Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




คนที่ชอบเยาะเย้ยในยุคสุดท้าย

(บทเทษนา # 6 ใน 2 เปโตร)
SCOFFERS IN THE LAST DAYS
(SERMON #6 ON II PETER)
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2015 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, June 14, 2015

“จงรู้ข้อนี้ก่อน คือในวันสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้นและดำเนินตามใจปรารถนาชั่วของตน และจะถามว่า “คำที่ทรงสัญญาไว้ว่าพระองค์จะเสด็จมานั้นอยู่ที่ไหน เพราะว่าตั้งแต่บรรพบุรุษหลับล่วงไปแล้ว สิ่งทั้งปวงก็เป็นอยู่เหมือนที่ได้เป็นอยู่ตั้งแต่เดิมทรงสร้างโลก”? (2 เปโตร 3:3-4)


พระคัมภีร์บอกว่าพระคริสต์จะเสด็จมาท่ามกลางหมู่เมฆ นั่นคือการเสด็จมาครั้งที่ของพระเยซูคริสต์ แต่คนที่เยาะเย้ยปฏิเสธว่าจะไม่เป็นไปตามนั้น

พระธรรม 2 เปโตร สำคัญมากสำหรับผม ผมกลับใจใหม่เพราะได้ฟังการเทศนาจากพระธรรมตอนนี้ ผมได้ยินพระธรรมตอนนี้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 1961 ตอนนั้นผมเป็นนักเรียนที่ ไบโอลา วิทยาลัย (ตอนนี้เป็นมหาวิทยาลัยแล้ว) ตอนนั้นเราจะมีการนมัสการเป็นประจำทุกสัปดาห์ นักศึกษาทุกคนต่างก็ไปเข้าร่วมนมัสการในวันนั้น ตอนนั้นผมนั่งอยู่ข้าง ดร. เมอร์ฟี่ ลุม ท่านเคยศึกษาที่ทัลบอตวิทยาลัย นักเทศน์ในวันนั้นคือ ดร. ชาร์ลส์ วูดบริดจ์ ท่านลาออกจากวิทยาลัยฟุลเลอร์ก่อนที่จำเร็จการศึกษา เพราะท่านพบฟูลเลอร์กลับไปเน้นเสรีนิยมมากเกินไป – พวกเขาปฏิเสธอำนาจของพระคัมภีร์ แต่ทางวิทยาลัยกลับเรียกเขาว่าคนบ้า แต่ต่อมาพิสูจน์ว่าคนที่วิทยาลัยผิด และไม่กี่ปีต่อมาก็พิสูจน์ว่าเขาพูดถูก และมีคณาจารย์คนอื่น ๆ ทยอนหนีจากที่นั่น อาจารย์เหล่านี้รวมถึง ดร. ธนูกลีสัน ดร. วิลเบอร์ เอ็ม สมิ ธ และ ดร. ฮาโรลด์ ลินด์เซลล์ ทั้งหมดล้วนเป็นนักวิชาการอันดับต้นๆ พวกเขาหนีตาม ดร. วูดบริดจ์ เมื่อเขาพบว่าท่านทำนั้นถูกแล้ว วิทยาลัยนั่นเลิกเชื่อสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ไปเชื่อแบบเสรีนิยม

ตอนผมได้ยิน ดร. วูดบริดจ์เทศนาในพระธรรมบทนี้ และทุกคนต่างก็พูดถึงพระคริสตธรรมฟูลเลอร์ว่าการยกเลิกความเชื่อ อัครสาวกเปโตรพูดอย่างชัดเจนถึงเรื่องนี้

ข้อหนึ่งเปโตรกล่าวว่านี่คือจดหมายฉบับที่สองที่เขาเขียน ซึ่งเป็นจดหมายที่เขียนไปยังคริสเตียนในยุคต้นที่ "กระจัดกระจาย" ไปยังในจักรวรรดิโรมัน (1 เปโตร 1: 1) นี่เป็นจดหมายฉบับที่สองที่เขาเขียน (หรือจดหมาย) เพื่อเตือนพวกเขาถึงบางอย่างที่พวกเขารู้มาก่อนหน้านั้นแล้ว เปโตรพูดถึงคนที่ชอบเยาะเย้ยในยุคสุดท้าย โดยบอกว่าคนเหล่านั้นคือผู้ที่ไม่เชื่อเกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์ ท่านบอกพวกเขาเกี่ยวกับการสิ้นสุดของโลก – และโลกใหม่ที่กำลังจะมา

ผมรู้สึกทึ่งกับการเทศนานี้ เพราะ ดร. วูดบริดจ์เทศน์ได้ดีมากๆ! ท่านเป็นนักวิชาการที่ดีและจบการศึกษาจากวิทยาลัยศาสนศาสตร์พรินซ์ตัน นอกจากนี้ท่านยังนักเขียนหนังสืออรรถธิบายพระคัมภีร์ ผมคิดว่าไม่เคยเจอนักวิชาการคนไหนที่เก่งเหมือนท่านมาก่อน แม้ว่าผมได้ยินท่านเทศน์มานานกว่า 55 ปีแล้วก็ตาม นี่เป็นการเทศนาที่สัมผัสใจผมมากๆ เพื่อนของท่านอีกคนหนึ่งก็อยู่ที่นั่นด้วย นั่นคือ ดร. รัสเซล กอร์ดอน ตอนนั้นเป็นศิษยาภิบาลที่ริเวอร์ไซด์ ในแคลิฟอร์เนีย ไม่นานมานี้ผมคุยกับท่าน ดร. กอร์ดอนยังอ้างบางคำที่เป็นของ ดร. วูดบริดจ์ ว่าช่างเป็นบทเทศนาที่ดีมากๆ เป็นการเทศนาที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ชีวิตของผมถูกเปลี่ยน ณ ในวันนั้น – เพราะนั่นคือวันที่ผมกลับใจใหม่!

เปโตรเขียนไปเตือนคริสเตียนในยุคแรกถึงสิ่งที่พวกเขารู้ดีอยู่แล้ว พวกเราทุกคนก็จำเป็นต้องได้รับการเตือนจากสิ่งเหล่านี้ เปโตรบอกพวกเขาในสิ่งที่ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมได้กล่าวเอาไว้ ท่านบอกว่านี่คือสิ่งที่สาวกคนอื่นๆก็ได้เทศน์มาก่อนหน้านั้นแล้ว นี่ไม่ใช่คำสอนใหม่ พวกเขาสอนเพื่อนำมาตักเตือนอีกครั้ง

หนึ่ง เปโตรบอกว่าพวกเขาว่า “ในวันสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้นและดำเนินตามใจปรารถนาชั่วของตน” (2 เปตร 3:3) ในวันนั้นจะมี “ผู้พยากรณ์เท็จ” ท่ามกลางประชาชนทั้งหลายด้วย เช่นเดียวกับที่จะมีอาจารย์เท็จ “ท่ามกลางท่านทั้งหลาย” ( 2 เปโตร 2:1) ผมคิดว่าเป็นการเข้าใจผิดถ้าจะกล่าวว่า มี “ผู้พยากรณ์เท็จ” อยู่ตามสถาบันพระคริสตธรรมเท่านั้น

คนเหล่านั้นต่างเป็นคนที่เก่งด้านพระคัมภีร์หรือเปล่า? ทุกคนต่างก็บอกว่าพวกเขารู้ดี อย่าไปบอกพวกเขาเลย คุณสามารถพบพวกเขาตามถนน คุ๊สามารถพบเขาในคริสตจักร พวกเขาต่างก็เป็นผู้ชำนาญ! คุณสามารถเป็นผู้ชำนาญด้านศาศนาโดยที่ไม่มีการศึกษา! พระธรรมของเราบอกว่าจะมีคนเช่นนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆใน “ยุคสุดท้าย” พวกเขาจะเยาะเย้ยคริสเตียน

“จงรู้ข้อนี้ก่อน คือในวันสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้นและดำเนินตามใจปรารถนาชั่วของตน” (2 เปโตร 3:3)

“ยุคสุดท้าย” หมายถึงอะไร? ดร. เจ เวอนอน แมคกี้ กล่าวว่า

คำว่ายุคสุดท้านเป็นศัพท์ทางเทคนิคในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งพูดถึงยุคสุดท้ายของคริสตจักร (J. Vernon McGee, Th.D., Thru the Bible, volume 5, Thomas Nelson Publishers, 1983, p. 469; note on II Peter 3:1)

ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงคริสเตียน เพื่อให้เข้าใจที่ลึกซึ่งมากกว่านี้คุณต้องอ่านใน 2 เปโตร เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระคริสต์และยุคสุดท้าย ดังนั้น “ยุคสุดท้าย” จึงหมายถึงจุดสิ้นสุดของวาระสุดท้ายก่อนที่พระเยซูจะเสด็จมาครั้งที่สอง

เปโตรจึงกล่าวว่า “วันสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้น” “เยาะเย้ย” หมายถึง “การดูถูกดูหมิ่น” พวกเขาปฏิเสธการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์และมีการเยาะเย้ยถึงเรื่องนี้ “ฮะฮ่า! พวกคุณยังคิดว่าพระคริสต์จะมาอีกหรือ! นั่นเป็นเรื่องหลอกลวง! นั่นเป็นเพียงแค่ความคิด เปโตรบอกเราว่าทำไมพวกเขาจึงเยาะเย้ย คนที่ชอบเยาะเย้ยเหล่านี้จะ "ดำเนินตามใจปรารถนาชั่วของตน" นั่นหมายความว่า "ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาแห่งบาปของตัวเอง" พวกเขาเยาะเย้ยการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์เพราะพวกเขาต้องการที่จะมีชีวิตที่ทำบาป เปโตรบอกถึงคนที่ชอบเยาะเย้ยว่า "หลักฐานที่แสดงว่าวันสุดท้ายกำลังจะมาถึง" (The Reformation Study Bible; note on II Peter 3:4)

สาเหตุใดที่ทำให้คนเหล่านั้นต้องเยาะเย้ย? ประการแรก พวกเขาเป็นพวกวัตถุนิยม พวกเขาพึงพอใจสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์จะมาพิพากษาพวกเขา เปโตรจึงเปรียบเทียบคนเหล่านี้กับคนในยุคของโนอาห์ (2 เปโตร 2: 5) พระเจ้า "และไม่ได้ทรงยกเว้นมนุษย์โลกครั้งโบราณ แต่ได้ทรงช่วยโนอาห์...ผู้ประกาศความชอบธรรมกับคนอื่นอีกเจ็ดคนให้รอด เมื่อคราวที่พระองค์ได้ทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลกของคนอธรรม" โนอาห์เทศนาเกี่ยวกับการพิพากษาที่จะมา แต่ผู้คนไม่ฟัง! พระคริสพูดตรัสถึงพวกเขาเป็นพวกวัตถุนิยม – สนใจแต่เพียงการกินและการดื่มและไปปาร์ตี้ "ขาได้กินและดื่ม ได้สมรสกันและได้ยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันนั้นที่โนอาห์ได้เข้าในนาวา และน้ำได้มาท่วมล้างผลาญเขาเสียทั้งสิ้น" (ลูกา 17:27) เปโตรก็ยังพูดถึงการพิพากษาเมืองโสโดมและโกโมราห์ - "และได้ทรงลงโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ให้พินาศเป็นเถ้าถ่าน เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่คนต่อไปที่จะประพฤติชั่ว" (2 เปโตร 2: 6) อีกครั้งบาปหลักของพวกเขาคือวัตถุนิยม พระคริสตรัสว่า "ในสมัยของโลทก็เหมือนกัน เขาได้กินดื่ม ซื้อขาย หว่านปลูก ก่อสร้าง แต่ในวันนั้นที่โลทออกไปจากเมืองโสโดม ไฟและกำมะถันได้ตกจากฟ้ามาเผาผลาญเขาเสียทั้งสิ้น "(ลูกา 17: 28-29) และจากนั้นพระคริสต์ยังตรัสอีกว่า

“ในวันที่บุตรมนุษย์จะมาปรากฏก็เป็นเหมือนอย่างนั้น” (ลูกา 17:30)

ขอให้สังเกตความผิดบาปที่พวกเขาทำ ในสองกรณีนี้ - ในยุคของโนอาห์และในยุคของโลท – พระคริสต์ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความผิดบาปทางเพศ พระองค์ไม่ได้พูดถึงความผิดบาปทางเพศแม้แต่น้อย! ทำไมล่ะ? เพราะรากบาปของพวกเขานั้นเชื่อมต่อกับวัตถุ – ดำเนินชีวิตอยู่เพื่อโลกนี้ – เอาแต่เรื่องความสนุกสนาน - อยู่เพื่อกิน! ที่อาศัยอยู่เพียงเพื่อความสุขของวัสดุ คนจีนหลายคนเป็นเช่นนั้น ดร. ชาร์ลส์ซี Ryrie กล่าวว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นบาปในตัวเอง แต่ "คนก็ไม่ได้เตรียมตัวไว้." เมื่อ "คริสกลับหลายคนจะ ... มีความปลอดภัยและไม่ได้เตรียมตัวไว้ (เช่นในสมัยของโนอาห์และ Lot)" (Ryrie Study Bible; notes on Luke 17:26-30).

คนที่หนีวันอาทิตย์ไปเที่ยวที่ลาสเวกัส พวกเขาไปเที่ยวที่นั่นเพื่อไมได้ไปคริสตจักรเท่านั้น ในวันอาทิตย์พวกเขาหนีไปที่ซานฟรานซิโก บางคนใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเล่นวิดีโอเกม แต่กลับไม่มีเวลาอ่านพระคัมภีร์ พวกเขาดูภาพลามกอนาจารเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนไม่มีเวลาจะอธิษฐาน บางคนมัวเมาอยู่กับเงินทอง แต่กลับไม่มีสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์ วัตถุนิยมทำลายชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของคุณ คุณไม่รู้จักพระเจ้า คุณไม่มีพระคริสต์ สิ่งที่คุณมีคือเครื่องประดับทางโลก อัครสาวกจอห์นกล่าวว่า

“พราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนัง และตัณหาของตา และความเย่อหยิ่งในชีวิตไม่ได้เกิดจากพระบิดา แต่เกิดจากโลกและโลกกับสิ่งยั่วยวนของโลกกำลังผ่านพ้นไป แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์” (1 ยอห์น 2:16-17)

ตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่นั้น ผมอาศัยอยู่กับป้าและลุงของฉันที่ถนนเอลิซาเบธ มีวัยรุ่นจำนวนมากอยู่ตามถนนเสันนั้น พวกเขาบางคนดื่มเบียร์ บางคนใช้เวลาขับรถเล่น บางคนชอบเที่ยวหญิงโสเภณี คนเหล่านั้นต่างคิดว่าฉลาดกว่าผม พวกเขาเยาะเย้ยผม พวกเขากล่าวว่า "โรเบิร์ตเป็นคนเคร่งศาสนา" – เป็นคนที่เชื่อพระเจ้า ต่อมาผมมาเป็นศิษยาภิบาล ส่วนคนเหล่านั้นกลับตายไปทีละคน ญาติของพวกเขาโทรมาหาผมเพื่อไปประกอบพิธีศพของพวกเขา เวลาที่ผมไปประกอบพิธีในงานศพและต้องเทศนา แต่ผมไม้มีคำพูดใดๆที่จะกล่าวถึงความหวังเลย ผมได้แต่ใช่พระวจนะหนุนใจคนที่ยังมีชีวิตเท่านั้น ทุกคนต่างก็รู้ว่าไม่มีความหวังใดๆให้กับคนที่ดื่มเหล้าและเล่นรถและเที่ยวโสเภณี โดยพระคุณของพระเจ้าผมยังมีชีวิตอยู่ โดยพระคุณของพระเจ้าผมมีความสุขมากกว่าคนอื่นๆที่ผมรู้ในสมัยเด็กๆ

“และโลกกับสิ่งยั่วยวนของโลกกำลังผ่านพ้นไป แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์” (1 ยอห์น 2:17)

คุณอาศัยอยู่เพื่อโลกนี้เท่านั้นหรือ? คุณไม่เคยคิดเกี่ยวกับโลกนิรันดร์เลยหรือ? คุณพร้อมสำหรับการพิพากษาหรือไม่?

“จงรู้ข้อนี้ก่อน คือในวันสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้นและดำเนินตามใจปรารถนาชั่วของตน”
       (2 เปโตร 3:3)

พวกเขาคือใคร? หนึ่ง พวกเขาเป็นพวกวัตถุนิยม แต่สอง พวกเขาเป็นคนตาบอดฝ่ายจิตวิญญาณ ตามที่เปโตรพูดไว้ในบทที่สอง ท่านกล่าวว่า

“แต่ว่าคนเหล่านั้นเป็นเหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่ปราศจากความคิด เป็นสัตว์ที่ทำตามสัญชาตญาณ เกิดมาเพื่อถูกจับและถูกฆ่า เขากล่าวประณามสิ่งที่เขาไม่เข้าใจเลย เขาจะต้องพินาศในการชั่วร้ายของตนเอง”
       (2 เปโตร 2:12)

พวกเขาบอดในฝ่ายจิตวิญญาณเหมือนสัตว์ – พวกเขาเป็นเหมือน "สัตว์เดรัจฉานที่อยู่ตามธรรมชาติ" พวกเขาต่อต้านพระคริสต์ และการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์ การสิ้นพระชนม์ขององค์บนไม้กางเขน พวกเขาหัวเราะเยาะการฟื้นคืนพระชนม์จากความตายของพระองค์

คุณจะเห็นว่ามีคนหนุ่มสาวที่เป็นอย่างนั้นตลอดเวลา พวกเขาใช้พระนามของพระเยซูเป็นเพียงแค่คำสาบาน - "พระเยซูคริสต์" เวลาที่คุณพยายามนำคนเหล่านั้นมาที่คริสตจักร พวกเขากลับไม่สนใจเลย และพวกเขาหัวเราะเยาะเย้ยคุณตอนคุณมาที่คริสตจักร ผมรู้จักชายคนหนึ่งผจ่ายค่าเช่าบ้านให้แม่และน้องสาวของเขา คนเยาะและตะโกนใส่หน้าเขาบอกว่า "ทำไมเจ้ายังไปคริสตจักรที่นั่นอีก?" ความจริงก็คือถ้าเขาไม่มาที่นี่ พวกเขาอาจจะไม่มีบ้านอาศัยอยู่ เขาจะออกไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง และพวกเขาอาจจะอยู่อาศัยอยู่ตามท้องถนน! พวกเขา "พูดแต่เรื่องชั่วร้ายสิ่งที่พวกเขาเองก็ไม่เข้าใจ" พวกเขาเป็นคนตาบอดในฝ่ายจิตวิญญาณ

พระคัมภีร์สอนว่าเราเกิดมาในบาป บรรพบุรุษแรกของเราทำบาป - และเราเกิดรับบาปนั้นเป็นมรดกทางธรรมชาติ เราจึงเกิดมาโดยธรรมชาติที่เป็นคนบาป จนกว่า "ธรรมชาติ" ของเราจะถูกแปลงใหม่ พระคัมภีร์กล่าวว่า

“แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยจิตวิญญาณ”
        (1 โครินธ์ 2:14)

คุณสามารถเป็นคนที่ฉลาดมากๆ แต่ถ้าคุณยังไม่ได้กลับใจใหม่ คุณก็ยังเป็นเพียงชายหรือหญิงคนหนึ่งที่มี "ธรรมชาติบาป" พระคัมภีร์ฉบับ Scofield กล่าวถึง 1 โครินธ์ 2: 13-14 อย่างนี้ว่า " แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยจิตวิญญาณ" พวกเขาไปมาในอยู่ที่มืดโดยไม่สามารถที่จะหาพระเจ้าพบ

ลอร์ด เบอร์ทรานด์ รัสเซล เป็นนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ และเป็นนักปรัชญาในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ ตอนที่ผมยังเป็นชายหนุ่มอยู่นั้น ท่านคนที่มากถ้าถามเรื่องพระเจ้านั้นยากที่จะตอบท่าน โดยทั่วไปแล้วดูเหมือนว่าท่านเป็นคนที่มีความสุขมากๆ แต่จริงๆแล้วท่านเป็นคนที่ไม่มีความหวัง ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต เบอร์ทรานด์ รัสเซล เขียนเอาไว้ว่า

ไม่มีไฟไม่มีความกล้า หรือแม้แต่ความความคิดและความรู้สึกที่จะสามารถรักษาชีวิตของแต่ละคนให้รอดจากหลุมฝังศพ ... [ทั้งหมด] ปลายทางของสิ่งมีชีวิตนำสู่ความตายภายใต้ระบบสุริยะกว้างใหญ่และวัดทั้งความสำเร็จของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ต้องเป็น ฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังในจักรวาล (Lord Bertrand Russell, A Free Man’s Worship)

ท่านเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบ - แต่การดำเนินชีวิตของเขาทั้งหมดจมอยู่กับ "จักรวาลที่มีแต่ซากปรักหักพัง" นั่นคือจุดจบของ “คนบาป” – ที่ไม่มีความหวัง ไม่มีความสุข ไม่มีอนาคต และไม่มีพระเจ้า คนมักเยาะเย้ยเหล่านี้ดำเนินตามตัณหาของตัวเองอย่างที่ว่า "ไหนล่ะพระสัญญาของพระองค์?"

บุคคลอีกท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงในศตวรรคที่ยี่สิบ ท่านมีนามว่า เฮช จี เวลล์ส ท่านเขียนหนังสือชื่อ The Time Machine, The War of the Worlds, and The Outline of History ท่านเวลล์เป็นนักปราชญ์ นักประวิตศาสนตร์ นักเขียน ท่านใช้ชีวิตทั้งหมดต่อต้านคริสเตียน แต่ที่ท่านชราแล้ว ท่านบอกว่า “ตอนนี้ผมมีอายุหกสิบปีแล้วและไม่เคยพบสันติสุขเลย สันติสุขเป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆ” ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน เวลล์กล่าวว่ามนุษย์มีแต่ความหายนะ “เป็นผู้ตายที่มีแต่ความทุกข์”

คุณจะไม่พบพระเยซูคริสต์หากไปติตามคนที่ชอบเยาะเย้ยเยาะเย้ยที่อยู่ในโลกนี้ คุณจะไม่พบพระเยซูคริสต์โดยพยายามที่จะ "ค้นหา” ทางรอดด้วยตัวเอง อย่าวางใจในตัวเองเพราะว่า

“จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า”
       (เยเรมีย์ 17:9)

หากคุณต้องการที่จะรับการช่วยกู้จาก "ซากปรักหักพังในจักรวาล" คุณต้องเชื่อในพระเยซูเหมือนอย่างเด็กตัวเล็กๆ เนื้อหาในบทเพลงที่ นายกริฟฟิ พึ่งร้องไปต้องบอกใจคุณว่า

พระเยซูทรงทอดพระเนตรจากสวรรค์ลงมา
   และช่วยข้าฯให้เรียนรู้ถึงการเสียสละ
เพื่อข้าฯจะได้เรียนรู้ถึงการถวายตัวเอง
   โปรดชำระข้าฯให้ขาวยิ่งกว่าหิมะ
โปรดชำระข้าฯให้ขาวยิ่งกว่าหิมะ
   (“Whiter Than Snow,” James Nicholson, 1828-1876)

หลังจากนั้นคุณก็จะสามารถพูดถึงพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่ง “ชำระเราจากบาปด้วยโลหิตของพระองค์” ผมอธิษฐานขอให้คุณวางใจในพระองค์เร็วนี้ อาเมน

หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่าน – www.realconversion.com (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย ท่าน อาเบล พรูดโฮมมี: 2 เปโตร 3:1-4.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“Whiter Than Snow” (James Nicholson, 1828-1876).