Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




การฟื้นฟูช่วยรักษาการปฏิเสธ

REVIVAL CURES REJECTION
(Thai)

เทศนาโดยดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์เทเบอร์นาเคลในนคร ลอสแอนเจลิส
เช้าวันของพระเป็นเจ้า 9 สิงหาคม ค.ศ. 2017
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Wednesday Evening, August 9, 2017

“ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย ด้วยว่าความกลัวทำให้ทุกข์ทรมาน และผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์” (1 ยอห์น 4:18)


นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงได้เขียนหนังสือที่แสดงถึงความกลัว ทั้งหมด 288 อย่าง เป็นความกลัวที่มนุษย์ต้องเผชิญในชีวิต - 288 อย่าง! แต่มีหกความกลัวที่พบมากที่สุด คือกลัวถูกปฏิเสธ กลัวความชรา กลัวความยากจน กลัวการเจ็บป่วยและ กลัวในการถูกวิจารณ์ นักจิตวิทยาคนนั้นกล่าวว่า "ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดคือกลัวถูกปฏิเสธ กลัวถูกทอดทิ้งยิ่งกว่ากลัวความตาย! "คิดดู! คนยอมตายดีกว่าถูกปฏิเสธ!

ดร. คริสโตเฟอร์ คาเกน รู้จักผมดีกว่าคนอื่น ท่านกล่าวว่า "ดร. ไฮเมอร์ส ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวที่ปกติ หากไม่เป็นเช่นนั้นท่านคงมีความเป็นอยู่ในสังคมดีกว่านี้ แต่การอยู่โดดเดี่ยวและการถูกปฏิเสธทำให้ท่านกลายเป็นคนชอบเก็บตัว – หากภายนอกไม่อาจคิดว่าเขาเป็นคนที่ชอบเก็บตัว ทั้งนี้เพราะท่านเป็นนักเทศน์ แต่จากภายใน ท่านเป็นคนที่อ่อนไหวตระหนักถึงความอ่อนแอของตัวเอง "ดร. คาร์แกนพูดถูก ผมสามารถอยู่ท่ามกลางฝูงชน และดูเหมือนมีความสุขเพลิดเพลินกับคนเหล่านั้น แต่ลึกๆภายในนั้นรู้สึกเจ็บปวดเงียบเหงาและมีภาวะความซึมเศร้า ยามที่ผมอยู่คนเดียวและไม่รู้สึกเหงา ก็ตอนที่รู้พระเจ้าทรงสถิตกับผม

ทุกครั้งที่มีการฟื้นฟูในคริสตจักร ผมจะรู้สึกได้ว่านั่นเป็นเหมือนบ้านจริงๆ – ในยามที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ก็ทรงขจัดคงามเงียบเหงาต่างๆออกไป

นั่นคือเหตุผลที่ผมเข้าใจได้ดีว่าเยาวชนรู้สึกอย่างไรเมื่อพวกเขามาที่คริสตจักร เราทำให้พวกเขารู้ว่าเรายอมรับและรักพวกเขา แต่หลังจากที่พวกเขามาสองสามครั้ง เรากลับคิดว่าพวกเขา "เข้า" มาร่วมกับเราแล้ว แต่ในขณะเดียวกันคนเหล่านั้นกลับคิดว่า เป็นคนที่ไม่มีมิตรสหายหรือส่วนเกิน ไม่เหมือนครั้งแรกที่พวกเขาเข้ามา เฉพาะผู้ที่สามารถเข้ามาและอยู่ได้ไม่คิดถงการยอมรับเท่านั้นถึงจะอยู่ได้

พวกเขาอยู่ในฐานะที่ผมเคยเป็น แม้ว่าผมรู้สึกถูกปฏิเสธ ผมก็ต้องอยู่ในคริสตจักร เพราะไม่มีที่อื่นให้ไปอีก ผมเป็นคนนอกรีต แต่อย่างน้อยก็มีคนมากมายในคริสตจักร ดังนั้นผมจึงแสร้งทำและแกล้งยอมรับแม้ว่าผมจะปวดร้าวภายในและรู้สึกว่าถูกปฏิเสธ มีคืนวันอาทิตย์หนึ่ง ในขณะที่ผมกลับบ้านความรู้สึกของการถูกปฏิเสธก้ทวีรุนแรงมากขึ้น ทำให้นึกถึงเพลง “Alone again, naturally”

คนหนุ่มสาวในคริสตจักรกำลังมองหาการยอมรับและความรัก แต่พวกเขาพบเพียงความหนาวเย็นและการปฏิเสธเท่านั้น อนุชนเกือบทุกคนออกจากโบสถ์ เพราะคริสตจักรไม่ได้ให้สิ่งที่สัญญาเอาไว้ เราร้องเพลง

กลับบ้านที่คริสตจักรและรับประทาน
สามัคคีธรรมอย่างแสนหวาน
พักผ่อนจากการเดินทาง
ตอนที่เรานั่งรับประทาน

พวกเขาได้ยินเราร้องเพลงและพวกเขารู้สึกว่าถูกเหยียดหยาม พวกเขาจึงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคริสตจักร พวกเขายิ้มแบบไม่เต็มใจและเยาะเย้ย เพราะพวกเขารู้ว่าเรากำลังโกหกเรื่อง "การเป็นมิตรแท้" พวกเขาไม่รู้สึกว่า "การทานอาหารด้วยกันนั้นจะสร้างมิตรแท้ได้" พวกเขาคิดว่า "คนเหล่านี้พูดถึง"คนเหล่านั้นพุดถึงการสร้างมิตรแม้ แต่พวกกลับไม่รู้สึกใดๆเลย" แม้ว่า ดร. ไฮเมอร์ส ไม่รู้สึกอย่างนั้นก้ตาม "ดังนั้นพวกเขาออกไปคบหาชาวโลกอีกครั้ง เพราะพวกเขาพบว่าคริสเตียนก็ไม่ดีไปกว่าชาวโลก อย่างน้อยคุณก้สามารถพบเพื่อนท่ามกลางคนเหล่านั้น บางสิ่งที่คุณไม่เคยพบในคริสตจักร สิ่งที่คุณพบคือความเจ้าเล่ห์และความเย็นชาและการปฏิเสธ

อะไรที่ทำให้เราไม่สามารถรับความรักของคริสเตียนในคริสตจักร? กลัวว่าความรักของคริสเตียนที่แท้จริงนั้นจะถูกขโมยไป พวกเขาจะคิดอย่างไรกับฉัน? พวกเขาพูดอะไรเกี่ยวกับฉัน? เกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขารู้จักฉันจริงๆ? เกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขารู้ดีว่าฉันคิดอย่างไรหรือรู้สึกอย่างไร? พวกเขาจะปฏิเสธฉัน - นั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำ! และกลัวการปฏิเสธคือความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของทุกคนและมากกว่ากลัวความตาย! มากกว่ากลัวการเจ็บป่วย มากกว่ากลัวอื่น ๆ ในโลกกว้าง!

นักกวีที่มีนามว่า โรเบริต์ ฟรอส์ท กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างดีมาก บทกวีของเขาเรียกว่า "วิวรณ์" หรือ “Revelation”

เราทำให้เราเป็นสถานที่ๆแตกต่างออกไป
หลังคำอ่อนหว่านหยอกล้อและดูถูก
แต่โอ้หัวใจกลับวุ่นวาย
จนกว่าจะมีคนมาพบตัวเราจริงๆ

สงสารถ้าจำเป็นในกรณีที่ต้องใช้
(หรือที่เราพูด) ว่าในที่สุด
เราพูดตามตัวอักษรเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
ความเข้าใจเพื่อนคนหนึ่ง

แต่สำหรับทุกอย่างจากเด็กที่เล่น
ที่ซ่อนเร้นและค้นหาพระเจ้าที่อยู่ไกล
ดังนั้นทุกคนซ่อนตัวดีเกินไป
ต้องพูดและบอกเราว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน
   (“Revelation” by Robert Frost, 1874-1963)

ดังนั้น นั่นเรามาที่พระคำของเรา

“ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย ด้วยว่าความกลัวทำให้ทุกข์ทรมาน และผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์” (1 ยอห์น 4:18)

เราจะเอาชนะความกลัวการถูกปฏิเสธได้อย่างไร? ด้วยความรักที่สมบูรณ์แบบ! แต่เราจะได้รับความรัก "สมบูรณ์แบบ" อย่างไร? ไม่ได้โดยการพูดว่า "ฉันรักคุณ! ฉันรักคุณ" ดูไปที่ยอห์น 3:18" ลูกเล็ก ๆ ของเราอย่าให้เรารักในคำพูดหรือด้วยลิ้น แต่ในการกระทำและในความจริง" เราจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร? ไม่ใช่เรื่องง่าย เรากลัวที่จะทำ เราอาจถูกปฏิเสธ! แต่เราต้องทำอย่างนั้น ถ้าเราอยากจะพบกับฟื้นฟูที่แท้จริง เราต้องบังคับตัวเองให้ทำ "เราพูดตามบมกลองที่ว่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับความเข้าใจของเพื่อน" "ดังนั้นทุกคนที่ซ่อนตัวอยู่ด้วยกันต้องพูดและบอกเราว่าพวกเขาอยู่ที่ใด" นั่นคือการเปิดเผยที่เราต้องมีถ้าเราต้องการฟื้นฟูอย่างแท้จริง! โปรดอ่าน I ยอห์น 1: 9 และ 10 ยืนขีนในขณะที่ผมอ่าน

“ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับว่าเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็มิได้อยู่ในเราทั้งหลายเลย” (1 ยอห์น 1:9, 10)

พวกคุณนั่งลง การสารภาพบาปของเราเป็นกุญแจสำคัญของการฟื้นฟู ถ้าเราทำบาปต่อพระเจ้า ก็ควรจะต้องสารภาพบาปของเรากับพระองค์ได้ด้วยน้ำตา ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ด้วยการร้องไห้เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำในประเทศจีนเช่นเดียวกับที่พวกเขาทำในการฟื้นฟูที่แท้จริงทั้งหมด ไบรอัน เอ็ดเวิร์ด ถูกต้องที่กล่าวว่า "ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในการฟื้นฟูโดยที่ไม่มีการร้องไห้แห่งความเชื่อ" (Revival, p. 115) ท่านกล่าวอีกครั้งว่า "ไม่มีการฟื้นฟูโดยปราศจากความเชื่อที่ลึกๆ ความอึดอัดและอ่อนน้อมถ่อมตนสำนึกเกี่ยวกับบาป" (หน้า 116) "เหตุผลชองความเชื่ออย่างนั้น คือเพื่อคนจะรู้สึกถึงความบาปและเกลียดชังบาปนั้น" (หน้า 122) การสำนึกบาปคือกุญแจสำคัญในการฟื้นฟู! ถ้าเราทำบาปต่อพระเจ้า ก็ควรจะต้องสารภาพบาปของเรากับพระองค์ได้ด้วยน้ำตา และพระองค์จะทรงชำระเราจากความไม่ชอบธรรมทั้งหมดยืนและร้องเพลง “Search Me, O God.”

“โอ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นดูข้าพระองค์
และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์
และทรงทราบใจของข้าพระองค์
และทรงทราบความคิดของข้าพระองค์
และทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใด ๆ ในข้าพระองค์
และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในมรรคานิรันดร์”
    (สดุดี 139:23, 24)

พวกคุณนั่งได้ เราไม่เคยมีการฟื้นฟูอย่างจริงจัง เพราะเราได้สร้าง "ตัวเราเองเป็นสถานที่ๆไกลออกจากความสว่าง และอยู่กับความไร้สาระ" (เยาะเย้ย เยาะเย้ย เยาะเย้ย เยาะเย้ยล้อเล่นถึง)

แต่ประการที่สอง เราต้องศึกษาให้ลึกลงไป ไปดูยากอบ 5:16 กรุณายืนขึ้นในขณะที่ผมอ่าน

“ท่านทั้งหลายจงสารภาพความผิดต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้หายโรค คำอธิษฐานด้วยใจร้อนรนอย่างเอาจริงเอาจังของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังมากทำให้เกิดผล” (ยากอบ 5:16)

พวกคุณนั่งได้ แมทธิว แฮนรี่ กล่าวว่า

คำสารภาพที่นี่จำเป็นต้องเป็นให้กับคริสเตียนมีกับคนอื่น ... สารภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อการประนีประนอมของเราเช่นกับที่แตกต่างกับเราที่พวกเขาอาจช่วยกันและกันด้วยการอธิษฐานของพวกเขาที่จะได้รับการอภัยโทษจากบาปและอำนาจต่อต้านพวกเขาพวกเขา ผู้ที่สารภาพผิดต่อกันและกันควรอธิษฐานเผื่อกันและกัน

ประยุกต์ใช้จาก New Testament Commentary ให้ข้อคิดในยากอบ 5:16 ไว้ดังนี้

การมีสามัคคีธรรมอย่างแท้จริงหมายความว่าเราสารภาพบาปของเราต่อกันและกัน เมื่อเราทำเช่นนี้เราจะได้รับการรักษาทางจิตวิญญาณ เราต้องไม่ปิดบังสิ่งต่างๆจากกันและกัน

คริสเตียนทุกคนใช้คำพูดที่ไม่ดีต่อคุณหรือเกี่ยวกับคุณ ดูเหมือนไม่มีใครไม่สนใจคุณ มีคนไม่เห็นคุณค่าในงานที่คุณทำเพื่อพระเจ้า มีคนทำร้ายคุณ มีคนทำร้ายความรู้สึกของคุณ เราต้องไม่ปิดบังความผิดพลาดจากกันและกัน เพื่อให้การสถิตของพระเจ้าเป็นสิ่งล้ำค่า การเก็บความเจ็บปวดและความคับข้องใจของเราทำให้เราไม่รักกันและกัน "บ่อยครั้งที่การสำนึกในความบาปอย่างลึกซึ้งนี้นำไปสู่การสารภาพเปิดเผยและเปิดเผยต่อสาธารณชน ... ซึ่งความสัมพันธ์ที่ผิด ๆเข้าสู่ [ถูก] ความถูกต้อง ... ก่อนที่พระสิริและความสุข ความเชื่อและเริ่มต้นด้วยคนของพระเจ้า ร้องไห้และความเสียใจอย่างมาก ความผิดที่เป็นความลับที่สุดจากสายตาของมนุษย์ถูกโยนออกไปและความสัมพันธ์ที่ไม่ดีที่จะต้องได้รับการซ่อมแซมอย่างเปิดเผย ถ้าเราไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะทำเช่นนี้ เราก็ไม่ควรที่จะอธิษฐานเพื่อการฟื้นฟู การฟื้นฟูไม่ใช่เพื่อความบันเทิงของคริสตจักร แต่เป็นการชำระ ทุกวันนี้เรามีคริสตจักรที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะคริสเตียนไม่รู้สึกในบาปและ [สารภาพต่อกันและกันด้วยน้ำตา] " (Edwards, Revival, pp. 119, 120)

เราไม่สามารถมีความชื่นชมยินดีในใจของเราได้ จนกว่าเราจะสารภาพบาปของเราด้วยน้ำตา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในประเทศจีน ทำไมไม่อยู่ในคริสตจักรของเรา? เรามีความภาคภูมิใจที่จะยอมรับความผิดพลาดของเรา เรากลัวสิ่งที่คนอื่นจะคิด ปีศาจใช้ความกลัวนี้เพื่อไม่ให้เราสารภาพ ปีศาจรู้ว่าเขาสามารถทำให้เรารอดพ้นจากความสุขในการฟื้นตัวได้โดยการทำให้เรากลัวสิ่งที่คนอื่นจะพูดเกี่ยวกับเรา ปีศาจรู้ว่าทำให้เรากลัวจะทำให้คริสตจักรของเราอยู่ในความอ่อนแอและเสียเปรียบ กลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าจะหยุดเราจากการสารภาพและการรักษาจิตใจของเรา อิสยาห์ตรัสว่า "ท่านเป็นใครเพราะท่านกลัวคนที่จะต้องตายและลืมองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างเจ้า" (อิสยาห์ 51:12, 13) พระคัมภีร์กล่าวว่า "ความกลัวของมนุษย์ทำให้เกิดบ่วงแร้ว" (สุภาษิต 29:25) กรุณายืนอ่านสุภาษิต 28:13 มันอยู่ในหน้า 692 ของ Scofield Study Bible ทุกคนอ่านออกเสียง!

“บุคคลที่ซ่อนความบาปของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา” (สุภาษิต 28:13)

“Search Me, O God” – ร้องด้วยกัน

“โอ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นดูข้าพระองค์
และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์
และทรงทราบใจของข้าพระองค์
และทรงทราบความคิดของข้าพระองค์
และทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใด ๆ ในข้าพระองค์
และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในมรรคานิรันดร์”
   (สดุดี 139:23, 24)

“Spirit of the Living God”! ร้องด้วยกัน!

เราอธิษฐาน พระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์จงเสด็จลงมา
เราอธิษฐาน พระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์จงเสด็จลงมา
จงเปลี่ยนข้าฯ งอข้าฯให้เป็นคนใหม่
เราอธิษฐาน พระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์จงเสด็จลงมา
   (“Spirit of the Living God” by Daniel Iverson, 1899-1977; altered by the Pastor).

พวกคุณนั่งได้

เยซูตรัสว่า "ความสุขมีแด่บุคคลที่เศร้าโศก" นั่นหมายถึงคนที่สารภาพบาปและร้องไห้ บาปเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูอีกครั้ง การฟื้นฟูทำให้เรานึกถึงบาปภายในที่โลกไม่เห็น การฟื้นฟูทำให้เราพบความบาปที่อยู่ภายในใจเรา ตอนที่เขาหนุนใจสมาชิกในคริสตจักรของเขาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นฟู อีเวน โรเบิรตส์ Evan Roberts บอกพวกเขาว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่เสด็จลงมาจนกว่าผู้คนจะเตรียมความพร้อม เขากล่าวว่า "เราต้องกำจัดความรู้สึกไม่ดีทั้งหมดออก" – ความขมขื่นทั้งหมด ความไม่ลงรอยกันทั้งหมด ความโกรธทั้งหมด ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณไม่สามารถยกโทษให้คนอื่นได้ให้ก้มลงและอธิษฐานเพื่อให้อภัยจิตวิญญาณ - ยินดีและพร้อมที่จะไปหาคนอื่นและขอการให้อภัย - เพียงทางนี้เท่านั้นคุณถึงจะรู้สึกถึงว้าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ เฉพาะคริสเตียนที่บริสุทธิ์เท่านั้นถึงจะสามารถรู้สึกถึงความรักและการทรงสถิตของพระเจ้า ความสุขแห่งการฟื้นฟูไม่สามารถมาถึงคริสตจักรที่ไม่บริสุทธิ์เหมือนของเราจนกว่าเราจะยอมรับความผิดบาปของเราและยอมรับมันด้วยน้ำตา เราถึงจะรู้สึกถึงความสุขในการทรงสถิตยของพระเจ้า น้องสาวของเราจะเล่นเพลง "เติมเต็มวิสัยทัศน์ของฉัน" ขณะที่เราให้โอกาสคุณที่จะอธิษฐานเพื่อสารภาพในคืนวันอาทิตย์ อธิษฐานขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงให้คุณและคนอื่นรู้ว่าบาปต้องได้รับการสารภาพในคืนวันอาทิตย์ ไปหากันและกันอธิษฐานแบบสองต่อสองสองหรือสามคนและอธิษฐานอย่างหนักเพื่อสารภาพในคืนวันอาทิตย์ ตอนนี้ยืนและร้องเพลง "เติมเต็มวิสัยทัศน์ของฉัน" เพลงบทที่ 17

พระผู้ช่วยให้รอดข้าฯอธิษฐานขอเติมนิมิตของข้าพระองค์
   ในวันนี้ขอให้ข้าพระองค์เห็นพระเยซู
แม้ว่าจะผ่านหุบเขาพระองค์ก็ยังทรงนำ
   สง่าราศีของพระองค์อยู่ล้อมรอบข้าพระองค์
พระผู้ช่วยให้รอดขอพระองค์ทรงเต็มนิมิตของข้าฯให้เต็ม
   จนสง่าราศีของพระองค์ส่องแสงอยู่ในจิตวิญญาณของข้าฯ
เติมนิมิตของข้าพระองค์ให้เห็นทุกอย่าง
   ความบริสุทธิ์ของพระองค์อยู่ภายในข้าฯ

เติมนิมิตของข้าพระองค์ในทุกๆทาง
   สง่าราศีของพระองค์ดลจิตวิญญาณของข้าฯ
ความสมบูรณ์และความรักอันบริสุทธิ์ของพระองค์
   เหมือนน้ำจากเบื้องบนท่วมทางเดินของข้าฯ
พระผู้ช่วยให้รอดขอพระเจ้าทรงเต็มนิมิตของข้าฯทั้งหมด
   จนมีสง่าราศีของพระองค์ส่องแสงอยู่ในจิตวิญญาณของข้าฯ
เติมนิมิตของข้าพระองค์ให้เห็นทุกอย่าง
   ความบริสุทธิ์ของพระองค์มีอยู่ภายในข้าฯ

เติมนิมิตของข้าฯจากความล้มเหลวเพราะความบาป
   เงาแห่งสว่างส่องแสงภายใน
ขอให้ข้าฯเห็นเพียงใบหน้าที่มีความสุขของพระองค์
   ทรงเลี้ยงจิตวิญญาณของข้าฯโดยพระคุณของพระองค์
พระผู้ช่วยให้รอดขอพระเจ้าทรงเต็มนิมิตของข้าฯทั้งหมด
   จนมีสง่าราศีของพระองค์ส่องแสงอยู่ในจิตวิญญาณของข้าฯ
เติมนิมิตของข้าพระองค์ให้เห็นทุกอย่าง
   ความบริสุทธิ์ของพระองค์มีอยู่ภายในข้าฯ
(“Fill All My Vision,” Avis Burgeson Christiansen, 1895-1985)

ตอนนี้ให้ร้องเพลง “I Want To Pass It On” อยู่ในหน้าที่ 18

มันใช้เวลาเพียงเพื่อจุดประกายไฟนั้นออกไป
และอีกไม่นานคนที่อยู่รอบ ๆ จะสามารถรับความอบอุ่น
นั่นเป็นวิธีที่พระเจ้าทรงรัก เมื่อคุณได้รับประสบการณ์แล้ว
คุณก็กระจายความรักของพระองค์ไปยังทุกคน คุณต้องนำออกไป

ช่วงเวลามหัศจรรย์คือฤดูใบไม้ผลิต เมื่อต้นไม้ทั้งหมดกำลังผลิบานนกเริ่มร้องเพลง ดอกไม้ต่างๆก็เริ่มบาน
นั่นเป็นวิธีที่พระเจ้าทรงรัก เมื่อคุณได้รับประสบการณ์นี้แล้ว
คุณต้องการร้องเพลง สดเหมือนฤดูใบไม้ผลิต คุณต้องนำออกไป

ฉันขอให้คุณ เพื่อนของฉัน ได้พบกับความสุขนี้
คุณสามารถวางใจพระองค์ได้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน
ฉันจะตะโกนออกมาจากยอดเขาฉันต้องการให้โลกรู้
ความรักของพระคริสต์ได้มาหาฉัน ฉันต้องนำออกไป
   (“Pass It On” by Kurt Kaiser, 1969; altered by the Pastor).

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดยท่าน เบนจามิน คินเคท กรี่ฟฟี่:
“Revive Us Again” (William P. Mackay, 1839-1885).