Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




การกลับใจใหม่ของลูเทอร์

LUTHER’S CONVERSION
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ในนครลอสแอนเจลิส
ในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2015
A sermon preached on Reformation Sunday Morning
at the Baptist Tabernacle of Los Angeles, October 25, 2015

“คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1:17)


บางคนอาจจะถามว่าทำไมผมถึงมาพูดถึง มาร์ติน ลูเทอร์ (1483-1546) ก่อนอื่นผมอยากจะทำความเข้าใจเสียก่อน นั่นคืออยากจะบอกว่าผมสังกัดแบ๊บติสต์ ไม่ใช่ลูเทอร์แรน ผมรับบัพติศมาตามความเชื่อของแบ๊บติสต์ผมสังกัดแบ๊บติสต์ ไม่ใช่ลูเทอร์แรน ผมเข้าร่วมศิมมหาสนิทตามความเชื่อของแบ๊บติสต์ ไม่ใช่ของลูเทอณแรน นี่คือจุดต่างที่สำคัญ – และข้อเชื่อเหล่านี้ผมไม่เห็นด้วยกับลูเธอร์ แต่ขออยู่ข้างชาวแบ๊บติสต์ อย่างไรก็ตาม ผมก็ขอบคุณท่านลูเธอร์ที่สอนชัดเจนถึงการรับความชอบธรรมผ่านทางความเชื่อในพระคริสต์เท่านั้น นี่ไม่ใช่พูดถึงชาวลูเทอร์แลนในสมัยนี้ แต่เป็นการกล่าวถึงตัวของลูเทอร์เอง ท่านเป็นหนึ่งในคริสเตียนที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

ตามประวัติศาสตร์คริสตจักรแล้วต่างก็รู้จักลูเทอร์ในฐานะนักปฏิรูป บางครั้งก็ได้รับฉายาว่าผู้ที่มีหัวแข็งและดื้อรั้น ใช่ว่าท่านจะมองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจน เพราะท่านยังคงยืดถือคำสอนบางอย่างของโรมันคาทอลิกด้วย อย่างเช่น "ศาสนสาสตร์การทดแทน" นั่นคือสอนว่าคริสตจักรมาแทนที่อิสราเอลอย่างสมบูรณ์ เพราะเหตุนี้ในช่วงบั้นปลายชีวิตของลูเทอร์ จึงมาต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรงเพราะเชื่อตามหลักคำสอนของคาทอลิก แต่ริชาร์ด วูร์มแบรนด์ ผู้เป็นคนยิวกลับใจใหม่และต่อมาเป็นศิษยาภิบาลของคณะลูเทอร์แรนเคยบอกผมว่า "ผมยกโทษให้เขานานแล้ว" อาจารย์ วูร์มแบรนด์ รู้ว่าลูเทอร์เป็นคนที่ทำประโยนช์มากมายในสมัยนั้นและให้กับพวกเราทุกคนในทุกวันนี้ ตามประวัติศาสตร์ลูเทอร์ได้แสดงให้เห็นว่า เรามีความไม่สมบูรณ์หลายอย่างอย่างเช่นทุกวันนี้ – โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับหลักคำสอนเท็จที่ทำลายจิตวิญญาณของเราอย่างพวก "หลักการตักสินใจนิยม” หรือ “decisionism" ซึ่งเปรียบเหมือนขุนนรกที่เต็มด้วยเล่ห์เพทุบายซึ่งไม่ต่างอะไรไปจากนิกายโรมันคาทอลิกในสมัยยุคกลางนั้น

แน่นอนเราสามารถพูดได้ว่าตัวของลูเทอร์เองนั้นเห็นถึง “จุดบดพร่อง” หลายอย่าง นักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างสเปอร์เจียนก็เคยกล่าวถึงท่านบ่อยๆ (โปรดไปดูบทเทศนาของสเปอร์เจียนในหัวข้อที่กล่าวถึงลูเทอร์ได้ที่ The Metropolitan Tabernacle Pulpit, volume XXIX, pp. 613-636) สเปอร์เจียนกล่าวว่า "คำพยานของนักปฏิรูปผู้ยิ่งใหญ่ของเรา กล่าวว่าคนบาปได้รับความชอบธรรมก็โดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์และพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น" หลายครั้งที่ลูเทอร์เห็นถึงหัวใจสำคัญของศาสนศาสตร์แห่งคำถาม - และนั่นคือบ่อเกิดแห่งความคิดดีๆและก็มีการนำมาใช้

การชำระให้เป็นคนชอบธรรมคือจุดที่สำคัญในหลักสอนแห่งความรอด หากไม่มีการชำระให้ชอบธรรมทางเดียวที่มนุษย์ต้องนิพาศก็ตกนรก! คนๆหนึ่งสามารถมาคริสตจักร รับบัพติศมา เข้าร่วมศิลมหาสนิท และเป็นมิตรที่ดีให้กับคนอิสราเอล – แต่ก็ยังต้องตกนรกเพราะยังไม่ได้รับการชำระให้ชอบธรรม โดยตัวของลูเทอร์สอนว่าหากผิดจากจุดนี้และจุดอื่นๆที่กล่าวถึงความรอดโดยการชำระให้ชอบธรรมจากพระเยซูคริสต์ก็ไม่ได้รับความรอด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่สเปอร์เจียนเรียกว่า “มงกุฏเพชรแห่งการปฏิรูป” การชำระให้ชอบธรรมจึงเป็นหลักคำสอนที่สำคัญมากๆ ลูเทอร์เรียกว่าความชอบธรรมโดยความเชื่อเท่านั้น “นั่นคือหลักคำสอนที่คริสตจักรต้องยืนหยัดหรืออาจทอดทิ้งลง” หากไม่มีการชำระให้ชอบธรรมก็ไม่มีมนุษย์คนไหนที่รอด! นี่เป็นหลักคำสอนที่สมเหตุสมผลและผมเองก็ยืนหยัดเคียงข้างกับพวกนักปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น ผมยืนหยัดข้างของลูเทอร์ที่สอนว่าชอบธรรมโดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น! นั่นคือหลักสอนหลักของลูเทอร์ – และผมเองก็เห็นด้วยกับท่าน!

“คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1:17)

ลูเทอร์มาเข้าใจพระคัมภีร์ข้อนี้ได้อย่างไรกัน? สเปอร์เจียนได้บอกถึงการกลับใจใหม่ของลูเทอร์ดังนี้ว่า

         คุณสามารถกล่าวอย่างย่อๆถึงชีวะประวัติชีวิตของท่านลูเทอร์ เหตุเพราะนักปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่นี้ ทำให้พระกิตติคุณแพร่ขายออกไป และนั่นเกิดที่อารามวิหารแห่ง ท่านได้ค้นพบจากพระคัมภีร์เล่มเก่า และท่านได้ค้นพบความจริงว่า – “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” ประโยคนี้สะท้อนใจของท่าน แต่ก็ยากต่อการที่จะเข้าใจได้ ท่านไม่สามารถแสวงหาสันติสุขในศาสนาที่ท่านเชื่อและในอารามโบสถ์ที่ท่านอาศัยอยู่นั้น ไม่อาจรู้อะไรมากไปกว่านั้น ท่านพยายามในแสวงหาในหลายทาง และต้องเผชิญการต่อสู้ พบกับความลำบากและท้อแท้ สุดท้ายเหมือนท่านได้นำตัวเองเข้าสู่ประตูแห่งความตาย ... ท่านทำอย่างนั้นโดยการสำนึกผิด แสวงหาที่พักพิง แต่ทางเหล่านั้นไม่อาจนำเขาให้พบความจริง... แต่ [หลังจากนั้น] พระเจ้าก็นำเขาออกจากความเชื่อแบบไสยศาสตร์เช่นนี้ และเขาพบว่าความจริงคือไม่ใช่ได้มาโดยทางการเป็นบาทหลวง ไม่ใช่โดยการสำนึก หรือทางอื่นๆที่เป็นผลงานของมนุษย์อย่างที่เขาเคยทำ แต่ท่านมาพบทางที่ว่าต้องมีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ [ในพระเยซูคริสต์] เนื้อหาของเราใน [เช้าวันนี้] นำพวก [คาทอลิก] ให้มีอิสระและปลอดปล่อยจิตวิญญาณของพวกเขาให้รอดจากไฟ

[“คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1:17)]

ตอนที่ลูเทอร์มาเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการวางใจในพระเยซูคริสต์แต่เพียงผู้เดียว ท่านเขียนจดหมายถึงแม่ตัวเองว่า “ผมรู้สึกว่าตัวเองได้บังเกิดใหม่ และได้เข้าสู่ประตูที่นำไปสู่แผ่นดินสวรรค์” สเปอร์เจียนกล่าวว่า

         หลังจากที่ท่านเชื่ออย่างนั้น ท่านก็เริ่มกระตือรือร้น ตอนนั้นมีบาทหลวงท่านหนึ่งชื่อ เทเซส ได้ไปที่ประเทศเยอรมัน เพื่อไปขายบัตรแห่งการให้อภัยบาปโดยแลกกับเงินสด ไม่ว่าคุณจะทำผิดอะไรก็ตาม เวลาที่เงินของคุณลงไปถึงที่ก้นกล่อง [ถวาย] นี้ บาปต่างๆของคุณก็จะมลายไป ตอนที่ลูเทอร์ได้ยินถึงเรื่องนี้แล้ว ท่านรู้สึกโกรธมากพร้อมกับพูดว่า “เราจะเจาะกลองนี้ให้ทะลุ” รวมถึงกลองต่างของเขา และในสิ่งที่เขาทำด้วย เขาคิดว่าจะไม่มีใครทราบในสิ่งที่เขาทำอย่างนั้นหรือ แต่สำหรับลูเทอร์แล้วบาปนั้นสามารถอภัยได้ก็โดยการเชื่อในพระคริสต์เท่านั้น ไม่ใช่แลกด้วยเงินทอง ราคา หรือการตักสินใจของบาทหลวง ลูเทอร์มีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ เพราะความเชื่อนี้ทำให้ท่านกระตือรือร้น และความกระตือรือร้นนี้ก็ทำให้คนอื่นไม่พอใจ หรือถือว่าเขาเป็นศัตรู พวกเขาจึงเชิญให้เขาไปที่เมืองอัสเบร์ก แม้ว่าเพื่อนของห้ามไม่ไห้เขาไปก็ตาม แต่เขาก็ไปที่เมืองอัสเบร์กนี้ พวกเขากล่าวหาว่าเขาคือพวกนอกรีต ถามเองตอบเอง และพวกนั้นจึงบอกให้ [เขาว่า] ออกไปห่างๆ ไม่งั้นเขาจะต้องถูกเผาอย่างแน่นอน [ที่เสาไม้] แต่เขาบอกว่าคนต้องได้ยินคำพยานของเขา ด้วยเหตุนี้เขาจึงไปหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง เมืองหนึ่งไปสู่อีกเมืองหนึ่ง มีคนจำนวนมากมายออกมาจับมือคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ และการสอนพระกิตติคุณนั้นเป็นสิ่งที่เสี่ยงต่อชีวิตของเขามาก ท่านคงจำได้ตอนที่เขาไปยืนต่อหน้าที่ประชุม [ที่วอร์ม] และเพราะการที่ท่านรู้มากกว่าคนอื่นๆ นี้ทำให้เขาอาจจะต้อง [ถูกเผา] เหมือนอย่าง จอห์น ฮัส และแน่นอนท่าน [เป็นอย่างนั้น] วันนั้นที่ประชุม [ศาล] ลูเทอร์ทำในสิ่งที่คนเป็นพันไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงเด็กต่างก็ได้รับพระพรในนามของท่าน และยิ่งกว่าเป็นการถวายเกียรติแด่พระนามของพระเจ้า” (C. H. Spurgeon, “A Luther Sermon at the Tabernacle,” The Metropolitan Tabernacle Pulpit, Pilgrim Publications, 1973 reprint, Volume XXIX, pp. 622-623)

“คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1:17)

ผมเรียนรู้ชีวิตของลูเทอร์เป็นครั้งแรก ตอนอยู่ที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ในช่วงต้นปี 1950 ในคืนวันอาทิตย์หนึ่ง พวกเขาเปิดชีวะประวัติของลูเทอร์ที่อยู่ในวีดีโอที่เป็นแค่ขาวดำ ในขณะที่ดูท่านในวีดีโอนี้ดูเหมือนว่าคำพูดของท่านไม่มีประโยชน์อะไรให้กับผมเลย หนังเรื่องนี้ก็น่าเบื่อและยาว ผมสงสัยว่าทำไมอาจารย์ของผม ดร. วอลเตอร์ เอ เป็กก์ ถึงเปิดหนังที่น่าเบื่ออย่างนี้ เพราะสมัยนั้นผมมีทัศนะคติที่ต่างไปจากหนังเรื่องนี้ แต่มาตอนนี้ผมชอบดูหนังเรื่องนี้มาก! คลิกที่นี่เพื่อไปดูส่วนหนึ่งจากหนังเรื่องนี้

ครั้งที่สองที่ผมกลับมาเรียนรู้ลูเทอร์มากขึ้นนั่นคือหลังจากที่ผมกลับใจใหม่แล้ว ตอนนั้นผมได้อ่านประสบการณ์กลับใจใหม่ของ จอห์น เวสเลย์ ท่านกล่าวว่า

เย็นวันนั้นผมเดิมเข้าไปตามถนนเอลเดอสเกสโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ผมได้อ่านหนังสือที่มีชื่อเรื่องว่า Luther’s preface to the Epistle to the Romans จนเวลาล่วงเลยไปถึงแปดโมงสี่สิบห้า ในขณะที่อ่านถึงการเป็นพยานถึงการกลับใจใหม่ของท่านเพราะเชื่อในพระคริสต์ ผมรู้สึกว่าจิตใจของผมอบอุ่นมากๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองได้วางในพระคริสต์แล้ว พระคริสต์เท่านั้นที่เป็นความรอด นั่นเป็นเครื่องรับประกันให้กับตัวเอง เพราะพระองค์ทรงไถ่ถอนบาปของฉัน และช่วยกู้จากกฏแห่งความบาปและความตาย (John Wesley, The Works of John Wesley, third edition, Baker Book House, 1979 reprint, volume I, p. 103)

นี่เองที่ทำให้ผมเองประทับใจมากๆ เพราะผมรู้ว่า เวสลีย์ เป็นหนึ่งในนักเทศน์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในช่วงฟื้นฟูใหญ่แรก เวสลีย์กลับใจใหม่ในขณะที่อ่านคำพูดของลูเธอร์ที่ว่าชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์

ต่อมาผมได้เรียนรู้ว่า จอห์น บันยัน ผู้เป็นบรรพบุรุษของแบ๊บติสของเรากลับใจใหม่หลังจากได้อ่านหนังสือของลูเทอร์ที่ชื่อ "ขยายการศึกษาพระคัมภีร์ที่เขียนโดยมาร์ตินลูเธอร์" หรือ “Expanding his study of the Scripture with writings of Martin Luther” (Pilgrim's Progress, Thomas Nelson, 1999 reprint, publisher's introduction, p. xii) ต่อมาบันยันกลายเป็นคนที่ชาญฉลาดและเป็นนักเขียนของแบ๊บติสต์ตลอดกาล!

จอห์น เวสลีย์ แห่งเมทอดิสต์กลับใจใหม่เพราะได้ยินคำพูดของลูเทอร์ เช่นเดียวกัน จอห์น บันยัน แห่งแบ๊บติสต์กลับใจใหม่และเอาชนะปัญหาและกลับใจใหม่เพราะได้อ่านงานเขียนของลูเทอร์เช่นกัน ผมคิดว่าจะต้องมีสิ่งดีๆจำนวนมากมายหลังจากลูเทอร์แล้ว ผมพบว่าหัวใจสำคัญในการสอนลูเทอร์นั้นอยู่ในพระธรรมโรม ลูเทอร์กล่าวว่า

จดหมายฉบับนี้เป็นจริง และเป็นส่วนสำคัญในพันธสัญญาใหม่และเป็นพระกิตติคุณมีค่ามากๆ และคริสเตียนทุกคนใช่ว่าควรจะรู้คำต่อคำเท่านั้น แต่ควรจะต้องนำพระคำเหล่านี้มานำทางชีวิตตัวเองทุกวัน และให้เป็นอาหารประจำวันของจิตวิญญาณ และยิ่งประยุกต์ใช้มากเท่าไหร่ยิ่งจะเป็นการดีและยิ่งมีรสชาติดีเท่านั้น (Martin Luther, “Preface to the Epistle to the Romans,” Works of Martin Luther, Baker Book House, 1982 reprint, volume VI, page 447)

ทำไมผมถึงคิดว่าลูเทอร์สำคัญมากต่อคนในปัจจุบันนี้? ที่สำคัญคือว่าท่านนำเรากลับไปที่พระธรรมโรม และบอกเราอย่างชัดเจนถึงพระธรรมข้อนี้ "คือหัวใจสำคัญของพันธสัญญาใหม่และเป็นพระกิตติคุณที่มีคุณค่ามาก" นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องได้อีกครั้งในยุคชั่วร้ายนี้ โดยเฉพาะพวก "ตัดสินใจนิยม” หรือ “decisionism" เหนือสิ่งอื่นใดก็คือเราต้องกลับไปที่พระธรรมโรม! พวกคาทอลิกในสมัยของลูเธอร์นั้นลืมคำสอนหลักในพระธรรมโรม พวก "ตักสินใจนิยม” หรือ “decisionists" ในสมัยของเรานี้ก็เป็นอย่างนี้ด้วย พวกเขาอาจจะอ่านพระธรรมโรม แต่ไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย นั่นคือเหตุผลที่พวก "decisionism" เดินอยู่หลายทางเหมือนพวกคาทอลิก พวกเขากล่าวว่า "ทำอย่างนี้และมีชีวิตอยู่อย่างนี้" พวก "decisionists" พูดว่า "ทำอย่างนี้และอยู่อย่างนี้" แต่พระธรรมโรม 1:17 กล่าวว่า

“คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1:17)

ลองดูพระธรรมโรม 3:20

“เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเนื้อหนังคนหนึ่งคนใดเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าได้โดยการประพฤติตามพระราชบัญญัติ [การพูดตามบทสามารภาพของคนบาป การออกไปข้างหน้า การขอให้อภัย] เพราะว่าโดยพระราชบัญญัตินั้นเราจึงรู้จักบาปได้” (โรม 3:20)

ลูเทอร์กล่าวว่า คุณอย่าไปคิดว่ากฎบัญญัติสอนว่าอะไรที่ควรทำและอะไรที่ไม่ควรทำ เพราะนั่นคือวิธีการที่กฎหมายของมนุษย์ทำกัน กฎหมายของมนุษย์ตักสินจากการทำดี แม้ว่าใจของคนนั้นไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่สำหรับพระเจ้าแล้วทรงพิพากษาที่ใจของคุณ ไม่ใช่อยู่ที่ผลงานดีของคุณ แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ในใจที่หลอกลวง อย่างที่พระคัมภีร์กล่าวว่า มนุษย์เป็นคนหน้าซื่อใจคดและหลอกลวง ตามที่ปรากฏในพระธรรมสดุดี 116: 11 เพราะไม่มีใครสามารถรักษากฎหมายของพระเจ้าไว้ในใจได้ เพราะว่าทุกคนไม่ชอบทำในสิ่งที่ดี แต่กลับพึงพอใจกับสิ่งที่ไม่ดี หากไม่มีความพอใจในสิ่งที่ดีแล้ว ลึกๆในใจของคุณก็ไม่ต้องการที่จะทำดีด้วย ซึ่งไม่เหมือนกับพระบัญญัติของพระเจ้า หากทำผิดแล้วคุณก็บาปและสมควรถูกพิพากษาโดยพระเจ้า และถึงแม้ว่าในอีกด้านหนึ่งคุณดูเหมือนจะเป็นคนดี ทำแต่ในสิ่งที่ดีก็ตาม แต่คุณก็ยังจะต้องถูกลงโทษโดยกฎหมายของพระเจ้า เพราะคุณคือคนบาปและต่อต้านพระบัญญัติของพระองค์

แต่พระบัญญัติของพระเจ้าไม่อาจทำให้คุณเป็นคนชอบธรรมและช่วยคุณให้รอดได้ ให้อ่านโรม 3:20 ออกเสียงดังๆ

“เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเนื้อหนังคนหนึ่งคนใดเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าได้โดยการประพฤติตามพระราชบัญญัติ เพราะว่าโดยพระราชบัญญัตินั้นเราจึงรู้จักบาปได้” (โรม 3:20)

คุณสามารถพยามที่จะเป็นคนมากเท่าที่มากได้ แต่พระเจ้าไม่ได้ดูที่ภายนอก พระองค์ทอดพระเนตรที่ใจของคุณ แล้วพระองค์ก็พิษงู พิษแมงมุง และบาปมากมายในใจของคุณ

“เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเนื้อหนังคนหนึ่งคนใดเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า...” (โรม 3:20)

ยิ่งคุณวางใจบัญญัติเพื่อให้ตัวเองรอดมากเท่าไหร่ คุณยิ่งเป็นคนเลวมากขึ้นเท่านั้น นี่คือความจริงในประสบการณ์กลับใจใหม่ของลูเทอร์ แปที่อยูลเวสเลย์ และบันยาน เพราะพวกเขาทำตัวให้เป็นคนชอบธรรมโดยการ “เป็นคนดี” แต่บัญญัติมีอะไรที่มากไปกว่านั้น นำใจของคุณให้เห็นถึงความหายนะหรือบาปที่อยู่ในใจของคุณที่ต่อต้านพระเจ้า โปรดจำพระธรรมโรม 3:20

“โดยพระราชบัญญัตินั้นเราจึงรู้จักบาปได้” (โรม 3:20)

คุณต้องมาถึงจุดที่ “เบื่อหน่าย” ตัวเอง – เพราะบาปที่อยู่ในใจของคุณ!

แต่พระเจ้าทรงสาปแช่งจิตวิญญาณที่พยายามแสวงความรอดด้วยตัวเอง ยิ่งเขาพยายามที่จะเอาชนะบาปมากเพียงใด เขายิ่งจมลงในบาปลึกเท่านั้น สถานการณ์ของคุณเป็นอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า? ยิ่งคุณพยายามทำบาปน้อยเท่าไหร่ บาปที่อยู่ภายในของคุณก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น – การทอดทิ้งพระเยซูคือการต้อนรับบาปเข้ามา และการพยายามทำตัวเป็นคนดีโดยการ “ถวายตัวใหม่” หรือ “โดยการออกไปข้างหน้า” และท่องตาม “บทสารภาพของคนบาป” เรียนเพิ่มเติมถึงความรอดและกฏอื่นๆ แต่สิ่งที่คุณเรียน พูด ทำและรู้สึกเหล่านั้นไม่อาจนำสันติสุขของพระเจ้าผู้ทรงรู้บาปในใจของคุณมาสู่ใจของคุณ

อะไรที่กฏหมายไม่สามารถให้หรือทำให้คุณได้ นั่นคือพระคุณ “เชื่อใน” พระโลหิตของพระคริสต์สามารถช่วยคุณได้ และสามารถแสวงหาการทรงไถ่บาปของคุณ และรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าในพระโลหิตของพระคริสต์เท่านั้น พระองค์สิ้นพระชนม์แทนที่คุณ เพื่อจ่ายค่าบาปของคุณ ในพระโลหิตของพระคริสต์เท่านั้นสามารถชำระทุกบาปของคุณ! พระเยซูคริสต์ทรงจ่ายค่าทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับบาปของคุณบนไม้กางเขน

ส่วนที่เหลือที่คุณต้องทำคืออะไร? คำตอบนั้นอยู่ในพระธรรมโรม 3:26

“และ [พระเจ้า] ทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย” (โรม 3:26)

การเชื่อในพระเยซู นั่นคือคำตอบให้กับคนๆคนทีกำลังเผชิญกับปัญหา คนที่พยายามทำให้ชีวิตดีขึ้นโดยการรักษา “กฏบัญญัติ” และเชื่อใน “หลักการตักสินใจต่างๆ” จงละทิ้งการอาศัยผลงานดีเหล่านั้น และ “การตักสินใจ” และหลักจิตวิทยาการวิเคราะห์ตัวเอง และการโอ้อวดว่าดีกว่าคนอื่น คุณไม่สามารถรอดด้วยวิธีการเหล่านี้

“[พระเจ้า] ทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย” (โรม 3:26)

เชื่อในพระโลหิตของพระคริสต์ ที่หลั่งลงบนไม้กางเขน ตอนพระองค์สถิตในสวรรค์ ทรงพระชนม์อยู่ที่นั่นและยังทรงสามารถชำระบาปของเรา เชื่อในพระโลหิตนั้น นั่นคือพระโลหิตของพระคริสต์ แล้วคุณจะรอด ดร. กรุณานำเราอธิษฐาน

หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดยท่าน อาเบล บรูดโฮมมี: โรม 3:20-26.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย ท่าน เบนจามิน คินเคด กรีฟฟี่:
“For All My Sin” (Norman Clayton, 1943).