Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




อธิษฐานอย่างไรเพื่อการฟื้นฟู

(บทเทศนาที่ 22 เกี่ยวกับการอัศจรรย์)
HOW TO PRAY FOR REVIVAL
(SERMON NUMBER 22 ON REVIVAL)
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาเทศน์ที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ในนคร ลอสแอนเจลิส
ในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 27 กันยายน ค.ศ. 2015
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, September 27, 2015


กรุณาเปิดพระคัมภีร์ของท่านไปที่ กิจการ 1:8 ซึ่งอยู่ในหน้าที่ 1148 ของพระคัมภีร์ฉบับ the Scofield Study Bible นี่คือคำตรัสของพระคริสต์ทรงให้กับคริสเตียนในยุคแรก

“แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราทั้งในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กิจการ 1:8)

พวกคุณนั่งลงได้

นักเทศน์บางคนบอกว่า นี่หมายถึงเฉพาะการส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาให้กับคริสเตียนในวันเพนเทคอสเท่านั้น พวกเขาจึงบอกว่า เราอย่าไปคาดหวังว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาเหมือนในอดิตอีกครั้ง แท้จริงเป็นเพราะว่าพวกเขากลัวว่าคนของพวกเขาจะกลายเป็นพวกเพนเทคอส์ หากพวกเขาบอกพวกสมาชิดว่าพระวิญญาณยังเสด็จลงมาในทุกวันนี้ด้วย ดังนั้นเหตุที่พวกเขาไม่สอนถึงการทำงานของพระวิญญาณเพราะกลัวการเป็นเพนเทคอส์ แต่จริงแล้วพวกเขาผิดที่บอกว่าอย่าคาดหวังว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะลงมาในยุคของเราอีก เพราะแปดคำสุดท้ายในพระธรรมของเรานี้ พิสุจน์ให้เห็นว่าพวกเขาผิด "และจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก" พระคัมภีร์ฉบับแปลใหม่บอกว่า "และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก" ด้วยเหตุที่คริสเตียนในยุคแรกไม่ได้ไป "สุดปลายแผ่นดินโลก" หรือ "ไกลออกไป" ในส่วนใดหนึ่งของโลก นี่เป็นคำตรัสที่พระเยซูทรงมีให้กับคริสเตียนทุกคนและทุกยุคทุกสมัย พระองค์ทรงตรัสให้กับพวกเขาและพวกเราด้วย “แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน” พระธรรมข้อนี้พิสูจน์โดยเปโตรใน กิจการ 2:39 เปิดไปที่นี่

“ด้วยว่าพระสัญญานั้นตกแก่ท่านทั้งหลายกับลูกหลานของท่านด้วย และแก่คนทั้งหลายที่อยู่ไกล คือทุกคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทรงเรียกมาเฝ้าพระองค์ (กิจการ 2:39)

ดังนั้นพวกสาวกจึงกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม แล้วก็เข้าไปอธิษฐานยังห้องชั้นบน ทำไมพวกเขาถึงต้องอธิษฐาน? พวกเขาอธิษฐานเพื่อขอฤทธิ์อำนาจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตามที่พระเยซูทรงสัญญาเอาดังนี้ว่า "และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก" (กิจการ 1: 8) ผมเห็นด้วยกับ เลน เอช เมอร์เรน ที่พูดว่า

ในขณะที่กลุ่มเพนเทคอสคือยุคสมัยใหม่ การงานของพระวิญญาณจึงไม่มีวันสิ้นสุด และการกล่าวถึงพระวิญญาณนั้น นั่นเป็นสัญญาลักษณ์ของ [คริสเตียน] ที่แสดงว่าได้เริ่มต้นในวันเพนเทคอส จะมีอย่างต่อเนื่องและไม่มีวันสิ้นสุด และก็เป็นเช่นนั้น เป้าหมายการอธิษฐานของพวกสาวกนั้นคืออะไร? ความจริงคือเพื่อบ่งบอกเราถึงคำตรัสของพระเยซูที่ว่า “เพราะฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนชั่ว ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์” (ลูกา 11:13) พระสัญญานี้จะไม่เกิดขึ้นให้กับคริสเตียนจนกว่าพวกเขาได้รับพระวิญญาณก่อน (Iain H. Murray, Pentecost Today? The Biblical Understanding of Revival, The Banner of Truth Trust, 1998, p. 21)

อเล็กซานเดอร์ มูดี้ สจวร์ตส์ กล่าวว่า “ในขณะที่พระวิญญาณทรงสถิตกับผู้เชื่อในปัจจุบัน และก็มีวันเวลาที่จะได้รับฤทธิ์เดชของพระวิญญาณด้วย” (Murray, ibid., p. 22)

แต่เราเห็นอย่างนั้นน้อยมากนับตั้งแต่การฟื้นฟูใหญ่ในปี 1859 น้อยมากจริงๆ ผมเชื่อว่าเหตุผลหลักที่เป็นความจริง นั่นคือพวกอีเวนเจลิคอล์ไม่เชื่อถึงการกลับใจใหม่และการอัศจรรย์ พวกอีเวนเจลิคอล์คิดว่าการกลับใหม่นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการตัดสินใจของมนุษย์ พวกเขาคิดว่าสิ่งที่คนไม่เชื่อพระเจ้าสามารถทำได้คือ ให้ทำตามหรือพูดตามคำพูดที่เรียกว่า "บทอธิษฐานของคนบาป" เพียงแค่พูดตามคำเหล่านั้น คุณก็จะรอด! โจเอล ออสทิน พูดอย่างนั้นทุกครั้งในตอนท้ายของการเทศนา เขาบอกให้คนท่องตามบทสารภาพนั้น เช่นเขากล่าวว่า "เราเชื่อว่าถ้าคุณกล่าวตามคำพูดเหล่านั้น คุณก็บังเกิดใหม่อีกครั้งแล้ว" คุณเห็นแล้วใช่มั้ยพวกเขาทำอย่างนั้น นั่นแสดงว่าไม่ต้องการฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์เลย! หากคุณกล่าวตามคำพูดเหล่านั้น "คุณจะได้บังเกิดใหม่อีกครั้ง"

นี่เป็นการชี้ให้กลับไปคิดถึงพวกเชื่อนอกรีกอย่างพาลาเกียนิยม – พวกนี้สอนว่ามนุษย์สามารถนำความรอดมาให้ตัวเองได้ – กรณีนี้หมายความว่าเพียงแค่ท่องตามคำพูดบางอย่าง! หรือโดยออก "ไปข้างหน้า" ในช่วงการนมัสการของคริสเตียน - หรือโดยการยกมือของคุณ! "ทุกท่านที่ต้องการความรอด ขอให้ยกมือของคุณขึ้น" นี่คือพวก พาลาเกียนิยม อย่างแท้จริง! หากย้อนกลับไปยังพวกนอกรีตในสมัยโบราณ พวกนี้สอนว่าคนไม่เชื่อพระเจ้าสามารถรอดได้ด้วยการกระทำบางอย่างหรือโดยพูดตามบทสารภาพของคนบาป อย่างที่ผมเรียกว่า "บทสวดมนต์มายากล" ความจริงคือเป็น "มายากล" มากกว่าเป็น คริสเตียน ตามมายากลนั้นเพียงแค่คุณพูดตามบางคำหรือทำบางอย่าง เพราะคำพูดหรือการกระทำเหล่านั้นสามารถก่อให้เกิดปรากฏการณ์บางอบ่างที่อยู่เหนือธรรมชาติ อย่างเช่น นางแฟรี่ กอดมาเธอร์โยกย้ายไม้กายสิทธิ์ของเธอและกล่าวว่า "บีบบีดี บีบบีดี บู” แล้วฟักทองก็กลายเป็นรถม้าให้กับซินเดอเรลลา! แต่การกลับใจใหม่นั้นไม่เหมือนกับ "มายากล" ที่คุณเห็นในการ์ตูนดิสนีย์! เพราะ วอลท์ ดิสนีย์ สนใจในความมหัศจรรย์เช่น "อภินิหารพ่อมดถล่มโลก" ใน "แฟนตาเซีย" การเต้นของไม้กวาด! ทั้งหมดนี้มาจากการ์ตูนของดิสนีย์ และผมบอกว่านี่ก็เป็นความคิดของพวกคริสเตียนอีเวนเจลิคอล์ด้วยเช่นกัน! สามารถตรวจสอบรายละเอียดถึงปัญหานี้โดยไปอ่านหนังสือของ เดวิด มิลล์คัล เบนเน็ตต์ ที่ชื่อ The Sinner’s Prayer: Its Origins and Dangers, สามารถหาอ่านได้ที่ Amazon.com

การกลับใจใหม่ที่แท้จริงนั้นเป็นความอัศจรรย์ กรุณาเปิดไปกับผมที่พระธรรมมาระโก 10:26 อยู่ในหน้า 1059 ในพระคัมภีร์ฉบับ Scofield Study Bible

“เหล่าสาวกก็ประหลาดใจยิ่งนักจึงพูดกันว่า “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้? พระเยซูทอดพระเนตรเหล่าสาวกแล้วตรัสว่า ฝ่ายมนุษย์ย่อมเป็นไปไม่ได้...” (มาระโก 10:26, 27)

พวกเขาถามว่า “แล้วใครจะรอด?” พระเยซูทรงตอบว่า “โดยมนุษย์แล้วเป็นไปไม่ได้” ในฐานะที่มนุษย์เป็นคนบาปจึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะช่วยตัวเองให้รอดได้! แต่พระเยซูทรงตรัสว่า "แต่ไม่ใช่พระเจ้า เพราะกับพระเจ้าทุกสิ่งเป็นไปได้" ความรอดของคนเป็นความมหัศจรรย์ที่มาจากพระเจ้า! เราได้เห็นการกลับใจใหม่มากมายในปีนี้ สองในนั้น คนหนึ่งคือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาและอีกคนหนึ่งคือเช้าวันนี้ แต่ละคนนั้นเป็นการกลับใจใหม่ที่แท้จริงและโดยความมหัศจรรย์ พอล คุก พูดถูกต้องว่า "ลักษณะของการฟื้นฟูนั้นจะไม่แตกต่างไปจากลักษณะการทรงทำงานปกติของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยกเว้นในแง่ของความรุนแรงและขอบเขต" (Fire From Heaven, EP Books, 2009, p. 117)

ตอนที่มีคนๆหนึ่งกลับใจใหม่ นั่นเป็นเพราะการอัศจรรย์ที่มาจากพระเจ้า ตอนที่ใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้คนจำนวนมากกลับใจใหม่ นั่นเป็นการอัศจรรย์ที่มาจากพระเจ้า ความแตกต่างนั้นมีอยู่แค่สิ่งเดียวคือ "ในแง่ของความรุนแรงและขอบเขต" ตอนเราอธิษฐานสำหรับการฟื้นฟู เรากำลังอธิษฐานให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในใจของผู้คน

อะไรคือสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในการกลับใจใหม่? หนึ่ง "เมื่อพระองค์เสด็จมา พระองค์ก็ทำให้คนบาปสำนึกถึง (ตักเตือน) ... ความบาป" (ยอห์น 16: 8) พอล คุก กล่าวว่า "คนที่ไม่เคยถูกทำให้ทราบว่าโดยธรรมชาติแล้วเป็นคนบาป นี่เป็นงานเฉพาะของพระวิญญาณและจำเป็นมากๆ และเมื่อพระวิญญาณทรงทำงานในเรา บาปก็กลายเป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง [น่ากลัวน่ารังเกียจ] คนก็จะเกลียดมันและอยากทิ้งมันไป"

เหมือนอย่างเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า "ดิฉันเบื่อตัวเอง" นี่เป็นการตีความหมายที่ดีเกี่ยวกับความเชื่อเท่าที่ผมเคยเห็น "ดิฉันเบื่อตัวเอง" ถ้าคุณไม่มีความเชื่อถึงบาปเช่นนั้น คุณไม่ได้กลับใจใหม่อย่างแท้จริง ดังนั้นเราต้องอธิษฐานขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานความเชื่อนี้ให้คนที่ยังไม่เชื่อว่าเป็นคนบาป

ประการที่สอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในการกลับใจใหม่ที่แท้จริงนั้นคือว่า ให้คนบาปรู้จักกับพระคริสต์ พระเยซูตรัสว่า "พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย" (ยอห์น 16:14) ฉบับแปลปัจจุบันกล่าวว่า "พระองค์จะ ... นำสิ่งที่เป็นของเราและสำแดงให้กับท่าน" คนที่ยังไม่เชื่อจะไม่มีทางที่จะมารู้จักกับพระคริสต์ ยกเว้นแต่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสำแดงให้คนนั้น ถ้าคุณไม่ได้ถูกทำให้เชื่อในบาป พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทำให้ท่านรู้จักกับพระคริสต์และความรอด

ดังนั้นในขณะที่เราอธิษฐานขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาด้วยฤทธิ์อำนาจ สิ่งสำคัญคือเราอธิษฐานขอพระเจ้าทรงส่งพระวิญญาณ (1) ทำให้คนบาปรู้ถึงธรรมชาติของบาปนั้น และ (2) เราต้องอธิษฐานขอให้พระวิญญาณทรงเปิดเผยพระคริสต์ให้กับคนบาปอย่างจริง ๆ แล้วเขาก็จะรู้ถึงฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ที่ทรงสามารถชำระเราปราศจากบาป ความเชื่อในบาปและการชำระโดยพระโลหิตของพระคริสต์นั้น เป็นการงานสองประการหลักของพระวิญญาณของพระเจ้า และนั่นคือทางแห่งการกลับใจใหม่ที่แท้จริง ตามที่ปรากฏในยอห์นบทที่ 16 ไบรอัน เอช เอ็ดเวิร์ด กล่าวว่า "ทุกวันนี้ใช่ว่าคริสเตียนทุกคนจะทราบถึงการอธิษฐานเพื่อการฟื้นฟู" (Brian H. Edwards, Revival, Evangelical Press, 2004 edition, p. 80)

หนึ่งในเหตุผลที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะอธิษฐานเผื่ออะไร เพราะว่าคริสเตียนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ไม่เห็นความจำเป็นของคนบาปที่ต้องมารับรู้ถึงความบาป และพวกเขาไม่เชื่อ "วิกฤตแห่งการกลับใจใหม่" เหมือนอย่างที่บรรพบุรุษของเราเคยทำ แต่ผมอยากบอกคุณว่า เราต้องอธิษฐานขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมา และนำคนที่มาในคริสตจักรของเรารับรู้ถึงความบาปนี้ หากพวกเขาเข้ามาโดยที่ไม่ยอมเชื่อว่ามีบาปพวกเขาก็จะไม่รอด มีข้อยกเว้นบางอย่าง แต่ก็มีน้อยมาก มีแค่ตัวอย่างเดียวที่ผมพบในพระคัมภีร์นั่นคือการกลับใจใหม่ของศักเคียสตามที่ปรากฏในพระธรรมลูกาบทที่สิบเก้า เราไม่เห็นเขาร้องไห้ เหมือนอย่างคนธรรมดาทั่วไปทำกัน แต่ศักเคียสสัญญาให้กับพระคริสต์ว่าเขาจะนำทรัพย์ครึ่งหนึ่งของเขาไปแจกให้กับคนยากจน และมอบทรัพย์ที่เขาโกงมาให้กับคนอื่นสี่เท่า นี่แสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อหมดทั้งหัวใจ! ผมคิดว่าการกลับใจของศักเคียสแสดงให้เห็นถึงคนบางคน หรือจำนวนน้อยที่ไม่ร้องไห้เสียใจ

ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ที่พวกอีเวนเจลิคอล์ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าต้องอธิษฐานขออะไร เป็นเพราะพวก อีเวนเจลิคอล์ส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ไม่เชื่อ “วิกฤติแห่งการกลับใจใหม่” เหมือนบรรพบุรุษของเราเคยทำ บรรพบุรุษของเราบอกว่าคนที่อยู่ภายใต้ความเชื่อคือ "การรับรู้" แต่ยังไม่ได้รับความรอด บรรพบุรุษของเราบอกว่าคนที่รับรู้ที่แท้จริงนั้นต้องผ่านประสบการณ์แห่งความทุกข์ทรมานเพราะบาป เหมือนอย่างผู้หญิงคนหนึ่งกำลังปวดท้องจะคลอดลูก เฉพาะทางนี้เท่านั้น อย่างที่บรรพบุรุษของเรากล่าวว่าคนนั้นต้องมีประสบการณ์แห่งการกลับใจใหม่อย่างแท้จริง (cf. the conversion of “Christian” in Pilgrim’s Progress)

ผมเห็นด้วยกับ ดร. มาร์ติน ลอยด์โจนส์ที่กล่าวว่าอัครทูตเปาโลให้เราหนึ่งตัวอย่างถึงการกลับใจใหม่ที่แท้จริงเอาไว้ในพระธรรมโรม 7 ดร. ลอยด์ โจนส์ กล่าวว่าข้อนี้อธิบายถึงการกลับใจใหม่ของเปาโล ผมเห็นด้วย เปาโลกล่าวว่า

“โอ ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจจริง ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายแห่งความตายนี้ได้?” (โรม 7:24)

นั่นคือความเชื่อ! – ในยามที่คนบาปยอมแพ้ตัวเองและเบื่อหน่ายบาปที่เขาตกเป็นทาส แต่เปาโลยังกล่าวอีกว่า

“ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (โรม 7:25)

นี่คือความเชื่อ – ในเวลาที่คนได้รับการปลดปล่อยโดยพระเยซูคริสต์! นั่นคือที่นี่ ครั้งแรก ที่คนบาป ถูกทำให้เห็นว่าเขานั้นไร้ความหวังและเป็นทาสของบาป สุดท้ายก็หันมาหาพระเยซูและรับการชำระโดยพระโลหิตของพระองค์ หนึ่งในเรื่องน่าเศร้าที่ใหญ่ที่สุดในยุคของเราคือ พวกอีเวนเจลิคอลไม่ยอมให้สมาชิกของพวกเขามีสองประสบการณ์นี้ พวกเขาเชื่อแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ หรือไม่เชื่อเลย หรือไปทำตามบทอธิษฐานของคนบาป ผมเชื่อว่านี่คือสาเหตุที่ประเทศอเมริกาของเราแถบไม่มีการฟื้นฟูเลยในทุกทีนับตั้งแต่ปี 1859

สิ่งเหล่านี้คือจุดสำคัญที่คุณต้องอธิษฐานเผื่อให้มากๆ หากคุณอยากให้คริสตจักรของเราได้รับประสบการณ์แห่งการกลับใจใหม่ หนึ่ง อธิษฐานของพระเจ้าทรงส่งพระวิญญาณทำให้ผู้ที่ไม่เชื่อรู้ถึงความบาป สอง อธิษฐานขอพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสำแดงพระเยซูคริสต์ให้คนนั้นและนำมาที่พระองค์ และรับการให้อภัยบาปผ่านทางการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และรับการชำระโดยพระโลหิตอันมีค่าของพระองค์!

ศิษยาภิบาล เอ็ดเวิร์ด เอช ไบรอัน กล่าวว่าการอธิษฐานเพื่อการฟื้นฟูนั้นต้องเน้นที่ “การกลับใจใหม่ ความกังวล (รับรู้) และไม่รับรู้” (Revival, Evangelical Press, 2004 edition, p. 127) ทำไมการอธิษฐานเพื่อการฟื้นฟูต้องเน้นที่ “การกลับใจใหม่ ความกังวล (รับรู้) และไม่รับรู้”? เพราะคนที่กลับใจใหม่ต้องรับรู้ เหมือนอย่างที่คริสตจักรจีนแบ๊บติสต์ที่หนึ่ง เริ่มมีการฟื้นฟูและผู้คนรับรู้ว่ารอดแล้ว พวกเขาเริ่มต้นสารภาพบาป และร้องไห้ต่อหน้ากันและกัน คนที่มีความขมขื่นในคริสตจักร เพราะว่าบางคนอนุญาติให้บาปเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา พวกเขาแก้ตัว และพูดว่าไม่มีอะไรหรอก และตอนที่พระวิญญาณเสด็จลงมา ใจของเขาแตกสลาย พวกเขารับรู้ว่าการอธิษฐานของเขานั้นตายไปแล้ว พวกเขารับรู้ถึงความขมขื่น และความโกรธที่มีในคริสตจักร บางคนปฏิเสธพันธกิจที่พระเจ้าทรงเรียกให้ทำ

ในการฟื้นฟูอีกที่หนึ่ง “นักประกาศผู้ยิ่งใหญ่ [เข้มแข็ง] ได้พบด้วยตัวเอง ได้ร้องไห้และล้มลงที่พื้น คนนี้เคย [นำ] คนมาเชื่อพระเจ้าอย่างมากมาย แต่เขาต้อง...สารภาพบาป เพราะเขาไม่สามารถพบสันติสุขในชีวิตก่อนที่จะมาที่คริสตจักร [สารภาพ] คำพยานของเขาเป็นเหมือนไฟฟ้าช็อก และทำให้คนล้มลงบนพื้นและกลับใจใหม่” (Brian Edwards, Revival: A People Saturated With God, Evangelical Press, 1991 edition, p. 261)

มีบางคนในคริสตจักรของเราที่ปฏิเสธไม่เชื่อฟังพระเจ้าในบางอย่าง นี่แหละที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟู! ตอนที่การฟื้นฟูลงมาที่วิทยาลัยเอสบิวรี่ในเมืองวิลมอร์ รัฐเคนตั๊กกี้ ในปี 1970 มีนักศึกษาเป็นร้อยรู้และสารภาพบาป...ต่อสาธารณะชน พวกเขาเลยเดินเรียงแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อรอไปพูดที่ไมโครโฟน ในคริสตจักรนั้นพวกเขาได้สารภาพบาป...ที่พวกเขา [ไม่เชื่อฟัง] และขอให้อธิษฐาน

คนที่นำการประชุมที่เอสบิวรี่ในวันนั้นไม่จำเป็นต้องเทศนา เพียงแต่เป็นพยานอย่างย่อๆ แล้วก็เชิญชวนให้พวกนักศึกษาเป็นพยานถึงประสบการณ์ชีวิตการเป็นคริสเตียนของพวกเขา ไม่มีอะไรพิเศษเลย นักศึกษาเดินจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง "แล้วพวกเขาก็ออกไปที่ธรรมาส์" เขากล่าวว่า “มันแตกสลายแล้ว” อย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือคณาจารย์ต่างก็อธิษฐาน ร้องไห้ ร้องเพลง พวกเขาค้นพบในสิ่งที่เคยทำผิดให้กับคนอื่น และขอการให้อภัยกันและกัน การนมัสการในวันนั้นใช้เวลาแปดวัน [24 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน]

นี่แหละคือสิ่งเดียวกันที่เกิดขึ้นในคริสตจักรจีนแบ๊บติสต์ที่หนึ่งด้วย พวกอนุชนชาวจีนใช้เวลาหลายชั่วโมงอธิษฐาน อธิษฐานแบบเปิดเผยนั้นเป็นสิ่งปกติตอนการฟื้นในประเทศเกาหลีปี 1910 การอธิษฐานด้วยน้ำตาของคริสเตียนในทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่ปกติในประเทศจีน และการฟื้นฟูใหญ่ที่นี่ด้วย อีวาน โรเบิร์ต ร้องไห้ว่า “พระเจ้าเปลี่ยนชีวิตของข้าพระองค์ด้วย” เพราะการที่เขายอมจำนนต่อพระเจ้าเลยกลายมาเป็นผู้นำการฟื้นฟูที่เวลส์ในปี 1905 แล้วคุณล่ะ? คุณอธิษฐานขอพระเจ้าเปลี่ยนตัวคุณด้วยหรือเปล่า? ร้องเพลงนี้ “Search Me, O God”

“พระเจ้าโปรดค้นหาจิตใจของข้าพระองค์
ทรงทราบความคิดของข้าพระองค์
และทรงทราบใจของข้าพระองค์
ทรงทราบความคิดของข้าพระองค์
ทรงมองดูว่ามีอะไรที่ชั่วร้ายในข้าฯหรือไม่
โปรดนำข้าฯไปในทางแห่งนิรันดร์”
   (สดุดี 139:23, 24)

เราอธิษฐานขอให้พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมา
เราอธิษฐานขอให้พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมา
เปลี่ยนเรา สร้างเรา แต่งเรา และช่วยเรา
เราอธิษฐานขอให้พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมา

นั่นสามารถเกิดให้กับคริสตจักรของเรา หากพระเจ้าทรงส่งพระวิญญาณแห่งการฟื้นฟูลงมา “Search Me, O God”

“พระเจ้าโปรดค้นหาจิตใจของข้าพระองค์
ทรงทราบความคิดของข้าพระองค์
และทรงทราบใจของข้าพระองค์
ทรงทราบความคิดของข้าพระองค์
ทรงมองดูว่ามีอะไรที่ชั่วร้ายในข้าฯหรือไม่
โปรดนำข้าฯไปในทางแห่งนิรันดร์”
   (สดุดี 139:23, 24)

อาเมน

หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดยท่าน อาเบล บรูดโฮมมี: กิจการ 1:4-9.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย ท่าน เบนจามิน คินเคด กรีฟฟี่:
“Teach Me to Pray” (Albert S. Reitz, 1879-1966).