Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ช๊อกกับคำเทศนาให้พวกอนุชน -
ผมตอบคำถามของพอล วอเชอร์!

AN EVEN MORE SHOCKING YOUTH MESSAGE –
MY ANSWER TO PAUL WASHER!
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 16 เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, February 16, 2014

“บัดนี้ ไปเถอะ เขียนลงไว้บนแผ่นจารึกต่อหน้าเขา และจดไว้ในหนังสือเพื่อในเวลาที่จะมาถึง จะเป็นสักขีพยานเป็นนิตย์ เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นชนชาติดื้อดึง เป็นลูกขี้ปด เป็นหลานที่ไม่ยอมฟังพระราชบัญญัติของพระเยโฮวาห์ ซึ่งกล่าวแก่พวกผู้ทำนายว่า อย่าเห็นเลย และแก่ผู้พยากรณ์ว่า อย่าพยากรณ์สิ่งที่ถูกต้องแก่เราเลย จงพูดสิ่งราบรื่นแก่เรา จงพยากรณ์มายา” (อิสยาห์ 30:8-10)


เมื่อวานก่อนมีศิษยาภิบาลหนุ่มคนหนึ่งเขียนอีเมล์ยาวมากส่งมาให้ผม เขาได้รับการสถาปนาแล้ว เขาเทศนามานานกว่าสี่ปี เขาแต่งงานและมีลูกสองคน เขาบอกว่าเขาได้กลับใจใหม่หลังจากที่ได้อ่านหนังสือของเราที่ชื่อว่า เทศนาให้ชาติที่กำลังตายแล้ว หรือ Preaching to a Dying Nation.

เขาเขียนได้น่าสนใจและเร้าใจมากเป็นความจริงและเป็นสิ่งที่ผิดปกติเกี่ยวกับการเทศนาในคริสตจักรต่างๆส่วนใหญ่ของเรา ผมเห็นด้วยกับคำพูดที่เขากล่าวนั้น! ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องได้ยินในเวลาของเราตอนนี้

ในพระธรรมของเราตอนนี้ พระเจ้าตรัสให้กับผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ถึงผู้คนที่มักกบฏ พวกเขาไม่ต้องการที่จะได้ยิน "พระบัญญัติของพระเจ้า" (30:9) พวกเขาไม่ต้องการเผชิญหน้ากับความจริงที่มาจากพระเจ้า พวกเขาต้องการให้ผู้เผยพระวจนะกล่าวพระวจนะแบบ "นุ่มนวม" - "คำพูดที่ถูกใจ" และ "หลอกลวง" หรือเป็น "ภาพลวงตา"

ผู้คนในสมัยอิสยาห์อยากฟังการเทศนาแบบ “นุ่มนวม” ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงใช้ผู้เผยพระวจนะให้เขียนพระคำของพระองค์ดังนี้ว่า “และจดไว้ในหนังสือ [หรือแผ่นศิลา] เพื่อในเวลาที่จะมาถึง จะเป็นสักขีพยานเป็นนิตย์” (อิสยาห์ 4:1) ผมเชื่อว่า “เหตุฉะนั้นข้าพเจ้ากำชับท่านต่อพระพักตร์พระเจ้า และพระเยซูคริสต์เจ้า ผู้จะทรงพิพากษาคนเป็นและคนตาย เมื่อพระองค์เสด็จมาปรากฏและตั้งอาณาจักรของพระองค์” (อิสยาห์ 4:1)

“เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนอันถูกต้องไม่ได้ แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง ตามความปรารถนาของตนเอง เพราะมีหูที่คัน และเขาจะบ่ายหูจากความจริง หันไปฟังเรื่องนิยายต่าง ๆ” (2 ทิโมธี 4:3-4)

ตอนนี้เรากำลังอาศัยอยู่ในช่วง "เวลาที่จะมา" (อิสยาห์ 30:8) และตอนนี้เราก็เห็นศิษยาภิบาลมากมายที่เทศน์แบบ "นุ่มนวม" และสรรหาคำพูดที่สร้างความสุขให้กับผู้ฟังมากกว่าที่จะกล่าวถึงพระบัญญัติและพระกิตติคุณที่เป็นพันธกิจอย่างบรรพบุรุษของเราเคยทำกันมา!

ทั้งหมดนี่คือสิ่งที่ศิษยาภิบาลหนุ่มที่เขียนอีเมล์ส่งมาให้ผมได้สังเกตเห็น ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นถึงคำพูดเหล่านั้นให้กับพวกคุณ

เขาบอกว่าเขามารับเชื่ออย่างจริงจังตอนอายุเจ็ดขวบ แต่ต่อมาเขาก็รู้ข้อแท้จริงว่าไม่เคยบังเกิดใหม่เลย นั่นคือหลังจากที่เขาได้อ่านหนังสือของเรา เทศนาให้ชาติที่กำลังตายแล้ว หรือ Preaching to a Dying Nation. เขาประทับใจ ดร. ดับบริว เอ คริสเวลล์ ดร. เอ ดับบริว โทเซอร์ และคนอื่น ๆ ที่บอกว่าคนส่วนใหญ่ในคริสตจักรถือว่ายังเป็นพวกที่หลงหาย เขารู้สึกว่าเขาเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น เขาได้ไปหาศิษยาภิบาล "นำฉันมาที่พระเจ้า" สองสัปดาห์ต่อมาเขาก็รับบัพศมา

จากนั้นเขาก็ไปยังอีกคริสตจักรหนึ่งและได้ยิน "การเทศนาที่แท้จริง" จากผู้ชายคนหนึ่ง เขาบอกว่าเขาต้องการที่จะได้ยินการเทศนาอย่างนั้น "อย่างต่อเนื่อง" จะได้ "มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า"

เขาเชื่อว่าหลักสอนของการบังเกิดใหม่ถูกทำให้ด้วยคุณค่าลงเพราะคำสอนคัมภีร์ที่เรียกตัวเองว่าการ "ลดข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพระกิตติคุณ [เซนดิเมเรียนนิยม หรือ Sandemanianism] และในใจไม่เคยจะยอมรับพระคริสต์"

เขาจึงสรุปดังนี้ว่า "การเทศนาปแบบอรรถธิบาย" ไม่ได้นำคนให้กลับใจใหม่ เขาบอกว่า "การเทศนาตามหลักพระคัมภีร์จริงๆช่วยให้คนกลับใจใหม่ ทำให้คนรับรู้ และเข้าถึงใจของมนุษย์" เขากล่าวว่า "คุณไม่สามารถสอนคนให้มารับความรอด และรอดูผลจากการอธิษฐานรับเอาพระคริสต์ของคนๆนั้นโดยที่ไม่รู้เลยว่าทำไมพวกเขาจึงต้องการพระคริสต์ด้วย”

แต่เขายังบอกอีกว่าสำหรับผมแล้วรู้สึกว่ายังเป็นปัญหาอยู่ ทำให้ผมสงสัยถ้าเขารู้จริงๆว่าอะไรคือสิ่งที่ผิดเกี่ยวกับการเทศนาในสมัยนี้ เขาบอกว่านักเทศน์สมัยก่อนเคร่งในคำเทศน์เอามากๆ "พวกเขามีความกล้าหาญและผู้ฟังก็จะเคร่งครัดเอามากๆ นั่นคือเหตุผลทำไมพวกเขาถึงมีการฟื้นฟู" ผมถามว่า ชาร์ลส์ ฟินเนย์เป็นนักเทศน์ที่เคร่งครัดและกล้าหาญ เขานำพระคัมภีร์ข้อถึงสองข้อมาสอนถึงบาป เขาไม่ได้เล่าเรื่องตลก แต่ถ้าศึกษาพันธกิจของนายฟินเนย์ลึกเข้าไปแล้ว จะเห็นว่าการเทศนาของฟินเนย์นั้นไม่มีอะไรจริงเลย และไม่เคยทำให้เกิดการฟื้นฟูที่มาจากพระเจ้าเลย เมื่อผ่านเข้าไปลึกๆจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เขาเทศน์ถูกเรียกว่า "กล่าวตามอำเภอใจมากกว่า"

คนที่มีความสนใจอยากทราบถึงความแตกต่างระหว่างการฟื้นฟูที่แท้จริงและ "การฟื้นฟูนิยม" ของฟินเนย์ ควรอ่าน การฟื้นฟูแท้และฟื้นฟูนิยม การสร้างและพิธีวิวาห์สมรสของชาวอเมริกันอีเจลิคอล์ 1750-1858 หรือ The Making and Marring of American Evangelicalism 1750-1858 เขียนโดย เลน เมอร์เรน เอช (The Banner of Truth Trust, 1994) และพวกเขาก็ควรอ่านและศึกษาพวกอีเเจลิคอล์ถึงเรื่องความจริงดั้งเดิมที่ใช้เป็นแรงกระตุ้น เขียนโดย เอช เลน เมอร์เร (The Banner of Truth Trust, 2005) หนังสือเล่มแรกแสดงให้เห็นถึงข้อผิดพลาดในคำสอนและวิธีการของ ฟินเนย์ หนังสือเล่มที่สองแสดงให้เห็นถึงเหตุผลที่ต้องเทศน์ถึงธรรมบัญัติ - ที่ทำให้คนรู้สึกว่าพวกเขาต้องการพระคริสต์ นี่เป็นปัญหาใหญ่ทุกคนแทบจะไม่เห็นในทุกวันนี้ บทที่หนึ่งสำคัญมากๆ บทที่ 2 ก็มีความสำคัญเท่าๆกัน นั่นคือหัวข้อที่ว่า "สเปอร์เจียนและการกลับใจใหม่ที่แท้จริง" แต่บทที่ 3 และ 4 ก็ยังต้องควรศึกษาอย่างระมัดระวัง และอ่านหลายๆครั้ง วัตถุประสงค์ของธรรมบัญัติไม่ใช่บอกถึงสาเหตุที่ทำให้คนเป็นคนบาปและต้องแก้ไขอย่างที่ ฟินเนย์ เชื่อและเทศน์ แต่เป้าหมายของธรรมบัญัติคือทำให้คนบาปรู้สึกหมดหนทาง และมีความต้องการพระเยซูที่ทรงวายพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อคนบาป!และพระโลหิตของพระองค์!

จากนั้นศิษยาภิบาลหนุ่มคนนี้จึงบอกว่ามีชายคนหนึ่งเท่านั้น “ทุกวันนี้ผมยังต้องฟัง และชอบท้าทายผู้ชายคนนี้ชื่อ พอล วอเชอร์ ... เขาเชื่อว่าคริสเตียนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ไม่ใช่พวกเอาจริงเอาจังกับพระกิตติคุณ แต่ประเภทแบบลืมพระกิตติคุณไป" เขากล่าวว่านายวอเชอร์ กล่วอย่างนี้ที่พระคริสตธรรมของ ดร. จอห์น แมคอาร์เทอร์ แต่เขาเน้นว่า "บางทีวอเชอร์อาจจะไม่ได้รับเชิญให้กลับมาเทศนาอีกต่อไป" ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทเทศนานี้ เพื่อร่วมศิษยาภิบาลของผมที่ชื่อ ดร. ซี เอล์ คาเกน ได้ดูบทเทศน์นี้ในอินเทอร์เน็ตและเขียนรายละเอียดเพิ่มเติมลงในนั้น ในขณะที่เราอ่านอยู่นั้น ก็ได้ประเมินสิ่งที่นายวอเชอร์เทศน์ที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมของ ดร. แมค อาเทอร์ มันอาจดูว่ารุนแรงเกินไปหน่อย แต่มันก็ยังคงเป็นคำเทศนาที่ตั้งอยู่บนรากฐานของ ดร. แมคอาเทอร์ – ที่เรียกว่า "ความรอดตามอำเภอใจ" ดร. คาเกนได้ประเมินการเทศนาของพอล วอเขอร์ ที่พระคริสตธรรมของ ดร. แมคอาร์เทอร์ไว้ดังนี้

      วอเชอร์ หมายถึง ความชั่วช้าของมนุษย์พระคุณของพระเจ้า การสิ้นพระชนม์แทน และยุคสมัย แต่ (ที่นี่มีความแตกต่างจากพวกเรา) พระคุณและการทดแทนไม่ใช่ประเด็นหลักสำคัญของเขา สำหรับวอเชอร์ (และแมคอาร์เทอร์ และผู้ฟังที่วิทยาลัยพระคริสตธรรม) จุดศูนย์กลางคือการไปที่พระเจ้า (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางการศึกษา) หลังจากนั้นก็นำไปบอกให้กับคนของพระเจ้า (คนที่คิดว่าน่าจะเป็นคริสเตียนอยู่แล้ว) สอนให้พวกเขานำไปประยุกต์ใช้กับ (แล้ว) ชีวิตของคริสเตียน
      ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่พวกเราเน้นคือการประกาศข่าวประเสริฐนำเสนอพระกิตติคุณให้กับผู้ที่หลงหาย เพื่อพวกเขาจะสามารถกลับใจใหม่ได้ เรามีการเทศนาให้กับผู้ที่เป็นคริสเตียนอยุ่แล้วน้อยมาก นิโคเดมัแน่นอนได้ศึกษาพระคัมภีร์ อธิษฐาน และมีชีวิตที่บริสุทธิ์ และเคร่งในศาสนาและสอนคนอื่น ๆ วอเชอร์และแมคอาเทอร์อาจชอบเขามาก ถ้าพระเยซูไม่ได้ตรัสเจาะว่าเขาต้องบังเกิดใหม่ (Christopher L. Cagan, Ph.D., M.Div., Ph.D.)

นี่คือการประเมินคำเทศนานั้นโดย ดร. คาเกนเพื่อต้องการให้เข้าใจดีมากขึ้นถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องในนั้น โปรดจำเอาไว้ว่า ดร. คาเกนเคยเข้าร่วมคริสตจักรของ ดร. แมคอาร์เทอร์มานานกว่าปี ดังนั้นเขารู้ในสิ่งที่เขาพูด พร้อมกับสอง Ph.Ds ของเขาเป็นเครื่องยืนยัน นอกจากนี้ดร. คาเกนยังจบปริญญาโทจากสถาบันพระคริสตธรรมทัลบอตด้วย

เราเทศนาประกาศให้กับผู้ที่ยังหลงหายทุกวันอาทิตย์ได้อย่างไร – ทั้งในตอนเช้าและตอนเย็น? ง่ายนิดเดียวและเป็นวิธีเดียวกันกับสเปอร์เจียนเคยทำ สมาชิกของเราพาผู้ที่ยังไม่เชื่อเข้ามาทุกครั้งที่มีการนมัสการ เราทำพันธกิจให้กับคนพวกนี้หลายครั้ง จนกว่าพวกเขารู้สึกว่าชีวิตของพวกเขามีแต่สิ่งเลวร้าย มี พระคุณ และการสิ้นพระชนม์แทนของพระคริสต์ มาถึงตอนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นคนบาป และทางนี้เท่านั้นถึงจะทำให้พวกเขามาที่พระเยซูอย่างแท้จริง และอยากรับการชำระบาปโดยพระโลหิตอันมีค่าของพระองค์ เป้าหมายของการเทศน์ของเราไม่ไช่เพียงทำให้พวกเขาเชื่อและสิ้นสุดลงที่นั่น เราต้องการให้พวกเขาเชื่อ ถึงจะสามารถสร้างแรงจุงใจให้เข้ามาที่พระเยซูอย่างแท้จริง! ดังนั้น "ประเด็นใหญ่" ไม่ได้อยู่ที่ความเชื่อ แต่อยู่ที่ตัวของพระเยซูเอง คำเทศนาของผมมักจะเริ่มต้นด้วยธรรมบัญัติ แสดงให้พวกเขาเห็นว่าเป็นคนที่หลงหายและเป็นคนบาป ตอนที่สองในคำเทศนานั้นชี้ไปที่พระคริสต์ การทนทุกข์ในสวนเกทเสมเนและการตรึงบนไม้กางเขน และบนไม้กางเขนนั้นพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์แทน พระโลหิตของพระองค์ พระเยซูคริสต์และการเสด็จสู่สวรรค์ ประทับที่พระหัตถ์ขวาของพระเจ้าและอธิษฐานเผื่อเรา! ดังนั้นเราทำตามวิธีการแบบเก่าตามพระกิตติคุณ เราเริ่มต้นด้วยให้เชื่อมั่นในธรรมบัญญัติ แล้วเราก็จบลงด้วยพระกิตติคุณ! และการให้อภัยของพระเยซู

ดร. คาเกนดูและบันทึกคำเทศนาของ นาย วอเชอร์ ในหัวข้อ ""ช๊อกกับคำเทศนาให้พวกอนุชน”! (ปี 2002 สามารถเห็นได้ในยูทุบ) ดร. คาเกนบอกว่า วอเชอร์มีหลักข้อเชื่อที่ถูกต้องอย่างเช่น การกล่าวหา และ การสิ้นพระชนม์แทน แต่เขาบอกว่านาย วอเชอร์ เป็นนักนักเทศน์แห่งธรรมบัญญัติ (เหมือนกับ ซี จี ฟินเนย์) ไม่ใช่พระกิตตคุณอย่างเช่น ซี เอช สเปอร์เจียน ท่านใช้ธรรมบัญญัติยชี้ให้คนเห็นพระคริสต์ นาย วอเชอร์ ใช้ธรรมบัญญัติชี้ไปที่มนุษย์อย่างที่ท่านเรียกว่า "กลับใจ" การกลับใจคือหัวใจสำคัญในคำเทศนาของนาย วอเชอร์ และเช่นเดียวกันกับฟินเนย์ แต่สำหรับผมแล้วการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์บนไม้กางเขนคือสาระสำคัญ และก็เป็นเหมือนกับสเปอร์เจียน ดร. คาเกน กล่าวว่า สาระสำคัญของในคำเทศนาของ วอเชอร์ คือว่า - "บาปเป็นสิ่งไม่ดี คุณต้องหันหลังจากมันและเดินตามพระเยซูและดำเนินชีวิตอย่างคริสเตียน" ตามพระธรรมของเรานั่นคือ - "บาปเป็นสิ่งไม่ดี คุณกำลังตกเป็นทาสให้มันและไม่สามารถหลุดพ้นจากมันได้ เพราะว่าคุณคือผู้ที่หลงหาย! คุณต้องหยุดความพยายามที่จะช่วยตัวเองให้รอดโดยการเชื่อฟัง แต่คุณต้องรู้สึกว่าคุณไม่มีที่พึ่งและสิ้นหวัง – และวางใจในพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ไม่ใช่ผลของการ กลับใจใหม่ที่ช่วยให้คุณรอด! แต่เพราะพระผู้ช่วยที่ถูกตรึงบนไม้กางเขนและฟื้นขึ้นมาเท่านั้นที่สามารถช่วยคุณให้รอดได้!"

นายวอเชอร์ผสมระหว่างธรรมบัญญัติและพระกิตติคุณเอาไว้ในคำเทศนาของเขา แต่เขาก็จบลงโดยการให้ธรรมบัญญัติ้เท่านั้น ตัวอย่างเช่นคำเทศนาของนายวอเชอร์จะเน้นในเรื่อง Pelagianism ในนั้น – ความคิดนี้คือคนที่อยู่ในบาป และมันทำให้มนุษย์เลวร้าย คนที่ "ตายในบาป" ขึ้นอยู่กับการเชื่อฟังพระเจ้าและรักษาธรรมบัญญัติ คำสอนนี้เรียกว่า "พระเจ้าแห่งความรอด" และมันก็เป็นยอมรับให้กับ ดร. แมคอาร์เทอร์ ดร. แมคอาร์เทอร์และนายวอเชอร์น่าจะเรียกพวกเขาว่านักปฏิรูปศาสนาคริสต์ แต่ข้อเสียคือจะเน้นเรื่อง Pelagianism (คือความเชื่อที่ว่ามนุษย์สามารถทำบางสิ่งเพื่อให้พระเจ้ายอมรับ) นายวอเชอร์และ ดร. อาร์แมคอารืเทอร์ มี ไซเนอร์จีสท์ส หรือ synergists (มนุษย์ให้ความร่วมมือกับพระเจ้าถึงความรอดของคนๆนั้น) แต่พวกปฏิรูปและนักประกาศทั้งหลายที่เป็นพวก Awakenings จาก ไวท์ฟิวลด์ ไปที่ เนทเทอร์ตัน จนถึง ซี เฮว สเปอร์เจียน เรียกพวกนี้ว่า โมเนอร์จิสท์ส หรือ monergists เชื่อว่าพระคริสต์ทรงกระทำทุกอย่างเพื่อนำความรอดมาสู่มนุษย์ทุกคนทั้งชายและหญิงที่ได้ "ตายในการละเมิดและการทำบาป" (เอเฟซัส 2:1)

แต่ขอโทษนะ! แต่ผมรู้สึกปวดท้องกับความเชื่อที่เรียกว่า พีราเกียนิยม หรือ Pelagianism และไซเนอร์จิสนิยม! ผมปวดหัวกับฟินเนย์และทุกอย่างที่มาจากเขา ผมปวดหัวกับ "คำอธิษฐานของคนบาป"! ผมปวดหัวกับพวกแบ็บติสต์เรื่องการบัพติศมาเด็กทารก! พวกเขาไม่มีอะไรดีไปกว่าพวกโรมันคาทอลิกเลย! มีหลายครั้งที่พวกเขาเลวไปกว่านั้น! อย่างน้อยที่สุดพวกคาทอลิกยังยำเกรงพระเจ้า! แต่ผมยังปวดหัวให้กับจอห์น แมคอาเธอร์ ที่ลดคุณค่าพระโลหิตของพระคริสต์และพอล วอเชอร์ ที่สอนพวกอนุชนที่หลงหายว่าพวกเขาสามารถหาหนทางของตัวเองขึ้นสวรรค์โดยการผสมผสานระหว่างธรรมบัญญัติกฎและพระคุณ! ไม่! ไม่! ไม่! จงหลีกหนีให้ห่างจากความคิดของคนทั้งหมดนี้ - พวกเขาไม่เคยทำอะไรดีให้กับพวกเรา และพวกเขาจะไม่มีทางทำ!

เหล่าสาวกพูดกันว่า “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้?” พระเยซูตรัสว่า “ฝ่ายมนุษย์ย่อมเป็นไปไม่ได้” (มาระโก 10:26, 27)

คุณไม่สามารถทำ หรือเรียนรู้ หรือหยุดทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อช่วยคุณให้รอด! ต้องวางใจในตัวของพระคริสต์เท่านั้น! พระคริสต์ทรงทนทุกข์ในสวนเกทเสมเน และตอนที่พระเจ้าทรงวางความบาปของเราลงบนพระเยซู พระเสโทของพระองค์หยดมาเป็นเลือดและเกือบสิ้นพระชนม์ที่นั่น พระองค์ทรงขอร้องพระเจ้าเพื่อมีชีวิตรอด จนถึงวันรุ่นเช้าและไปสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแทนที่ของคุณ พระองค์สิ้นพระชนม์แทนคุณ ชดใช้ความผิดบาปของคุณ พระโลหิตได้หลั่งลงมาชำระคุณให้สะอาดปราศจากบาป พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายเพื่อประทานชีวิตใหม่ให้คุณโดยการบังเกิดใหม่ พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์ผู้เดียวเท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยคุณให้รอดได้ - "เพื่อมิให้เนื้อหนังใด ๆ อวดต่อพระพักตร์พระองค์ได้" (1 โครินธ์ 1:29) พระคริสต์และพระคริสต์เท่านั้น "โดยพระองค์ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเจ้าทรงตั้งพระองค์ให้เป็นปัญญา ความชอบธรรม การแยกตั้งไว้ และการไถ่โทษ สำหรับเราทั้งหลาย เพื่อให้เป็นไปตามที่เขียนว่า ‘ให้ผู้โอ้อวด อวดองค์พระผู้เป็นเจ้" (1 โครินธ์ 1:30, 31) นั่นคือเหตุผลที่

“เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใด ๆ ในหมู่พวกท่านเลยเว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์ และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขน” (1 โครินธ์ 2:2)

“คนทั้งหลายที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าการประกาศเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่ แต่พวกเราที่รอดเห็นว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า” (1 โครินธ์ 1:18)

สิ่งใดที่สามารถล้างบาปของฉันให้ออกไปได้?
   ไม่มีอะไรอีก นอกจากโลหิตของพระเยซู
สิ่งใดที่สามารถทำให้ฉันบริสุทธิ์อีกครั้ง?
   ไม่มีอะไรอีก นอกจากโลหิตของพระเยซู
โอ้! พระโลหิตที่มีค่าหลั่งลงมา
   ที่ทำให้ฉันขาวเหมือนดั่งหิมะ
เท่าที่ฉันรู้ไม่มีหนทางอื่นอีก
   ไม่มีอะไรอีก นอกจากโลหิตของพระเยซู
(“Nothing But the Blood” โดย Robert Lowry, 1826-1899)

มีนักเทศน์หลายคนคิดว่ามีเพียงแค่สองทางที่เป็นไปได้ – ทางหนึ่งคือเชื่อเรื่องความรอดผ่านทาง "คำอธิษฐานของคนบาป" อีกทางคือเชื่อว่าความรอดผ่านทางความมุ่งมั่นเป็นคนดี พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่ายังมีทางที่สามอีก – คือทางของการปฏิรูป – ความเชื่อที่ว่ามีบาปและจะต้องย้ายคนบาปเข้าไปในพระเยซูคริสต์เท่านั้น มีปัญหาจนกระทั่งกลับใจใหม่! นั่นคือการร้องไห้ที่คนหนุ่มสาวในทุกวันนี้จำเป็นต้องร้องขอ! อยู่ให้ห่างจากหลักคำสอนของวอเชอร์! อยู่ให้ห่างจากหลักคำสอนของแมคอาเธอร์! อยู่ให้ห่างจากหลักคำสอนที่ผสมผสานกันระหว่างพระคุณและการกระทำ!

โอ้ พระเจ้า โปรดส่งคนที่เทศนาด้วยหลักคำสอนแห่งพระคุณ หลักคำสอนของการปฏิรูปที่ไม่มีการผสมผสานของธรรมบัญญัติมาให้เรา! ความรอดอยู่ในพระคริสต์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ในวิกฤตการแห่งการกลับใจใหม่ เช่นลูเทอร์ บันยัน ไวท์ฟิวล์ทและสเปอร์เจียน! ขอให้นี่เป็นรูปแบบในการเทศนาขและการเป็นพยานของเรา! ขอให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางในทุกสิ่งที่เราพูดและในทุกสิ่งที่เราประกาศ! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พูดกับผม! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์! พระคริสต์!

“เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง” (โคโลสี 1:18)

เรามีคนหนุ่มสาวนับหมื่นได้รับทุกอย่างยกเว้นตัวของพระคริสต์เอง! จงตรงเข้าไปยังพระคริสต์! จงอย่ามาอธิษฐานตามข้อพระคัมภีร์! อย่าไปเชื่อหลักคำสอน! จงเข้ามาที่พระเยซูคริสต์โดยตรง! ตอนนี้พระองค์ประทับ ณ พระหัตถ์ขวาของพระเจ้าในสวรรค์ จงเข้ามาที่พระองค์โดยตรง! จงวางใจในพระเยซูคริสต์! พระองค์จะชำระบาปของคุณด้วยพระโลหิตอันมีค่าของพระองค์ พระองค์จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากบาปไปชั่วนิรันดร์!

กรุณาเปิดไปที่เพลงบทที่ 7 ในหนังสือเพลงของคุณ เขียนโดย ดร. ออสวอล์ด เจ สมิธ ร้องเพลงนี้

ความรอดที่โกระโกธานั้น เราสามารถได้มาแบบฟรี ๆ
   พระคริสต์ผู้เดียวคือผู้ที่ฉันต้องการ – พระเยซู! พระเยซูเท่านั้น!
พระเยซูเท่านั้น ทรงให้ฉันเห็น พระเยซูเท่านั้นไม่มีใครอีก
   แล้วบทเพลงของฉันจะอยู่ต่อไป - พระเยซู พระเยซูเท่านั้น!
(“Jesus Only, Let Me See” by Dr. Oswald J. Smith, 1889-1986).

พระคริสต์ผู้เดียวคือผู้ที่ฉันต้องการ – พระเยซู! พระเยซูเท่านั้น!

ถ้าคุณอยากจะคุยกับพวกเราเกี่ยวกับการช่วยกู้คุณจากบาปโดยพระเยซู กรุณาออกจากที่นั่งของคุณตอนนี้และเดินไปที่ด้านหลังของห้องนมัสการนี้ ดร. จอห์น ซามูเอล คาเกนจะนำพวกคุณไปยังอีกห้องหนึ่งเพื่อให้คำปรึกษาและอธิษฐานเผื่อ ไปได้ในตอนนี้ ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ไว้วางใจในพระเยซูนี้ด้วย อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: อิสยาห์ 30:8-15.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“Jesus Only, Let Me See” (โดย Dr. Oswald J. Smith, 1889-1986)