอง มีชีวิตจมอยู่กับ “เกมส์” เพื่อ “ความสำเร็จ” คุณเรียนรู้ใช้หนางในสิ่ง “ชั่ว” เหล่านี้เพื่อให้ลืมความเงียบเหงา มันสายเกินไปที่คุณจะมารับความรอด

“และเพราะเขาไม่เห็นชอบที่จะรู้จักพระเจ้า พระเจ้าจึงทรงปล่อยให้เขามีใจเลวทรามและประพฤติสิ่งที่ไม่เหมาะสม” (โรม 1:28)

แต่ในเช้านี้ ในขณะที่คุณยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ พระเจ้ากำลังตรัสให้คุณผ่านทางความเงียบเหงาโดบเรียกคุณ พระเจ้าตรัสให้กับใจของคุณ จงฟังว่าพระคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (มัทธิว 27:46)

เหล่านี้เป็นคำตรัสเฉพาะให้กับเรา ในขณะที่เรายังคงเป็นหนุ่มสาวอยู่ พระบุตรของพระเจ้าได้รับถูกแยกออกจากพระเจ้าพระบิดา เพื่อชดเชยการที่คุณแยกออกจากพระองค์ คุณเดินหนีจากพระเจ้าไปไกล - พระคริสต์ชดใช้บาปของคุณ! คุณลืมพระเจ้าไป - พระคริสต์ชดใช้บาปของคุณ! คุณขาดการไปคริสตจักรในวันอาทิตย์ไปทำบาป - พระคริสต์ชดใช้บาปของคุณ! คุณมาที่คริสตจักร แต่ "ปาก" กลับพูดโดยที่ไม่คิดถึงพระเจ้า - พระคริสต์ชดใช้บาปของคุณ! พระคริสต์ชดใช้บาปของคุณเพราะการไม่มีพระเจ้า! พระคริสต์ชดใช้บาปของคุณบนไม้กางเขน! ช่างเป็นการชดใช้บาปที่เลวร้ายที่สุด!

พวกเขาถอดฉลองของพระองค์ และโบยตีพะองค์จนเกือบสิ้นชีวิต พวกเขาตอกตะปูที่ฝ่ามือและเท้าของพระองค์ ความมืดลดลงมา การพิพากษาของพระเจ้าลงมาที่พระองค์

“แต่ก็ยังเป็นน้ำพระทัยของพระเยโฮวาห์ที่จะให้ท่านฟกช้ำด้วยความระทมทุกข์” (อิสยาห์ 53:10)

พระเจ้าพิพากษาพระคริสต์แทนคุณเพราะบาปของคุณ และเสด็จลงมาชดใช้บาปของคนทั้งหมด พระเจ้าทอดทิ้งพระบุตรของพระองค์ โดยเปลี่ยนเป็นความมืด และพระคริสต์พระบุตรทรงแบกบาปของคุณบนไม้กางเขน

“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (มัทธิว 27:46)

คำถามเกี่ยวกับการกันแสงที่น่ากลัวได้ถูกตอบไปแล้วโดยเปโตร ท่านกล่าวว่า

“พระคริสต์เช่นกันก็ได้ทนทุกข์ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อพระองค์จะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า” (1 เปโตร 3:18)

คุณทิ้งพระเจ้ามาก่อน และพระคริสต์ทรงไถ่บาปของคุณโดยการที่ทำให้พระเจ้าต้องทอดทิ้งพระองค์ พระองค์เอง – ในที่ของคุณโดยถูกตรึงที่กางเขนตามลำพัง และถูกแยกออกจากพระเจ้าพระบิดา ผู้ซึ่งรักจิตวิญญาณของเราทุกคน

ทรงถูกตรึงที่กางเขนนั่น
เป็นเผยการสิ้นพระชนม์ไปทั่วสวรรค์ พระองค์ถูกแทงและมีแผลเลือดไหล
เป็นแผลที่แสดงออกถึงความรัก

พระองค์ทรงกันแสงอย่างหนัก
ดังจนถึงแผ่นดินสววรค์และพื้นพิภพ
ในคืนก่อนหน้านั้นพระองค์ถูกเพื่อนๆทอดทิ้ง
แต่มาในตอนนี้ก็ถูกพระเจ้าทอดทิ้งด้วย
   (“His Passion” by Joseph Hart, 1712-1768; altered by the Pastor)

เราคิดน้อยมากถึงสิ่งมหัศจรรย์จากคำตรัสของพระคริสต์

“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (มัทธิว 27:46)

ผมหวังว่าคุณคงฟังมากพอที่จะรู้ได้ว่าพระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ไถ่บาปของคุณ แล้วพระองค์ก็เป็นขึ้นมา และประทับที่พระหัตถ์ขวาของพระเจ้าในสวรรค์ . ผมหวังว่าคุณคงฟังมากพอที่จะเห็นว่าความหวังเดียวของคุณคือพระคริสต์ – เพราะไม่มีความหวังอื่นอีก ผมอธิษฐานให้คุณมาที่พระคริสต์โดยตรง และรับการชำระบาปโดยพระโลหิตของพระองค์ – ไม่มีความรอดอื่นอีกในโลกหรืออื่นๆ อาเมน

หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดยท่าน อาเบล บรูดโฮมมี: มัทธิว 27:35-46.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดยนาง ท่าน เจค งานน์: “His Passion” (Joseph Hart, 1712-1768)


โครงร่างของ

พระเจ้าผู้-ทอดทิ้งพระคริสต์!

THE GOD-FORSAKEN CHRIST!

โดย ดร. ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าฯ
ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (มัทธิว 27:46)

I.   ประการแรก พระเยซูผู้นี้เป็นใคร?
ยอห์น 3:16; 17:5; 10:30; 1:1-3, 14;
ลูกา 23:34; มัทธิว 27:45-46

II.  ประการที่สอง ทำไมพระองค์ทรงกันแสง?
อิสยาห์ 53:4; เอเฟซัส 4:18; 1 เปโตร 3:18;
โรม 1:28; อิสยาห์ 53:10