Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ทางนั้น ความจริง และชีวิต

THE WAY, THE TRUTH, AND THE LIFE
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ในนครลอสแอนเจลิส
ในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 2015
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord's Day Morning, November 15, 2015

“พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)


ตอนที่เราอ่านพระธรรมยอห์นบทที่ 13 และ 14 เราเห็นถึงความตาบอดของเหล่าสาวก พวกเขาอาศัยอยู่กับพระคริสต์เป็นเวลาสามปี แต่ยังคงตาบอด พวกเขาเคยรักษาคนป่วย และเคยขับผี แต่พวกเขายังคงตาบอด แปลกให้กับผมที่คนสามารถอ่านพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม แต่กลับไม่เข้าใจเลย! พระเยซูบอกพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระองค์จะถูถตรึงที่กางเขน และจะสิ้นพระชนม์ และเป็นขึ้นมาจากความตาย

“พระองค์ทรงพาสาวกสิบสองคนไปกับพระองค์แล้วตรัสกับเขาว่า “ดูเถิด เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และสิ่งสารพัดซึ่งเหล่าผู้พยากรณ์ได้เขียนไว้ว่าด้วยบุตรมนุษย์นั้นจะสำเร็จ ด้วยว่าบุตรมนุษย์นั้นจะต้องถูกมอบไว้กับคนต่างชาติ และเขาจะเยาะเย้ยท่าน กระทำหยาบคายแก่ท่าน ถ่มน้ำลายรดท่าน เขาจะโบยตีและฆ่าท่านเสีย แล้วในวันที่สามท่านจะเป็นขึ้นมา ใหม่ฝ่ายเหล่าสาวกมิได้เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย และคำนั้นก็ถูกซ่อนไว้จากเขา และเขาไม่รู้เนื้อความซึ่งพระองค์ตรัสนั้น” (ลูกา 18:31-34; ให้ดูที่มัทธิว 12:38-42; 16:21-23; 17:22-23; 20:17-19; มาระโก 10:32-34 ด้วย)

พวกเขาไม่เข้าใจความจริงในขั้นพื้นฐาน “ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจในสิ่งที่ตรัสแล้วนั้นหรือไม่” พวกเขาไม่เข้าใจในพระกิตติคุณ! เราทราบถึงการที่พระเยซูและเหล่าสาวกร่วมรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายด้วยกัน พระองค์จะถูกตรึงในวันถัดไป พวกสาวกตาบอดจากความจริงในพระกิตติคุณ!

ที่อาหารมื้อสุดท้ายนี้ พระเยซูทรงล้างเท้าพวกสาวก เปโตรทูลพระเยซูว่า “พระองค์จะทรงล้างเท้าของข้าพระองค์ไม่ได้” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราไม่ล้างท่านแล้ว ท่านจะมีส่วนในเราไม่ได้” ซีโมน เปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า มิใช่แต่เท้าของข้าพระองค์เท่านั้น แต่ขอทรงโปรดล้างทั้งมือและศีรษะด้วย” (ยอห์น 13:8, 9) พวกเขาไม่เข้าใจความจำเป็นเกี่ยวกับการถ่อมตัว (13:14-17) ส่วนยูดาห์ก็แปลกกว่าคนอื่นคือทรยศพระเยซู (13:30) เปโตรกล่าวว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะเสด็จไปที่ไหน?” (ยอห์น 13:36) พระเยซูตรัสให้กับเปโตรว่าตอนนี้เขาไม่อาจไปในทางที่พระองค์ไป แต่หลังจากนั้นเขาก็จะไป (ยอห์น 13:36) เปโตรคิดไม่ออกเลยว่าพระเยซูตรัสถึงการเสด็จสู่สวรรค์ เปโตรพูดด้วยความมั่นใจว่า “ข้าพระองค์จะสละชีวิตเพื่อพระองค์” (ยอห์น 13:37) พระเยซูตรัสว่า “ท่านจะสละชีวิตของท่านเพื่อเราหรือ เราบอกความจริงอันเที่ยงแท้แก่ท่านว่า ก่อนไก่ขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง” (ยอห์น 13:38) พระเยซูตรัสอีกว่า “เราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย” (ยอห์น 14:2) พวกเขาคิดไม่ออกเลยว่าพระเยซูตรัสถึงการเสด็จสู่สวรรค์ โทมัสทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร?” (ยอห์น 14:5) อย่างที่ผมพูดมาแล้วว่าแม้แต่ความจริงที่ง่ายๆนี้ แม้แต่เหล่าสาวกก็ไม่เข้าใจเลย พระคัมภีร์ฉบับ The Scofield แปลพระธรรม ยอห์น 3:3 ซึ่งเป็นลักษณะอธิบายถึงความบอดของพวกเขา

สิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญของการบังเกิดใหม่จากการ “เห็น” และ การเข้าแผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้า อย่างไรก็ตามของประทาน คุณธรรม และธรรมชาติของมนุษย์คือ บอดในฝ่ายจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์ และความสำคัญในการเข้าแผ่นดินสวรรค์ ซึ่งคนๆหนึ่งสามารถเชื่อฟัง เข้าใจ หรือทำให้พระเจ้าพอพระทัย

ผมเห็นด้วยกับคำพูดนี้ คนที่ยังไม่กลับใจใหม่พูดว่า “ธรรมชาติของมนุษย์นั้นบอดความจริงในฝ่ายวิญญาณอยู่แล้ว” และนี่ก็ยังเป็นคำถามให้กับพวกสาวกในคืนก่อนพระเยซูถูกตรึงที่กางเขน พวกเขาติดตามพระองค์เป็นเวลาสามปี แต่พวกเขายังตายในฝ่ายวิญญาณ! เพราะว่า

“แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยจิตวิญญาณ” (1 โครินธ์ 2:14)

พวกสาวกยังคงบอดในฝ่ายจิตวิญญาณ ไม่กลับใจใหม่ จนกระทั่งพระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันอิสเตอร์ บางคนพูดว่า “ทำไมถึงพูดอย่างนั้น?” คนในยุคที่ละทิ้งพระเจ้านี้ทำไมบอดถึงเพียงนี้! นั่นคือกล่าวไว้ในตอนท้ายของพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม! (ดูยอห์น 20:19-22; ลูกา 24:36-45; etc.) เป็นอะไรที่แปลกให้กับผมมากที่นักเทศน์จำนวนมากในวันทุกวันนี้ ไม่ทราบแม้แต่เรื่องง่ายๆเช่นนี้! จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาไม่ยอมเทศนาถึงพระกิตติคุณเลย! ทุกวันนี้ผมแทบจะไม่ได้ยินนักเทศน์คนไหนที่เทศนาถึงพระกิตตคุณเลย! เราควรจะได้ยินจากพวกเขา แต่ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้ยิน อย่างน้อยที่สุดก็คือในอเมริกานี้! สำหรับผมแล้วดูเหมือนว่านักเทศน์จำนวนมากเหล่านี้ต่างก็ตาบอดเหมือนอย่างสาวกของพระคริสต์ อย่างที่โทมัสกล่าวว่า “ถ้าข้าไม่เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ของพระองค์ และไม่ได้เอานิ้วของข้าแยงเข้าไปที่รอยตะปูนั้น และไม่ได้เอามือของข้าแยงเข้าไปที่สีข้างของพระองค์แล้ว ข้าจะไม่เชื่อเลย” (ยอห์น 20:25)

โทมัสก็เหมือนกับคนอื่นๆ ท่านเป็นคนที่ไม่เชื่อ เป็นคนที่ยังไม่ได้รับความรอด เป็นคนที่หลงหายไป โทมัสจึงถามพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ไม่ทราบว่า [พระองค์จะเสด็จไปที่ไหน] พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร?” (ยอห์น 14:5)

พระเยซูไม่ได้โกรธโทมัสและสาวกคนอื่นๆ โทมัสถามถึงสวรรค์และจะไปที่นั่นได้อย่างไร พระเยซูจึงทรงตอบเขาโดยกล่าวว่า

“เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)

ผมจะนำคำพูดของโรเบิร์ต เมอเรย์ แมคเชนน์ (1813-1843) นักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่ในสก็อตแลนด์ และผู้ได้เห็นการฟื้นฟูที่พระเจ้าส่งลงมายังคริสตจักรของท่าน ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตด้วยวัยเพียงแค่ 29 ปี โรเบิร์ต แมคเชนน์ กล่าวว่า "หากพูดถึง [จอห์น 14: 6] นั้นนี่เป็นคำอธิบายที่สมบูรณ์ที่สุดถึงความรอด ให้เราไปศึกษาส่วนต่างๆในนั้น"

I. ประการแรก พระคริสต์คือทางไปสู่พระบิดา

พระเยซูเองคือทางไปสู่สวรรค์ พระวจนะกล่าวชัดเจนว่า “เราคือทางนั้น” พระเยซูไม่เพียงแค่บอกเราถึงทางไปสู่พระเจ้าเท่านั้น – แต่พระองค์เองคือทางนั้นที่นำไปถึงพระเจ้า ไม่มีทางอื่นอีก! พระเยซูคริสต์เท่านั้นที่นำเราไปถึงพระเจ้าได้!

ตอนที่ผมอายุสิบสองปีนั้น คุณแม่ได้ขับรถจากเมืองโฟนิส รัฐอาริโซน่าพาผมไปที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ตอนที่เราเข้าเขตเมืองชิคาโก แม่ได้ถามตำรวจคนหนึ่งว่าจะวิ่งทางหลวงเส้นไหนดี ตำรวจคนนั้นบอกแม่ให้เลี้ยวรถกลับแล้วให้ขับตรงไปตามเส้นทางนั้น เราเลยขับรถกลับไปตามถนนนั้นได้ประมาณชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ผมเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งตามริมถนน และดูเหมือนว่าเคยผ่านมาก่อน ผมจึงบอกว่า "แม่ผมคิดว่าเรากำลังกลับไปทางที่เรามา" เธอจึงขับรถไปจอดอยู่ริมถนน ตรงที่มีรถแท็กซี่คนหนึ่งจอดอยู่ แม่จึงถามคนขับแท็กซี่ว่า "พวกเราต้องการไปทางทิศตะวันออกของเมืองชิคาโก เพื่อไปที่โตรอนโต ใช่เส้นทางนี้หรือไม่?” คนขับรถแท็กซี่ที่กำลังสุบบุหรี่ตอบว่า "ท่านต้องเลี้ยวรถกลับไปทางเดิม! ไปตามทางที่มานั้น!" เขาชี้ไปตามทางที่เราผ่านมา ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเลี้ยวรถกลับไปทางเดิมอีก! ตำรวจบอกทิศทางให้เราผิด! เช่นเดียวกันเราทุกคนต่างก็เดินทางผิด จนกระทั่งพระเยซูมาบอกทางที่ถูกต้องให้เรา คนสมัยโบราณกล่าวว่า "ถนนทุกเส้นนำไปถึงกรุงโรม" ส่วนโลกปัจจุบันนี้เราควรพูดว่า "ถนนทุกเส้นนำไปสู่นรก" พระเยซูเท่านั้นที่เป็น “ทางเดียว” สู่พระเจ้า! โรเบิร์ต แมคเชนน์ กล่าวว่า "พระเยซูทรงสงสารลูกๆที่ยากจนของอดัม ที่พยายามแสวงหาหนทางไปแผ่นดินของพระเจ้า แล้วพระองค์ก็ออกจากสวรรค์มา เพื่อเปิดทางให้เราไปสู่พระบิดาในสวรรค์ พระองค์ทำอย่างนั้นได้อย่างไร? ... พระองค์กลายมาเป็นคนที่อยู่ในที่ของเรา พระองค์ทรงแบกบาปของเราบนไม้กางเขน ตอนนี้คนบาปทั้งหลายสามารถเข้าผ่านไปทางพระกายของพระคริสต์ที่มีโลหิตไหลมานั้น ก็จะพบกับแผ่นดินของพระเจ้าและมีชีวิตนิรันดร์ จงเข้ามาที่พระเยซูอย่างไวๆอย่าได้สงสัย เพราะพระคริสต์ตรัสว่า 'เราเป็นทางนั้น'"

ไม่ใช่กล่าวตาม "บทอธิษฐานของคนบาป" เพื่อที่คุณจะมาถึงพระบิดา ไม่ใช่โดยทางที่คุณมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่โดยการยอมละทิ้งบาปบางอย่างออกไป แม้กระทั่งเชื่อบางสิ่งที่เกี่ยวกับพระเยซู

โรเบิร์ต แมคเชนน์ กล่าวว่า "และตอนนี้ เพื่อนๆของฉัน นี่คือทางที่พาคุณไปถึงพระบิดาหรือไม่? พระคริสต์ตรัสว่า 'เราเป็นทางนั้น ... ไม่มีใครไปถึงพระบิดาได้ นอกจากทางเรา' ถ้าคุณพยายามที่จะไปโดยเดินตามทางของคุณเอง - ไม่ว่าจะเป็นทางของการปฏิรูปหรือโดยทางที่บอกว่าพระเจ้าไม่เข้มงวด – หากคุณไม่ได้รับการตักเตือนโดยพระเจ้าแล้ว คุณก็จะไปพบกับพระเจ้าในวันพิพากษา คุณต้องลงไปที่นรก"

คุณจะต้องมาที่พระบิดาโดยทางของพระเยซูคริสต์ก่อน เพราะไม่มีทางอื่นอีกที่คุณจะรอดจากนรก ด้วยเหตุว่า “มีพระเจ้าองค์เดียวและมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์” (1 ทิโมธี 2:5)

II. ประการที่สอง พระคริสต์คือความจริง

"ซึ่งไม่อาจกล่าวได้ว่าคนที่ยังไม่เชื่อสามารถรู้ความจริงนี้ได้ ไม่ต้องสงสัยเลยเพราะว่ามีความจริงหลายอย่างที่คนเหล่านั้นรู้ พวกเขารู้ความจริงของคณิตศาสตร์ – เขารู้ความจริงบางอย่างที่เป็นเรื่องปกติ แต่ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าคนที่ยังไม่เชื่อเหล่านั้นสามารถรู้ความจริงนี้ได้" –โรเบิร์ต เมอร์เรย์ แมคเชนน์ กล่าวว่าอย่างนั้น

ผมมีลุงสองคนต่างก็เป็นนักอ่าน ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ยุคก่อนที่จะมีโทรทัศน์ ยุคนี้คนส่วนใหญ่ชอบอ่านหนังสือมากๆ การอ่านหนังสือจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนในสมัยนั้นทำกัน แต่ลุงทั้งสองคนนี้ชอบอ่านมากกว่าคนอื่น ๆ สมัยนั้นการอ่านหนังสือเป็นเรื่องปกติธรรมดามากกว่าสมัยนี้

หนึ่งในลุงสองคนนี้ชื่อว่าพอร์เตอร์ – โรเบิร์ต พอร์เตอร์ เอลเลียต ทุกคนเรียกเขาตามชื่อกลางว่าพอร์เตอร์ ลุงพอร์เตอร์มักมีหนังสือหนึ่งเล่มถืออยู่ในมือของเขาเสมอ เขาเคยรับราชการทหาร แต่ต่อเขาเป็นช่างยนต์ทำงานอยู่ที่ร้านผ้าเบรกในเมืองซานตา โมนิกา ท่านอ่านหนังสือเป็นประจำ ไม่ว่าในช่วงพักกลางวัน หรือแม้ในขณะที่ดูทีวีก็ยังอ่านหนังสือ ในขณะที่ก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่นั้น ท่านก็จะเงยหน้าขึ้นมาดูทีวี แล้วก้มไปอ่านอ่านหนังสือต่อ ท่านอ่านหนังสือประเภทฆาตกรรม ลึกลับ กาธาคริสตี้ แต่หนังสือเล่มโปรดของท่านนั้นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และนิยายทางวิทยาศาสตร์ ท่านมีหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และนิยายทางวิทยาศาสตร์หลายร้อยเล่ม ท่านรู้ความจริงเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเกี่ยวกับนิยายทางวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเป็นคนที่เชื่อและศรัทธาในทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน อย่างมาก เขาสามารถพูดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เป็นเวลาหลายชั่วโมง

เช้าวันอาทิตย์หนึ่งผมรู้สึกประหลาดใจมากที่เห็นท่านเข้ามาในคริสตจักรของเรา ท่านมานั่งอยู่ทางด้านหลังอย่างเงียบ ๆ และฟังผมเทศนา หลังจากนั้นผมก็เข้าไปขอบคุณท่านที่มาร่วมนมัสการกับเรา ท่านบอกว่าการเทศนาของผมในวันนี้น่าสนใจมาก หลังจากวันนั้น ท่านก็เข้ามานมัสการทุกวันอาทิตย์ หลังจากผ่านไปหลายสัปดาห์ ในที่สุดผมก็คุยกับท่านเกี่ยวกับการมาเป็นคริสเตียน ท่านนั่งฟังผมอย่างตั้งใจ ผมจึงสามารถนำท่านมาวางใจพระเยซู ผมแทบไม่อยากเชื่อเลย! เพราะท่านเป็นคนเงียบขรึม และเป็นคนฉลาด ผมเองเหมือนเด็กที่กลัวที่จะสนทนากับท่าน

ท่านมีลักษณะคล้ายกับ ฮันเฟรตย์ โบการ์ต ที่สวมแว่นตาและชอบอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ แต่หลังจากที่ท่านกลับใจใหม่แล้ว ท่านก็ร่าเริงและพูดคุยกับพวกอนุชนของเราเหมือนดูเป็นคนละคนกับแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง แล้วก็เริ่มขอหนังสือคริสเตียนจากผม ผมให้หนังสือท่านเล่มหนึ่ง เป็นเล่มที่กล่าวต่อต้านหลักการวิวัฒนาการ เป็นหนังสือที่ใหญ่และหนามากๆ ท่านทุ่มเวลาอ่านมัน วันอาทิตย์ต่อมาท่านมาขอหนังสืออีกหลายๆเล่มไปอ่านอีก ผมจึงเอาหนังสือให้ท่านประมาณสี่สิบหรือห้าสิบเล่ม ท่านอ่านพวกมันทั้งหมด และอ่านบางส่วนในนั้นสองหรือสามครั้ง จากนั้นท่านไม่อ่านหนังสือฆาตกรรม ลึกลับ หรือนิยายวิทยาศาสตร์อีกเลย ผมบัพติศมาท่าน และท่านก็กลายมาเป็นสมาชิกที่ซื่อสัตย์ในคริสตจักรของเรา นางแซลลี่ คุก จำลุงพอร์เตอร์ได้เป็นอย่างดี จากนั้นท่านก็เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายฉับพลัน

เกิดอะไรขึ้นให้กับ โรเบิร์ต พอร์เตอร์ เอลเลียต? ทำไมท่านจึงเปลี่ยนไป ไม่อ่านหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์และวิวัฒนาการอีก? นั่นง่ายมากๆ – เพราะท่านได้พบกับองค์พระเยซูคริสต์! ท่านไม่จำเป็นต้องอ่านนิยายอีกต่อไป ท่านได้พบกับความจริง – ตามที่พระเยซูทรงตรัสว่า "เราเป็นทางนั้นเป็นความจริงและเป็นชีวิต" ลุงพอร์เตอร์เป็นหนึ่งในคนแรกที่ผมจะมองหาเมื่อถึงวันที่ผมไปถึงสวรรค์! ท่านได้รับความรอดโดยพระเยซูที่เป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่ความจริงทั้งหมด!

ส่วนลุงอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของแม่ ท่านชื่อ ลอยด์ โวลต์ พลาวเอวร์ จูเนียร์ ท่านรับราชการในกองทัพเรือสหรัฐในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เช่นเดียวกับพอร์เตอร์ ลุงลอยด์ก็เป็นนักอ่าน ท่านสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่เกี่ยวกับปรัชญาและศาสนาตะวันออก ท่านมักจะมีหนังสือที่ชอบอ่านติดตัวไปทุกที่ ท่านเป็นคนชอบทำสวน แต่กลับมีหนังสือเกี่ยวกับปิรามิดหรืออักษรอียิปต์โบราณ หรือศาสนาโลก ท่านเป็นเพื่อนของผม และผมฟังท่านพูดถึงปิรามิดและศาสนาตะวันออกเป็นชั่วโมงๆ ถึงแม้ว่าผมพยายามนำท่านให้มาอ่านพระคัมภีร์ แต่ท่านไม่เคยแสดงความสนใจเลย ในที่สุดท่านก็เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายฉับพลัน ไม่เหมือนกับพอร์เตอร์ ลุงลอยด์เสียชีวิตโดยไม่มีพระคริสต์ บ่อยครั้งที่ท่านบอกว่าท่านค้นหาความจริง แต่ก็ไม่เคยพบมัน ท่านไม่เคยพบว่าที่แท้พระเยซูเป็นศูนย์รวมของความจริงทั้งหมด! น่าเศร้าเมื่อผมไปสวรรค์ จะไม่เห็นลุงลอยด์ที่นั่น – ที่ผมรู้ว่าเขาจะไม่อยู่ที่นั่น เพราะพระเยซูทรงตรัสว่า "เราคือ ... ความจริง ... ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้ นอกจากทางเรา" (ยอห์น 14 : 6) ลุงลอยด์อยู่ในนรก

ลุงของผมสองคนนี้ คุณเป็นเหมือนคนไหน? คุณเหมือนพอร์เตอร์ที่พบความจริงในพระเยซูหรือเปล่า? หรือคุณเหมือนลอยด์ที่ไม่เคยพบกับพระผู้ช่วยให้รอดเลย?

III. ประการที่สาม พระคริสต์คือชีวิต

โรเบิร์ต แมคเชนน์ กล่าวว่า "ทั้งพระคัมภีร์และประสบการณ์นั้นเหมือนกัน คือเป็นพยานว่าโดยธรรมชาติแล้วเราตายโดยการละเมิดและทำบาป ... ความจริงคือผู้ที่อยู่ในความบาปจะไม่ทราบเลยว่าพวกเขาตายแล้ว แต่ถ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำให้คุณรู้ถึงความบาป ธรรมชาติที่ตายแล้ว คุณก็จะรู้ ... ถ้าคุณเคยพยายามรักษาพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระเจ้า ถ้าคุณเคยพยายามที่จะไม่คิดถึงบาป ถ้าคุณเคยพยายามที่จะไม่คิดถึงความโลภและความบาป – ถ้าคุณเคยพยายามในเรื่องเหล่านี้ คุณเคยคิดหรือไม่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย? เหมือนเป็นการพยายามที่จะปลุกคนตาย! โอ้ นั่นคือทางที่คุณเสียชีวิต - ไม่ได้บังเกิดอีกครั้ง! คุณต้องบังเกิดใหม่ คุณต้องเข้าร่วมในพระคริสต์ เพราะพระคริสต์คือชีวิต"

จิตวิญญาณของคุณเหี่ยวแห้ง - ไร้ผลและตายหรือเปล่า? จงมาที่พระเยซู! เชื่อพระองค์ ชำระล้างบาปโดยพระโลหิตของพระองค์ มารับชีวิตโดยการคืนพระชนม์ของพระองค์ แล้วคุณจะพบว่า คุณมีชีวิตอยู่ในพระคริสต์! คุณจะสามารถพูดเหมือนกับอัครสาวกเปาโลว่า “ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ข้าพเจ้าเอง แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า” (กาลาเทีย 2:20 NKJV) พระเยซูตรัสว่า

“เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)

พระองค์ตรัสอย่างนั้นได้อย่างไรกัน? เพราะนั่นเป็นความจริง พระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า พระองค์ผู้เดียวที่สิ้นพระชนม์เพื่อชดใช้บาปที่เป็นความผิดของเราบนไม้กางเขน พระองค์ผู้เดียวที่พระกายของพระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ดังนั้น "ไม่มีมนุษย์คนใดมาถึงพระบิดา นอกจากโดยทาง [พระองค์]" ในเช้านี้ ผมอธิษฐานขอให้คุณวางใจพระเยซู และรับการชำระล้างบาปโดยโลหิตอันมีค่าของพระองค์!

“ผู้ที่โศกเศร้า” นั่นคือพระนามของ
   พระบุตรของพระเจ้าผู้เสด็จลงมา
เรียกคนบาปให้กลับใจใหม่!
   ฮาเลลูยา! แด่พระผู้ช่วยให้รอด!

ทรงแบกความอัปยศและถูกเย้ยหยัน
   พระองค์สถิตอยู่ในที่ของข้าพระองค์
ทรงอภัยโทษบาปด้วยโลหิตของพระองค์
   ฮาเลลูยา! แด่พระผู้ช่วยให้รอด!
(“Hallelujah, What a Saviour!”, Philip P. Bliss, 1838-1876)

ดร. ชานกรุณานำเราอธิษฐาน

หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดยท่าน อาเบล บรูดโฮมมี: ยอห์น 14:1-6.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย ท่าน เบนจามิน คินเคด กรีฟฟี่:
“For All My Sin” (Norman Clayton, 1943).


โครงร่างของ

ทางนั้น ความจริง และชีวิต

THE WAY, THE TRUTH, AND THE LIFE

โดย ดร. อาร์ เอล ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)

(ลูกา 18:31-34; ยอห์น 13:8, 9, 14-17, 30, 36, 37, 38;
ยอห์น 14:2, 5; เอเฟซัส 2:1; I โครินธ์ 2:14;
ยอห์น 20:19-22; ลูกา 24:36-45; ยอห์น 20:25; 14:5)

I. ประการแรก พระคริสต์คือทางไปสู่พระบิดา
ยอห์น 14:6ก; 1 ทิโมธี 2:5

II. ประการที่สอง พระคริสต์คือความจริง ยอห์น 14:6ข

III. ประการที่สาม พระคริสต์คือชีวิต ยอห์น 14:6ค;
กาลาเทีย 2:20