Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




การบีบของพระกิตตุณ

THE GOSPEL VISE
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าวันที่ 14 เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2013 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, July 14, 2013

“แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยอห์น 5:40)


นี่คือคำพูดที่พระเยซูทรงตรัสให้กับพวกยิวที่ไม่เชื่อในเวลานั้น พวกเขามีศาสนา แต่ไม่มีพระเยซู แม้ว่าพระองค์ทรงสำแดงหลักฐานมากมายที่ยืนยันว่าพระองค์คือเมสิยาห์ที่พระเจ้าทรงส่งมาก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังปฎิเสธพระองค์อย่างไร้เยื่อใย

ถ้าคุณอยู่ที่บ้านและอ่านพระธรรมยอห์นบทที่ห้า คุณจะพบพระเยซูทรงบอกพวกเขาว่ายอห์นผู้ให้บัพติสมาได้เป็นพยานถึงพระองค์ และคนทั้งหลายต่างก็เชื่อว่ายอห์นผู้นี้คือผู้เผยพระวัจนะ ตอนที่ยอห์นเป็นพยานถึงพระคริสต์นั้นท่านกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยอห์น 1:29) ถึงกระนั้นก็ตามคนที่ไม่เชื่อเหล่านี้ก็ยังปฏิเสธคำพยานของยอห์น

ต่อไป พระเยซูทรงตรัสว่าการทำอัศจรรรย์และพันธกิจอื่นของพระองค์นั้นก็สามารถพิสูจน์ว่าพระองค์คือพระเมสิยาห์ พระองค์ตรัสว่า “แต่คำพยานที่เรามีนั้นยิ่งใหญ่กว่าคำพยานของยอห์น เพราะว่างานที่พระบิดาทรงมอบให้เราทำให้สำเร็จ งานนี้แหละเรากำลังทำอยู่เป็นพยานถึงเราว่าพระบิดาทรงใช้เรามา” (ยอห์น 5:36) การทำอัศจรรย์และสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายที่พระองค์ทรงทำ สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าพระองค์คือพระเมสิยาห์

นอกจากนั้นพระเยซูก็ยังตรัสว่า “และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา พระองค์เองก็ได้ทรงเป็นพยานถึงเรา” (ยอห์น 5:37) ถึงแม้ว่าคนที่พระองค์ทรงตรัสให้นั้นไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าก็ตาม แต่คนอื่นรู้และได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าที่ทรงตรัสว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราโปรดปรานท่านมาก” (ลูกา 3:22) นี่เป็นเสียงซุบซิบว่ากันว่าพวกที่พระเยซูทรงตรัสถึงนั้นต่างก็รู้ดีว่าทุกพระสุรเสียงของพระเจ้าทรงประกาศว่าพระเยซูเป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์

แล้วพระองค์ก็ทรงย้ำเตือนพวกเขาว่ามีอยู่สี่อย่างที่เป็นพยานว่าพระเยซูคริสต์คือพระเมสิยาห์ของพวกเขา และถูกส่งมาช่วยกู้พวกเขา และสี่อย่างนี้ก็คือพระคัมภีร์นั่นเอง พระคัมภีร์เดิมที่พวกเขาทำการศึกษาและโดยใจของพวกเขารู้ดี พระเยซูบอกพวกเขาว่า พวกเขา “ค้นหาพระคัมภีร์… และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานถึงเราแต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยอห์น 5:39, 40)

โปรดเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การกล่าวโจมตีหรือต่อต้านใดๆ ดิสเพนเซชั่นหรือ Dispensation อย่างเราเชื่อว่าพระเจ้ายังทรงมีพันธสัญญากับคนอิสราเอลในโลกนี้ ดังนั้นเราจึงไม่ต่อต้าน แต่ในขณะเดียวกันเรากลับสับสนุนคนอิสราเอล พวกเขาก็ “หลงหาย” เช่นเดียวกับคนต่างชาติที่ได้ปฏิเสธเข้ามาที่พระผู้ช่วยให้รอด แต่เรา “ด้วยว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐของพระคริสต์ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ความรอดแก่ทุกคนที่เชื่อ พวกยิวก่อน และพวกกรีกด้วย” (โรม 1:16)

พระเยซูเสด็จมาช่วยคนที่วางใจในพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือต่างชาติ แม้ว่าพวกเขาไม่ยอมวางใจในพระองค์ แต่พระองค์ก็ยังอยู่เคียงข้างพวกอิสราเอลและพวกยิวในการต่อสู้กับมารและพวกที่ทำการต่อต้านคนยิว

ตอนนี้เราจะไม่พูดถึงผู้ไม่เชื่อที่พระเยซูทรงตรัสถึงในเวลานนั้น แต่จะพูดคนต่างชาติที่ไม่เชื่อและมาในค่ำคืนนี้ พวกคุณมาในค่ำคืนด้วยหลักฐานเดียวกันที่ยืนยันถึงความเป็นพระคริสต์ของพระผู้ช่วยที่ถูกส่งมาจากพระเจ้า พวกคุณมีคำพูดของยอห์นผู้ให้บัสติมาเป็นพยาน พวกคุณมีการอัศจรรย์ของพระคริสต์เป็นพยาน พวกคุณมีพระสุรเสียงของพระเจ้าจากสววรค์เป็นพยาน และพวกคุณก็มีพระคัมภีร์เป็นพยาน ทุกหมดนี้คือพยานที่แสดงว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธคือผู้ที่พระเจ้าทรงสัญญาทรงส่งมาเป็นพระผู้ไถ่ และคือพระผู้ช่วยให้รอดคนเดียวที่สามารถช่วยคนทั้งหลายบาปได้

ส่งที่เลวร้ายมากที่สุดของพวกยิวที่พระองค์ทรงกล่าวถึงในเวลานั้นคือพวกเขามีพยานเหล่านี้ทั้งหมดแต่ยังปฏิเสธที่จะมาที่พระเยซูเพื่อรับเอาชีวิตนิรันดร์! พระองค์จึงตรัสให้พวกเขาว่า

“จงค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในพระคัมภีร์นั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานถึงเรา แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยอห์น 5:39, 40),/p>

คุณอาจมีข้อแก้ตัวถ้าคุณอาศัยอยู่ในประเทศที่ไม่เชื่อเรื่องการมีพระเจ้าอย่างเช่นพวกโซเวียตในสมัยก่อน แต่ผมได้อ่านข้อเขียนของศิษยาภิบาลท่านหนึ่งชื่อริชาร์ด วาร์เบรน์ด ท่านคือคนยิวที่กลับใจมาเชื่อในพระเยซู อาจารย์วาร์เบรน์ดคือศิษยาภิบาในคณะลูเทอร์แลนด์และถูกคุมขังอยู่ในคุกของพวกคอมมิวนิสตเป็นเวลาถึงสิบสี่ปีในประเทศโรเมเนียเหตุเพราะว่าท่านประกาศข่าวประเสริฐ อาจารย์วาร์เบรน์ดพูดภาษารัสเซียได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนกับที่ท่านพูดภาษาโรเมเนีย อย่างที่พวกเขาพูดกันว่า มีชายหนุ่มชาวรัสเซียคนหนึ่งบอกท่านว่า

          “ผมรู้เรื่องศาสนาตามที่พวกเขาสอนเราในโรงเรียนเท่านั้น ว่ามันคืออุปกรณ์ของลัทธิจักรวรรดินิยมและอื่นๆ แต่ผมมักจะเดินผ่านสุสานซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของโดยลำพังคนเดียว ผมก็ไปที่บ้านร้างหลังเล็กๆท่ามกลางหลุมฝังศพเหล่านั้นนั้นบ่อยๆ” (วาร์เบรน์ดบอกว่า ‘ผมเข้าใจว่าที่ๆชายหนุ่มคนนั้นไปนี่เป็นโบสถ์ในสุสานของคนรัสเซียนิกายออโธดอกซ์’
          “ที่กำแพงนั้นเขาจะวาดภาพของชายคนหนึ่งที่ถูกตอกด้วยตะปูแขวงบนกางเขน ผมคิดว่า ‘เขาต้องเป็นอาชญากรเลวร้ายที่สุดคนหนึ่ง’ แต่ถ้าเขาเป็นอาชญากรจริง ทำไมภาพนี้จึงถูกตั้งไว้ในที่ๆมีเกียรติ – หรือเขาจะเป็นอย่างมาร์สหรือเรน์อิน? ผมจึงตักสินใจเชื่อว่าตอนแรกพวกเขาคิดว่าเขาคือเป็นอาชญากร แต่ต่อมาภายหลังพวกเขาก็มารู้ว่าเขาบริสุทธิ์ จึงนำภาพของเขามาแขวงไว้ในที่สำหรับการสำนึกผิด (โศกเศร้าและเสียใจ)”
          [วาร์เบรน์ดบอกว่า] ผมบอกช่างวาดคนนั้นว่า ‘คุณอยู่ครึ่งทางระหว่างความจริงนั้น’ ท้ายสุดในยามที่เขาเข้าสู่บั้นปลายนั้น เขาก็จะทราบสิ่งที่ผมบอกเขาเกี่ยวกับพระเยซู และในส่วนของเรา ท่านบอกว่า ‘ผมวางแผนที่จะขโมยบางอย่างในค่ำคืนนี้ อย่างที่พวกเราทำกัน แล้วตอนนี้ผมจะต้องทำอย่างไร? ผมเชื่อในพระคริสต์’ (Richard Wurmbrand, Th.D., In God’s Underground, Living Sacrifice Books, 2004 edition, pp. 25, 26)

เราได้ยินครั้งแล้วครั้งเล่าถึงการตอบสนองของหนุ่มสาวชาวยรัสเซียหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และยิ่งกว่านั้นเราเห็นถึงจำนวนคนหนุ่มสาวที่ตอบสนองเพิ่มขึ้นมากมายในประเทศอีหร่าน จำนวนตัวเลขของคนที่กลับใจมาที่พระคริสต์ที่มากที่สุดในระยะเวลา 600 ปีตอนนี้กำลังเกิดขึ้นที่ประเทศอีหร่าน และในแถบประเทศอาหรับทั้งหลาย และที่แน่นอนที่สุดคือหนุ่มคนสาวจำนวนจำนวนล้านๆในประเทศจีน อินเดีย อัฟริกา ที่หันเข้ามาหาพระเยซู ณ เวลาของเราตอนนี้ และคนที่กลับใจใหม่เหล่านี้ต่างก็พูดเหมือนอย่างช่างวาดหนุ่มชาวรัสเซียคนนั้นว่า ‘ฉันจะจำนนบาปเหล่านั้นอย่างไรในเวลานี้? ฉันเชื่อในพระคริสต์”

เราเห็นการตอบสนองเช่นนี้ในประเทศอเมริกาหรือเปล่า? ไม่ เราไม่เคยเห็ยเลย สิ่งที่เราเคยทำที่ผ่านนั้นตอนนี้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว “การเคลื่อนไหวของพระเยซู” ที่เริ่มทำในช่วงกลางของปีหกสิบ เมื่อวันก่อนท่านกรีฟฟี่บอกผมว่าได้สิ้นสุดลงแล้ว ท่านบอกว่ามันสิ้นสุดลงเพราะความยิ่งใหญ่ในด้านคุณธรรม ตอนที่ท่าน เจอร์รี่ ฟอล์เวลล์ กลัวที่จะกล่าวพระกิตติคุณต่อต้านบาปคนผิวขาวในวัยกลางของชาวอเมริกัน ท่านกรีฟฟี่บอกว่า เจอร์รี่ ฟอล์เวลล์ คือคนที่ฆ่าการเคลื่อนไหวของพระเยซู นั่นอาจดูพูดเกินความเป็นจริง แต่ผมเชื่อว่าเขาต้องบกพร่องในบางอย่าง แจ็ก ไฮเรย์ก็ช่วยอะไรไม่ได้เช่นกัน เพราะเขาเทศนาต่อต้านเรื่องการสวมแว่นตาที่มีขอบลวด (เพราะจอห์น เรนนอน สวมมัน) ในขณะที่ลูกชายชองเขาไปล่าหมู่ป่ากับพวกเด็กผู้หญิงในครินตจักรของเขา ทั้งไฮเรย์ ฟอล์เวลล์ และพวกนักทเทศน์ที่เป็นเช่นนั้นกำลังทำให้หนุ่มสาวทั้งหลายเดินหนีออกจากคริสตจักรของเรา พวกเขารู้สึกว่านี่เป็นการป้องกันลูกๆของพวกเขาในคริสตจักรโดยการเทศนาต่อต้านเด็กที่ไม่เชื่อ แต่นั่นไม่ใช่ทางที่ต่อการประกาศ ไม่ใช่คริสตจักรในประวัติศาสาน์ทำ หรือนักเทศน์แห่งยุคที่มีการฟื้นฟูทำกัน จากสำรรวจของโพลสเตอร์ของ จอร์จ บาร์มา นอกจากหนุ่มสาวที่ยังหลงหายคือผู้ที่เชื่อแล้วอนุชนในคริสตจักรยังมีมากถึง 88 % ได้หนีออกจากคริสตจักรและ “ไม่เคยคิดที่จะกลับมาอีก”

มาตอนนี้พวกกลับต้องการคนหนุ่มเหล่านั้น แต่ก็สายไปเสียแล้ว ตอนนี้พระเจ้า “เขาจะไปแสวงหาพระเยโฮวาห์ ทั้งนำเอาฝูงแพะแกะฝูงวัวไปด้วย แต่เขาจะหาพระองค์ไม่พบ พระองค์ทรงจากเขาไปแล้ว” (โฮเชยา 5:6) ประสบการณ์ของคุณคือการเอาพระเจ้าหรืออย่างที่เรียกว่า“การเคลื่อนไหวของพระเยซู” ออกไปครั้งหนึ่งในหนึ่งชั่วอายุคน ตอนนี้ “ความก้าวหน้าอย่างหนึ่งของคนแบ๊บติสต์คือการนำคนหนุ่มสาวเข้ามาโดยการส่องไฟฉาย ใช้เพลงแปลกๆ และโดยผู้หญิงในบาร์ของพวกคริสเตียน สายไปเสียแล้ว! ไม่มี “ประโยชน์ใดๆ!”ทั้งสิ้น แล้วตอนนี้พระเจ้าก็ตรัสว่า

“เราจะกลับมายังสถานที่ของเราอีกจนกว่าเขาจะยอมรับความผิดของเขาและแสวงหาหน้าของเรา…” (โฮเชยา 5:15)

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเราไม่สามารถเคลื่อนไหวพระเจ้าท่ามกลางคนหนุ่มสาวจนกว่าหลังการล่มสลายของอเมริกา โอ้ ใช่ อเมริกาล่มสลาย คุณรู้หรือเปล่า! ผมคิดว่าพระเจ้าจะไม่ส่งการฟื้นฟูใดๆเข้ามาท่ามกลางคนหนุ่มสาวของเราเหล่านั้นจนกว่าหลังจากการล่มสลาย ผมอาจจะผิด แต่สำหรับผมเองคิดว่าไม่ผิดแน่นอน เราเห็นว่าหลังจากนั้นเท่านั้นที่ แจ็ก ไฮเรย์ และเจอร์รี่ ฟอล์เวลล์ ทำต่อพวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นในช่วงปลายของปี 1970 และ 80 โปรดจำไว้ว่าผมไม่ได้ต่อต้านหรือโจมตี ดร. ฟอล์เวลล์ แต่ท่านได้พูดบางอย่างเหมือนคนขาดสติปัญญาไว้ ณ เวลานั้น

นั่นก็เช่นเดียวกันได้เกิดขึ้นในวันของพระเยซูด้วย มีคนหนุ่มสาวมากมายได้มาที่พระเยซูและรับความรอด แต่พวกผู้นำศาสนากลับโจมตีต่อต้านการเคลื่อนไหวนี้เพียงเพราะกลัวว่าจะสูญเสียประเทศ (ยอห์น 11:48) การปฏิเสธพระคริสต์ คนเหล่าเหล่านัน้นก็จะหลงหายอย่างนั้นตลอดไป – เหมือนอย่างทุกวันนี้ที่อเมริกากำลังจะสูญเสียประเทศของเขา!

ดังนั้นถ้าคุณคืออนุชนคนหนึ่งในอเมริกาเหนือ หรืออยู่ประเทศใดประเทศหนึ่งในตะวันตก ดูเหมือนว่าคุณจะไม่รอด ดูเหมือนว่าคุณจะเข้ามาหาพระเยซูเหมือนช่างวาดหนุ่มรัสเซียคนนั้น เพราะว่าโดยทั่วไปแล้วการทำงานของพระเจ้าในประเทศอเมริกาและประเทศตะวันตกไม่มีฤทธิ์อำนาจเสียแล้ว พระองค์ “ทรงจากเขาไปแล้ว” (โฮเชยา 5:6) และพระคริสต์ก็ตรัสให้กับคุณในค่ำคืนนี้ว่า

“แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยอห์น 5: 40)

คุณทราบหรือเปล่าว่าคุณไม่สามารถที่จะเข้ามาที่พระเยซูได้ถ้าพระเจ้าไม่ชักนำคุณเข้ามา? พระเยซูเองทรงตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนว่า

“ไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะทรงชักนำให้เขามา...” (ยอห์น 6:44)

และ ณ เวลานี้พระเจ้าก็ชักนำคนหนุ่มคนสาวในประเทศอเมริกาและชาติตะวันตกน้อยมาก ต้องพึ่งการอัศจรรย์เท่านั้นที่คุณจะสามารถมาหาพระเจ้าได้ ใช่ ต้องอาศัยการอัศจรรย์เท่านั้นที่จะช่วยคุณให้รอดจากมารซาตานในเวลานี้

ต้องอาศัยการอัศจรรย์ถึงจะสามารถนำดวงดาวไปไว้ตรงที่นั้น
     ต้องอาศัยการอัศจรรย์ถึงจะนำโลกไปแขวงไว้ที่จักรวาลนั้นได้
แต่ตอนที่พระองค์ทรงช่วยและชำระวิญญาณของฉันให้ขาวสะอาด
     ต้องพึ่งมหัศจรรย์แห่งรักและพระคุณ!
(“It Took a Miracle” โดย John W. Peterson, 1921-2006).

ผมเห็นบางคนในพวกคุณที่รู้ศึกงงหรือสงสัยอยู่ตอนที่อยู่ในห้องอธิษฐาน คุณเดินออกเดินเข้า – เหมือนพวกผีดิบ – เหมือนคนที่ตายแล้ว (เอเฟซัส 2:1, 5) เพราะไม่มีความก้าวหน้าใดในตัวคุณต่อการมาที่พระคริสต์ – ไม่มีเลยแม้แต่นิด! ไม่มีเลยแม้แต่นิด! ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเล่า? พระเยซูทรงตรัสว่า

“ไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะทรงชักนำให้เขามา…” (ยอห์น 6:44)

“พระองค์ทรงจากเขาไปแล้ว” (โฮเชยา 5:6)

ทำไมดูเหมือนเป็นการง่ายที่หนุ่มสาวทั้งหลายในประเทศจีนเข้ามาที่พระเยซู! ในแต่ละวันพวกเขาเข้ามาหาพระองค์เป็นร้อยๆคน! แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นต่อนักศึกษาจีนที่มาเรียนในอเมริกา ทำไมล่ะ? เพราะว่าพวกเขาออกจากบริเวณที่พระเจ้าทรงอวยพระพรนั่นคือประเทศจีน และอพยพเข้ามาอยู่ที่นี่ ที่ๆพระเจ้า “ทรงชักตัวของเองออกไปแล้ว” เราจะเห็นว่าจำนวนคนเป็นหมื่นคนในประเทศจีน - เข้าหาพระเยซูและพบกับความรอดด้วยน้ำตา แต่ก็เป็นที่เดียวคือประเทศจีนเท่านั้น! เราทราบว่ากลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดให้กับนักศึกษาชาวจีนที่มาอยู่ในอเมริกา

ดร.เคนเนท โคนโนลี่ คือนักศึกษาคนหนึ่งในประวัติศาสน์แห่งยุคที่มีการฟื้นฟู มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ ดร. โคนโนลี่ เขียนเอาไว้นั่นคือ “การเลือกมี” การฟื้นฟูอยู่บ่อยๆ ท่านหมายความว่าทางเดียวที่พวกเขาสามารถสัมผัสกับผู้คนได้ และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางหนุ่มสาวคนจีน ในประเทศจีนจะมีจำนวน 700 คนเข้ามาหาพระเยซูในทุกๆชั่วโมง – ทั้งวันทั้งคืน – ท่ามกลางการฟื้นฟูที่ยิ่งในยุคสมัยนี้ แต่เวลาที่นักศึกษาจีนเหล่านั้นมาอยู่ที่นี่กลับเงียบเหงาและมารับความรอดอย่างเชื่องชา! เราแถบไม่มเห็นนักศึกษาจีนเข้ามารับความรอดในคริสตจักรของเรา – ไม่มีแม้แต่คนเดียว!

เพราะพวกเขาออกจากบริเวณแห่งพระพรของพระเจ้าไปอยู่ในที่ๆตายแล้วในด้านจิตวิญญาณนั่นคือประเทศสหรัฐและยุโรป และจำนวนคนหนุ่มสาวจากชาติอื่นๆที่รับความรอดในอเมริกาและประเทศตะวันตกก็น้อยมาก ณ เวลาแห่งความชั่วนี้ เหตุผลหนึ่งเกิดจากหลักคำสอนเทียมเท็จที่เรียกว่า “การตักสินใจนิยม” ดร. ชาร์ลส์ โฮดจ์ พูดถึงจุดสอนที่ผิดของหลักคำสอนของ “การตักสินใจนิยม” ไว้ดังต่อไปนี้

ไม่มีหลักคำสอนใดๆที่ทำลายจิตวิญญาณเท่ากับหลักคำสอนที่สอนคนบาปสามารถสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ และกลับใจและเชื่อตามความพอพอใจของตัวเอง สำหรับคนที่นิยมและทำตามคำสอนเช่นนี้ไม่มีวันที่จะรับพระพรที่แท้จริง (Charles Hodge, Ph.D., Systematic Theology, Hendrickson Publishers, 1999 edition, volume II, p. 277)

ตอนนี้ให้หันกลับมาที่หน้าที่ของเรา คุณเห็นความขัดแย้งที่อยู่ในสองข้อนี้หรือเปล่า?

“แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยอห์น 5:40)

และ

“ไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะทรงชักนำให้เขามา” (ยอห์น 6:44)

ผมจะไม่พยายามทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องง่ายให้กับพวกคุณ เพราะคือความขัดแย้ง! ในความเป็นจริงแล้วคุณ ต้อง เข้า มาที่ พระคริสต์เพื่อที่จะรอด – แต่คุณจะ ไม่ สามารถ มา ที่พระองค์ได้จนกว่าพระบิดาจะชักนำคุณ แล้วจะชักนำคุณได้ที่ไหนล่ะ? นั่นคือในสถานการณ์หรือเงื่อนไขที่หลงหาย! นั่นหมายถึงการเป็นคนที่หลงหาย! คุณต้องเข้ามาที่พระคริสต์เพื่อรับความรอด - แต่คุณจะ ไม่ สามารถ มา ที่พระองค์ได้จนกว่าพระบิดาจะชักนำคุณ การกล่าวในที่นี่จึงดูขัดแย้ง! นั่นแสดงให้คุณเห็นว่าหลงหายหมายถึงอะไร! ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถรอดได้โดยการเรียนรู้อะไรบางอย่าง หรือทำอะไรบางโดยตัวคุณเอง ไม่มีวันที่คุณจะรอดได้ ดังอย่างที่ ดร. โฮดจ์ กล่าวเอาไว้ “สำหรับคนที่ทำตามหลักคำสอนใดหลักคำสอนหนึ่ง [ที่คุณสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างเพื่อที่จะรอด] สำหรับคนที่นิยมและทำตามคำสอนเช่นนี้ไม่มีวันที่จะรับพระพรที่แท้จริง”

คุณ ต้อง มาที่พระคริสต์ แต่คุณไม่สามารถมาที่พระคริสต์ด้วยตัวเองได้! นั่นแหละที่เรียกว่า “การบีบของพระกิตตคุณ” ผมหวังว่าคุณคงไม่คิดว่าตัวเองคือคนแรกที่ “ถูกบีบโดยพระกิตติคุณ” จอห์น บันเย็น (1628-1688) ถูกบบีบถึง 18 เดือน และชายหนุ่มอย่างสเปอร์เจียนใช้เวลาถึงเจ็ดปีเป็นอย่างน้อย คุณถูก “บีบ” ให้มาที่นี่โดยพระเจ้า “ฉันไม่สามารถ แต่ฉันต้อง” นั่นคือตำแหน่งของคุณ ส่วนพระเจ้าชักนำคุณด้วยเหตุและผล

คีมบีบเป็นอุปกรณ์ที่ติดอยู่กับโต๊ะ และเป็นอุปกรณ์คู่กับขากรรไกรเหล็กที่ใช้คันโยกหรือน็อต เป็นอุปกรณ์ที่ใช้บีบอะไรบางอย่างระหว่างโลหะสองชนิด “การบีบของพระกิตตุณ” ก็คือการที่พระเจ้าทรงบีบคุณระหว่าง “ฉันไม่สามารถ แต่ฉันต้อง” ถ้าความกดดันนี้กลายมาเป็นหรือทำให้คุณไม่อาจที่จะทนได้ ถึงตอนนั้นคุณก็ร้องออกมาว่า “โอ ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจจริง ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายแห่งความตายนี้ได้?” (โรม 7:24) ตอนที่คุณมามีความรู้สึกเช่นนี้คุณจะสามารถรับรู้ได้ว่า คุณไม่อาจรีรอที่จะร้องหาพระเยซู “พระองค์เจ้าค่ะ ช่วยข้าฯด้วย!” นั่นคือการกลับใจที่คนสมัยก่อนทำกัน นั่นคือการกลับใจของ ออกัสติน ลูเทอร์ เวสเลย์ และไวท์ฟิวล์ด อย่างที่คุณทำมาก่อนหน้านั้นอาจเป็นเพียงการกระทำดี และก็โง่เขลาเลวร้ายที่สุด แต่พระเจ้าก็บีบและชักนำคุณไปอีกทางหนึ่ง พระเจ้าทรงบีบน๊อตและขันให้แน่นมากยิ่งขึ้น คุณรู้สึกถึงแรงกดดันนั้นหรือไม่? คุณรู้สึกว่าถูกบีบหรือไม่?

คุณต้องมาที่พระคริสต์เพื่อจะได้มีชีวิต แต่คุณก็ไม่อาจสามารถมาที่พระองค์ด้วยพละกำลังของคุณเอง คุณต้อง – แต่คุณก็ไม่สามารถ! คุณหลงหาย! จงร้องหาพระเยซู! พระองค์เท่านั้นที่สามารถช่วยคุณได้! พระองค์เท่านั้นที่สามารถยกโทษบาปของคุณได้! พระองค์เท่านั้นที่สามารถประทานชีวิตนิรันดร์ให้คุณ พระองค์เท่านั้นที่จะสามารถช่วยคุณรอดจากการบีบของพระกิตติคุณ! จงร้องหาพระเยซู! และหมอบลงที่พระคุณของพระองค์! พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของคุณ พระองค์ได้เป็นขึ้นมาจากความตายและประทานชีวิตให้คุณ! ในค่ำคืนนี้ผมขอร้องคุณ – ให้จงมาที่พระเยซูและทำเดี๋ยวนี้! คือจงทุ่มตัวคุณล้มลงที่พระบุตรของพระเจ้า! โปรดฟัง ดร. อิสอัส วาทส์

คนที่ผิด คนอ่อนแอ และไร้ซึ่งการช่วยเหลือ
     ฉันได้ล้มลงที่พระหัตถ์ของพระคริสต์
พระองค์คือความแข็งแกร่งและความชอบธรรมของฉัน
     พระเยซูคือทุกอย่างที่ฉันต้องการ
(“How Sad Our State by Nature Is!” โดย Dr. Isaac Watts, 1674-1748;
           to the tune of “O Set Ye Open Unto Me”).

ถ้าคุณอยากคุยกับเราถึงการช่วยโดยพระเยซู ตอนนี้กรุณาลุกจากที่นั่งของท่านและเดินไปข้างหลังในห้องนมัสการนี้ ดร. คาเกนจะพาพวกท่านไปยังห้องอธิษฐานที่ๆจะสามารถพูดคุยและอธิษฐานเผื่อ ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นที่เพื่อจะได้รับความรอดในค่ำคืนนี้ อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: ยอห์น 5:31-40
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“Come Unto Me” (โดย Charles P. Jones, 1865-1949).


โครงร่างของ

OUTLINE