Print Sermon

เป้าหมายของเวปไซต์นี้คือจัดเตรียมบทเทศนาที่เขียนจากต้นฉบับ และในรูปแบบวีดีโอให้กับผู้รับใช้ และมิชชั่นนารีที่ไปรับใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกที่สามที่ขาดแคลนพระคริสตธรรมหรือโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 221 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 39 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




การทรยศและการจับกุมพระเยซู

THE BETRAYAL AND ARREST OF CHRIST
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์เทเบอร์นาเคลในนครลอสแอนเจลิส
ช่วงเย็นวันของพระเป็นเจ้า 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, February 25, 2018

“ท่านคิดว่าเราจะอธิษฐานขอพระบิดาของเรา และในบัดเดี๋ยวนั้นพระองค์จะทรงประทานทูตสวรรค์แก่เรากว่าสิบสองกองไม่ได้หรือ?” (มัทธิว 26:53)


ตอนที่พระเยซูอธิษฐานครั้งที่สามในสวนเกทเสทมเนนั้น พระองค์ก็เสด็จมาหาพวกสาวกที่กำลังกลับอยู่ได้ทรงตรัสว่า

“ลุกขึ้นไปกันเถิด ดูเถิด ผู้ที่จะทรยศเรามาใกล้แล้ว” (มัทธิว 26:46)

ในคืนวันนั้นมีประชาชนพร้อมกับทหาร 300 นายเข้ามาในสวนนั้น

“…พวกทหารกับเจ้าหน้าที่ [มา จากพวกปุโรหิตใหญ่และพวกฟาริสี ถือโคมถือไต้และเครื่องอาวุธไปที่นั่น” (ยอห์น 18:3)

ยูดาสได้นำคนเหล่านั้นมาเพราะว่าเขา

“ยูดาสผู้ที่ทรยศพระองค์ก็รู้จักสวนนั้นด้วย เพราะว่าพระเยซูกับเหล่าสาวกของพระองค์เคยมาพบกันที่นั่นบ่อย ๆ” (ยอห์น 18:2)

ยูดาสจึงมาหาพระเยซูและจุบพระองค์ และบ่งบอกพวกทหารวึคนนี้คือพระเยซูเสด็จ เขาทรยศต่อพระเยซูคริสต์ด้วยการจูบ

พระเยซูตรัสกับเหล่าทหารว่า "ท่านกำลังหาอะไร" เขาทูลตอบว่า "พระเยซูชาวนาซาเร็ธ" พระเยซูตรัสว่า "เราเป็นผู้นั้น" ในขณะนั้นเขาทั้งหลายก็ล้มลงกับพื้นเมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้น นี่เป็นเพราะฤทธิ์เดชของพระองค์ในฐานะพระบุตร พระเยซูจึงตรัสว่า "เราบอกท่านว่าเราเป็นผู้นั้น ถ้าเจ้าแสวงหาเราจงไปเถอะ" (ยอห์น 18: 8)

ในขณะนั้นเปโตรลุกขึ้นดึงดาบออกจะทำร้าย และในขณะนั้นเขาได้ตัดหูข้างขวาทหารของพวกมหาปุโรหิต แล้วพระเยซูตรัสกับเปโตร

““จงเอาดาบของท่านใส่ฝักเสีย ด้วยว่าบรรดาผู้ถือดาบจะพินาศเพราะดาบ ท่านคิดว่าเราจะอธิษฐานขอพระบิดาของเรา และในบัดเดี๋ยวนั้นพระองค์จะทรงประทานทูตสวรรค์แก่เรากว่าสิบสองกองไม่ได้หรือ?” (มัทธิว 26:52-53)

ผมจะนำพระวจนะตอนนี้แบ่งออกเป็นสองประการ

I. ประการแรก พระเยซูทรงสามารถเรียกทูตสวรรค์มาช่วยพระองค์ได้

กองทหารโรมันสร้างขึ้นจากทหาร 6,000 นาย พระเยซูตรัสว่าพระองค์สามารถเรียกพระเจ้าพระบิดาและและพระองค์จะส่งทูตสวรรค์ลงมาถึงสิบสองกองในขณะนั้น ถ้าพระองค์ประสงค์จะหนีรอดพ้นจากมือทหารเหล่านี้ พระองค์อาจเรียกพระเจ้าและมีทูตสวรรค์ 72,000 องค์ ดร. จอห์น กิลล์ ชี้ให้เห็นว่า "ทูตสวรรค์องค์เดียวสามารถฆ่าหนึ่งร้อยคนในคืนวันนั้น และหมื่นห้าพันคน 2 พงศ์กษัตริย์ 19:35 นั่นแสดงให้เห็นว่าพระคริสต์สามารถรอดพ้นเงื้อมมือของพวกทหารในคินนั้นแบบง่ายดาย แบบไม่จำเป็นต้องใช้ดาบของเปโตร" (Dr. John Gill, An Exposition of the New Testament, The Baptist Standard Bearer, 1989 reprint, volume I, p. 340)

คำพูดและการกระทำของพระคริสต์แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ทั้งหมด เมื่อพระองค์ตรัสว่า "เราเป็นผู้นั้นแล้ว" ทหารทั้งหลายก็ล้มลงภายใต้อำนาจของพระเจ้า เมื่อเปโตรตัดหูของมัลคาทัสข้าราชการของมหาปุโรหิตแล้วพระเยซูคริสต์ได้ทรงรักษาหู้นั้นให้หายเป็นปกติ และตอนนี้พระเยซูทรงบอกเปโตรว่าพระเจ้าจะทรงช่วยพระองค์ให้รอดโดยทูตสวรรค์หากพระองคืทรงอธิษฐานขอ แต่พระองคืกลับไม่ทรงอธิษฐานอย่างนั้น

พระองค์ทรงก้มศีรษะลงอธิษฐานในสวนนั้น
พระองค์ทรงยอมรับความอับอายตามท้องถนน
พวกเขาได้ทำร้ายพระผู้ช่วยให้ผุ้ไม่มีบาป
พวกเขาตะดกนว่า “ตรึงเขาเสีย ตรึงเขาเสีย”
พระองค์ทรงสามารถเรียกทูตสวรรคืเป็นหมื่นๆมาช่วย
มาทำลายคนเหล่านั้นและช่วยพระองค์ให้รอดพ้น
พระองค์ทรงสามารถเรียกทูตสวรรคืเป็นหมื่นๆมาช่วย
แต่พระองค์ยอมสิ้นพระชนม์อย่างโดดเดี่ยวเพื่อคุณและผม
   (“Ten Thousand Angels,” Ray Overholt, 1959)

II. ประการที่สอง พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะไปที่กางเขน

เราอย่าได้ประหลาดใจว่าทำไมพระเยซูคริสต์ถูกจับในสวนนั้น พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์นี้มานานก่อนที่พระอง์จะมาถูกจับในคืนนั้น

วันก่อนที่พระองค์จะทรงนำพวกสาวกไปยังกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ตรัสว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ลูกาบันทึกสิ่งที่พระเยซูตรัสในเวลานั้น วันก่อนที่พระองค์จะถูกจับกุม

““ดูเถิด เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และสิ่งสารพัดซึ่งเหล่าผู้พยากรณ์ได้เขียนไว้ว่าด้วยบุตรมนุษย์นั้นจะสำเร็จ ด้วยว่าบุตรมนุษย์นั้นจะต้องถูกมอบไว้กับคนต่างชาติ และเขาจะเยาะเย้ยท่าน กระทำหยาบคายแก่ท่าน ถ่มน้ำลายรดท่าน เขาจะโบยตีและฆ่าท่านเสีย แล้วในวันที่สามท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่” (ลูกา 18:31-33)

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงรู้แน่ชัดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพระองค์ ตอนพวกเขาไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม แต่พระองคืก็ยอมไป พระองค์ได้รับความทุกข์ทรมานและยอมพอพระทัยที่จะถูกตรึงไว้บนไม้กางเขน

สองครั้งพระเยซูตรัสว่าพระองค์เสด็จมาในเวลานี้และเพื่อจุดประสงค์นี้ เขาบอกพวกสาวก,

“บัดนี้จิตใจของเราเป็นทุกข์และเราจะพูดว่าอะไร จะว่า ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้พ้นเวลานี้ อย่างนั้นหรือ หามิได้ เพราะด้วยความประสงค์นี้เองเราจึงมาถึงเวลานี้” (ยอห์น 12:27)

พระเยซูทรงตรัสอีกครั้งตอนที่อยู่ต่อหน้า ปอนติอัส ปีลาต กล่าวว่า "เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลก เพื่อเราจะเป็นพยานถึงความจริง" (ยอห์น 18:37)

พระเยซูคริสต์ทรงเต็มพระทัยที่จะเสด็จไปพร้อมกับพวกทหารไปยังกางเขนเพราะพระองค์ทรงทราบว่าพระองค์ทรงบังเกิดมาเพื่อจุดประสงค์นั้น เพื่อจะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อชดใช้ความผิดบาปของมนุษย์ การจับกุมของพระองคืที่นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือผิดพลาด ตลอดชีวิตของพระองค์นั้นทรงทราบมาโดยตลอด "เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลก" (ยอห์น 12:27) "ในที่สุดเราก็เกิดบังมา" (ยอห์น 18:37)

พระคริสต์ได้เสด็จไปกับทหารเหล่านั้นเพื่อเผชิญหน้ากับการลงโทษและการถูกตรึงบนไม้กางเขนด้วยการเชื่อฟังแผนการณ์ของพระเจ้าที่มีในชีวิตของพระองค์ คริสต์

“แต่ได้ทรงกระทำพระองค์เองให้ไม่มีชื่อเสียงใด ๆ และพระองค์ทรงรับสภาพอย่างผู้รับใช้ และทรงถือกำเนิดในลักษณะของมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลง ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน” (ฟีลิปปี 2:7-8)

“ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมยอมเชื่อฟัง โดยความทุกข์ลำบากที่พระองค์ได้ทรงทนเอาและเมื่อทรงถูกทำให้เพียบพร้อมทุกประการแล้ว พระองค์ก็ทรงกลายเป็นผู้จัดความรอดนิรันดร์สำหรับคนทั้งปวงที่เชื่อฟังพระองค์” (ฮีบรู 5:8-9)

เมื่อทหารมาจับกุมพระองค์ในสวนเกทเสมนี พระองค์ก็เสด็จไปกับพวกเขาอย่างไม่ขัดขืนใดๆ และไม่มีการเดินประท้วงใดๆ เพราะการเชื่อฟังพระเจ้าพระบิดาของพระองค์

“ท่านถูกบีบบังคับและท่านถูกข่มใจ ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ปริปาก เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า และเหมือนแกะที่เป็นใบ้อยู่หน้าผู้ตัดขนของมันฉันใด ท่านก็ไม่ปริปากของท่านเลยฉันนั้น” (อิสยาห์ 53:7)

พระองค์ทรงวางมงกุฎหนามไว้บนศีรษะอันล้ำค่าของพระองค์
พวกเขาหัวเราะและกล่าวว่า"ดูกษัตริย์นี้เถิด"
เขาทั้งหลายได้สบประมาทพระองค์และกล่าสาปแช่งพระองค์
และเยาะเย้ยพระนามบริสุทธิ์ของพระองค์
พระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานทุกสิ่งทุกอย่างพียงผู้เดียว
พระองค์ทรงสามารถเรียกทูตสวรรคืเป๋นหมื่นๆ
เพื่อทำลายโลกและทำให้พระองค์รอดพ้นการนี้
พระองค์ทรงสามารถเรียกทูตสวรรคืเป๋นหมื่นๆ "
แต่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคุณและผม

พระเยซูยอมที่จะเผชิญกับทางแห่งความทุกข์ที่กางเขน แสดงถึงการเชื่อฟังพระเจ้า ท่านก็ไม่ปริปาก เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า” (อิสยาห์ 53:7).

คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราถ้าพระเยซูไม่ได้ไปกับพวกทหาร “เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า” ในคืนนั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพระองค์ทรงเรียกเหล่าทูตสวรรค์เหล่านั้นมาช่วยให้รอดที่กางเขน? อะไรจะเกิดขึ้นกับคุณและผม?

ประการแรก เราจะไม่มีใครชดใช้บาปของเราบนกางเขน ไม่มีใครตายแทนเรา ไม่มีใครตายในที่ของเราเพื่อชดใช้ความบาปที่จะได้ทิ้งเราไว้ในสภาพที่น่าสยดสยองอย่างแท้จริง เราจะต้องจ่ายค่าบาปของเราเองเองดดยการตกลงไปในนรกไปชั่วนิรันดร์

ประการที่สอง ถ้าพระเยซูไม่ได้เสด็จไปกับทหารเหล่านั้น "เหมือนลูกแกะที่ถูกฆ่า" เราจะไม่มีผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างเรากับพระผู้เป็นเจ้า เราต้องเผชิญหน้ากับพระเจ้าในการพิพากษาครั้งสุดท้ายโดยไม่มีผู้ใดจะขอร้องเราให้กับพระเจ้า

“ด้วยเหตุว่า มีพระเจ้าองค์เดียวและมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์” (1 ทิโมธี 2:5)

ถ้าพระเยซูไม่ได้เสด็จไปที่กางเขนกับพวกทหารตอนมาจับกุมพระองค์เราก็ไม่มีผู้กลางไกล่เกลี่ย ผูนี้หมายถึงคนที่เข้ามาอยู่ระหว่างสองฝ่ายเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง พระเยซูคริสต์เป็นคนกลางที่สามารถนำมนุษยืที่เป็นคนบาปให้กลับมาคืนดีกับพระเจ้าได้ เฉพาะพระบุตรของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถนำเรากลับหาพระเจ้าพระบิดาได้ ถ้าพระเยซูไม่ได้เสด็จไปกับทหารเพื่อถูกตรึงบนกางเขน ก็ไม่มีใครสามารถนำเรามาคืนดีกับพระเจ้าได้

ประการที่สามถ้าพระเยซูมิได้เสด็จไปกับทหารเหล่านั้น "เป็นลูกแกะที่ถูกฆ่า" เราจะไม่สามารถเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ได้ พระวจนะข้อที่เรารู้จักกันดีที่สุดกล่าวว่า

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกยิ่งนัก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16)

ถ้าพระคริสต์ไม่ได้เสด็จไปพร้อมกับทหารเมื่อพวกเขาจับพระองค์ ยอห์น 3:16 จะไม่เป็นความจริงและคุณจะไม่มีความหวังอะไรที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์

ประการที่สี่ ถ้าพระเยซูไม่ได้เสด็จไปกับทหารเหล่านั้น "เหมือนลูกแกะที่ถูกฆ่า" โลหิตของพระองค์ที่หลั่งลงบนไม้กางเขนในวันรุ่งขึ้นจะไม่สามารถช่วยคุณได้ - ขำระบาปของคุณได้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อฟังพระเจ้าและหนีจากกางเขนคุณจะไม่มีเลือดตรึงที่กางเขนเพื่อล้างบาปของคุณออกไป แต่ในคืนวันนั้นพระคริสต์ได้เสด็จไปกับพวกทหารเพื่อจะตรึงเพราะความผิดบาปของท่านทั้งหลาย และตอนนี้อัครทูตเปาโลได้กล่าวว่า "

“โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นบาปแล้ว โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์” (โรม 3:24-25)

มีธารน้ำพุเต็มด้วยโลหิต ซึ่งมาจากพระเยซู
   ถ้าใครทำบาปดำลงให้มิด จะหายบาปที่มีอยู่
จะหายบาปที่มีอยู่ จะหายบาปที่มีอยู่
   ถ้าใครทำบาปดำลงให้มิด จะหายบาปที่มีอยู่
(“There Is a Fountain,” William Cowper, 1731-1800)

คุณจะเข้ามาและวางใจในพระคริสต์หรือไม่? พระองค์จะทรงชดใช้บาปของคุณ พระองค์จะกลายเป็นผู้กลางระหว่างคุณกับพระเจ้า คุณจะมีชีวิตนิรันดร์ บาปของคุณทั้งหมดจะถูกลบออกจากบันทึกของพระเจ้าล้างออกไปชั่วนิรันดร์โดยโลหิตอันล้ำค่าของพระคริสต์

ผมดีใจมากที่พระเยซูทรงเชื่อฟังพระเจ้าพระบิดาและไปกับพวกทหารเหล่านั้นคืนที่พวกเขาจับกุมพระองค์ในสวน ถ้าพระองค์มิได้เสด็จไปกับพวกเขาเพื่อความอัปยศอดสูความทุกข์ลำบากและกางเขนของพระองค์ข้าพระองค์ไม่สามารถมอบสิ่งล้ำค่าเหล่านี้แก่พระองค์ได้

พระองค์ทรงแสดงความรักความต่อฝูงชน
กางเขนแห่งความอับอายพระองค์ทรงรับคนเดียว
และเมื่อพระองค์ทรงร้องว่า "เสร็จแล้ว"
พระองค์เองก็สิ้นพระชนม์
แผนการมหัศจรรย์ของความรอดได้เกิดขึ้นแล้ว
พระองค์ทรงสามารถเรียกทูตสวรรคืเป๋นหมื่นๆ
เพื่อทำลายโลกและทำให้พระองค์รอดพ้นการนี้
พระองค์ทรงสามารถเรียกทูตสวรรคืเป๋นหมื่นๆ "
แต่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคุณและผม

ตอนนี้ผมอยากจะถามพวกท่านว่าจะไว้วางใจในพระเมษโปดกของพระเจ้าที่ได้รับความผิดบาปของโลกหรือไม่? คุณได้ต่อต้านพระองค์มานานแล้ว คุณทำให้ใจของคุณแข็งกระด้างต่อพระผู้ช่วยให้รอดหลายครั้ง คืนนี้คุณจะยอมยอมมาหาพระองค์ไหม?

โอ้ อย่าได้เป็นเหมือนเหล่าคนที่ทำโหดร้ายเยาะเย้ยพระองค์! อย่าเป็นเหมือนมหาปุโรหิตผู้หยิ่งยโสและแข็งกระด้างที่ปฏิเสธพระองค์ และพวกฟาริสีผู้ถ่มน้ำลายรดพระองค์และปฏิเสธไม่ยอมวางใจในพระองค์ ผมขอร้องคุณไม่ให้เป็นเหมือนพวกเขาอีกต่อไป! คุณเป็นเหมือนพวกเขานานพอแล้ว นานพอแล้ว! มอบหัวใจของคุณให้กับพระเยซูด้วยความเชื่อแบบง่ายๆ คุณจะวางใจในพระเยซู "พระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ทรงรับความผิดบาปของโลก"? (ยอห์น 1:29)

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

ร้องเพลงพิเศษก่อนเทศนาโดย นาย เบนจามิน คิมเกด กรีฟิฟฟี่:
“Ten Thousand Angels” (Ray Overholt, 1959).


โครงร่างของ

การทรยศและการจับกุมพระเยซู

THE BETRAYAL AND ARREST OF CHRIST

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“ท่านคิดว่าเราจะอธิษฐานขอพระบิดาของเรา และในบัดเดี๋ยวนั้นพระองค์จะทรงประทานทูตสวรรค์แก่เรากว่าสิบสองกองไม่ได้หรือ?” (มัทธิว 26:53)

( มัทธิว 26:46; ยอห์น 18:3, 2, 8; ลูกา 22:51)

I.   ประการแรก พระเยซูทรงสามารถเรียกทูตสวรรค์มาช่วยพระองค์ได้ 2 พงศ์กษัตริย์ 19:35

II.  ประการที่สอง พระองค์ทรงพอพระทัยที่จะไปที่กางเขน ลูกา 18: 31-33; ยอห์น 12:27; 18:37;
ฟีลิปปี 2: 7-8; ฮีบรู 5: 8-9; อิสยาห์ 53: 7;
1 ทิโมธี 2: 5; ยอห์น 3:16; โรม 3: 24-25; ยอห์น 1:29