Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ความเหี่ยวแห้งจากผลงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

THE WITHERING WORK OF GOD’S SPIRIT
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์เทเบอร์นาเคลในนคร ลอสแอนเจลิส
เช้าวันของพระเป็นเจ้า 12 มีนาคม ค.ศ. 2017
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, March 12, 2017


สถาบันเสรีนิยมสอนพวกเราว่ามีสองอิสยาห์ แต่พวกเขาผิด เพราะ 39 บทแรกกล่าวถึงความบาปและการกลับมาของพวกเชลย แต่ 40 บทหลัง ผู้เผยพระวจนะกล่าวถึงการไถ่พวกเขา ตอนที่สองพูดถึงความรอดผ่านทางการทนทุกข์ของพระคริสต์

“เสียงหนึ่งร้องว่า ร้องซิ และเขาว่า ข้าจะร้องว่ากระไร บรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้า และความงาม [ความรัก NASV สง่าราศีของพวกเขา NIV] ทั้งสิ้นของมันก็เป็นเสมือนดอกไม้แห่งทุ่งนา ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป เพราะพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์เป่ามาถูกมัน มนุษยชาติเป็นหญ้าแน่ทีเดี ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (อิสยาห์ 40:6-8)

“เสียงหนึ่งร้องว่า ร้องซิ” เสียงที่พูดให้กับผู้เผยพระวจนะนั้นคืออะไร? นั่นคือ “เสียงของพระเจ้า” ที่อยู่ในข้อที่ห้า ภาษาฮีบรูคำว่า “ร้อง” คือคำว่า qârâ หมายถึง “ร้องออกมา” – [การเผชิญหน้า] ของคนที่มาพบกัน” (Strong #7121) เหมือนคำฮีบรูที่ถูกใช้ในอิสยาห์ 58:1

จงร้องดัง ๆ อย่าออมไว้ จงเปล่งเสียงของเจ้าเหมือนเป่าแตร จงแจ้งแก่ชนชาติของเราให้ทราบถึงเรื่องการละเมิดของเขา แก่วงศ์วานของยาโคบเรื่องบาปของเขา” (อิสยาห์ 58:1)

นั่นคือสิ่งที่ ยอหน์ บัพติสโต เทศนา ยอห์น ได้พพูดถึงอิสยาห์ 40:3 ท่านกล่าว่า “เราเป็นเสียงของผู้ที่ร้องในถิ่นทุรกันดารว่า จงกระทำมรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงไป ตามที่อิสยาห์ผู้พยากรณ์ได้กล่าวไว้” (ยอห์น 1:23; อิสยาห์ 40:3) “ร้อง” ในภาษากรีกอยู่ใน ยอห์น 1:23 คือคำว่า bǒaō ซึ่งหมายถึง “การตะโกน...ร้องออกมา” (Strong) ภาษาฮีบรูและภาษากรีกคือ “ร้องออกดังๆ” (อิสยาห์ 58:1) หมายความว่านักเทศน์ต้องพูดเสียงดังเป็นกระบอกเสียงของพระเจ้า ... "ตะโกนและร้องไห้ออกมา" ให้กับผู้ที่หลงหายและสับสน! บรรดานักเทศน์ควรร้องดังๆออกมาให้กับผู้ที่ฟังพระวจนะของพระเจ้า น่าเศร้านี่ไม่ใช่รูปแบบที่นิยมให้กับนักเทศน์ในทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะการไม่เชื่อฟังหลักพื้นฐานในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการเทศนา นักเทศน์สมัยใหม่ "เทศนาแบบใช้เสียงเบาๆและไปในรูปแบบการสั่งสอน" ไม่เหมือนคนสมัยก่อน เหล่านักเทศน์สมัยใหม่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าตรัสกับอิสยาห์ว่า "จงร้องเสียงดังและขอเบิกไม่ได้" คำเทศนาที่ทันสมัยไม่ใช่ตามตัวอย่างของพระเยซู พระเยซู “ร้อง...ในพระวิหารช” (ยอห์น 7:28), และเหมือนตอนที่พระเยซูทรงยืนขึ้นและตะโกนร้อง” ใน ยอห์น 7:37. หรือก็ไม่เหมือนปโตรเทศนาในวันเพนเทคอย เขากล่าวว่า “ท่านชาวยูเดียและบรรดาคนที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม จงทราบเรื่องนี้ และฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าเถิด” (กิจการ 2:14) ดร. จอห์น กิล กล่าวว่า "และยกเสียงของเขาขึ้น เพื่อให้คนทั้งมวลได้ยิน... รวมทั้งแสดงถึงความกระตือรือร้นและด้านจิตวิญญาณและความอดทน ด้วยว่าเมื่อได้รับการทรงสถิตโดยพระวิญญาณจากเบื้องบน เขาก็ไม่หวาดกลัวต่อมนุษย์" (An Exposition of the New Testament; note on Acts 2:14) ผมขอย้ำอีกครั้ง นักเทศน์ที่เทศน์อยู่บนธรรมาส์ในทุกวันนี้ ล้วนเป็นคนที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า การเทศนาของพวกเขานั้นเป็นการแสดงถึงการไม่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า อาจารย์เปาโลได้กล่าวถึงหมายสำคัญขอิงการละทิ้งความเชื่อเอาไว้ว่า จงประกาศพระวจนะ...ในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส จงว่ากล่าว ห้ามปราม และตักเตือนด้วยความอดทนทุกอย่างและการสั่งสอนพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนอันถูกต้องไม่ได้ แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง ตามความปรารถนาของตนเอง เพราะมีหูที่คัน NASV)” 2 ทิโมธี 4:2, 3) “สั่งสอน” อย่างต่อเนื่อง แต่การเทศนากลับถูกลืม ทุกอย่างที่เราได้ยินคือสอน – “สอน” โดยไม่มีไฟ! นั่นคือสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้มาจากสถาบันพระคริสตธรรม! สอนแบบเหี่ยวแห้ง สอนพระคัมภีร์ข้อต่อข้อ! ไม่มีใครได้ยินประเสริฐและไม่มีใครถูกรบกวในฝ่ายวิญญาณโดยผ่านการ "สอน" คุณไม่สามารถ "สอน" แพะให้เป็นแกะได้! พวกเขาต้องได้รับฟังคำการเทศน์ถึงความบาปและความเกียจคร้าน! "เสียงร้องว่า" ร้อง" (อิสยาห์ 40: 6) นั่นคือลักษณะของการประกาศพระกิตติคุณที่แท้จริง! ไม่มีอะไร เพราะการประกาศที่แท้จริงนั้นเป็นการดลใจโดย เพื่อคลื่อนไหวและเปลี่ยนใจที่ตายแล้วให้กลับมามีชีวิต! ไม่มีสิ่งใดนอกจากคำเทศนาที่ทำให้วิญญาณได้รับการฟื้นฟู ไบรอัน เอช เอ็ดเวิร์ด กล่าวว่า "การเทศนาฟื้นฟูมีพลังและอำนาจที่นำพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นเหมือนค้อนทุบลงในหัวใจและมโนธรรม นี่คือสิ่งที่ขาดหายไปจากคำเทศนาของนักเทศน์ส่วนใหญ่ของเราในทุกวันนี้ นักเทศน์ที่เทศนาในงานฟื้นฟูนั้นไร้” (Revival! A People Saturated With God, Evangelical Press, 1997 edition, p. 103) ดร. ลอยด์ โจนส์ เป็นหนึ่งในนักเทศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบ เขากล่าวว่า "การเทศนาคืออะไร? ตรรกะที่ว่าด้วยไฟ! ... เป็นศาสนศาสตร์แห่งไฟ และเป็นศาสนศาสตร์แห่งไฟที่ไร้ข้อตำหนิ ... การเทศนาเป็นเหมือนไฟ ... ผมบอกว่าคนที่สามารถพูดในสิ่งเหล่านี้ได้โดยปราศจากความรัก ไม่มีสิทธิอะไรที่จะไปยืนอยู่บนธรรมาสน์ และไม่ควรได้รับอนุญาตด้วย" (Preaching and Preachers, p. 97)

แล้วอิสยาห์ก็กล่าวว่า “ข้าจะร้องว่ากระไร?” (อิยาห์ 40:6) ชายหนุ่มคนหนึ่งบอกผมถึงสิ่งที่อาจารย์ในสถาบันพูด เขาบอกว่า เราต้องเตรียมบทเทศนาล่วงหน้าไว้หกเดือน นอกจากคนบ้าเท่านั้นที่ทำอย่างนี้! นักเทศน์ที่ทำเช่นนี้ ไม่ใช่นักเทศน์ที่แท้จริง เพราะไม่ใช่คำเทศน์ที่มาจากพระเจ้า! มันเป็นไปไม่ได้! สเปอร์เจียน นักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่เคยทำเช่นนี้ “ข้าจะร้องว่ากระไร?” ผมจะร้องถึงข่าวดีของพระเจ้า บางคนบอกว่าผมเทศนาเหมือนฮิตเลอร์ มันอาจจะใช่ แต่ฮิตเลอร์พูดโกโหก ส่วนผมพูดความจริง การเทศนาที่เมด้วยความรักเท่านั้นถึงจะสามารถเปลี่ยนชีวิตคนให้ทำตามได้ ส่วนการอธิบายพระคัมภีร์ข้อนั้นทำให้คนง่วงนอน ดร. ลอยด์ โจนส์ กล่าวว่า "การเทศนาในทุกวันนี้ไม่ได้ช่วยใครเลย มันไม่ได้ทำให้คนรับรู้ในบาป แต่กลับปล่อยให้พวกเขาอยู่อย่างนั้น ไม่เกิดประโยชฯเลย" นี่มันผิด! พวกเขาไม่ได้ถูกสอนให้สำนึกในบาป!

“เสียงหนึ่งร้องว่า ร้องซิ และเขาว่า ข้าจะร้องว่ากระไร บรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้า และความงาม [ความรัก] ทั้งสิ้นของมันก็เป็นเสมือนดอกไม้แห่งทุ่งนา...ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (อิสยาห์ 40:6, 8)

I. ประการแรก ข้าจะร้องถึงชีวิตที่แสนสั้น

“เสียงหนึ่งร้องว่า ร้องซิ และเขาว่า ข้าจะร้องว่ากระไร บรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้า และความงาม [ความรัก] ทั้งสิ้นของมันก็เป็นเสมือนดอกไม้แห่งทุ่งนา...ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (อิสยาห์ 40:6, 8)

ชีวิตอีกไม่นานก็จะหายไป นี่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เหมือนวัยหนุ่มสาวของคุณที่ผ่านไปตลอดกาล แต่จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมกำลังเขียนชีวประวัติของผม โรเบิร์ตลูกชายของผมถามผมว่า ผมกำลังจะมีอายุเจ็ดสิบหกปีภายในไม่กี่สัปดาห์ ดูเหมือนว่าวัยหนุ่ของผมพึ่งผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน! และคุณก็จะเป็นอย่างนั้นด้วย! ดวงอาทิตย์แห่งฤดูร้อนกำลังจะมา ต้นหญ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ดอกไม้เหี่ยวแห้งและตายไป ชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวานั้นเป็นเพียงชั่วคราวและสั้น อัครทูตยากอบพูดถึงเรื่องนี้ เขาพูดว่า

“และคนมั่งมี...เมื่อถูกทำให้ต่ำลง เพราะว่าเขาจะต้องล่วงลับไปดุจดอกหญ้าเพราะทันทีที่ตะวันขึ้นพร้อมด้วยความร้อนอันแรงกล้า มันก็กระทำให้หญ้าเหี่ยวแห้งไป และดอกหญ้าก็ร่วงลง และความงามของมันสูญสิ้นไป คนมั่งมีจะเสื่อมสูญไปตามทางทั้งหลายของเขาเช่นนั้นด้วย” (ยากอบ 1:10-11)

น้อยคนนักที่มองเห็นถึงเรื่องนี้ พวกเขากำลังเดินอยู่บนโลกโดยไม่สนใจความจริง – ความคิดของพวกเขาอีกไม่นานก็จะสิ้นสุดลง! ซี ที สตูดด (1860-1931) เป็นหนึ่งในคนรวยไม่กี่คนที่มองเห็นเรื่องนี้ ท่านรับมรดกก้อนโต แต่สุดท้ายได้ละทิ้งศรัพย์สินเหล่านั้น และไปเป็นมิชชั่นนารีที่จีน และต่อมาไปเป็นมิชั่นนารียในดินแดนที่อันตรายอย่างแอฟริกา ซี ที สตูดด กล่าวเอาไว้ว่า

แค่ชีวิตเดียว
     ไม่นานก็จะผ่านไป
ทำเพื่อพระคริสต์เท่านั้น
     ท้ายสุด

ผมหวังว่าวัยรุ่นทุกควรอ่านเกี่ยวกับ ซี ที สตูดด และนับถือท่านเป็รนฮีโร่! ถ้าคุณสามารถเห็นความจริงในบทกลอนของท่าน!

แค่ชีวิตเดียว
     ไม่นานก็จะผ่านไป
ทำเพื่อพระคริสต์เท่านั้น
     ท้ายสุด

พระคริสต์ทรงตรัสว่า

“เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร? เพราะว่าผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา” (มาระโก 8:36, 37)

“เสียงหนึ่งร้องว่า ร้องซิ และเขาว่า ข้าจะร้องว่ากระไร บรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้า และความงาม [ความรัก] ทั้งสิ้นของมันก็เป็นเสมือนดอกไม้แห่งทุ่งนา...ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (อิสยาห์ 40:6, 8)

ดังนั้น! ผมจะต้องเทศนาถึงชีวิตที่แสนสั้นต่อไป! และคุณเองก็ต้องคิดเกี่ยวกับชีวิตที่แสนสั้นนี้ของคุณด้วย พระวจนะกล่วว่า “ผู้ใดจะทราบถึงฤทธิ์ความกริ้วของพระองค์ และพระพิโรธของพระองค์ตามความเกรงกลัวพระองค์” (สดุดี 90: 12)

II. ประการที่สอง ความเหี่ยวแห้งนี้คือการกระทำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

คำว่า “เหี่ยวแห้ง” หมายความว่าเหี่ยวเฉา เหี่ยวแห้ง เนื้อหนังที่สูญหายไป อิสยาห์ 40: 7 กล่าวว่า

“ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป เพราะพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์เป่ามาถูกมัน มนุษยชาติเป็นหญ้าแน่ทีเดียว” (อิสยาห์ 40:7)

สเปอรร์เจียน กล่าวว่า "พระวิญญาณของพระเจ้าเป็นเหมือนลม ต้องพัดผ่านทุ่งนาแห่งใจของคุณ และทำให้ความสวยงามของคุณกลายเป็นดอกไม้ที่จางหายไป พระองค์ต้อง [ถูกทำ] ให้รับรู้ในบาป ... เพื่อให้ [คุณ] เห็นธรรมชาติที่ร่วงหล่นลง [ของคุณ] คือการทุจริตและสิ่งที่อยู่ในฝ่ายเนื้อหนัง ที่ไม่อาจทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัยได้ เมื่อชีวิตของคนในวัยผู้ใหญ่ของเรา ... คนป่วยเท่านั้นถึงต้องการแพทย์ ... คนบาปที่เห็นความสว่างถึงขอให้พระเจ้าทรงเมตตาเขา แต่ก็ประหลาดใจที่พบว่าแทนที่จะมีสันติสุขในทันใดนั้น แต่จิตวิญญาณของเขากลับจมลงไปและรู้สึกถึงพระพิโรธของพระเจ้า ... เพราะคุณไม่ให้ความสำคัญกับ [พระโลหิตของพระคริสต์] ที่ชำระพวกเราจากบาปทั้งหมด ถ้าคุณไม่ได้ถูกทำให้เสียใจ เพราะความบาป" (“The Withering Work of the Spirit,” pp. 375, 376)

ความเหี่ยวแห้งนั้นคือการกระทำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นผลงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำให้คุณเห็นความหวังพลาดปลอมของคุณ ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงใจที่ตายไปแล้ว ความหวังที่อยู่ในใจของคุณกลายเป็นความเหี่ยวแห้งไป และทำให้คุณเห็นความหวังที่แท้จริงที่คุณมี นั่นคือเพียงในพระคริสต์ผู้ซึ่งสิ้นพระชนม์ในที่ของคุณเพื่อช่วยคุณพ้นจากบาป เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำให้วิญญาณของคุณ "เหี่ยวแห้ง" แล้วจิตวิญญาณของคุณจะเริ่มเห็นสิ่งที่เรียกว่า "ความดี" ของคุณที่ก่อนนั่นนั้นว่าไม่ใช่ของดีอะไรเลย เป็นเพียงความสกปรก และทุกอย่างที่คุณทำมาจนถึงตอนนี้ไม่สามารถทำให้พระเจ้ายอมรับคุณได้ ทุกอย่างที่คุณทำไม่อาจช่วยให้คุณรอดพ้นจากการพิพากษาและนรก

นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงปล่อยให้คุณจมอยู่ในการกลับใจแบบจอมปลอม พระองค์อาจให้คุณมีกลับใจใหม่แบบปลอมๆนี้หลายครั้งก่อนที่จะประทานสันติสุขให้คุณ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งคุณ ไม่ใช่เลย! พระเจ้ากำลังใช้การกลับใจใหม่แบบผิดเหล่านี้เพื่อคุณได้ร้องไห้ "เนื้อหนังทั้งหมดเป็นหญ้าและความดีงามทั้งหมดเป็นดอกไม้ในทุ่งนา" พระเจ้าทรงทำให้เหี่ยวแห้ง ทำให้ความหวังที่คุณมีเหี่ยวแห้งจากการที่คุณพยายามที่จะกู้ตัวเอง อย่างที่ จอห์น นิวตัน กล่าวว่า

ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งนั้นจะต้องมีวัน
     ที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานตามที่ขอ
และก็ได้รับความรักและฤทธิ์อำนาจ
     ชำระบาปของฉัน และให้ฉันได้หยุดพัก

แทนที่พระองค์จะปลดปล่อยให้ฉันมีอิสระ
     แต่กลับเพิ่มความ ทุกข์เข้ามาในจิตใจ
และทำให้เหมือนกำลังตกอยู่ในนรก
     และโจมตีทุกส่วนในจิตวิญญาณของฉัน

ถามอะยาโก! ถามเดนนี่! ถามจอห์น คาเก! ถามผม! เราทุกคนต่างก็ร้องไห้ออกมาเพื่อพระเจ้าให้เราได้หยุดพัก - แต่พระองค์ทรงทำให้เรารู้สึกเหมือน ชีล่าแหงน ที่เธอบอกว่า "ฉันรู้สึกเบื่อหน่ายตัวเอง" หญิงสาวอีกคนหนึ่งบอกว่า "ฉันไม่พอใจตัวเองมากนัก" ดร. คาแกนและผมบอกเธอว่า เธอต้องรู้สึกเลวร้ายมากกว่าแค่ความ "ไม่พอใจ" เช่นเดียวกับชีล่าเธอต้องรู้สึก "รังเกียจ" จนกว่าคุณจะรู้สึกว่าคุณเป็นคน "รังเกียจ" ตัวคุณเอง คุณจะไม่พบกับการเหี่ยวแห้ง ความสูญเสียที่อยู่ภายในซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในบรรดาคนที่ได้กลับใจใหม่แล้วจริงๆ

คำว่า "เหี่ยวแห้ง" มีความสำคัญมาก คุณต้องรู้ว่านั่นมีความหมายอย่างไรที่จะเกิดให้กับคุณ คำว่า เหี่ยวแห้ง" หมายถึง "ต้องละอายใจ ... ทำให้แห้ง (เหมือนน้ำ) ... อับอายขายหน้าและเหี่ยวไป" (Strong #300)

“ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป เพราะพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์เป่ามาถูกมัน มนุษยชาติเป็นหญ้าแน่ทีเดียว” (อิสยาห์ 40:7)

นี่ต้องเกิดขึ้นในใจของคุณ พระวิญญาณต้องทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเหี่ยวแห้ง จนกระทั่งใจของคุณร่วงโรยเหมือนดอกไม้ – จนกว่าคุณรู้สึกละอายให้กับธรรมชาติของตัวเอง เหมือนกับ ชิวล์ลา พูดก่อนที่เขาจะกลับใจใหม่ “จนเหนื่อยกับตัวเอง” นี่เกิดขึ้นในขั้นตอนของการกลับใจใหม่ที่แท้จริง

“ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป เพราะพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์เป่ามาถูกมัน มนุษยชาติเป็นหญ้าแน่ทีเดียว” (อิสยาห์ 40:7)

ตอนที่คุณเหนื่อยเบื่อหน่ายตัวเอง จากนั้นก็วางใจพระเยซู พระองค์จะทรงชำระคุณด้วยโลหิตของพระองค์ และช่วยกู้คุณจากการพิพากษาของพระเจ้า

นักประกาศอย่าง จอร์จ ไวท์ฟิลด์ กล่าวว่า “พระเจ้าเคยสำแดงให้คุณว่าคุณไม่เชื่อในพระเยซูเลยหรือไม่? คุณเคยอธิษฐาน พระเจ้าช่วยให้ข้าพระองค์อยู่ในพระคริสต์? พระเจ้าเคยทำให้คุณทราบหรือไม่ว่าคุณไม่อาจมาที่พระคริสต์ได้ และทำให้คุณร้องไห้เพราะความเชื่อในพระคริสต์? ถ้าไม่ คุณก็ไม่มีสันติสุขในอยู่ในใจเลย ขอพระเจ้าประทานสันติสุขในพระคริสต์ ก่อนที่คุณจะเสียชีวิตและไม่มีดอกาสอีกต่อไป” (“The Method of Grace”) คุณต้องประสบการณ์ที่พบกับความทุกข์ทรมาน เหมือนกับตอนที่พระคริสต์ทรงทนทุกข์ในสวนเกทเสมเน คุณต้องรู้สึกเหมือนอย่างที่พระองค์เคยกรรแสงว่า “จิตวิญญาณของเราเป็นทุกข์จนจะเสียชีวิต...โอ้ พระบิดา หากเป็นไปได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนไปจากข้าพระองค์ไป” (มัทธิว 26:38, 39)

กรุณายืนขึ้นและรองเพลงนมัสการบทที่ 10, “Come, Ye Sinners”

คนชั่ว คนบาป และคนที่เหน็ดเหนื่อยทั้งหลายโปรดเข้ามา
     ด้วยความรักและฤทธิ์อำนาจพระเยซูพร้อมที่จะช่วยคุณ
พระองค์ทรงสามารถ พระองค์ทรงสามารถ อย่าได้สงสัย
     พระองค์ทรงสามารถ พระองค์ทรงสามารถ อย่าได้สงสัย

คนที่เป็นทุกข์ คนที่ได้รับความเจ็บปวดจนเข้ามา
     หากคุณรอวันที่ดีกว่านี้ ไม่มีทางที่คุณจะได้เข้ามา
ไม่ใช่คนชอบธรรม ไม่ใช่คนชอบธรรม พระเยซูมาหาคนบาป
     ไม่ใช่คนชอบธรรม ไม่ใช่คนชอบธรรม พระเยซูมาหาคนบาป

มองไปที่พระผู้ช่วยให้รอด และเข้ามารับการชำระในพระโลหิต
     จงเข้ามาที่พระเยซู อย่าได้วางใจสิ่งอื่นใด
ไม่มีใครนอกจากพระเยซู ไม่มีใครนอกจากพระเยซู ทรงช่วยคนบาปได้
     ไม่มีใครนอกจากพระเยซู ไม่มีใครนอกจากพระเยซู ทรงช่วยคนบาปได้
(“Come, Ye Sinners” by Joseph Hart, 1712-1768; altered by the Pastor).

ลองมาฟังคำพยานจากชายหนุ่มคนหนึ่งที่ได้กลับใจใหม่

ผมเคยมองหาทางที่จะช่วยตัวเองให้รอด ผมเป็นคนที่หยิ่ง หยิ่งถึงขั้นที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนเยอะหยิ่ง ผมยังจำได้ว่าเป็นคนที่เคยต่อต้านพระเจ้า ไม่วางใจพระเยซู...ผมเริ่มอ่านพระคัมภีร์ เริ่ม “ฝึก” อธิษฐานทุกวัน และเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของคริสตจักร แต่ก็ไม่พบกับสันติสุขที่อยู่ภายในเลย ลึกๆที่อยู่ข้างใน ผมรู้ว่ายังเป็นคนที่หลงหาย แต่ก็ไม่ยอมรับ แม้แต่ที่จะเผชิญกับมัน ผมซ่อนความคิดที่ว่าตัวเองเป็นคนบาปไว้ ผมได้พยายามที่จะแก้ตัวในเรื่องความเชื่อ และทำตัวเองให้ดูดีกว่าคนอื่น และแล้วพระเจ้าก็เปิดประตูสวรรค์ และส่งการฟื้นฟูลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายก็ยอมรับว่าต้องการพระเยซูช่วบผม...ผมเริ่มเห็นในสิ่งที่ตัวเองทำว่าไม่อาจที่จะช่วยตัวเองให้รอดได้ ผมไม่มีกำลัง ผมพยายามดิ้นรนต่อสู้กับตัวเองพยายามวางใจพระเยซู แต่ความภาคภูมิใจของผมก็ไม่ยอมปล่อยผม ... ผมยอมแพ้ด้วยความหวังทั้งหมด ผมยอมแพ้ที่จะละทิ้งตัวเก่าออกไป ผมรู้สึกว่าทั้งหมดได้ลงมาทับความคิดทั้งหมดของผม ฉันรู้สึกเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่ ในเวลานั้นด้วยความมหัศจรรย์พระเยซูจึงเสด็จมาหาผม และเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่วางใจในพระองค์ ผมพยายามจะมาหาพระเยซู แต่ผมไม่สามารถทำได้ และพระเยซูทรงมาหาผม ในยามที่ผมคิดไม่มีวันที่ตัวเองจะสามารถรอดได้ แต่เมื่อพระเยซูเสด็จมาหาผม ผมก็เชื่อพระองค์โดยไม่ยากเลย...พระเยซูทรงยอมรับผม และทรงล้างผมด้วยพระโลหิตของพระองค์ ... ความดีทุกอย่างในตัวข้าพระองค์เป็นเพราะว่าพระเยซูทรงช่วยข้าพระองค์ไว้ ผมไม่สามารถหยุดกลั้นน้ำตาของผมได้ เมื่อนึกถึงพระเยซูน้ำตาแห่งความปิติยินดี น้ำตาแห่งความแห่งความดีใจหลั่งออกมา เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำให้ผม ด้วยความรักทั้งหมดของพระเยซูที่มีต่อผม ผมไม่สามารถที่จะบรรยายได้ ได้แต่ขอบคุณพระเจ้า และทั้งหมดที่ผมสามารถทำได้คือการให้สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเพื่อพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของผม

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดยท่าน เบนจามิน คินเคท กรี่ฟฟี่:
“Come, Holy Spirit, Heavenly Dove” (by Dr. Isaac Watts, 1674-1748;
to the tune of “O Set Ye Open Unto Me”)


โครงร่างของ

ความเหี่ยวแห้งจากผลงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

THE WITHERING WORK OF GOD’S SPIRIT

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“เสียงหนึ่งร้องว่า ร้องซิ และเขาว่า ข้าจะร้องว่ากระไร บรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้า และความงาม [ความรัก NASV สง่าราศีของพวกเขา NIV] ทั้งสิ้นของมันก็เป็นเสมือนดอกไม้แห่งทุ่งนา ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป เพราะพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์เป่ามาถูกมัน มนุษยชาติเป็นหญ้าแน่ทีเดี ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (อิสยาห์ 40:6-8)

(อิสยาห์ 40:5; 58:1; 40:3; จอห์น 1:23; จอห์น 7:28, 37;
กิจการ 2:14; 2 ทิโมธี 4:2, 3)

I.       ประการแรก ข้าจะร้องถึงชีวิตที่แสนสั้น,
อิสยาห์ 40:6; ยากอบ 1:10-11; มาระโก 8:36, 37;
สดุดี 90:12.

II.     ประการที่สอง ความเหี่ยวแห้งนี้คือการกระทำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ อิสยาห์ 40:7;มัทธิว 26:38, 39.