Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




คำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา

THIS SAYING WAS HID FROM THEM
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 22 เดือนมีนาคม ค.ศ. 2015 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, March 22, 2015

“ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา และเขาไม่รู้เนื้อความซึ่งพระองค์ตรัสนั้น” (ลูกา 18:34)


นี่คือครั้งที่สาม ในพระธรรมลูกาที่พระเยซูเหล่าสาวกว่าพระองค์จะต้องสิ้นพระชนม์ (ลูกา 9:22; 9:44) ในลูกาพระเยซูทรงกล่าวอย่างชัดเจนว่า

“พระองค์ทรงพาสาวกสิบสองคนไปกับพระองค์แล้วตรัสกับเขาว่า ดูเถิด เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และสิ่งสารพัดซึ่งเหล่าศาสดาพยากรณ์ได้เขียนไว้ว่าด้วยบุตรมนุษย์นั้นจะสำเร็จ ด้วยว่าบุตรมนุษย์นั้นจะต้องถูกมอบไว้กับคนต่างชาติ และเขาจะเยาะเย้ยท่าน กระทำหยาบคายแก่ท่าน ถ่มน้ำลายรดท่าน เขาจะโบยตีและฆ่าท่านเสีย แล้วในวันที่สามท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่” (ลูกา 18:31-33)

จะอธิบายให้ชัดเจนมากกว่านี้ได้อย่างไร? “ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา และเขาไม่รู้เนื้อความซึ่งพระองค์ตรัสนั้น. (ลูกา 18:34) ลูกา 9:32 กล่าวว่า “แต่ถ้อยคำนี้เหล่าสาวกหาเข้าใจไม่” ดร. เอ ที โรเบิร์ตสันได้อธิบายมาระโก 9:32 ดังนี้ว่า “พวกเขายังคงไม่เข้าใจ พวกเขาเป็น จีน๊อสติ (ผู้ไม่เชื่อ) ในหัวข้อการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนของ [พระคริสต์] (A. T. Robertson, Litt.D., Word Pictures in the New Testament, Broadman Press, 1930, volume I, p. 344; note on Mark 9:32).

อาจารย์เปาโลได้กล่าวสรุปพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เพียงสั้นๆว่า

“เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลายก่อน คือว่าพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เพราะบาปของเราทั้งหลาย ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้น” (1 โครินธ์ 15:3-4)

แต่ ณ ตอนนี้ สาวกสิบสองคนยังคงไม่เข้าใจหรือเชื่อในพระเยซู

“ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา และเขาไม่รู้เนื้อความซึ่งพระองค์ตรัสนั้น” (ลูกา 18:34)

เหมือนอย่างที่ ดร. โรเบิร์ตสันได้กล่าวเอาไว้ว่า “พวกเขายังคงไม่เข้าใจ พวกเขาเป็น จีน๊อสติ (ผู้ไม่เชื่อ) ถึงการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนของ [พระคริสต์] (อ้างอิงเล่มเดียวกัน) เหล่าสาวกสิบสองคนยังไม่เชื่อในพระกิตติคุณ! ดร. เจเวอร์ นอน แมคกี้ ได้ให้ความคิดเห็นในพระธรรม มาระโก 9: 30-32 โดยกล่าวว่า "นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระองค์กล่าวถึงการสิ้นและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ และพวกเขายังคงไม่เข้าใจต่อไป" (J. Vernon McGee, Th.D., Thru the Bible, Thomas Nelson Publishers, 1983, volume IV, p. 201; note on Mark 9:30-32)

“ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา และเขาไม่รู้เนื้อความซึ่งพระองค์ตรัสนั้น” (ลูกา 18:34)

มีอยู่สามคำในพระธรรมข้อนี้บอกเราถึงความไม่เชื่อในพระกิตติคุณของพวกเขา

I. ประการแรก พวกเขาไม่เข้าใจในพระกิตติคุณ

"พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้" ภาษากรีกแปลคำว่า "เข้าใจ" หมายถึง "การเข้าใจอย่างลึกซึ้ง" (strong) แม้ว่าพระคริสต์ตรัสอย่างชัดเจนชัดถ้อยชัดคำและตามตัวอักษร แต่เหล่าสาวกไม่สามารถจะจับใจความตามที่พระองค์ตรัส "พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้" ข้อความตอนนี้กล่าวว่า "พวกเขาไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้เลย" มัทธิว พูล กล่าวว่า “คำเหล่านั้นง่ายต่อการที่จะเข้าใจ” (A Commentary on the Whole Bible, The Banner of Truth Trust, 1990 reprint, volume 3, p. 258; note on Luke 18:34) พวกเขายังไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้เลย! เหล่าสาวกไม่เข้าใจว่าพระคริสต์จะถูกมอบให้ "คนต่างชาติ" พวกเขาไม่เข้าใจว่าพระองค์จะ "ถูกล้อเลียนและถูกเกลียดอาฆาตแค้น" พวกเขาไม่เข้าใจว่าพระองค์จะถูก "โบยตี" ปวดจนถึงกระดูกหลัง พวกเขาไม่เข้าใจว่าพระองค์จะต้องถูกกระทำจน "ถึงสิ้นพระชนม์" บนไม้กางเขน พวกเขาไม่เข้าใจว่าพระองค์จะเป็นขึ้นมาจากความตายใน "วันที่สาม" ตามที่พระธรรมมาระโกบอกเรา

“ด้วยว่าพระองค์ตรัสพร่ำสอนสาวกของพระองค์ว่า บุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย และเขาจะประหารท่านเสีย เมื่อประหารแล้ว ในวันที่สามท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่ แต่ถ้อยคำนี้เหล่าสาวกหาเข้าใจไม่ ครั้นจะทูลถามพระองค์ก็เกรงใจ” (มาระโก 9:31-32)

วิลเลียม แมคโดนอล์ด ได้อธิบายถึงความคิดความไม่รู้ของมนุษย์ไว้ดังนี้

ใจของเขามัวแต่คิดว่า จะช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากพวกโรมัน และแต่งตั้งอาณาจักรอย่างทันทีทันใด พวกเขาจึงไม่สนใจในสิ่งอื่น ๆ (William MacDonald, Believer’s Bible Commentary, Thomas Nelson Publishers, 1989 edition, p. 1440; note on Luke 18:34)

ใจของพวกเขาดูถูกและต่อต้านการทนทุกข์ของพระเมสิยาห์ (เมสิยาห์ เบน โยเซฟ) เพราะชาวยิวส่วนใหญ่ในตอนนั้นกำลังมองหาพระเมสิยาห์ที่จะปลดปล่อยพวกเขาจากพวกโรมัน (เมสิยาห์ เบน ดาวิด) พวกเขาไม่ได้ตระหนักว่าเมสิยาห์ทั้งสองพระองค์คือบุคคลเดียวกัน ลองไปดูบทเทศนาของผมในหัวข้อ "ความกลัวของเหล่าสาวก" - คลิกที่นี่เพื่อไปอ่าน แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่พวกเขาไม่รู้จักพระกิตติคุณ

II. ประการที่สอง พระกิตติคุณถูกซ่อนไว้จากพวกเขา

“ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา...” (ลูกา 18:34)

คำว่า "ซ่อน" ถ้าแปลจากภาษากรีกหมายความว่า "ปกปิดซ่อนแร้น" (Strong) และเป็นภาษากรีกคำเดียวกันที่พบในยอห์น 8:59 ซึ่งกล่าวว่า "พระเยซูทรงซ่อนตัวพระองค์เอง" ดังนั้นในข้อของเรา "คำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา" การซ่อนตัวของพระเยซูนั้น เป็นองค์ประกอบที่อยู่เหนือธรรมชาติ คือตอนที่คนเหล่านั้นหยิบก้อนหินขว้างใส่พระองค์ในพระวิหาร (ยอห์น 8:59) พระธรรมของเรานี้ก็อยู่เหนือธรรมชาติเรา "คำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา" ดร. แฟรงก์ เกบีเลียน อธิบายพระธรรมลูกา 18:34 ดังนี้ว่า "ลูกากล่าวถึงการไม่รู้ของเหล่าสาวก เพราะนั่นเป็นสิ่งอยู่เหนือความเข้าใจ” (Frank E. Gaebelein, D.D., general editor, The Expositor’s Bible Commentary, Zondervan Publishing House, 1984 edition, volume 8, p. 1005; note on Luke 18:34) นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าคือความหมายของข้อนั้น และคำนั้น [พระเยซู] ก็ถูกซ่อนไว้จากเขา”

ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าเหล่าสาวกก็ไม่ใช่ธรรมิกชนที่ดีวิเศษอะไร พวกเขาเป็นมนุษย์ธรรมดา อย่างพวกเราที่เป็นลูกหลานของอาดัม ดังนั้นพวกเขาเป็นเหมือน "ตายเพราะการละเมิดและการทำบาป" เหมือนอย่างเมื่อก่อนที่ผมเข้ามาในคริสตจักรได้เจ็ดปีแล้ว ถึงจะได้รับความรอด เหมือนอย่างที่พวกคุณบางคนในตอนนี้เป็นกัน (เอเฟซัส 2: 1, 5) ในฐานะที่เป็นลูกหลานของอาดัม ใจของพวกเขาเต็มไปด้วยราคะตัณหา "เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า" (โรม 8: 7) ในฐานะที่เป็นลูกหลานของอาดัมพวกเขาเป็นเพียงมนุษยปุถูชนทั่วไป และ “แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยจิตวิญญาณ” ( 1 โครินธ์ 2:4)

ในฐานะที่เป็นลูกหลานของอาดัม “คนทั้งหลายที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าการประกาศเรื่องกางเขน[คือ] เป็นเรื่องโง่” (1 โครินธ์ 1:18) นั่นคือความจริงเช่นเดียวกันตอนที่พระคริสต์ตรัสให้กับนิโกเดโม "ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่" (ยอห์น 3: 7) ดังนั้นพวกสาวก "ต้องบังเกิดใหม่อีกครั้ง" พวกเขาไม่สามารถบังเกิดใหม่โดยเพียงแค่ออกจากอาชีพของพวกเขาแล้วติดตามพระเยซูคริสต์ เพราะนั่นคือความรอดที่บอกว่าได้มาโดยการกระทำ! และนี่คือคำอธิบายของพวกโรมันคาทอลิก! แต่เราเชื่อว่ารอดมาโดยพระคุณ ดังนั้นพวกเขาไม่สามารถรอดโดยการติดตามพระองค์!

“ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง ความรอดนั้นเป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่โดยการกระทำใด ๆ ด้วยเกรงว่าคนหนึ่งคนใดจะอวดได้” (เอเฟซัส 2:8-9)

ยูดาห์คือหนึ่งในสิบสองสาวก เขาบังเกิดใหม่หรือไม่? พระคริสต์ทรงตรัสว่าเขาเป็น “ผู้ที่หลงหาย” และเรียกเขาว่า “ลูกของความพินาศ” (ยอห์น 17:12) แล้วโทมัสบังเกิดใหม่หรือเปล่า? หลังจากการเป็นขึ้นมาจากความตาย โทมัสยังสังสัยจึงกล่าวว่า “เราไม่เชื่อ” (ยอห์น 20:25) ผมรู้ว่าเปโตรได้รับนิมิตจากพระเจ้า (มัทธิว 16:17) แต่เพียงไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็ปฏิเสธพระเยซู เพราะการที่พระองค์ตรัสว่าพระองค์จะ “ถูกฆ่าและถูกยกขึ่นในวันที่สาม (มัทธิว 16:21-22) และพระเยซูยังตรัสให้เขาอีกว่า “อ้ายซาตาน จงถอยไปข้างหลังเรา เจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเรา เพราะเจ้ามิได้คิดตามพระดำริของพระเจ้า แต่ตามความคิดของมนุษย์” (มัทธิว 16:23) เปโตรปฎิเสธพระกิตติคุณอย่างชัดเจน เพราะได้รับอิทธิพลจากซาตานให้ปฏิเสธการตรึงบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตายของพระคริสต์

“ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา...” (ลูกา 18:34)

อาจารย์เปาโลกล่าวว่า

“แต่ถ้าข่าวประเสริฐของเราถูกบังไว้จากใคร ก็จากคนเหล่านั้นที่กำลังจะพินาศ ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่ให้ความสว่างของข่าวประเสริฐอันมีสง่าราศีของพระคริสต์ ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า ส่องแสงถึงพวกเขา...” (2 โครินธ์ 4:3-4)

ใช่ พวกเขาตาบอดเพราะ “สิ่งเหนือธรรมชาติ” ซาตานทำให้คนเหล่านั้นตาบอดจากพระกิตติคุณ นั่นเป็นเพราะฝ่ายเนื้อหนังของอาดาม พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว 18:3) ใครที่พระองค์ตรัสถึงนั้น? พระเยซูตรัสให้ “พวกสาวก” (มัทธิว 18:1) กรุณายืนขึ้นและอ่านมัทธิว 18:1-3

“ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า ใครเป็นใหญ่ที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์ พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งมาให้อยู่ท่ามกลางเขาแล้วตรัสว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้า พวก ท่าน ไม่ กลับ ใจเป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว 18:1-3)

พวกคุณนั่งลงได้ พวกสาวกต้องการจะรู้ว่าระหว่างพวกเขาใครจะเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ (มัทธิว 18:1) พระเยซูตรัสให้พวกสาวก “ถ้าพวกท่านไม่กลับใจ...ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว 18:3)

“ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย [พระกิตติคุณ] และคำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา...” (ลูกา 18:34)

III. ประการที่สาม พวกเขาไม่สามารถรู้พระกิตติคุณโดยอาศัยประสบการณ์

ตอนท้ายของพระธรรมของเราในข้อนี้กล่าวว่า "เขาไม่รู้เนื้อความซึ่งพระองค์ตรัสนั้น" (ลูกา 18:34)คำภาษากรีกแปลคำว่า "รู้" หมายถึง "ตระหนักถึง ต้องแน่ใจ รับรู้จากประสบการณ์" (George Ricker Berry, A Greek-English Lexicon of New Testament Synonyms, coded to Strong, number 1097)

คำเดียวกันนี้ถูกใช้ในฟิลิปปี 3:10 "เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้จักพระองค์ และฤทธิ์เดชแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ และร่วมทุกข์... " พวกสาวกไม่สามารถรู้พระกิตติคุณจากประสบการณ์ พวกเขาได้ยินพระคำ แต่ก็ไม่อาจเข้าใจความจริงที่ลึกซึ้งในพระกิตติคุณนั้น ตอนนี้ให้เรายืนและอ่านออกเสียงลูกา 18: 31-34 ทั้งหมดด้วยกัน

“พระองค์ทรงพาสาวกสิบสองคนไปกับพระองค์แล้วตรัสกับเขาว่า “ดูเถิด เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และสิ่งสารพัดซึ่งเหล่าศาสดาพยากรณ์ได้เขียนไว้ว่าด้วยบุตรมนุษย์นั้นจะสำเร็จ ด้วยว่าบุตรมนุษย์นั้นจะต้องถูกมอบไว้กับคนต่างชาติ และเขาจะเยาะเย้ยท่าน กระทำหยาบคายแก่ท่าน ถ่มน้ำลายรดท่านเขาจะโบยตีและฆ่าท่านเสีย แล้วในวันที่สามท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่ ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา และเขาไม่รู้เนื้อความซึ่งพระองค์ตรัสนั้น” (ลูกา 18:31-34)

พวกคุณนั่งลงได้

ตอนนี้คุณเห็นแล้วหรือยัง? "พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำพูดเหล่านั้นก็ถูกซ่อนไว้จากพวกเขา ไม่อาจรู้โดย [ประสบการณ์] จากสิ่งที่ได้พูดนั้น"

ลองฟังคำพยานของ ซี เอช สเปอร์เจียน ท่านถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวของผู้รับใช้ที่สอนพระกิตติคุณ – คือพ่อของท่านเอง ตลอดในช่วงฤดูร้อนนั้นท่านอาศัยอยู่ในบ้านของคุณปู่ ซึ่งก็ผู้ประกาสพระกิตติคุณเช่นเดียวกัน ชีวิตของท่านนั้นได้ยินพระกิตติคุณทุกวันอาทิตย์ แต่เขาก็ยังเป็นผู้ที่ยังไม่กลับใจใหม่เหมือนอย่างพวกสาวกก่อนการฟื้นคืนพระชนม์ สเปอร์เจียนกล่าวว่า

ในสมัยยังหนุ่ม ผมเคยได้ยินถึงแผนการแห่งความรอดโดยการวายพระชนม์ของพระเยซู แต่ผมไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับวิญญาณของผม [ในต่างแดน] มันมาให้กับผมแบบนิมิตใหม่ ถ้าหากผมไม่เคยอ่านพระคัมภีร์เลย ... [และแล้ว] ผมก็มาเข้าใจและเห็นและเชื่อว่าพระองค์ผู้ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์ และทรงสละความสุขของพระองค์มาแบกบาปของเราไว้ในพระกายของตัวเองบนต้นไม้ [บนไม้กางเขน] ... คุณเคยเห็นอย่างนั้นหรือไม่? (C. H. Spurgeon, How Can a Just God Justify Guilty Man?, Chapel Library, Pensacola, Florida)

สเปอร์เจียนรู้เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ท่านได้ยินแผนการแห่งความรอด แต่ "ไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้และคำพูดนี้เลย [ของพระกิตติคุณ] ถูกซ่อนไว้จาก [เขา] ไม่รู้ [โดยจากประสบการณ์] ไม่เข้าใจคำพูด" พระกิตติคุณมาถึงเขาแบบทันทีทันใดเหมือนเป็นการถูกบังคับ ท่านกล่าวว่า "มันมาถึงฉันเหมือนกับเป็นนิมิต เป็นอะไรใหม่ ถ้าข้าพเจ้าไม่เคยอ่านพระคัมภีร์มาก่อน

นี่คือการกลับใจใหม่อย่างแท้จริง – เวลาที่จิตวิญญาณของคุณถูกกระทำให้รู้สึกต่อบาปที่หนักหนานั้น – แล้วก็นำคุณเข้ามาที่พระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์ บางคนเคยบอกผมว่า “ไหนที่พระคัมภีร์สอนว่าเหล่าสาวกกลับใจโดยการเผชิญกับพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์?” คำตอบนั้นง่ายมาก – ตอนท้ายของพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม – มัทธิว 28; ในมาระโก 16; ในลูกา 24 (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 36-45); และในยอห์น 20:19-22 ดร. เจ เวนนอน แมคกี้ นักศาสนศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านพระคัมภีร์ชาวอเมริกัน กล่าวถึง ยอห์น 20:22 ดังนี้ว่า “โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่า ณ เวลาที่พระองค์ทรงหายใจให้กับพวกเขา และตรัสว่า ‘จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์’ คนเหล่านี้ต่าง [บังเกิดใหม่แล้ว] ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้บังเกิดใหม่” (J. Vernon McGee, Th.D., Thru the Bible, Thomas Nelson Publishers, volume IV, p. 498; note on John 20:21) ท่านสามารถรับฟังคำเทศนาของ ดร. แมคกี้ในทางอินเตอร์เนทได้ที่ www.thruthebible.org.

ตอนนี้เราอธิษฐานเพื่อว่าคุณจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระวิญญาณของพระเจ้าจะเปิดตาใจของคุณ และนำคุณมาที่พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ฟื้นคืนพระชนม์ เพื่อชำระบาปของคุณโดยพระโลหิตอันมีค่า

ดร. แมคกี้ จะจบทุกรายการของท่านด้วยบทเพลง “พระเยซูทรงไถ่ทั้งสิ้น” ซึ่งอยู่ในหน้าที่สี่ในบทเพลงของท่าน

ข้าฯได้ยินพระผู้ช่วยให้รอดตรัสว่า "อานุภาพมีขนาดเล็ก
เด็กน้อยที่อ่อนแอเฝ้าดูและอธิษฐานก็พบทุกสิ่งในตัวเรา"
พระเยซูทรงไถ่ทั้งสิ้นและพระองค์ทรงชดใช้ทั้งหมด
บาปสีแดงเข้มถูกล้างจนขาวเหมือนดั่งหิมะ

พระเจ้าตอนนี้ข้าฯพบว่าพระองค์ทรงมีอำนาจแต่ผู้เดียว
ทรงสามารถรักษาคนโรคเรื้อนและละลายใจหินได้
พระเยซูทรงไถ่ทั้งสิ้นและพระองค์ทรงชดใช้ทั้งหมด
บาปสีแดงเข้มถูกล้างจนขาวเหมือนดั่งหิมะ

ไม่มีอะไรที่ดีสำหรับข้าฯมากเท่ากับประกาศถึงพระคุณของพระองค์
ข้าฯได้ซักใจของข้าฯให้ขาวในโลหิตของพระเมษโปดกบนไม้กางเขน
พระเยซูทรงไถ่ทั้งสิ้นและพระองค์ทรงชดใช้ทั้งหมด
บาปสีแดงเข้มถูกล้างจนขาวเหมือนดั่งหิมะ

และเมื่อถึงวันนั้น ข้าฯจะอยู่ต่อหน้าพระบังลังก์อย่างสง่าผ่าเผย
"พระเยซูสิ้นพระชนม์กู้จิตวิญญาณของข้าฯ" ริมฝีปากของข้าฯยังคงต้องพูดซ้ำว่า
พระเยซูทรงไถ่ทั้งสิ้นและพระองค์ทรงชดใช้ทั้งหมด
บาปสีแดงเข้มถูกล้างจนขาวเหมือนดั่งหิมะ
   (“Jesus Paid It All” by Elvina M. Hall, 1820-1889).

ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐาน อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย นาย อาเบล พรูมโหมมี: ลูกา 18:31-34
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“Open My Eyes” (by Clara H. Scott, 1841-1897).


โครงร่างของ

นั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา

THIS SAYING WAS HID FROM THEM

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา และเขาไม่รู้เนื้อความซึ่งพระองค์ตรัสนั้น” (ลูกา 18:34)

(ลูกา 18:31-33; มาระโก 9:32; I โครินธ์ 15:3-4)

I. ประการแรก พวกเขาไม่เข้าใจในพระกิตติคุณ ลูกา 18:34ก; มาระโก 9:31-32.

II. ประการที่สอง พระกิตติคุณถูกซ่อนไว้จากพวกเขา, ลูกา 18:34ข; ยอห์น 8:59; เอเฟซัส 2:1, 5;
โรม 8:7; I โครินธ์ 2:14; 1:18;  ยอห์น 3:7; เอเฟซัส 2:8-9; ยอห์น 17:12; 20:25;
มัทธิว 16:17; มัทธิว 16:21-22, 23; 2 โครินธ์ 4:3-4;  มัทธิว 18:1-3.

III. ประการที่สาม พวกเขาไม่สามารถรู้พระกิตติคุณโดยอาศัยประสบการณ์ ลูกา 18:34ค;  ฟิลิปปี 3:10.