Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




แหล่งที่มาที่ทำให้พระคริสต์ได้รับเกียรติ

(บทเทศนาตอนที่ 14 อิสยาห์ 53)
THE SOURCE OF CHRIST’S GLORY
(SERMON NUMBER 14 ON ISAIAH 53)
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าวันที่ 21 เดือน เมษายน ค.ศ. 2013 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, April 21, 2013

“ฉะนี้เราจะแบ่งส่วนหนึ่งให้ท่านกับผู้ยิ่งใหญ่ และท่านจะแบ่งรางวัลกับคนแข็งแรง เพราะท่านเทจิตวิญญาณของท่านถึงความมรณา และถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด ท่านก็แบกบาปของคนเป็นอันมาก และทำการอ้อนวอนเพื่อผู้ละเมิด” (อิสยาห์ 53:12)


จอห์น เทรปป์เป็นนักเทศน์อยในยุคศตวรรคที่ 17 (1601-16669) สามารถพูดได้ว่าท่าน “เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ท่านมีชื่อเสียงคือหนังสืออรรถธิบาย เป็นหนังสือที่ [ใช้เป็นตัวอย่างได้อย่างดีให้กับเรา] ของการอธิบายพระคัมภีร์ ซึ่งมีเนื้อหาค่อนข้างจะให้ทั้งความขบขันและความรู้ทางวิชาการ” สเปอร์เจียนแนะนำเราให้ใช้หนังสือเล่มนี้ (Elgin S. Moyer, Ph.D., Who Was Who in Church History, Keats Publishing, 1974, p. 410) สเปอร์เจียนแนะนำเราให้ใช้หนังสือเล่มนี้ หนึ่งในนั้นได้กล่าวถึงอิสยาห์บทที่ห้าสิบสาม โดยที่เทรปป์กล่าวไว้ดังนี้

นี่คือพระคำที่ดีประเสริฐ ที่พวกอัครสาวกและนักประกาศได้เขียนเอาไว้ถึงความรอดของเรา ต่างก็ให้เกียรติให้กับพระธรรมอิสยาห์…และก็เป็นไปตามที่ผู้เผยพระวัจนะกล่าวเอาไว้โดยได้รับการทรงจากพระวิญญาณผู้ประเสริฐ เพราะได้กล่าวถึงพระเยซูคริสต์ไว้อย่างชัดเจนในสองประเด็นนี้นั่นคือความอัปยศอดสูและการได้รับเกียรติ ในขณะที่ [ผู้เขียน] พระคัมภีร์เดิมคนอื่นๆยืมความสว่างจาก [พระคัมภีร์ใหม่] พระธรรมบทนี้ก็ยืมแสงสว่างจากพระคัมภีร์ใหม่ในหลายที่ด้วยเช่นกัน (John Trapp, A Commentary on the Old and New Testaments, Transki Publications, 1997, volume III, page 410).

แน่นอนเนื้อหาในบทเทศนาของเราในเช่านี้นี้ก็ “ยืมแสงสว่าง”และสามารถทำให้เราความเข้าอย่างลึกซึ่งในเวลาที่อ่านพระคัมภีร์ใหม่ด้วยเช่นกัน เช่นแทนที่พระคัมภีร์ใหม่จะอธิบายถึงอิสยาห์ 53 แต่ในทางตรงกันข้ามอิสยาห์ 53 กลับอธิบายพระคัมภีร์ใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ดร. แจ็ค วารเรน์กล่าวถึงอิสยาห์บทที่ 53 ว่า “ในข้อสุดท้ายของ [อิสยาห์ 53] มีเนื้อหาที่สนใจที่เป็นการถวายเกิยรติแด่พระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงทุ่มเทจิตวิญญาณของพระองค์และเข้าร่วมกับคนละเมิดทั้งหลาย” (Jack Warren, D.D., Redemption in Isaiah 53, Baptist Evangel Publications, 2004, p. 31)

“ฉะนี้เราจะแบ่งส่วนหนึ่งให้ท่านกับผู้ยิ่งใหญ่ และท่านจะแบ่งรางวัลกับคนแข็งแรง เพราะท่านเทจิตวิญญาณของท่านถึงความมรณา และถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด ท่านก็แบกบาปของคนเป็นอันมาก และทำการอ้อนวอนเพื่อผู้ละเมิด” (อิสยาห์ 53:12)

ณ เวลานี้ และเช้านี้พระคริสต์ทรงพอพระทัยและมีความสุขกับรางวัลที่พระบิดาทรงประทานให้กับพระองค์ - “ฉะนี้เราจะแบ่งส่วนหนึ่งให้ท่านกับผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ผู้ใดในแผ่นดินสวรรค์ที่ปฏิเสธพระคริสต์ คนทั้งหลานที่นั่นได้รักบูชาและถวายเกียรติแด่พระองค์! สง่าราศีทั้งหลายได้แปล่งกระจายรอบพระองค์และพระที่นั่งที่เบื้องพระหัตถ์ขวาของพระบิดา พระคริสต์ทรงกระทำอะไรถึงได้รับเกียรตินี้? ทำไมตำแหน่งของพระองค์นั้นถึงทำให้ได้รับ “ส่วนแบ่งที่ยิ่งใหญ่นี้” และ…ถึงแบ่งรางวัลให้กับผู้แข็งแรงนี้ "? เราสามารถพบคำตอบจากสี่ประการดังต่อไปนี้

I. ประการที่หนึ่ง พระองค์เทจิตวิญญาณของพระองค์ถึงความมรณา

“เพราะท่านเทจิตวิญญาณของท่านถึงความมรณา…” (อิสยาห์ 53:12)

พระคริสต์มีเจตนาที่ทำอย่างนั้น พระองค์ทรงกระทำด้วยความคิดที่รอบคอบและอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่โดยอารมณ์ชั่ววุบ นั่นคือเจตนาที่เทพระวิญญาณของพระองค์ไปทีละนิด จนถึงจุดว่างเปล่าสุดท้ายและก็ร้องออกมาว่า

“พระองค์ตรัสว่าสำเร็จแล้วและทรงก้มพระเศียรลงปล่อยพระวิญญาณจิตออกไป” (ยอห์น 19:30).

โปรดจำเอาไว้ว่าพระองค์ทรงกระทำการนี้โดยความสมัครใจ พระองค์ตรัสว่า

“ด้วยเหตุนี้…เราสละชีวิตของเรา เพื่อจะรับชีวิตนั้นคืนมาอีก” (ยอห์น 10:17).

นั่นคือจุดที่สำคัญ เราต้องเข้าใจว่าพระคริสต์มิได้สิ้นพระชนม์โดยอุบัติเหตุ พระองค์มีเจนตนาที่เสด็จไปที่แดนมรณา พระองค์มีเจตนาประทานชีวิตของพระองค์เพื่อเป็นค่าไถ่โทษบาปของเรา“เพราะท่านเทจิตวิญญาณของท่านถึงความมรณา” บนไม้กางเขน ใช่ว่าพระองค์จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่เพราะคุณและผม – และเพื่อความรอดที่มอบให้กับคนที่ได้ไว้วางใจในพระองค์

จงวางใจในพระองค์และอย่าหันหลังกลับ จงเทจิตวิญญาณของคุณออกและวางใจในพระองค์ เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเทจิตวิญญาณของพระองค์จนถึงมรณาเพื่อคุณ จงเข้ามาพักในพระคริสต์และแล้วคุณจะเห็นว่าทำไมพระองค์ถึงได้สวมมงกุฏแห่งเกิยรติยศและด้วยสง่าราศี พระองค์ทรงอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับเกิตรติเพราะว่าพระองค์

“พระคริสต์เช่นกันก็ได้ทนทุกข์ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อพระองค์จะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า” (1 เปโตร 3:18).

พระองค์สิ้นพระชนม์ที่กางเขนที่ซึ่งนำความอัปยศอดสูมาสู่พระองค์ แต่ตอนนี้พระองค์ได้รับพระเกิยรติและสง่าราศี “ส่วนแบ่งที่ยิ่งใหญ่” และแบ่ง “รางวัลกับคนแข็งแรง” ที่พระเจ้าทรงมอบให้แด่พระองค์ “และเราจะมอบบรรดาประชาชาติให้เป็นมรดก [ของเจ้า] ตลอดทั้งแผ่นดินโลกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า” (สดุดี 2:8) พระเจ้าทรงตรัสว่า “เราจะให้เจ้าทรงครอบครอง และแข็งแรงต่อสู้กับวิญญาณชั่ว…นี่คือรางวาลที่ทรงมอบให้กับพระองค์ผู้ที่รับความอัปยศอดสู [อับอาย] (Trapp เล่มเดียวกัน)

“พระองค์ทรงปลดเทพผู้ครอบครองและศักดิเทพเสีย พระองค์ได้ทรงประจานเขาและชนะเขาโดยกางเขนนั้น” (โคโลสี 2:15).

“พลังแห่งความตาย” จงร้องเพลงนี้!

อำนาจแห่งความตายได้กระทำไว้อย่างเลวร้าย
   แต่พระคริสต์ทรงทำลายให้สิ้นสลายไป
จงร้องเพลงสรรเสริญมีสันติสุข ฮาเลลูยา!
   ฮาเลลูยา! ฮาเลลูยา! ฮาเลลูยา!
      (“The Strife is O’er” translated โดย Francis Pott, 1832-1909).

พระองค์ได้รับพระเกิยรติและสง่าราศีเพราะว่าพระองค์ทรงเทวิญญาณของพระองค์จนถึงมรณาเพื่อช่วยคนบาปให้รอด จงมาและวางใจในพระองค์! จงมาและวางใจพระองค์สิ้นสุดใจ มาและวางในพระองค์เดี๋ยวนี้!

II. ประการที่สอง พระองค์ทรงถูกนับร่วมกับคนบาป

“ฉะนี้เราจะแบ่งส่วนหนึ่งให้ท่านกับผู้ยิ่งใหญ่ และท่านจะแบ่งรางวัลกับคนแข็งแรง เพราะท่านเทจิตวิญญาณของท่านถึงความมรณา และถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด ท่านก็แบกบาปของคนเป็นอันมาก…” (อิสยาห์ 53:12).

พระองค์เสด็จจากสวรรค์มาอยู่ร่วมกับคนบาป จากพันธกิจที่พระองค์กระทำในโลกนี้ พระองค์ทรงอยู่ร่วมกับคนบาป และพระองค์คือบุคคลที่ถูกพวกฟารีสีจ้องทะลาย พวกเขาเรียกพระองค์ว่า

“เป็นมิตรสหายกับพวกคนเก็บภาษีและพวกคนบาป” (ลูกา 7:34).

. และ จากการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงถูกตึงท่ามกลางผู้ร้ายสองคน

“ถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด” (อิสยาห์ 53:12).

นั่นคือพระองค์ผู้ที่ “ถูกนับ” (หนังสือชื่อStrong) ร่วมกับเขาทั้งหลาย ใช่ว่าพระองค์ล่วงละเมิดใดๆ แต่พระองค์ทรงถูกตรึงร่วมกับคนร้าย” (Jamieson, Fausset and Brown, volume 2, p. 733) พระกิตติคุณมาระโกกล่าวว่า

“เขาเอาโจรสองคนตรึงไว้พร้อมกับพระองค์ ข้างขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง และข้างซ้ายอีกคนหนึ่งคำซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์แล้วนั้นจึงสำเร็จ คือที่ว่า ท่านถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด” (มาระโก 15:27-28).

ดร. ยังกล่าวว่า “คนเหล่านั้นใช่ว่าแต่คนบาปเท่านั้น แต่ยังเป็น “อัชญากร” ภาษากรีกเรียกว่า “อานามอส” หมายถึงบุคคลที่ทำผิดกฏหมายอย่างเปิดเผย นั่นแหละที่กล่าวว่าพระองค์ทรงถูกนับร่วมกับคนบาปที่เลวร้าย! บทเพลงรักของแอนนา วอเตอร์เมน กล่าวว่า

พระองค์ทรงช่วยคนบาปในท่ามกลางคุณ พระองค์ทรงช่วยคนเลวอย่างฉัน
   และฉันรู้ ใช่ ฉันรู้ พระโลหิตของพระองค์สามารถชำระคนบาป
และฉันรู้ ใช่ ฉันรู้ พระโลหิตของพระองค์สามารถชำระคนบาป
      (“Yes, I Know!” โดย Anna W. Waterman, 1920).

อย่างที่ในพระกิตติคุณกล่าวว่าหนึ่งในผู้ร้ายนั้นเชื่อในพระคริสต์และเขาก็ได้รับความรอด (ลูกา 23:39-43) ดร. จอห์น อาร์ ไรซ์ กล่าวว่า “หนึ่งในผู้ร้ายนั้นรอด เพื่อแสดงว่าคนบาปทั้งหมายยังไม่หมดหวังที่จะรอด…” (John R. Rice., D.D., The King of the Jews, Sword of the Lord, 1980 reprint, p. 475) ดร. แมคกี้ กล่าวว่า

อะไรคือความแตกต่างระหว่าง [ผู้ร้ายสองคนนี้]? ไม่มีเลย – คนทั้งสองคือผู้ร้าย แต่ความแตกต่างต่างอยู่ตรงที่คนหนึ่งเชื่อในพระคริสต์แต่อีกคนไม่ (J. Vernon McGee, Th.D., Thru the Bible, Thomas Nelson, 1983, volume IV, p. 354).

‘ท่านถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด” นี่แสดงว่าพระองค์ทรงทำโดยความสมัครใจ โดยการเข้าไปอยู่ร่วมกับคนบาปที่เลวร้าย คนบาปสามารถรับการช่วยกู้เพราะว่าพระองค์ถูกนับรวมกับพวกเขา แต่คุณต้องเชื่อในพระองค์เท่านั้นถึงจะรอด

พระองค์ทรงรับเกิยรติยศเพราะว่าพระองค์ถ่อมตนอยู่ร่วมกับคนบาป และบาปของพวกเขาตกลงที่พระองค์ เพราะพวกเขาจะได้รอด ดังนั้นพระองค์จึงได้รับเกิยรติยศเพราะว่า ‘ท่านถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด” “ฉันรู้. ร้องท่อนรับด้วยกัน!

และฉันรู้ว่า ใช่ ฉันรู้ พระโลหิตของพระองค์สามารถชำระคนบาป
และฉันรู้ว่า ใช่ ฉันรู้ พระโลหิตของพระองค์สามารถชำระคนบาป
(“Yes, I Know!” โดย Anna W. Waterman, 1920) .

III. ประการที่สาม พระองค์ทรงแบกบาปของคนเป็นอันมาก

ขอให้เรายืนขึ้นและอ่านข้อนี้ดังๆ และให้หยุดที่คำว่า “บาปของคนเป็นอันมาก”

“ฉะนี้เราจะแบ่งส่วนหนึ่งให้ท่านกับผู้ยิ่งใหญ่ และท่านจะแบ่งรางวัลกับคนแข็งแรง เพราะท่านเทจิตวิญญาณของท่านถึงความมรณา และถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด ท่านก็แบกบาปของคนเป็นอันมาก…” (อิสยาห์ 53:12)

พวกคุณนั่งได้

“ท่านก็แบกบาปของคนเป็นอันมาก” ดังอย่างที่อัครทูตเปโตรกล่าววไ

“พระองค์เองได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ที่ต้นไม้นั้น” (I เปโตร 2:24)

นี่คือความรอดที่ทำแทน คือพระคริสต์ทรงแบกบาปของคุณ “ไว้ในกายของพระองค์” ที่กางเขน พระองค์ทรงไถ่โทษบาปของคุณโดยการสิ้นพระชนม์ในแทนที่ของคุณ หากไม่มีการไถ่บาปผ่านการสิ้นพระชนม์แทนของพระคริสต์ก็จะไม่มีพระกิตติคุณ! การสิ้นพระชนม์ของพระองค์อย่างคนบาปคือหัวใจสำคัญในพระกิตติคุณ สเปอร์เจียนกล่าวไว้ว่า

ตอนนี้มีอยู่สามสิ่ง – ที่พระองค์ทรงเทวิญญาณของพระองค์จนถึงมรณา และแบกโทษของคนบาป นั่นคือพระองค์ทรงถูกนับรวมกับคนบาป และทรงยืนเคียงข้างกับคนบาป และต่อไปคือพระองค์ทรงแบกบาปของพวกเขา…ซึ่งไม่อาจทำอะไรให้กับพระองค์ แตทำพระองค์สามารถบาปที่ทำร้ายมนุษย์นั้น – สามสิ่งนี้คือเหตุผล [สำหรับ] องค์พระคริสต์ของเรา สามสิ่งนี้สำหรับพระเจ้าแล้ว ทรงแยกคนอ่อนแอออกจากคนที่แข็งแรง และแบ่งส่วนที่ยิ่งใหญ่นั้นให้กับพระองค์ (C. H. Spurgeon, The Metropolitan Tabernacle Pulpit, Pilgrim Publications, 1975 reprint, volume XXXV, หน้า 93).

“ใช่ ฉันรู้!” ร้องท่อนรับ!

และฉันรู้ ใช่ ฉันรู้ พระโลหิตของพระองค์สามารถชำระคนบาป
และฉันรู้ ใช่ ฉันรู้ พระโลหิตของพระองค์สามารถชำระคนบาป

IV. ประการที่สี่ พระองค์อ้อนวอนเพื่อผู้ละเมิด”

ข้อนี้ลงท้ายด้วยคำเหล่านี้

“และทำการอ้อนวอนเพื่อผู้ละเมิด”” (อิสยาห์ 53:12).

บนไม้กางเขน พระองค์ทรงอธิษฐานให้กับคนบาป ทำตัวเอง“ถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด” ตอนที่พระองค์ทรงร้องออกมา

“ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดอภัยโทษพวกเขา เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร” (ลูกา 23:34).

พระองค์ทรงอธิฐานให้กับคนบาปตอนที่พระองค์ถูกตรึงที่กางเขน

ในขณะนี้ในแผ่นดินสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน พระเยซูทรงอธิษฐานให้กับคนบาป

“เพราะว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์เพื่อเสนอความให้ [เรา]” (ฮีบรู 7:25).

พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนร่วมกับคนบาป ทุกวันนี้พระองค์ทรงนั่งที่พระเบื้องพระหัตถขวาของพระบิดาอยู่บนสวรรค์อธิษฐานให้กับคนบาป

โปรดจำเอาไว้ว่าในสี่ประการนี้คือเหตุที่แสดงว่าทำไมพระคริสต์ทรงถูกยกขึ้นและได้รับเกิยรติยศในพระหัตถ์ขวาของพระบิดา และในสี่เหตุผลนี้เชื่อมโยงกับการที่พระองค์ช่วยคนบาปให้รอด!

“และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลง ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน พระคริสต์ทรงได้รับการยกขึ้นอย่างสูง เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูงที่สุดด้วย และได้ทรงประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ เพื่อ หัวเข่าทุกหัวเข่า’ ในสวรรค์ก็ดี ที่แผ่นดินโลกก็ดี ใต้พื้นแผ่นดินโลกก็ดี จะต้องคุกกราบลง… ลิ้นทุกลิ้นจะยอมรับ’ ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า อันเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดา” (ฟิลิปปี 2:8-11).

และขอย้ำอีกว่า นั่นคือฤทธิ์อำนาจแห่งการช่วยกู้ของพระเยซู พระองค์จะไม่ช่วยคนที่คิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องรับการช่วยกู้ อย่างที่สเปอร์เจียนกล่าวเอาไว้

ถ้า [คุณ] ไม่มีบาปพระองค์ก็ไม่สามารถชำระ [คุณ] ออกจากมัน เป็นอย่างนั้นหรือไม่?...คุณคือคนที่ดีสุดๆ คนที่น่าชื่นชม คนที่ไม่เคยทำอะไรผิดเลยในชีวิต ถ้าเป็นเช่นนี้พระคริสต์จะมีความหมายอะไรให้กับคุณ? แน่นอนคุณเดินตามทางของคุณ และสามารถดูแลตัวเอง…อาย่ะ! ช่างโง่เขลาเสียเหลือเกิน…ถ้าคุณลองมองดูภายใน ใจของคุณ มันช่างสกปรกและดำเหมือนอย่างปล่องไฟที่ไม่เคยถูกทำความสะอาด ใจ [ของคุณ]มีแต่รอยด่างพร้อย โอ้ คุณควรมองเห็นสิ่งนี้ และเลิกเข้าข้างตัวเองว่าเป็นคนเลิศดีประเสริฐเสียเถิด [แต่] ถ้าคุณไม่มีบาป สำหรับคุณแล้วพระคริสต์ไม่มีความหมายเลย พระองค์ได้รับเกียรติเพราะอยู่ร่วมกับคนบาป ไม่ใช่คนที่หยิ่งผยองอย่างคุณ แต่คนบาปคนหนึ่งอย่างคุณ ที่ไม่ยอมจะ…สารภาพความผิดของตน กรุณาจำสี่ประการที่พระคริสต์ได้กระทำ พระองค์ทรงทำร่วมกับคนบาป เหตุที่พระองค์ทรงกระทำร่วมกับคนบาปเช่นนี้ทุกวันนี้พระองค์ถึงได้รับเกียรติยศและการสรรเสริญอย่างพระราชา…[ดังนั้น] เหตุอันใดถึงยากนักหนาที่ผม [ทำให้คุณ] เพื่อที่จะเข้ามาวางใจในพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้บังเกิดมาเป็นมนุษย์ ทรงหลั่งโลหิตและสิ้นพระชนม์เพราะความผิดของคุณ! ถ้าคุณวางใจในพระองค์ ไม่มีวันพระองค์ที่จะหลอกคุณ ตรงกันข้ามคุณจะได้รับความรอด และรอดไปชั่วนิรันดร์ (Spurgeon เล่มเดียวกัน หน้า 95)

อาเมน! “ใช่ ฉันรู้!” ร้องเพลงนี้อีกครั้งหนึ่ง!

และฉันรู้ ใช่ ฉันรู้ พระโลหิตของพระองค์สามารถชำระคนบาป
และฉันรู้ ใช่ ฉันรู้ พระโลหิตของพระองค์สามารถชำระคนบาป
(“Yes, I Know!” by Anna W. Waterman, 1920).

ถ้าคุณอยากจะคุยกับเราถึงการชำระบาปของคุณโดยพระเยซู กรุณาลุกจากที่นั่งของท่านเดินออกไปด้านหลังของห้องนมัสการนี้ ดร. คาเกน จะนำพวกคุณไปยังห้องที่เงีบยๆเพื่อพูดคุย ออกไปไวๆในขณะที่ท่าน กรีฟฟี่ ร้องเพลงนี้ในท่อนรับอีกครั้งหนึ่ง

และฉันรู้ ใช่ ฉันรู้ พระโลหิตของพระองค์สามารถชำระคนบาป
และฉันรู้ ใช่ ฉันรู้ พระโลหิตของพระองค์สามารถชำระคนบาป

ท่านลี กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ตอบสนองนี้ด้วย

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย ดร. กรีนตัน เอลล์ ชาน: อิสยาห์ 53:6-12
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“Yes, I Know!” (โดย Anna W. Waterman, 1920).


โครงร่างของ

แหล่งที่มาที่ทำให้พระคริสต์ได้รับเกียรติ

THE SOURCE OF CHRIST’S GLORY
(SERMON NUMBER 14 ON ISAIAH 53)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“ฉะนี้เราจะแบ่งส่วนหนึ่งให้ท่านกับผู้ยิ่งใหญ่ และท่านจะแบ่งรางวัลกับคนแข็งแรง เพราะท่านเทจิตวิญญาณของท่านถึงความมรณา และถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด ท่านก็แบกบาปของคนเป็นอันมาก และทำการอ้อนวอนเพื่อผู้ละเมิด” (อิสยาห์ 53:12) .

I.   ประการที่หนึ่ง พระองค์เทจิตวิญญาณของพระองค์ถึงความมรณาอิสยาห์ 53:12ก;
ยอห์น 19:30, 10:17; I เปโตร 3:18; สดุดี 2:8; โคโลสี 2:15.

II.  ประการที่สอง พระองค์ทรงถูกนับร่วมกับคนบาปอิสยาห์ 53:12ข; ลูกา 7:34;
มาระโก 15:27-28; ลูกา 23:39-43.

III. ประการที่สาม พระองค์ทรงแบกบาปของคนเป็นอันมาก อิสยาห์ 53:12ค;
1 เปโตร 2:24.

IV.  ประการที่สี่ พระองค์ถูกนับเข้ากับบรรดาผู้ละเมิด อิสยาห์ 53:12ง;
ลูกา 23:34; ฮีบรู 7:25; ฟีลิปปี 2:8-11.