Print Sermon

เป้าหมายของเว็ปไซต์นี้คือจัดเตรียมบทเทศนาที่เขียนจากต้นฉบับ และในรูปแบบวีดีโอให้กับผู้รับใช้ และมิชชั่นนารีที่ไปรับใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกที่สามที่ขาดแคลนพระคริสตธรรมหรือโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง และมากกว่า 221 ประเทศในแต่ละปี โปรดไปอ่านได้ที www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และหลังจากนั้นคนเหล่านั้นก็จะย้ายจากดู YouTube มาอ่านเว็บไซต์ของเรา YouTube นำคนมาที่เว็บไซต์ของเรา บทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 46 ภาษา และมีคนอ่านในคอมพิวเตอร์มากถึง 120,000 ทุก ๆ เดือน บทเทศนาต้นฉบับนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ อนุญาตให้นักเทศนาสามารถนำไปใช้เทศน์ได้ นอกจากนี้ยังมีในรูปแบบวีดีโอเป็นร้อย ๆ ซึ่งเทศน์โดย ดร. ไฮเมอร์ส และนักศึกษาของท่าน บทเทศนาต้นฉบับไม่สงวน แต่จะสงวนเฉพาะในรูปแบบวีดีโอ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




เหงื่อเลือด

THE BLOODY SWEAT
(Thai)

โดย ดร. ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ในนครลอสแอนเจลิส
ในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2016
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, March 6, 2016

“เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนักพระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่” (ลูกา 22:44)


บทเทศนานี้ดัดแปลงมาจากสองบทเทศนาของ ซี เอช สเปอร์เจียน นั่นคือ "ความทุกข์ทรมานในสวน" (18 ตุลาคม 1874) และ "การถูกตรึงที่กางเขน" (8 กุมภาพันธ์ 1863) ผมจะนำเทศนาสองบทนี้มากล่าวใหม่ให้พวกคุณ เนื้อหาในที่นี้ไม่ได้มาจากต้นฉบับ ผมจะเทศน์ในแบบคนสมัยใหม่ แต่ขอบอกว่าต้นฉบับของนักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านสเปอร์เจียน ท่านได้พยายามให้เราเห็นภาพการทนทุกข์ของพระคริสต์ในสวนเกทเสมเน และภาพนี้สามารถเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของคุณได้

คืนนั้นพระเยซูทรงรับประทานอาหารเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกากับเหล่าสาวก หลังจากนั้นพระองค์และพวกสาวกเดินก็ไปที่สวนเกทเสมเน ทำไมพระองค์ถึงจงใจเลือกไปทนทุกข์ที่นั่น? เพราะว่าอาดัมคนแรกเริ่มทำบาปในสวนที่เรียกว่าเอเดน ด้วยเหตุนี้พระองค์ที่เป็นอาดัมคนที่สองจึงใช้สวนนี้เพื่อนำเรากลับมาหาพระเจ้าอีกครั้งคือสวนเกทเสมเนหรือไม่?

พระคริสต์เคยมาอธิษฐานในสวนนี้บ่อยๆ และที่นี่ทำให้เราเห็นว่าความบาปของพวกเราเปลี่ยนพระองค์ให้กลายเป็นผู้ที่มีความทุกข์ นี่เคยเป็นที่ๆพระองค์เคยพบแต่สันติสุข แต่ตอนนี้กลายมาเป็นสวนที่มีความทุกข์มากที่สุด

หรือว่าสวนนี้อาจเป็นการเตือนพระองค์ถึงสถานที่ๆเคยมาอธิษฐาน เป็นสถานที่พระเจ้าเคยตอบคำอธิษฐาน พระองค์อาจอยากให้พระเจ้าทรงตอบอีกครั้งหนึ่ง ตอนเข้าสู่ทางแห่งความทุกข์นี้

อีกเหตุผลหนึ่งที่พระองค์ไปที่นี่ก็เพื่ออธิษฐานอย่างที่เคยทำเป็นประจำ ทุกคนรู้ดี ยอห์น บอกเราว่า “ยูดาสผู้ที่ทรยศพระองค์ก็รู้จักสวนนั้นด้วย เพราะว่าพระเยซูกับเหล่าสาวกของพระองค์เคยมาพบกันที่นั่นบ่อย ๆ” (ยอห์น 18:2)

พระเยซูจงใจไปยังสถานที่ๆพระองค์ทรงรู้ดีว่าพวกเขาจะมาจับกุมตัวพระองค์ได้ เมื่อเวลาแห่งการทรยศพระองค์มาถึง พระองค์จะ "เหมือนลูกแกะถูกนำไปฆ่า" (อิสยาห์ 53: 7) พระองค์ไม่ได้ซ่อนตัวจากทหารของมหาปุโรหิต พระองค์ไม่ได้หลบหนีเพื่อให้ต้องมีการตามล่าเหมือนขโมยหรือค้นหาโดยสายลับ แต่พระเยซูเสด็จเต็มพระทัยที่จะไปยังสถานที่แห่งนี้ เพื่อคนที่ทรยศสามารถมาหาพระองค์ได้อย่างง่ายดายและศัตรูของพระองค์สามารถจับกุมตัวพระองค์ได้

ตอนนี้ขอให้เราเข้าไปในสวนเกทเสมเนนี้ คืนนี้ช่างมืดและน่ากลัวเหลือเกิน แน่นอนเราสามารถพูดเหมือนยาโคบว่า "สถานที่แห่งนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!" (ปฐมกาล 28:17) ทรงนั่งสมาธิในสวนเกทเสมเน ให้เรานึกถึงการทนทุกข์ทรมานของพระคริสต์ แล้วผมจะพยายามตอบคำถามสามข้อเกี่ยวกับความเศร้าโศกของพระองค์ในสวนแห่งนี้

I. ข้อแรก อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พระคริสต์ต้องทนทุกข์ทรมานในสวนเกทเสมเน?

พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเยซู "ได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง เป็นคนที่รับความเศร้าโศกและคุ้นเคยกับความระทมทุกข์" (อิสยาห์ 53: 3) ในความเป็นจริงบุคลิกของพระองค์นั้นไม่ใช่ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า พระองค์มีสันติสุขอยู่ภายในตัวเอง พระองค์ตรัสว่า "สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น” (ยอห์น 14:27) ผมไม่คิดว่าผมเข้าใจผิดที่บอกว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ที่มีสันติสุขและมีความสุข

แต่ในสวนนี้เหมือนว่าทุกอย่างดูเปลี่ยนไป สันติสุขของพระองค์หายไป สันติสุขของพระองค์ดเปลี่ยนเป็นความเศร้าโศก ตอนที่ลงจากเนินเขาที่สูงชันและออกจากกรุงเยรูซาเล็มข้ามลำธารที่ชื่อขิดโรน ไปยังสวนเกทเสมเน สถานที่ๆพระผู้ช่วยเคยเข้าไปอธิษฐานอย่างมีความสุข (ยอห์น 15-17)

“เมื่อพระเยซูตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ได้เสด็จออกไปกับเหล่าสาวกของพระองค์ข้ามลำธารขิดโรน [Kēdron] ไปยังสวนแห่งหนึ่ง พระองค์เสด็จเข้าไปในสวนนั้นกับเหล่าสาวก” (ยอห์น 18:1)

ตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมาพระเยซูแทบจะไม่มีความรู้สึกว่าโศกเศร้าหรือหดหู่ใจ แต่ตอนนี้ และในสวนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด พระองค์ทรงกันแสง "ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด" (มัทธิว 26:39) ตลอดทั้งชีวิตของพระองค์ พระเยซูแทบจะไม่มีความเศร้าโศกหรือภาวะซึมเศร้าใด ๆ แต่ที่นี่ทรงถอนหายใจจนเหงื่อออกมาเป็นเลือดและตรัสว่า "ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย" (มัทธิว 26:38) เกิดอะไรให้กับพระองค์ พระเยซูเจ้าค่ะ ควรแล้วหรือที่จะต้องทรงทนทุกข์มากถึงขณะนี้?

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ความเศร้าโศกและความทุกข์นี้ไม่ได้เกิดจากความเจ็บปวดในฝ่ายร่างกายของพระองค์ เพราะพระเยซูไม่เคยบ่นมาก่อนว่ามีปัญหาทางฝ่ายร่างกาย พระองค์เคยเสียใจเป็นทุกข์ตอนเพื่อนรักของพระองค์อย่างลาซารัสเสียชีวิต ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ไม่เคยรู้สึกเศร้าหรือกลัวเมื่อถูกกล่าวหาว่าทรงขับผีออกได้โดยอำนาจของซาตาน ด้วยเหตุนี้ครั้งนี้น่าจะมีใครอยู่เบื้องหลัง ต้องมีอะไรบางอย่างที่มากไปกว่าแค่ความเจ็บปวดและมากกว่าความกลัว ตอนนี้ต้องมีสิ่งที่ทำให้พระผู้ช่วยให้รอด "โศกเศร้าและหนักพระทัยยิ่งนัก" (มัทธิว 26:37)

คุณอาจคิดว่าเพราะกลัวเสียชีวิต และกลัวถูกตรึงบนไม้กางเขน? เราเห็นว่ามีหลาคนยอมเสียชีวิตอย่างกล้าหาญเพราะความเชื่อของพวกเขา หากคิดเช่นนี้จึงไม่เป็นการถวายเกียรติแด่พระคริสต์เลย เพราะไปคิดว่าพระองค์มีความกล้าหาญน้อยกว่าคนเหล่านั้น อย่าเอาความกลัวของพระองค์ไปเทียบกับคนที่เสียสละชีวิตเพราะความเชื่อ! นอกจากนี้พระคัมภีร์ยังกล่าวว่า "หมายเอาพระเยซูเป็นผู้ริเริ่มความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสำเร็จ เพราะเห็นแก่ความยินดีที่มีอยู่ตรงหน้านั้น พระองค์ได้ทรงทนเอากางเขน ทรงถือว่าความละอาย... " (ฮีบรู 12: 2) ไม่มีใครสามารถทนความเจ็บปวดถึงขั้นเสียชีวิตไปกว่าพระเยซูอีก นี่ไม่ใชเหตุผลความทุกข์ทรมานของพระองค์ในสวน

นอกจากนี้ผมไม่เชื่อว่าความทุกข์ทรมานในสวนแห่งนี้ จะเกิดจากการโจมตีที่ร้ายแรงจากซาตาน เพราเว่าการทำพันธกิจในตอนต้นของพระคริสต์นั้น ก็เคยเผชิญกับความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับซาตานมาแล้วในถิ่นทุรกันดาร เราไม่พบว่าพระเยซู "ทรงทุกข์ทรมาน" ในถิ่นทุรกันดาร การทดลองในถิ่นทุรกันดารนั้นไม่มีอะไรที่ต้องหนักพระทัย และถึงขั้นเหงื่อออกมาเป็นเลือดเหมือนในเกทเสมเน ตอนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนเผชิญหน้ากับซาตาน พระองค์ไม่ได้เปล่งเสียงร้องไห้และจนน้ำตาตกลงสู่พื้นและต้องร้องอ้อนวอนขอพระบิดาให้ช่วย ที่นี่ซาตานทดลองพระคริสต์เป็นเรื่องที่ง่ายมาก แต่ความทุกข์ทรมานในเกทเสมเนนี้ได้รับเจ็บปวดในด้านจิตวิญญาณจนเกือบจะสิ้นพระชนม์

อะไรคือสาเหตุแห่งความทุกข์ทรมานของพระองค์? นี่เป็นเพราะพระเจ้าทรงพาพระองค์ให้ไปเผชิญกับความเศร้าโศกใหญ่หลวงเพื่อพวกเรา ตอนนี้พระเยซูได้รับถ้วยบางอย่างจากพระหัตถ์ของพระบิดา จนเป็นเหตุให้พระองค์ทรงกลัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณสามารถมั่นใจได้เลยว่าความกลัวครั้งนี้มันมากกว่าความเจ็บปวดทางฝ่ายร่างกาย มันเลวร้ายยิ่งกว่าแค่มีคนโกรธพระองค์ - ถึงกระนั้นก็ตามพระองค์ก็ไม่ได้หันไปไหน มันน่ากลัวมากกว่าการทดลองโดยซาตาน - เป็นอะไรที่ไม่เคยเอาชนะมาก่อน มันน่ากลัวอย่างไม่เคยพบเจอมาก่อน - ซึ่งมาจากพระเจ้าพระบิดา

นี่สามารถขจัดทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานให้กับพระองค์ได้แล้ว:

“พระเยโฮวาห์ทรงวางลงบนท่านซึ่งความชั่วช้าของเราทุกคน” (อิสยาห์ 53:6)

ตอนนี้พระองค์ทรงแบกความสาปแช่งที่ควรจะตกให้กับคนบาป พระองค์ทรงยืนและได้รับความทุกข์แทนที่ของคนบาป นั่นคือความลับของความเจ็บปวดทั้งหมดเท่าที่ผมจะสามารถอธิบายได้ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะเข้าใจได้ทั้งหมดถึงความทุกข์ทรมานครั้งนี้ได้

พระเจ้าพระบิดาและพระเจ้าเท่านั้น
เท่าที่ทรางทั้งหมดนี้คือความทุกข์ของพระองค์
(“Thine Unknown Sufferings” by Joseph Hart, 1712-1768)

พระเมษโปดกของพระเจ้าทรงแบกบาปของมนุษยชาติในพระวรกายของพระองค์ และน้ำหนักบาปของเราหนักอยู่ในจิตวิญญาณของพระองค์

“พระองค์เองได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ที่ต้นไม้นั้น เพื่อว่าเราทั้งหลายซึ่งตายจากบาปแล้ว จะได้ดำเนินชีวิตตามความชอบธรรม ด้วยรอยเฆี่ยนของพระองค์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้หาย” (1 เปโตร 2:24)

ผมเชื่อว่าในสวนเกทเมเนนี้บาปทั้งหมดของเราถูกวางไว้ "ในร่างกายของพระองค์เอง" และพระองค์ก็ทรงแบกบาปของเราที่ไม้กางเขนในเช้าวันถัดไป

ในสวนนี้พระคริสต์ทรงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการแบกบาป พระองค์ทรงกลายเป็นแพะรับบาป แบกบาปของคนอิสราเอลอยู่บนศีรษะของพระองค์และนั่นคือพระพิโรธของพระเจ้า ตอนนี้ คุณเห็นแล้วหรือยังว่าทำไมพระคริสต์ถึงหวั่งวิตกมากขณะนี้? มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากให้กับพระคริสต์ ที่จะต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในฐานะคนบาปเหมือนเรา – ตามที่ลูเทอร์ได้กล่าวว่าให้มองไปที่พระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นคนบาปหนาที่สุดในโลก ตอนนี้พระองค์กลายเป็นจุดศูนย์กลางแห่งการแก้แค้นและการพิพากษาโดยพระเจ้า พระองค์ทรงแบกการพิพากษานี้ไว้ที่พระองค์เองแทนที่ควรจะตกให้กับคนบาป การอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มันน่ากลัวมากให้กับพระคริสต์

การลงโทษบาปนี้เริ่มตกอยู่กับพระองค์ในสวน หนึ่ง บาปนี้ตกลงบนพระองค์ หลังจากนั้นก็ลงโทษบาปนี้ นั่นจึงไม่ใช่ความทุกข์ทรมานแบบเล็กๆ เพื่อชดใช้ให้กับความยุติธรรมของพระเจ้าเพราะความผิดบาปของมนุษย์ ผมไม่เคยกลัวที่จะกล่าวถึงการทนทุกข์ของพระเจ้า ทั้งนรกถูกเทลงในถ้วยให้พระองค์ดื่ม

วิบัติที่ตกมาเหนือจิตวิญญาณพระผู้ช่วยให้รอดนั้น สร้างความปวดร้าวอย่างใหญ่หลวงเหมือนมหาสมุทรอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ นั่นคือการเสียสละพระองค์เองโดยการสิ้นพระชนม์ ผมสามารถพูดได้ว่านั่นเป็นเพราะบาปหนาของมนุษย์ที่กดทับพระคริสต์ และบัพติศมาพระองค์ด้วยโลหิต ปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนกับเป็นคนบาป และลงโทษเหมือนเป็นคนบาปแม้ว่าพระองค์จะไม่เคยทำบาปก็ตาม - นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้พระองค์ทรงทุกข์ทรมานอย่างที่พระคัมภีร์ข้อนี้กล่าวเอาไว้

“เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนักพระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่” (ลูกา 22:44)

ตอนนี้ให้เราไปที่คำถามต่อไป

II. ข้อสอง เหงื่อโลหิตของพระคริสต์หมายความว่าอะไร?

เอลลิคอบอกเราว่าความจริงเหงื่อที่ไหลออกมาเป็นเลือดนี้ "หากเป็นมุมมองแบบทั่วไป" (Charles John Ellicott, Commentary on the Whole Bible, volume VI, p. 351) ท่านชี้ให้เห็นว่า "คำว่าเหงื่อเลือด หากเป็น '[คือ] แนวคิดของอริสโตเติลนี่เป็นอาการของคนที่อ่อนเพลียอย่างมากๆ" (อ้างอิง) ส่วนในมุงมองของออกัสตินจนถึงปัจจุบัน คนส่วนใหญ่เห็นว่า "เป็นไปตามนั้น" นั่นความหมายว่านั่นเป็นเลือดที่ไหลออกมาจริงๆ เราก็เชื่อว่านั่นเป็นโลหิตของพระเยซูคริสต์จริงๆ และในประวัติศาสตร์ความเห็นนี้ค่อนข้างได้รับการเห็นชอบ ในหนังสือยาแผนโบราณของกาเลนและบางส่วนในปัจจุบันนี้ ได้บันทึกไว้ว่าคนที่อ่อนเพลียเป็นเวลายาวนานจะมีเหงื่อออกเป็นเลือด

แต่ในกรณีของพระคริสต์เหงื่อเลือดนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ พระองค์ไม่เพียงแต่มีเหงื่อออกเป็นเลือด แต่เป็นเม็ดหยดใหญ่หรือ "ก้อน" ใหญ่ นี่ยังไม่ได้เห็นที่ไหนมาก่อน บางคนที่เจ็บป่วยอาจมีเหงื่อออกมาเป็นเลือด แต่ไม่เคยมีแบบเป็นหยดใหญ่ ส่วนของพระเยซูนอกจากนี้ยังบอกให้เรารู้ว่าหยดเลือดใหญ่นี้ไม่ได้ซึมผ่านเสื้อผ้าของพระองค์ แต่ "ไหลลงสู่พื้นดิน" มีแต่พระคริสต์เดียวเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ตามประวัติศาสตร์แห่งการแพทย์ พระองค์ทรงเป็นคนที่มีสุขภาพดี อายุก็แค่สามสิบสามปี แต่นี่เป็นความทุกข์ทางจิตใจที่เกิดจากภาระหนักของบาป ร่างกายที่แข็งแรงของพระองค์ต้องมีเหงื่อไหลออกมาเป็นหยดเลือดเม็ดใหญ่ไหลลงสู่พื้นดิน นี่แสดงถึงความหนักแห่งบาปของเราที่ตกลงที่พระองค์ ทำให้พระองค์ฟกช้ำจนกระทั่งเหงื่อเลือดไหลออกจากผิวหนัง

นี่เป็นการยอมทนทุกข์ของพระองค์ เลือดไหลออกมาโดยที่ไม่ถูกมีดบาดใดๆ ทางการแพทย์บอกเราว่ายามที่คนๆหนึ่งได้รับความทุกข์อย่างแสนสาหัสหน้าซีดเวลานั้นเลือกจะไหลสู่หัวใจ เลือดไหลภายด้านใน ในส่วนของพระผู้ช่วยให้รอดของเราเวลาที่ได้รับความทุกข์ทรมาน พระองค์ทรงลืมแม้แต่ตัวเอง โลหิตของพระองค์แทนที่จะไหลอยู่ภายในเพื่อบำรุงรักษา แต่กลับผลักดันโลหิตนั้นไหลออกมาด้านนอกจนตกอยู่บนพื้นดิน พระโลหิตของพระองค์กระจายไปทั่วโลก ซึ่งเป็นภาพที่สมบูรณ์เพื่อแสดงว่าความรอดนำไปสู่มนุษย์ทุกคนในโลก เหมือนอย่างเลือดที่ไหลออกมาจากผิวของพระองค์อย่างอิสระ เพื่อให้คุณสามารถล้างบาปและวางใจพระเยซูได้

“เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนักพระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่” (ลูกา 22:44)

การที่เหงื่อไหลออกมาเป็นเลือดนั้นคือแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดในฝ่ายจิตใจ ปวดใจคืออาการป่วยที่หนักที่สุด ความโศกเศร้าและความกังวลเป็นอาการเสียใจอย่างมาก คนที่มีอาการของความกังวลเช่นนี้ถึงจะสามารถบอกคุณได้ดี เราอ่านในมัทธิวจะพบว่า “ทรงเป็นทุกข์มากนัก” (มัทธว 26:37) “มากนัก” - มีความหมายอยู่ในตัวอย่างสมบูรณ์ เป็นการอธิบายถึงจิตใจที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก อาจไม่รวมความคิดอื่นๆ สถานะของพระองค์คือแบกบาปที่ทำให้พระองค์สูญเสีบทุกอย่าง พระองค์ไปมาท่ามกลางแห่งความเศร้าโศก “เราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี คือพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ” (อิสยาห์ 53:4) “ท่านจะเห็นความทุกข์ลำบากแห่งจิตวิญญาณของท่าน และจะพอใจ” (อิสยาห์ 53:11)

เหมือนใจของพระองค์หล่นออกจากตัวเอง พระองค์เต็มไปด้วยความกลัวและ ตกตะลึง พระองค์ “เป็นทุกข์มากนัก” นักวิชาการอย่าง โทมัส กูดวิน กล่าวว่า “คำนี้ชี้ถึงความล้มเหลว บกพร่อง และจิตวิญญาณที่แตกสลาย ซึ่งมักจะเกิดให้กีบคนที่เจ็บป่วยและเป็นลม” โรคนี้เรียกว่าอีปาโฟรดีตัส ซึ่งสามารถทำให้เสียชีวิตได้ ของพระคริสต์ก็ใช้คำเดียวนี้ เราเห็นถึงอาการปวดใจของพระคริสต์จนสลบ เหงื่อไหลออกมามากมาย อากาศหนาวแต่พระองค์ต้องเหงื่อออกเพราะร่างกายที่อ่อนเพลีย แต่โลหิตของพระองค์เกิดจากความเจ็บปวดภายในที่สภาพจิตใจตายไปแล้ว เพาะน้ำหนักบาปของเรา พระองค์คือทนทุกข์ในฝ่ายจิตใจ และภายในนั้นแตกสลายไปหมดจนไม่มีชิ้นดีมาพร้อมกับเหงื่อที่ไหลออกมาเป็นเลือดท่วมร่างกายของพระองค์ พระองค์ “เป็นทุกข์มากนัก”

พระกิตติคุณมาระโกบอกเราว่า “วิตกยิ่งและหนักพระทัยนัก” (มาระโก 14:33) ในภาษากรีกหมายถึง เกิดความแปลกประหลาดให้กับพระองค์เป็นอย่างมาก เหมือนกับคนที่ผมตั้งขึ้นเพราะความกลัว เหมือนโมเสสรับบัญญัติด้วยความกลัวและตัวสั่น พระเยซูของเราก็เป็นเช่นนี้ เพราะแบกรับบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์

เป็นครั้งแรกที่พระองค์เศร้าโศก เมื่อความกังวลหนักตกอยู่กับพระองค์ “วิตกยิ่งและหนักพระทัยนัก” พระองค์สั่นกลัวยิ่งนัก ในเวลาที่ทรงแบกบาปของเราอยู่ต่อหน้าพระพักต์พระเจ้า พระเจ้าทอดพระเนตรพระองค์ในฐานะที่เป็นตัวแทนของคนบาป ความบริสุทธิ์ ความอ่อนโยน ความรักถูกทำลายทำให้พระเจ้าทรงลืมและทอดทิ้ง พระเยซูจึง “วิตกยิ่งและหนักพระทัยนัก”

พระคัมภีร์บอกเราเพิ่มว่า “ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่กับเราที่นี่เถิด” (มัทธิว 26:38) ในภาษกรีกใช้คำว่า “perilupos” หมายถึงครอบคลุมไปรอบ ๆ ด้วยความเศร้าโศก ในความทุกข์ทรมานสามัญทั่วไปแล้วจะมีช่องโหว่บางส่วนที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ยังหวังที่จะหาที่หลบพักได้ โดยทั่วไปเราสามารถเตือนผู้ที่เผชิญปัญหาว่ากรณีของพวกเขาอาจจะเลวร้ายมากขึ้น แต่ในกรณีของพระเยซูมันเลวร้ายมากจนไม่อาจจินตนาการได้ พระองค์สามารถตรัสเหมือนกับดาวิดว่า "ความเจ็บปวดแห่งนรกจับข้าพเจ้าไว้" (สดุดี 116: 3) คลื่นทั้งหมดของพระเจ้าท่วมอยู่เหนือพระองค์ ข้างพระองค์ อยู่ใต้พระองค์ รอบ ๆ พระองค์ ภายในทั้งหมดเต็มด้วยความเจ็บปวดอย่างไม่มีทางหลบหนีได้ ไม่มีความเศร้าโศกที่ไหนจะมากเหมือนของพระคริสต์ และพระองค์ตรัสว่า "จิตวิญญาณของเราเป็นทุกข์" ห้อมล้อมไปด้วยความเศร้าโศก "ถึงตาย" – ถึงขั้นจะสิ้นพระชนม์ทั่นั่น!

พระองค์ไม่ได้สิ้นพระชนม์ในสวนเกทเสมเน แต่ทรงทนทุกข์ทรมานถึงขณะเกือบจะสิ้นพระชนม์ ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของพระองค์อาจสิ้นพระชนม์ได้ - และแล้วก็หยุดชั่วคราว

ผมไม่แปลกใจเลยที่ความเจ็บปวดภายในนั้นทำให้เหงื่อของพระเป็นเจ้าของเราหยดลงมาเป็นเลือด ผมสามารถอธิบายให้ชัดเจนเท่าที่มุมมองของมนุษย์คนหนึ่งสามารถจะทำได้

พระเจ้าพระบิดาและพระเจ้าเท่านั้น
เท่าที่ทราบทั้งหมดนี้คือความทุกข์ของพระองค์

“เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนักพระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่” (ลูกา 22:44)

III. ข้อสาม ทำไมพระคริสต์ต้องผ่านสิ่งเหล่านี้?

ผมแน่ใจว่าหลาย ๆ คนสงสัยว่าทำไมพระคริสต์จะต้องผ่านความทุกข์ทรมานดังกล่าวและจนเหงื่อหยดออกมาเป็นเลือด พวกเขาอาจจะพูดว่า "ฉันรู้ว่าพระองค์เดินผ่านไปทางนั้น แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์ถึงต้องผ่านไป" ผมจะให้หกเหตุผลที่พระเยซูจะต้องผ่านประสบการณ์นี้ในสวนเกทเสมเน

1. หนึ่ง เพื่อแสดงให้เราว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ที่แท้จริง อย่าคิดว่าพระองค์เป็นเพียงพระเจ้าเท่านั้น แต่ให้คิดว่าพระองค์ทรงมีเนื้อหนังคล้ายคุณ มีกระดูกเหมือนกระดูกของคุณ มีเนื้อคล้าวเนื้อของคุณ พระองค์ทรงรักคุณ! พระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานแบกเขาได้รับภาระกับภาระทั้งหมดของคุณ ไม่เคยมีอะไรที่เกิดขึ้นให้กับคุณโดยที่พระเยซูไม่เข้าใจ นั่นคือเหตุผลที่พระองค์สามารถทรงนำคุณผ่านการทดลอง ขอให้เอาพระเยซูเป็นเพื่อนของคุณ พระองค์จะนำคุณผ่านทุกปัญหาในชีวิต

2. สอง เป็นตัวอย่างให้เรา อัครสาวกเปโตรกล่าวว่า “พระคริสต์ได้ทรงรับทนทุกข์ทรมานเพื่อเราทั้งหลาย ให้เป็นแบบอย่างแก่เรา เพื่อท่านจะได้ตามรอยพระบาทของพระองค์” (1 เปโตร 2:21) ผมไม่เห็นด้วยกับนักเทศน์ที่สอนว่าชีวิตของคริสเตียนนั้นง่ายมาก! อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “แท้จริงทุกคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง” (2 ทิโมธี 3:12) ท่านยังกล่าวต่อว่า “ฉะนั้นท่านจงทนการยากลำบากดุจทหารที่ดีของพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 2:3) อาจารย์กล่าวอย่างนั้นให้กับนักเทศน์คนหนึ่ง พันธกิจนั้นเป็นงานยาก คยส่วนมากทำไม่ได้ ตาม จอร์ด บาร์นา ในทุกวันนี้มีศิษยาภิบาล 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ลาออกจากการรับใช้ เป็นงานที่ถูกเรียกให้ทำและยากลำบากมากที่สุดในโลก ไม่มีใคนทำได้หากไม่ใช่ทหารของพระคริสต์! ไม่ใช่ผู้รับใช้เท่านั้น แต่คริสเตียนที่ดีทุกที่รับใช้พระเจ้านั้นต่างก็พบกับความยากลำบาก พระคัมภีร์กล่าวว่า “เราทั้งหลายจำต้องทนความยากลำบากมากจนกว่าจะได้เข้าในอาณาจักรของพระเจ้า” (กิจการ 14:22) ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำพูดของ ดร. จอห์น ซาง ที่ว่า “ไม่มีกางเขน - ไม่มีมงกุฏ”

3. สาม การทนทุกข์ของพระคริสต์ในสวนเกทเสมเนนั้นแสดงถึงความโหดร้ายของบาป คุณคือคนบาป แต่ไม่ใช่พระคริสต์ โอ้คนบาป บาปของท่านนั้นช่างน่ากลัวเหลือเกิน เป็นเหตุให้พระคริสต์ต้องเจ็บปวด บาปของเราทำให้เหงื่อของพระองค์ไหลออกมาเป็นเลือด

4. สี่ กาเดินทางของพระองค์เข้าไปในสวนนั้นแสดงถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา พระองคทรงแบกบาปที่ในกลัวแทนทร่ของเรา เราเป็นหนี้พระองค์ในทุกอย่างที่ต้องทนทุกข์แทนที่ของเรา ชดใช้ค่าบาปของเรา เราควรรักพระองค์ให้มาก

5. ห้า ให้มองพระองค์ที่อยู่ในสวนนั้น และให้เรียนรู้ถึงการเต็มชดใช้บาปของเรา ฉันสกปรกมาก จะยืยอยู่ต่อหน้าพระพักต์อย่างไร ฉันรู้สึกว่าสนควรทถูกทิ้งลงไปในนรกเสียมากกว่า แต่เวลาที่ฉันเข้าไปในสวนนั้นและมองไปที่ใต้ต้นมะกอก ฉันได้เห็นพระผู้ช่วยให้รอด ใช่ฉันเห็นพระองค์ทรงคุกเข่าลง และได้ยินพระองค์ทรงสะอื้อ ฉันมองไปรอบๆบริเวณพระองค์ เห็นเลือดของพระองค์แดงไปทั่ว ที่ใบหน้าของพระองค์นั้นมีหยดเหงื่อเป็นเลือด ฉันเลยพูดกับพระองค์ว่า “พระผู้ช่วยให้รอดเกิดอะไรขึ้นให้กับพระองค์” แล้วฉันก็ได้ยินเสียงพระองค์ตรัสว่า เราทนทุกข์เพราะบาปของเจ้า” เราฉันถึงมาทราบว่าพระเจ้าทรงอภัยบาปของฉันทางกาทรงสละของพระองค์ จงมาที่พระคริสต์และเชื่อใสพระองค์ บาปของคุณจะได้รับกาอภับในโลหิตของพระองค์

6. หก ลองนึกถึงความโหดร้ายของการพิพากษาบรรดาผู้ที่ปฏิเสธการชดใช้โดยโลหิตของพระองค์เลือดนี้ ลองคิดดูถ้าคุณปฏิเสธพระองค์ วันหนึ่งจะต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าผู้บริสุทธิ์เพื่อพิพากษาความผิดของคุณ ผมจะบอกคุณด้วยใจที่เป็นห่วงว่า อะไรจะเกิดขึ้นให้กับคุณถ้าคุณปฏิเสธพระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูไม่ใช่อยู่ในสวนนั้น แต่ในเตียงนอน คุณจะประหลาดใจที่ชนะความตาย คุณจะตายและจิตวิญญาณของคุณจะถูกนำไปพิพากษาและส่งไปยังนรก ขอให้สวนเกทเสมเนเตือนคุณ ให้น้ำตาและเหงื่อเลือดนั้นทำให้คุณกลับใจจากบาปและมาเชื่อในพระเยซู มาหาพระองค์ เชื่อพระองค์ พระองค์ได้ได้เป็นขึ้นมาจากความตายและมีชีวิตอยู่ ประทับอยู่ที่ด้านพระหัตถ์ขวาของพระเจ้าในสวรรค์ มาพระองค์เดียวนี้ และรับการอภัยก่อนที่จะสายเกินไป อาเมน

หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดยท่าน อาเบล บรูดโฮมมี: ลูกา 22:39-44
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดยท่าน เบนจามิน คินเคด กรีฟีท:
“Thine Unknown Sufferings” (by Joseph Hart, 1712-1768).


โครงร่างของ

เหงื่อเลือด

THE BLOODY SWEAT

โดย ดร. ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนักพระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่” (ลูกา 22:44).

(ยอห์น 18:2; อิสยาห์ 53:7; ปฐมกาล 28:17)

I. ข้อแรก อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พระคริสต์ต้องทนทุกข์ทรมานในสวนเกทเสมเน? อิสยาห์ 53:3;
ยอห์น 14:27; 18:1; มัทธิว 26:39, 38, 37;
ฮีบรู 12:2; อิสยาห์ 53:6; 1 เปโตร 2:24; ลูกา 22:44.

II. ข้อสอง เหงื่อโลหิตของพระคริสต์หมายความว่าอะไร?
ลูกา 22:44; มัทธิว 26:37; อิสยาห์ 53:4, 11;
มาระโก 14:33; มัทธิว 26:38; สดุดี 116:3; ลูกา 22:44.

III. ข้อสาม ทำไมพระคริสต์ต้องผ่านสิ่งเหล่านี้?
1 เปโตร 2:21; 2 ทิโมธี 3:12; 2:3; กิจการ 14:22.