Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




พิสูจน์การประสูติของพระคริสต์โดยพระวิญญาณ

PROOFS OF THE VIRGIN BIRTH
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ในนครลอสแอนเจลิส
ในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2015
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord's Day Evening, December 13, 2015

“ดูเถิด หญิงพรหมจารีย์คนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล” (อิสยาห์ 7:14)


นี่คือคำพยากรณ์ที่ชัดเจนที่กล่าวถึงการทรงบังเกิดของพระเยซูคริสต์ – ในพันธสัญญาเดิม บางคนมีปัญหาไม่เชื่อหลักคำสอนของคริสเตียน แต่ปัญหาที่แท้จริงของพวกเขาคือไม่เชื่อความอัศจรรย์ใด ๆ เพราะชาวโลกไม่เชื่อเรื่องการอัศจรรย์อย่างคริสเตียน - และพวกเขาก็ไม่เชื่อพระเจ้าด้วย!

เราได้เปิดบทสนทนาของเบนสไตน์ในหัวข้อ "กำจัดออก" ในคริสตจักรของเราเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับผม จุดที่น่าสนใจที่สุดของบทสนทนาในวีดีนี้คือ นายสไตน์ สัมภาษณ์ ริชาร์ ดาว์คินส์ เพราะ ดร. ดาว์คินส์เป็นคนสมัยใหม่ และเชื่อในหลักการของวิวัฒนาการ เขาได้ให้กรณีศึกษาหนึ่ง โดยกล่าวถึงกระบวนการวิวัฒนาการตามยุคสมัยต่างๆ เขาเองก็เหมือนกับผู้เชื่อในหลักการวิวัฒนาการคนอื่นๆ เขาจะต้องเผชิญกับสองด้าน นั่นคืออธิบายถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตอย่างไร นายสไตน์ ถามเขาโดยคำถามที่รุนแรงนี้ ตอนนี้คุณสามารถสังเกตุเห็นริมฝีปากของคินว์ส์ว่าสั่นมาก ตอนที่สไตน์ถามคำถามนี้ - "เริ่มแรกนั้นสิ่งมีชีวิตมาจากที่ไหน?" สามารถเห็นเหงือไหลบนหน้าผากของ ดาว์คินส์ 'สุดท้ายดาว์คินส์ เลยตอบว่ามนุษย์ต่างดาวจากดาวเคราะห์ดวงอื่นอาจจะมาและหว่าน "เมล็ด" ของสิ่งมีชีวิตไว้บนโลก นายสไตน์ก็ถามต่อทันทีว่า "คุณหมายความว่าคนต่างดาวจากดาวดวงอื่นนำสิ่งมีชีวิตมาไว้ในโลกอย่างนั้นหรือ" ผมคิดว่าดาว์คินส์คงลืมไปว่ากล้องกำลังบันทึกอยู่ เขาจึงตอบว่า "ใช่" หลังจากนั้นเขาก็พยายามที่จะฟ้องนายสไตน์ที่บันทึกคำพูดของเขาลงในวีดีโอ แต่ในสัญญานั้น เขาได้ลงนามก่อนว่าจะไม่ฟ้องร้องคดีใดๆ

ไร้สาระสิ้นดี! ที่ว่าคนตัวเล็กๆจากอวกาศนำสิ่งมีชีวิตเข้ามาในโลกของเรา! ดูเหมือนจะเป็นนิยายทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก! ไม่ว่าความคิดที่โง่ๆของดาว์คินส์ 'จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ยังคงไม่สามารถอธิบายได้ถึงสิ่งมีชีวิตว่าเริ่มต้นมาจากดาวเคราะห์อื่น ๆ ! ดังนั้น เราเห็นวีดีโอของนายสไตน์ สิ่งที่คนไม่เชื่อกำลังคิดและทำนั้นก็เพื่อหลีกเลี่ยง ที่จะยอมเชื่อถึงความมหัศจรรย์ของพระเจ้าที่สร้างสิ่งมีชีวิตบนโลกของเราเท่านั้น

ซี เอส ลูวิส กล่าวว่า "ผมใช้คำว่าอัศจรรย์ในหมายที่กล่าวถึงสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ หรือเหนือพลังของมนุษย์" ลูอิสกล่าวอีกครั้งว่า "ถ้าเรายอมรับว่าพระเจ้า เราต้องยอมรับความอัศจรรย์ด้วย? เป็นจริงแน่นอน" (Miracles, pp. 105, 9).

ซี เอส ลูวิส หมายความว่าความมหัศจรรย์ของพระเจ้าก็เป็นไปได้ คุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ (จากไม่มีอะไรเลย) พระเยซุตรัสว่า “สำหรับพระเจ้าทุกอย่างก็เป็นไปได้” (มาระโก 10:27)

แม่ของผมกลับใจใหม่ตอนอายุ 80 ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะมายืนยันและชวนให้คิดว่า เธอเคยคิดที่จะกลับใจใหม่ ไม่มีเลย ผมสามารถเล่าลายละเอียดว่าสาเหตุใด แม่ถึงกลับใจใหม่ได้ แต่ผมจะไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ในคืนนี้ แต่ในคืนนี้ผมจะเล่าถึงความอัศจรรย์ที่เกิดให้กับแม่ก่อนที่ท่านจะกลับใจใหม่ ตอนนั้นผมอยู่ในนิวยอร์กกับครอบครัว ส่วนแม่อยู่ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งห่างกันประมาณสามพันไมล์ ตอนที่ผมอธิษฐาน จู่ ๆ รู้สึกว่าแม่จะต้องมารับความรอดตอนนี้ ผมจึงโทรไปหา ดร. คาเกน และขอให้เขาไปนำแม่มาต้อนรับพระคริสต์ แต่ท่านก็กลัวไปไกล้าไป เพราะว่าก่อนหน้านั้น เธอเคยตะคอดใส่ แต่ครั้งนี้ผมยืนยันว่าพระเจ้าทรงตรัสให้ผมว่าแม่จะมารับความรอด ดังนั้น ท่านจึงขับรถไปที่บ้าน และนำแม่มารับเชื่ออย่างง่ายดาย - และชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป ใช่นั่นคือความมหัศจรรย์ แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมจะเน้นในที่นี่ ผมรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะกลับใจใหม่? ผมอยู่ห่างแม่ตั้งทางสามพันไมล์ ผมไม่ได้โทรศัพท์ไปพูดกับแม่ แต่ผมรู้ รู้ได้อย่างไร นั่นเป็นความมหัศจรรย์ พระเจ้าทรงตรัสให้ผม นั่นเป็นความมหัศจรรย์ ง่ายๆอย่างนี้แหละ

ก่อนหน้านี้แม่เป็นคนที่ไม่เชื่อในความอัศจรรย์ ท่านเป็นพวกมนุษย์นิยมเน้นทางโลกและเชื่อหลักการวิวัฒนาการ นั่นคือความมหัศจรรย์ในครั้งที่สามที่เข้ามาในชีวิตของแม่ ครั้งแรกคือพระเจ้าทรงบอกผมว่าแม่จะกลับใจใหม่ ครั้งที่สองคือแม่กลับใจใหม่ แต่ความอัจรรย์ครั้งที่สาม มีอยู่ในหลาย ๆ ทางและสำคัญที่สุด – อย่างน้อยก็เกิดให้กับผม

ไม่กี่เดือนหลังจากที่แม่กลับใจใหม่แล้ว ผมได้พาแม่และครอบครัวของผมไปหาชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของผมคนหนึ่ง เขามีเพื่อนมากและชอบดื่มเหล้าหนัก หนึ่งในภรรยาของพวกเขาเมาแต่ไม่มาก เธอรู้ว่าผมเป็นนักเทศน์ ดังนั้นเธอจึงนั่งลงที่โต๊ะตรงข้ามและเริ่มถามผมว่า "สิ่งมหัศจรรย์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร? พระเยซูเลี้ยง 5,000 คนด้วยปลาไม่กี่ตัวได้อย่างไรกัน? พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายได้อย่างไรกัน? ทะเลแดงแยกออกจากกันได้อย่างไรกัน? ฮ่าฮ่าฮ่า!"

ผมไม่ได้พูดอะไรสักคำ ผมไม่ต้องการทะเลาะในบ้านของลูกพี่ลูกน้องของผม ตอนนั้นแม่ของผมก็นั่งอยู่ข้างๆ ทันใดนั้นผมเห็นดวงตาของแม่ดูเหมือนจะโกรธจัด ปกติไม่มีใครกล้าพูดกับแม่หากท่านแสดงอาการเช่นนี้! แม่มองไปที่ผู้หญิงคนนั้น พร้อมกับพูดออกมาดังๆว่า "คุณเชื่อในพระเจ้าหรือไม่เชื่อ?" ผู้หญิงนั้นสะดุ้งตกใจ ใบหน้าของเธอดดูซีก เธอตอบเบาๆว่า "อืม ... เชื่อเหมือนกัน" แม่จ้องไปมาที่เธอและพูดเสียงดังอีกว่า "นั่นใช่ปัญหาของคุณหรือไม่?" ทุกคนในบ้านต่างก็เงียบไปหมด นั่นจึงหยุดการโต้แย้งเรื่องการอัศจรรย์!

ดู ถ้าคุณเชื่อในพระเจ้า – อย่างที่ ซี เอส ลูวิส กล่าว – จะไม่มีการโต้เถียงถึงความอัศจรรย์เลย! อย่างที่พระเยซูตรัสว่า "สำหรับพระเจ้าทุกสิ่งเป็นไปได้" และนี่จึงนำเราไปยังข้อที่พระเยซูมาบังเกิดโดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผมมีสองประการที่เป็นข้อ “พิสูจน์" แต่คุณจะรับรู้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ แต่ข้อ "พิสูจน์" เหล่านี้จะโน้มน้าวเปลี่ยนคุณได้ถ้าคุณเชื่อในพระเจ้า และไม่อาจช่วยคนที่ปฏิเสธที่จะเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

I. ประการแรก การประสูติของพระคริสต์นั้นถูกพยากรณ์เอาไว้ล่วงหน้าในพระคัมภีร์เดิม

คำพยากรณ์แรกที่กล่าวถึงการประสูติของพระเยซูนั้น อยู่ในสวนเอเดน นั่นคือช่วงไม่นานหลังจากพ่อแม่คนแรกของเราหลงทำบาปต่อต้านพระเจ้า พวกเขาได้ไปฟังซาตานโดยล่อให้พวกเขาทำบาป พระเจ้าทรงตรัสกับซาตาน

“และเราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นปฏิปักษ์กัน ทั้งเชื้อสายของเจ้ากับเชื้อสายของนาง เชื้อสายของนางจะกระทำให้หัวของเจ้าฟกช้ำ และเจ้าจะกระทำให้ส้นเท้าของท่านฟกช้ำ” (ปฐมกาล 3:15)

นี่คือพระเจ้าพยากรณ์ครั้งแรกเกี่ยวกับการประสูติของพระเยซู เชื้อสายของนางจะขยี้หัวของงู นักวิชาการด้านพระคัมภีร์เดิมของเธอร์แลนด์อย่าง ดร. คลอส เวสเตอร์แมนน์ (1909-2000) กล่าวว่า "จากช่วงเวลาที่ธรรมเนียมของอิราเนอัส ( 130-202) มีความเข้าใจคำทำนายเกี่ยวกับพระคริสต์ (และมารีย์) เชื้อสายของนางคือกล่าวถึงลูกหลาน [พระคริสต์] จะบดหัวของงู [ซาตาน] ... คำอธิบายนี้เริ่มต้นจากอิราเนอัส และเป็นการตีความถูกต้อง ผ่านทางประวัติศาสตร์ของอรรถธิบายทั้งของคาทอลิกและพวกอีเวนเจลิคอล์" (Claus Westermann, Ph.D., Genesis 1-11: A Commentary, Augsburg, 1984, p. 260)

ดร. เฮนรี่ เอ็ม มอร์ริส กล่าวว่า "'เชื้อสายของผู้หญิง' เท่านั้นที่สามารถกล่าว [อ้างอิง] ถึงลูกหลานของเอวาในอนาคตที่มีบิดาไม่ใช่มนุษย์ ในทางชีวภาพเป็นผู้หญิงคนหนึ่งไม่สามารถให้กำเนิดเชื้อสายได้...ตามหลักพระคัมภีร์แล้วกล่าวถึงเชื้อสายของมนุษย์ ... เชื้อแห่งคำสัญญานี้จะต้องได้รับการฝังลงไปในครรภ์ [ของมารีย์] อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยวิธีนี้เท่านั้นพระองค์ [พระคริสต์] ถึงไม่อยู่ในสถานะคนบาป เหมือนลูกคนอื่นๆของอาดัม แต่ช่วยคนบาปให้รอด นี่คือคำทำนายที่ชัดเจนถึงการบังเกิดของพระเยซูคริสต์อย่างผู้บริสุทธิ์" (Henry M. Morris, Ph.D., The Defender’s Study Bible, World Publishing, 1995, p. 13; note on Genesis 3:15)

พระคำที่เราจะเปิดนี่ ก็อยู่ในพระคัมภัร์เดิม ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวว่า

“ดูเถิด หญิงพรหมจารีย์คนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล” (อิสยาห์ 7:14)

ภาษาอังกฤษคำว่า "บริสุทธิ์" ที่นี่ถูกแปลมาจากคำในภาษาฮีบรูคือ "almah" ถูกใช้เจ็ดครั้งในพันธสัญญาเดิมเพื่ออ้างถึงหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน เอ็ดเวิร์ดอี ฮินด์สัน กล่าวว่า "จะถูก [ใช้] ในความหมายความบริสุทธิ์เสมอ พระคัมภีร์ใช้คำว่า almah อย่างชัดเจน และไม่เคยอ้างถึงผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว แต่มักจะใช้ให้กับผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานเท่านั้น" (Edward E. Hindson, “Isaiah’s Immanuel,” Grace Journal 10, Fall, 1969, p. 7) นักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เจ เกรสเฮ็ม มาเชน์ กล่าวว่า "ในเจ็ดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพันธสัญญาเดิมคำว่า almah ไม่เคยใช้กล่าวถึงผู้หญิงคนใดคนหนึ่งที่ไม่บริสุทธิ์" (J. Gresham Machen, Ph.D., The Virgin Birth of Christ, Baker Book House, 1965, p. 288)

แต่หลักฐานชี้สำคัญที่พิสูจน์คำว่า "almah" ซึ่งหมายถึง "บริสุทธิ์" มาจากรับไบ 200 คนก่อนคริสตกาล รับไบเจ็ดสิบคนจากทั่วโลกแปลพระคัมภีร์เดิมที่เป็นภาษาฮีบรูเป็นภาษากรีก เพราะเป็นภาษาที่ชาวยิวในโลกของโรมันพูดกันมากที่สุด รับไบเหล่านี้ต่างก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักวิชาชาวภาษาฮิบรูในยุคนั้น นั่นคือ 200 ปีก่อนคริสตกาล รับไบชาวยิวเหล่านี้แปลคำภาษาฮิบรูนี้ "almah" ในอิสยาห์ 7:14 ไปเป็นภาษากรีก "parthenos" - ซึ่งหมายถึงบริสุทธิ์ - ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับชายคนหนึ่ง รับไบทั้ง 70 คนแปลพันธสัญญาเดิมไปเป็นภาษากรีกคือฉบับที่เรียกว่า เซปตัวจินต์ หรือ Septuagint ดร. เบน วิเทอรีนตัน ที่สาม กล่าวว่า ถ้าคำว่า “almah” ไม่ได้หมายถึง “บริสุทธิ์” “เป็นการยากมาก และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเห็นว่าทำไมพวกนักแปล [รับไบ] ฉบับ the LXX [เซปตัวจินต์] ใช้อย่างเดียวกันกับภาษากรีกคือคำว่า ‘parthenos’ ซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกัน” (Ben Witherington III, Ph.D., “The Birth of Jesus,” Dictionary of Jesus and the Gospels, InterVarsity Press, 1992, p. 64)

ทั้งหมดนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าพวกรับไบได้แปลพระธรรม อิสยาห์ 7:14 ได้อย่างถูกต้องดังนี้

“ดูเถิด หญิงพรหมจารีย์คนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล” (อิสยาห์ 7:14)

ตามประวัติศาสตร์เฉพาะผู้หญิงคนใดคนหนึ่งที่บริสุทธิ์เท่านั้น ถึงจะได้รับสิ่งมหัศจรรย์ เธอคือมารีย์ มารดาของพระเยซูพระคริสต์

II. ประการที่สอง การประสูติของพระคริสต์ได้รับการพิสูจน์ในพระคัมภีร์ใหม่

โปรดกลับไปที่พระธรรม มัทธิว 1:23

“ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และจะคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล ซึ่งแปลว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (มัทธิว 1:23)

โยเซฟได้หมั้นมารีย์ไว้แล้ว ก่อนที่พวกเขาจะแต่งงานกันนั้น “มารีย์มีครรภ์แล้วด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์” (มัทธิว 1:18) ตามธรรมชาติแล้ว โจเซฟคิดว่าเธอต้องทำผิดประเวณีแน่นอน ด้วยความที่เขาไม่อยากให้เธอต้องได้รับอับอาย เขาจึงวางแผนตีตัวออกห่างจากเธอ เพื่อจะไม่ได้แต่งงานกับเธอ เขาคิดถึงปัญหานี้ในขณะที่กำลังหลับอยู่ ทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็มาปรากฏและตรัสว่า “อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้าเลย เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอเป็นโดย [มาจาก] เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์” ทูตสวรรค์อ้างคำพูดนี้จากอิสยาห์ 7:14 มาพูดให้กับโยเซป

“ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และจะคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล ซึ่งแปลว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (มัทธิว 1:23)

ดังนั้นการแปลฉบับเซปตัวจินท์จึงนำคำพูดนี้มากล่าวซ้ำในมัทธิว 1:23 โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้นคำว่า “parthenos” เป็นคำที่ได้รับการดลใจที่เป็นคำของพระเจ้า

ผมตัดสินใจที่จะกล่าวถึงพระคัมภีร์ใหม่ เพื่อให้เห็นถึงบุคคลที่รู้จักการบังเกิดของพระเยซูอย่างดีที่สุด แต่ขอกล่าวถึงบุคคลอื่นๆที่ใช้ชีวิตร่วมกับพระเยซูด้วย

ผมเริ่มที่โยเซฟ พ่อบุญธรรมของพระองค์ โยเซฟเชื่อการบังเกิดโดยเดชของพระวิญญาณ

“ครั้นโยเซฟตื่นขึ้นก็กระทำตามคำซึ่งทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งเขานั้น คือได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา แต่มิได้ร่วมรู้กับเธอจนประสูติบุตรชายหัวปีแล้ว และโยเซฟเรียกนามของบุตรนั้นว่า เยซู” (มัทธิว 1:24-25)

คนต่อไปคือมารีย์ เหมือนกับโยเซฟ เธอเริ่มต้นโดยไม่เชื่อถึงการบังเกิดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เธอกล่าวว่า “เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปอย่างไรได้ เพราะข้าพเจ้ายังหาได้ร่วมกับชายใดไม่?” (ลูกา 1:34).

“ทูตสวรรค์จึงตอบเธอว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาบนเธอ และฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ เหตุฉะนั้นองค์บริสุทธิ์ที่จะบังเกิดมานั้นจะได้เรียกว่า พระบุตรของพระเจ้า” (ลูกา 1:35)

“เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงกระทำไม่ได้” (ลูกา 1:37)

ต่อมามารีย์ก็เชื่อการบังเกิดโดยเดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะเธอพูดว่า “ดูเถิด ข้าพเจ้าเป็นหญิงคนใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้บังเกิดแก่ข้าพเจ้าตามคำของท่านเถิด”

“ฉะนั้นองค์บริสุทธิ์ที่จะบังเกิดมานั้นจะได้เรียกว่า พระบุตรของพระเจ้า” (ลูกา 1:35)

ต่อไปตัวของพระเยซูคริสต์เอง พระองค์เองตรัสว่า

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกยิ่งนัก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16)

พระเยซูตรัสว่า พระองค์เป็น “พระบุตรองค์เดียว” ของพระเจ้า ต่อไปคือพระเจ้าเอง ยอห์นผู้ให้บัพติศมาได้บัพติศมาพระองค์ที่แม่น้ำจอร์แด็น จากนั้นพระสุรเสียงของพระเจ้าดังมาจากสวรรค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราโปรดปรานท่านมาก” (มัทธิว 3:17) จากนั้นยอห์นผู้ให้บัพติศมาก็กล่าวว่า “และข้าพเจ้าก็ได้เห็นแล้ว และได้เป็นพยานว่า พระองค์นี้แหละ เป็นพระบุตรของพระเจ้า” (ยอห์น 1:34) โจเซฟ มารีย์ พระเยซูเอง ยอห์นบัพติศโต และพระเจ้าพระบิดา - ทั้งหมดต่างกล่าวว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า – แสดงให้เห็นว่าพระองค์ประสูติจากฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์

“ฉะนั้นองค์บริสุทธิ์ที่จะบังเกิดมานั้นจะได้เรียกว่า พระบุตรของพระเจ้า” (ลูกา 1:35)

ผมอ่านพระคัมภีร์ใหม่ ผมพบว่าแม้แต่วิญญาณชั่วยัง “ร้องออกว่า เราทำอะไรให้เจ้า พระเยซู พระบุตรของพระเจ้า? อย่ามาทำลายพวกเราก่อนเวลานั้นจะมาถึงเลย?” ใช่ แม้แต่พวกวิญญาณชัวก็ยังรู้ว่าพระองค์เกิดจากพระวิญญาณของพระเจ้า! ตอนที่พระเยซูถามพวกสาวก “พวกเจ้าคิดว่าเราเป็นใคร?” เปโตรบอกว่า “พระองค์เป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ (มัทธิว 16:16) ดังนั้นอัครสาวกยอห์น ผู้ที่รู้จักพระองค์มากกว่าคนอื่น กล่าวว่า “แต่การที่ได้จดเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า” (ยอห์น 20:31) ยอห์น กล่าวอีกครั้งว่า “แท้จริงเราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีธรรมกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์” (1 ยอห์น 1:3) ใช่ อัครสาวก ยอห์น รู้จักพระองค์มากกว่าคนอื่น กล่าวว่าพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าทรงบังเกิดจากพระวิญญาณ เขาบอกว่าพระเยซูเป็น “พระบุตรองค์เดียว” ของพระเจ้า (ยอห์น 1:18) ตอนที่อาจารย์เปาโล กลับใจใหม่แล้ว “และโดยทันทีทันใดท่านประกาศตามธรรมศาลา กล่าวเรื่องพระคริสต์ว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า” (กิจการ 9:20) สาวกทั้งหมดต่างก็รู้ “สิ่งที่บริสุทธิ์นั้น” ซึ่งบังเกิดมาจากหญิงพรมจารีย์ที่ชื่อ มารีย์ เรียกว่า “พระบุตรของพระเจ้า” (ลูกา 1:35) คำสุดท้ายที่พระเยซูตรัสบนไม้กางเขนคือ “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ลูกา 23:46) จากนั้นนายทหารที่ตอกตะปูพระองค์ที่กางเขนก็คุกเข่าลงและกล่าวว่า ““แท้จริงท่านผู้นี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า” (มาระโก 15:39)

พวกเดียวที่ล้อเลียนพระบุตรของพระองค์คือคนชั่วที่ตรึงพระองค์ที่กางเขน บรรดาคนชั่วร้องว่า “มิใช่เพราะพระองค์ล่วงกฎวันสะบาโตเท่านั้น แต่ยังได้เรียกพระเจ้าว่าเป็นบิดาของตนด้วย ซึ่งเป็นการกระทำตนเสมอกับพระเจ้า” (ยอห์น 5:18) พวกเขาร้องตะโกนใส่พระองค์ว่า “เจ้าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวันน่ะ จงช่วยตัวเองให้รอด ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า จงลงมาจากกางเขนเถิด” (มัทธิว 27:40) แต่ถ้าพระองค์ลงมาจากกางเขน นั่นก็จะเห็นผลตรงข้ามแน่นอน ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่ได้เป็นพระบุตรของพระเจ้า!

พระผู้บริสุทธิ์ พระบุตรของพระเจ้าลงมาจากสวรรค์ มาอยู่ในครรภ์ของมารีย์ และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อชดใช้ความผิดของเรา พระองค์สถิตท่ามกลางพวกเราผู้เป็นคนบาป และหลั่งโลหิตที่บริสุทธิ์เพื่อชำระเราให้ปราศจากความผิดบาปของเรา

ผมยังไม่ได้กล่าวถึงจุดท้ายในบทเทศนานี้ ผมจะกล่าวถึง อิสยาห์ 7:14 อย่างที่กล่าวเอาในมัทธิว 1:23 ตามฉบับเซปตัวจินท์

“ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และจะคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล ซึ่งแปลว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (มัทธิว 1:23)

นั่นคือความหมายของคำว่า อิมมานูเอล หมายถึง "พระเจ้าอยู่กับเรา" นั่นคือเด็กที่บริสุทธิ์คนนั้น พระองค์เป็น "พระเจ้าอยู่กับเรา"

เมื่อตอนที่ผมยังเป็นเด็กอยู่ ผมรู้ว่ามีพระเจ้า ตอนผมซ่อนตัวอยู่ใต้ดอกไม้ในสนามหลังบ้านของยาย ผมได้คุยกับพระองค์ แต่ผมไม่รู้จักพระองค์ ผมรู้ว่าจะต้องมีพระเจ้าผู้สร้างดอกไม้ที่สวยงามโลดโผนเหล่านั้น! ผมรู้ว่ามีพระเจ้า ตอนที่ยืนอยู่คนเดียวที่ทะเลทรายในรัฐแอริโซนา - ฝนตกลงมาบนแผ่นดินแห้งแล้ง – ช่วงยอดเยี่ยมมาก เพราะเต็มไปด้วยกลิ่นของโลกในขณะที่มันได้ดื่มน้ำจากสายฝน ต้องมีพระเจ้าสร้างสิ่งมหัศจรรย์ดังกล่าวแน่ แต่ผมไม่ได้รู้จักพระองค์ ผมรู้ว่ามีพระเจ้า ตอนที่เรานำศพของคุณยาย ผมเหงื่อออกและร้องไห้ ตอนนั้นผมรู้สึกว่าพระเจ้าเสด็จลงมา ต้องมีพระเจ้า แต่ผมไม่รู้จักพระองค์

แต่แล้วเช้าวันหนึ่งพระเยซูเสด็จลงมาที่ผมและกู้จิตวิญญาณของผม นั่นคือความแตกต่าง! พระนามของพระองค์คืออิมมานูเอล - พระเจ้าอยู่กับเรา! พระโลหิตของพระองค์ชำระเรา พระวจนะของพระองค์เสริมสร้างเรา การสถิตของพระองค์กำจัดความกลัวของเราออกไป พระเยซู – อิมมานูเอลของเรา - พระเจ้าอยู่กับเรา! ผมชอบ ชาร์ลส์ เวสลีย์ (1707-1788) กล่าวถึงวันออกอธิษฐานตามบ้าน คืนก่อนวันคริสต์มาสดังนี้ว่า!

เทอดทุนพระคริสต์ผู้ประทับในสวรรค์
   พระคริสต์พระผู้ทรงดำรงนิรันดร์กาล
ในคินวันที่พระองค์เสด็จลงมาบังเกิด
   มาอยู่ในครรภ์ของหญิงพรมาจารีย์
บังเกิดมาในสภาพเนื้อหนังให้ได้เห็นพระเจ้า
   เป็นพระเจ้าและเสด็จลงมา
เป็นมนุษย์และสถิตอยู่กับมนุษย์
   พระเยซู อิมมานูเอลของเรา
เหล่าทูตสวรรค์ต่างก็ร้องเพลง
   “รัศมีภาพจงมีแด่กษัตริย์ผู้ทรงบังเกิด”
(“Hark, the Herald Angels Sing,” Charles Wesley, 1707-1788)

ผมอธิษฐานขอให้คุณวางใจพระเยซู และรอดพ้นจากการพิพากษาและบาป ชำระความชั่วช้าโดยโลหิตอันบริสุทธิ์ของพระองค์ พระบิดาบนสวรรค์ข้าพระองค์อธิษฐานขอให้มีคนมาถึงพระบุตรของพระองค์ และได้รับความรอดโดยพระองค์ในคืนนี้ อาเมน!

หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดยท่าน อาเบล บรูดโฮมมี: มัทธิว 1:18-25.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย ท่าน เบนจามิน คินเคด กรีฟฟี่:
“Hark, the Herald Angels Sing” (Charles Wesley, 1707-1788).


โครงร่างของ

พิสูจน์การประสูติของพระคริสต์โดยพระวิญญาณ

PROOFS OF THE VIRGIN BIRTH

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล” (อิสยาห์ 7:14).

(มาระโก 10:27)

I.      ประการแรก การประสูติของพระคริสต์นั้นถูกพยากรณ์เอาไว้ล่วงหน้าในพระคัมภีร์เดิม ปฐมกาล 3:15.

II.    ประการที่สอง การประสูติของพระคริสต์ได้รับการพิสูจน์ในพระคัมภีร์ใหม่ มัทธิว 1:23, 18; 24-25;
ลูกา 1:34, 35, 37; ยอห์น 3:16; มัทธิว 3:17;
ยอห์น 1:34; มัทธิว 16:16; ยอห์น 20:31;
I ยอห์น 1:3; ยอห์น 1:18; กิจการ 9:20; ลูกา 23:46; มาระโก 15:39; ยอห์น 5:18; มัทธิว 27:40.