Print Sermon

เป้าหมายของเวปไซต์นี้คือจัดเตรียมบทเทศนาที่เขียนจากต้นฉบับ และในรูปแบบวีดีโอให้กับผู้รับใช้ และมิชชั่นนารีที่ไปรับใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกที่สามที่ขาดแคลนพระคริสตธรรมหรือโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 221 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 39 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




การเห็นไม่ใช่การเชื่อ

SEEING OR BELIEVING?
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์เทเบอร์นาเคลในนครลอสแอนเจลิส
ช่วงเย็นวันของพระเป็นเจ้า 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, February 4, 2018

"พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่ แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้ และเต็มเปี่ยมด้วยสง่าราศี แล้วจิตวิญญาณของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลสุดท้ายแห่งความเชื่อ” (1 เปโตร 1:8, 9).


เปโตรได้กล่าวให้กับคนที่ไม่เคยเห็นพระเยซู พวกเขาไม่เคยเห็นพระองค์ตอนที่พระองค์ยังทรงอยู่ในโลก แต่พวกเขาได้รับการช่วยกู้โดยพระองค์ คนอื่นอีกหลายคนได้เคยเห็นพระเยซูเมื่อพระองค์ประทับอยู่บนแผ่นดินโลก แต่พวกเขากลับไม่ได้รับกู้ เราจึงมั่นใจในคำพูดของของสเปอร์เจียนที่กล่าวว่า "การเห็นไม่ใช่การเชื่อ แต่การเชื่อคือการเห็น” นั่นคือส่วนหนึ่งในบทเทศนาของสเปอร์เจียน และเทศน์ตามพระธรรมข้อนี้ ผมจะนำคำพูดของสเปอร์เจียนมากล่าวอีกครั้งเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ

I. หนึ่ง การเห็นไม่ใช่การเชื่อ

คุณไม่จำเป็นต้องรู้พระคัมภีร์ให้มากเพื่อเข้าใจถึงเรื่องนี้ ทุกคนที่ถูกกล่าวตลอดในพระกิตติคุณได้เห็นพระเยซู พวกเขาเห็นพระองค์ แต่กลับไม่เชื่อในพระองค์ ยูดาส อิสคาริออทเป็นสาวกของพระเยซู แต่ยูดาสไม่เชื่อในพระเยซู ยูดาสติดตามพระเยซูเป็นเวลาสามปี เขาอาศัยอยู่กับพระเยซู เขากินกับพระเยซู เขาขับผีออกในพระนามของพระเยซู เขาเทศนาถึงพระเยซู เขารู้จักพระเยซูอย่างลึกซึ้ง พระเยซูทรงเรียกว่ายูดาสว่าเป็นเพื่อนของพระองค์ แต่ยูดาสไม่เชื่อในพระเยซู นั่นเป็นเหตุให้เขาทรยศพระเยซูด้วยเงินสามสิบเหรียญ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาออกไปและแขวนคอตัวเองและเดินไปยังนรก สาวกคนอื่นก็ไม่ดีไปกว่านี้ พวกเขาก็ไม่เชื่อในพระเยซู พระองค์บอกพวกเขาว่า พระองค์กำลังจะเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อจะต้องทนทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์ ".ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย.. ไม่รู้เนื้อความซึ่งพระองค์ตรัสนั้น" (ลูกา 18:34) พวกเขาไม่เชื่อในพระเยซูจนกว่าพระองค์จะเป่าลมหายใจ (ยอห์น 20:22) สาวกที่ชื่อโทมัสไม่เชื่อในพระเยซูจนกว่าจะถึงเวลานั้น! พวกเขาอยู่กับพระเยซูเป็นเวลาสามปี แต่พวกเขาไม่เชื่อในพระองค์ กษัตริย์เฮโรดได้เห็นพระองค์ แต่ไม่ได้เชื่อในพระองค์ ปีลาตเห็นพระองค์ แต่ไม่เชื่อในพระองค์ พวกฟาริสีเห็นพระองค์ทรงทำการอัศจรรย์ แต่ก็ไม่เชื่อในพระองค์ พวกสะดูสีและคนของเฮโรดได้พูดกับพระองค์ แต่ไม่เชื่อในพระองค์ ฝูงชนจำนวนมากได้รับประทานอาหารโดยพระองค์และได้เห็นพระองค์ทรงกระทำการอัศจรรย์ แต่พวกเขาส่วนมากก็ยังไม่เชื่อในพระองค์ มันไม่ง่ายเลยคนที่เห็นพระเยซูคริสต์ในขณะที่พระองค์ทรงอยู่บนโลกนี้จะเชื่อในพระองค์ เกือบแทบทุกคน! นั่นเป็นความจริงที่น่าอัศจรรย์! น่าแปลกใจที่อัครสาวกจอห์นเขียนถึงเรื่องนี้ ยอห์นกล่าวว่า "สองคนนั้นกล่าวว่า "พระองค์ได้เสด็จมายังพวกของพระองค์ และพวกของพระองค์นั้นหาได้ต้อนรับพระองค์ไม่” (ยอห์น 1:11) มีเพียงไม่กี่คนที่เห็นพระเยซูและเชื่อในพระองค์

จากข้อเท็จจริงนี้เราจึงรู้ว่า "การเห็นไม่ใช่การเชื่อ" แต่มีบางท่านในที่นี้ และในคืนนี้คิดว่าคุณจะเชื่อในพระองค์ถ้าคุณเห็นพระองค์ คุณอาจจะไม่ยอมรับ แต่มันเป็นความจริง นั่นคือเหตุผลที่คุณต้องการความ "รู้สึก" และบางอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าพระเยซูมีจริง คุณอาศัย "ความรู้สึก" หรือคุณอาศัยพระคัมภีร์ที่มีคำมั่นสัญญาไว้ คุณสามารถเข้าใจรู้สึกได้ คุณสามารถดูคำสัญญาจากพระคัมภีร์ แต่คุณไม่เห็นพระเยซู นั่นคือเหตุผลที่คุณไม่เชื่อในพระองค์ นั่นเป็นข้อแก้ตัวของคุณที่ไม่อยากไว้ใจพระองค์ นั่นคือเหตุผลที่คุณไม่เชื่อในพระองค์ นี่เป็นข้อแก้ตัวของคุณที่ทำให้ไม่ได้รับการกู้ แต่ผมอยากพูดกับคุณว่า "การเห็นไม่ใช่การเชื่อ" การรู้สึกต่ออะไรบางสิ่งบางอย่างไม่อาจทำให้เชื่อได้ การทำตามพระสัญญาในพระคัมภีร์ก็ใช่จะเชื่อ เห็นการหัศจรรย์ก็ใช่ว่าจะเชื่อ บรรดาผู้คนที่ผมกล่าวมานั้นรู้พระคัมภีร์ดี ทุกคนเคยเห็นพระองค์ เกือบทุกคนเห็นพระองค์ทำการอัศจรรย์ แต่พวกเขากลับไม่เชื่อในพระองค์ และพวกเขาส่วนมากก็ตายและลงไปในนรก นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่เคยเชื่อในพระองค์ แม้ว่าพวกเขาจะได้เห็นพระองค์หลายครั้งก็ตาม!

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงพระเยซู ท่านกล่าวว่า" ท่านได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง” (อิสยาห์ 53:3). บาร์เนส เขียนว่า

พระองค์ถูกดูหมิ่น ... พระผู้ไถ่เป็นเป้าหมายของการดูถูกและรังเกียจโดยพวกฟาริสี โดย พวกสดูสีและโดยชาวโรมัน ชีวิตของพระองค์ในโลกก็เป็นเช่นนั้น และในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น และตั้งแต่นั้นมาพระนามของพระองค์และผู้คนที่ติดตามพระองค์จึงถูดดูหมิ่นเรื่อยมา

ถูกปฏิเสธโดยมนุษ์ ... วลีนี้เต็มไปด้วยความหมาย และในสามคำนี้กล่าวถึงเรื่องราวทั้งหมดของมนุษย์ ที่ได้กระทำต่อพระผู้ไถ่ พระนาม "คนที่ถูกปฏิเสธ (โดย) มนุษย์" นั้นแสดงถึงความเศร้าในประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงถูกปฏิเสธโดยชาวยิว โดยคนมั่งมี ผู้ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่และคนที่มีการศึกษา โดยคนทุกระดับและทุกวัย

หนังสือฉบับ The Pulpit Commentary กล่าวว่า

พระองค์ถูกรังเกียจ ถูกดูหมิ่นจากมนุษย์ นี่แสดงให้เห็นว่าคนสนในใจในคำสอนของพระองค์นั้นน้อยมาก นอกจากนี้การดูถูกนั้นยังมีทั้งในเวลากลางวัน กลางคืนก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงที่กางเขน ถูกดูถูกโดยมนุษย์มาก่อหน้านั้น จากนั้นก็ถูกทอดทิ้ง... พระเจ้าของเราไม่มีเวลามากเหมือน "ฝูงแกะ" แม้แต่พวกเขา "หลายคนเดินกลับมาและไม่มีใครเดินกับพระองค์อีก" บางคนมาหาพระองค์ในเวลากลางคืน บรรดา "ผู้ปกครอง” และผู้มีอำนาจไม่เข้าใกล้พระองค์ สุดท้ายแม้แต่อัครสาวกของพระองค์ด็ "ทอดทิ้งพระองค์และหนีไป"

เกือบทุกคนที่เห็นพระเยซูคริสต์ตอนพระองค์ยังทรงอยู่บนโลกนี้ดูถูกพระองค์และปฏิเสธพระองค์ พวกคุณแตกต่างจากพวกเขาหรือไม่? ถ้าคุณไม่ได้กลับใจใหม่ก็เหมือนกับพวกเขา! คุณดูถูกและปฏิเสธพระองค์ คุณซ่อนหน้าของคุณจากพระองค์ คุณเป็นเหมือนผู้ที่ปฏิเสธพระเยซูตอนที่พวกเขาเห็นพระองค์ในโลก! พวกเขาเห็นพระองค์ พวกเขาได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ แต่พวกเขาไม่เชื่อในพระองค์ การเห็นไม่ใช่การเชื่อ!

II. สอง การเชื่อคือการเห็น!

"พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่ แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้ และเต็มเปี่ยมด้วยสง่าราศี: แล้วจิตวิญญาณของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลสุดท้ายแห่งความเชื่อ” (1 เปโตร 1:8, 9)

คนที่เปโตรพูดให้ในพระธรรมข้อนี้ ต่างไม่เคยเห็นพระเยซูตอนทีพระองค์ยังอยู่ในโลก ถึงกระนั้นพวกเขาก็วางใจในพระองค์ และได้รับความรอดโดยพระองค์! ทำไมพวกเขาจึงเชื่อในพระเยซูถึงแม้ว่าพวกเขาไม่เคยเห็นพระองค์มาก่อน ไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์และไม่สัมผัสกับพระองค์ นักปฏิรูปอย่างคาลวินให้คำตอบได้ คาลวินกล่าวว่า "ไม่มีมนุษย์คนไหนจะสามารถ ... ด้วยความเข้าใจของตัวเองจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงแก้ไขปัญหาและทรงให้คนนั้นบังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณของพระองค์"

พระวิญญาณบริสุทธิ์องค์เดียวสามารถให้ความเชื่อแก่พระเยซูได้ ตอนนี้ - แม้ว่าคุณจะมองไม่เห็นพระเยซูด้วยตาของคุณเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์องค์เดียวกันสามารถทำให้คุณสัมผัสพระเยซูได้ แม้ว่าตอนนี้คุณอาจไม่ได้สัมผัสและแตะต้องพระองค์

จุดแรกที่สามารถติดต่อกับพระเยซูคือความรัก พระคำของเรากล่าวว่า "พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น” "แต่ท่านยังรักพระองค์" ความรักของพระเยซูคริสต์มาถึงเราในหลาย ๆ ด้าน ตอนที่ผมเริ่มไปที่คริสตจักร ญาติๆของผมได้ล้อผมเล่น และพวกเขาเยาะเย้ยพระเยซูด้วย พวกเขากล่าวว่า "นายจะเชื่อพระองค์ได้อย่างไร? พระองค์ทรงทำอะไรแก่นายบ้าง" แต่ยิ่งกว่านั้น พวกเขาหัวเราะเยาะพระเยซู แต่พวกเขายิงทำ ผมก็ยิ่งรักพระองค์มากเท่านั้น เด็กๆในโบสถ์ใช่ว่าจะดีเสมอไป พวกเขาทำเรื่องตลก สกปรกล้อเล่นพระมารดาของพระเยซูว่าไม่ได้เป็นหญิงพรหมจารี พวกเขาบอกว่าพระเยซูเป็นลูกครึ่ง พวกเขาหัวเราะเยาะพระองค์ แต่ยิ่งพวกเขาหัวเราะเยาะพระเยซู ผมรักพระองค์มากเท่านั้น

ตอนที่ผมคิดถึงพระเยซูในวันอีสเตอร์ ยิ่งทำให้ผมรักพระองค์มากๆ ผมรักพระองค์ เพราะทรงทนทุกข์บนไม้กางเขน ผมเกลียดตะปูที่นำมาตอกที่มือและเท้าของเขา ผมไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงทำเช่นนั้นกับพระองค์ แต่ผมรู้สึกเสียให้กับพระองค์

ผมเป็นเด็กที่เหงา ผมไม่มีพ่อแม่อยู่กับผม เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยและสร้างความสุขให้กับผม และผมคิดว่าพระเยซูก็คงโดดเดี่ยวเช่นเดียวกัน - ไม่มีเพื่อนที่จะพึ่งพา - และผมรักพระองค์ ผมคิดว่า "แม้ว่าจะไม่มีใครรักคุณ แต่พระเยซูยังทรงรักคุณ!" และความรักของพระองค์ที่มีต่อผมก็เอาชนะใจผม วันที่ผมได้รับความรอด พวกเขาร้องเพลงนมัสการของ สวดของ ชาร์ลส์เวสลีย์ แต่ละข้อจบลงด้วยคำพูดที่ว่าเปิดใจของข้าพระองค์ "ความรักที่น่าอัศจรรย์ นั้นแสนชื่นใจมาจากพระเจ้าข้าพระองค์ที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพระองค์" "ความรักที่มหัศจรรย์นี่แหละที่พระเจ้าทรงสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพระองค์"

พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าในรูปกายของมนุษย์ พวกเขาตอกพระเจ้าของผมลงที่ไม้กางเขนที่หยาบกร้าน "ความรักที่น่าอัศจรรย์" มันทำให้หัวใจข้าฯสลายไป ข้าฯวางใจพระองค์ ข้าฯได้สัมผัสกับพระองค์ผ่านความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา และด้วยความรักของเราที่มีต่อพระองค์

ผมไม่คิดว่าจะมีใครที่นี่จะเรียก จอห์น คาเกน ว่าเป็นคนไร้เดียงสา แต่พวกคุณชื่นชม จอห์นและยอมรับในสิ่งที่เขามี ตอนแรกนั้นยอห์นต่อต้านพระคริสต์ด้วยท่าทีต่างๆ ตอนนั้นผมพูดให้จอห์น ในห้องอธิฐานให้เขากลับใจ แต่ไม่เป็นผลเลย เขาบอกว่า "ความคิดที่ว่าฉันจะต้องยอมแพ้ต่อพระเยซูคริสต์เพื่อให้ฉันรู้สึกลำบากใจว่าเพราะสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นตลอดไปฉันก็ไม่ยอม พระเยซูทรงมอบชีวิตของพระองค์ให้กับข้าพเจ้า พระเยซูทรงถูกตรึงไว้กับข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์เป็นศัตรูของพระองค์และข้าพระองค์ไม่ยอมถวายพระองค์ ความคิดที่ทำให้ฉันพัง ฉันไม่สามารถจับตัวเองได้อีกต่อไป ฉันต้องมีพระเยซู ในขณะนั้นข้าพเจ้าให้แก่พระองค์และมาหาพระเยซูโดยความเชื่อ ... ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึก ฉันมีพระคริสต์! ... ว่าพระเยซูต้องรักเราในการให้อภัยแก่คนบาปที่สมควรอย่างที่สุด พระคริสต์ทรงมอบชีวิตของพระองค์ให้กับข้าพเจ้าและข้าพเจ้าได้มอบสิ่งทั้งปวงให้กับพระองค์ ... พระเยซูทรงรับความเกลียดชังและความโกรธและให้ความรักแก่ข้าพเจ้าแทน "

ท่านสเปอร์เจียน ไม่เคยพบ จอห์น คาเกน แต่เหมือนเขาได้เขียนราวเหมือนกับว่าเขารู้จักกับจอห์น สเปอร์เจียนกล่าวว่า "หลังจากที่ทุกอย่างไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้นั่นคือต้องเป็นภายนอกเสมอไปความคิดเกี่ยวกับพระเยซูความเข้าใจการได้รับผลกระทบจากสิ่งนี้ซึ่งเป็นจุดติดต่อที่แท้จริง ความรักทำให้พระผู้ช่วยให้รอดมีหัวใจที่แท้จริง ... ดังนั้นการติดต่อที่รักระหว่างคริสร์กับจิตวิญญาณของคุณจึงเป็นเรื่องที่มากกว่า จริงกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณจะสัมผัสหรือรู้สึกได้ "" แม้ว่าคุณจะไม่ได้เห็นพระองค์ แต่คุณก็รักพระองค์ "

แต่ข้อความนี้ทำให้เรามีโอกาสติดต่อกับพระเยซูอีกครั้งหนึ่ง "ในคนแม้ว่าคุณจะไม่เห็นพระองค์" "ถึงกระนั้นคุณก็ยังเชื่อในพระองค์" นี่อีกครั้งเราได้รับการเตือนให้ระลึกถึงความจริงที่ว่าคุณสามารถเชื่อในพระเยซูได้โดยปราศจากการเห็น "แม้ว่าคุณจะเห็นจะไม่เห็นพระองค์ แต่เชื่อ ด้วยความยินดี ..." แต่เชื่อ! ยังเชื่อ! คนที่เปโเตรเขียนให้นั้นไม่เคยรู้จักพระเยซู พวกเขาไม่เคยรู้สึกถึงพระเยซู พวกเขาไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ แต่พวกเขารู้จักพระองค์ "แม้ว่าคุณจะไม่เห็นพระองค์ แต่เชื่อด้วยความยินดี" "แม้ว่าคุณจะไม่เห็นพระองค์ แต่คุณก็เชื่อในพระองค์"

เฮเลน เคลเลอร์ เกิดมาตาบอดและหูหนวกอย่างสมบูรณ์ ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแอนน์ซัลลิแวนสอนวิธีพูดคุยกับเฮเลนเคลเลอร์ เป็นเรื่องราวที่น่าทึ่ง ตอนที่ผมยังเด็ก ผมได้ยินเฮเลนเคลเลอร์พูดทางวิทยุ แม้ว่าเธอจะเป็นคนตาบอดและหูหนวกตั้งแต่เกิด เฮเลน เคลเลอร์เชื่อในพระเยซู! คุณก็สามารถเชื่อในพระเยซู - แม้ว่าคุณจะไม่สามารถเห็นพระองค์หรือได้ยินพระองค์ก็ตาม!

การเชื่อในพระเยซูทำให้คุณเข้ามาติดต่อกับพระองค์ ทั้งความรักและเชื่อเป็นจุดที่สามารถติดต่อกับพระเยซูด้วยตัวเอง ความรักและเชื่อรวมเรากับพระผู้ช่วยให้รอดเข้าด้วยกัน "พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่ แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม"

ลองมาฟัง เอมี่ ซาบาลากา นักเปียในในคริสตจักรของเรา เธอเป็นผู้หญิงที่รักทุกคน สามารถไว้ใจเธอได้

     ฉันจะไม่เชื่อในพระคริสต์ "พระเยซู" เป็นเพียงคำคำสอนหรือคนที่ฉันรู้ว่ามีอยู่ แต่ก็ยังห่างไกล แทนที่จะดิ้นรนเพื่อพระคริสต์ดิฉันกำลังมองหาความรู้สึกหรือประสบการณ์บางอย่าง
     คืนหนึ่งฉันก็ตระหนักว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อฉัน คืนนั้นดิฉันคิดถึงพระองค์ในสวนเกทเสมนีที่กำลังร้องไห้และเหงื่อไหลออกเพราะความบาปของฉัน ฉันได้เห็นพระเยซูผู้ตรึงที่กางเขนไว้ ฉันคิดถึงการสละพระชนม์ชีพของพระองค์และพระองค์ทรงถูกปฏิเสธ แต่ฉันก็ยังไม่ไว้ใจพระองค์อยู่ดี ฉันยังยึดติดกับความต้องการของฉันที่เป็นความรู้สึกมาเป็นวัดประกัน
     ดร. ไฮเมอร์ส เริ่มเทศนาจากเพลงโซโลมอนเรื่องความน่ารักของพระคริสต์ ขณะที่ฉันฟังอยู่นั้น ฉันเริ่มรักพระคริสต์มากขึ้น ฉันเริ่มปวดร้าวเพื่อพระองค์ ฉันได้ยินคำาว่า "ที่รักของฉันเอ๋ย เธอจงลุกขึ้นเถอะ คนสวยงามของฉันเอ๋ย จงมาเถิด" (เพลงซาโลมอน 2:10) ฉันรู้สึกว่าพระเยซูกำลังพูดกับฉันและเรียกให้ฉันมาหาพระองค์เอง
     ฉันรู้ว่าประสบการณ์ทั้งหมดที่ฉันได้ผ่านความทุกข์ยากความสิ้นหวังของชีวิตความว่างเปล่าเย็นชาในโลก ความบาปที่หนักหนา คือทั้งหมดนี้ถูกยกออกเพราะพระเจ้าทรงรักฉันและทำให้ฉันเห็นความต้องการที่ฉันต้องทำเพื่อพระเยซู
     ฉันไป [หา ดร. ไฮเมอร์ส หลังจากเทศนา] กำแพงแห่งความบาปเหมือนอยู่ต่อหน้าฉัน ความชั่วร้ายในใจ ความคิดชั่วร้ายในใจของฉัน และการที่ฉันปฏิเสธพระเยซูได้สิ้นสุด ฉันไม่สามารถแบกมันได้อีก ฉันต้องมีพระคริสต์ ฉันต้องมีโลหิตของพระองคื ฉันคุกเข่าลงแทนการห้อยกลับจากพระเยซูกลัวการเปลี่ยนแปลงที่ผิดพลาดอีกครั้งหรือทำผิดพลาดหรือกำลังมองหาภายในตัวเองตรวจสอบความรู้สึกของฉันหรือคลานไปมาในความมืดตามที่เคยทำมาก่อนเสมอฉันมองไปยังพระเยซูคริสต์ โดยความเชื่อ ... เขาล้างบาปของฉันในเลือดล้ำค่าของพระองค์; เขาเอาภาระหนักของฉันออกไปจากบาป! เขาให้อภัยและให้อภัยทุกบาปของฉัน
     ตอนนี้พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้าของฉัน! หลายครั้งตั้งแต่นั้นมาฉันได้ไปหาพระเยซูเพื่อขอความช่วยเหลือเพื่อความแข็งแรงและเพื่อการป้องกัน "ความเมตตาเขียนชีวิตของฉันไว้ความเมตตาเขียนใหม่ในชีวิตของฉัน" ฉันหลงทางบาป แต่พระเยซูตรัสชีวิตของฉันอีกครั้ง "ตอนนี้เมื่อพระเยซูทรงช่วยคนอื่นไว้ฉันมีความสุขมาก ฉันไม่สามารถแสดงออกถึงความพึงพอใจและสันติสุขที่มาจากความผิดบาปได้อย่างครบถ้วน ... ฉันหวังว่าทุกคนที่ต่อสู้อย่างฉันจะได้รับการอภัยโทษจากพระเยซู! พระวรสารซึ่งก่อนหน้านี้น่าเบื่อและน่าเบื่อเป็นที่น่าตื่นเต้น ในขณะนี้และหัวใจของฉันพองด้วยความชื่นชมยินดี และความกตัญญูเมื่อฉันได้ยินคำเทศนาเกี่ยวกับพระเยซู ขอบพระคุณพระเจ้าที่ได้ทรงให้ข้าพเจ้าไปหาพระบุตรของพระองค์คือพระเยซู ฉันสามารถพูดกับอัครสาวกเปาโลว่า "จงขอบพระคุณพระเจ้าเพราะของประทานซึ่งพระองค์ทรงประทานนั้นที่เหลือจะพรรณนาได้" (2 โครินธ์ 9:15)!

เพื่อนที่รัก ตัวผมเองไม่เคยรู้จักความหมายของ "ความสุข" จริงๆจนกว่าผมมารู้จักพระเยซูคริสต์ ผมได้ผ่านการทดลองและความยากลำบากมามากมาย ผมผิดหวังกับคนที่ผมไว้ใจ ผมรู้สึกโดดเดี่ยวและรู้สึกเศร้า ผมเดินคนเดียวหลายชั่วโมงตลอดทั้งคืนและทุกคืน ผมรู้สึก "เศร้าโศกและว้าแหว่" เมื่ออยู่คนเดียวโดยไม่มีเพื่อน ผมคุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวในเวลากลางคืน แต่พระเยซูเคยทรงนำพาผมตลอดกาล ผ่านช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศก แม้ว่าตอนที่ผมรู้สึกว่าไม่มีใครยอมรับผม แต่พระเยซูก็ทรงรักผม "เพราะความเชื่อฉันเห็นลำธาร / บาดแผลที่ไหลผ่านของคุณ / รักแลกเป็นรูปแบบของฉัน / และจนกว่าฉันจะตาย" / และจนกว่าฉันจะตาย / และ / ฉันจะตาย / ไถ่ถอน ความรักเป็นธีมของฉัน / และคงจะจนกว่าฉันจะตาย" ถ้าคุณเป็นคนที่หลงหายลองมาฟังเพลงนี้

ฉันพยายามร้อยพันวิธี
ขจัดความกลัวและเพิ้มความหวังให้ฉัน
แต่สิ่งที่ฉันต้องการคือตามคำกล่าวในพระคัมภีร์
มีเพียงพระเยซูผู้เดียวเท่านั้น

จิตวิญญาณแข็งกระด้างและมืดมนต์
ฉันมองไม่เห็นฉันไม่รู้สึก
ฉันขอร้องแสงแห่งชีวิต
ด้วยความเชื่ออย่างง่ายๆที่มีต่อพระเยซู

พระองค์สิ้นพระชนม์พระองค์ทรงพระชนม์
ในทุกคำพูดและการกระทำของพระองค์มีแต่ความรัก
นี่คือความต้องการของคนบาปทั้งหมด
ในพระเยซูไปชั่วนิรันดร์
     ("In Jesus,” James Procter, 1913)

คุณอาจพูดว่า "ฉันไม่เชื่อ ที่คุณพูดถึงความรักและความเชื่อ” คุณบอกว่า "ฉันไม่เคยรักพระเยซูเลย” "ฉันไม่เชื่อพระองค์ ที่คุณพูดนั้น ฉันไม่เชื่อหรอก”

แล้วผมต้องเตือนคุณ วันหนึ่งคุณจะไม่ได้ยินคำพูดอันหวานชื่นเกี่ยวกับความรักและความเชื่ออีก หูของคุณจะเย็นและตาย จะไม่มีคำพูดเกี่ยวกับสันติภาพและการอภัยโทษให้คุณอีก ทั้งหมดจะถูกกลืนหายไปในนรกแห่งความมืดไปชั่วนิรันดร์

ฟังผมเดี๋ยวนี้! ก่อนที่พระเจ้าจะพูดกับคุณด้วยพระพิโรธและความยุติธรรม พระเจ้าจะตรัสกับท่านว่า "เราเรียกเจ้าและเจ้าได้ปฏิเสธ"

ทั้งหมดที่ผมสามารถพูดได้คือ คุณจะวางใจในพระคริสต์หรือไม่? คุณจะทำตอนนี้หรือไม่? คืนนี้หรือไม่? ผมไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ ผมไม่สามารถทำให้คุณวางใจในพระเยซูได้ ผมต้องทิ้งมันไว้กับพระเจ้า พระเจ้าทรงเปิดใจหลายคนให้เชื่อพระเยซูโดยฤทธิ์เดชของพระองค์ คุณนั่งอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมากที่พระเจ้าทรงนำมาที่พระเยซู พระเจ้าทรงเลือกที่จะพาพวกเขาไปหาพระเยซู ถ้าพระองค์ทรงนำพาคุณแล้ว ผมทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าพระเจ้าไม่ทรงเลือกให้คุณรอด ไม่มีอะไรที่ผมจะได้เช่นกัน ถ้าคุณไม่ใช่คนที่ทรงเลือกก็ไม่มีอะไรที่จะทำได้อีกต่อไป

แต่ถ้าในคืนนี้พระเจ้าไม่ได้ตรัสให้กับคุณให้เชื่อพระคริสต์ และรับพระองค์ในตอนนี้ ทุกคนที่ต้องการพระเยซูมากที่สุด จงมาเชื่อพระองค์เถิด สิ่งที่ผมได้กล่าวไว้จะไม่มีอะไร เว้นแต่ว่าพระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงเปิดใจของคุณ เราอธิษฐานขอให้คุณวางใจในพระเยซูตอนนี้เหมือนคนที่เปโตรพูดในพระธรรมข้อนี้ เราอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงทำสิ่งเดียวกันที่พระองค์ทรงทำกับ จอห์น คาแกนและเอมิมัสซาลาและประชาชนที่ล้อมรอบคุณ ขอพระเจ้าทรงเลือกผู้ที่ได้ทรงเลือกสรรแล้วในคืนนี้ ขอให้คุณมาหาพระเยซูและวางใจในพระเยซูและรับการช่วยกู้ให้พ้นจากพระโลหิ และรับการอภัยโทษบาปทั้งหมด อาเมน

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) "บทเทศนาในภาษาไทย”

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

ร้องเพลงพิเศษก่อนเทศนาโดย นาย เบนจามิน คิมเกด กรีฟิฟฟี่:
"In Jesus” (James Procter, 1913)


โครงร่างของ

การเห็นไม่ใช่การเชื่อ?

SEEING OR BELIEVING?

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่ แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้ และเต็มเปี่ยมด้วยสง่าราศี: แล้วจิตวิญญาณของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลสุดท้ายแห่งความเชื่อ” (1 เปโตร 1:8, 9).

I.   หนึ่ง การเห็นไม่ใช่การเชื่อ ลูกา 18:34; จอห์น 20:22; 1:11; อิสยาห์ 53:3 .

II.  สอง การเชื่อคือการเห็น! บมเพลงซาโลมอน 2:10; 2 โครินธ์ 9:15.