Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




อธิษฐานอย่างจริงจัง – จนกว่าพระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานนั้น!

PRAYING THROUGH – ‘TILL YOU GET WHAT YOU ASK FOR!
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

บทเทศนาเทศน์ที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ในนคร ลอสแอนเจลิส
ในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2015
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord's Day Evening, August 23, 2015


ตามพระกิตติคุณลูกาแล้วพระเยซูทรงเน้นเรื่อง “อธิษฐานอย่างจริงจัง” – นั่นคือการอธิษฐานเพื่อบางสิ่งบางอย่างจนกว่าคุณจะได้สิ่งนั้น ถึงแม้ว่าคุณต้องใช้เวลานานอธิษฐานกว่าที่พระเจ้าจะตอบก็ตาม นั่นคือที่หมายความว่า “อธิษฐานอย่างจริงจัง” ดร. จอห์น อาร์ ไรซ์ กล่าวว่า

ตอนที่เรา “อธิษฐานอย่างจริงจัง” เราพูดถึงการที่คริสเตียนนำ [ปัญหา] ของพวกเขามาบอกให้กับพระเจ้า และรอคอยจนกว่าพระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานนั้น...เราไม่อาจรับรู้ถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ว่าจะทรงตอบหรือไม่ตามที่เราทูลขอ แต่เราต้องรอคอยพระเจ้า...ตัวอย่างของผู้ที่อธิษฐานเช่นนี้ ... เนหะมีย์อดอาหารและอธิษฐานด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ให้กับกรุงเยรูซาเร็มที่ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของศัตรู ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้และโศกเศร้าอยู่หลายวัน ข้าพเจ้าอดอาหาร และอธิษฐานต่อพระพักตร์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์เรื่อยมา” (เนหะมีย์ 1:4)…ท่านทูลขอพระเจ้า...[สุดท้ายพระเจ้าก็ทรงตอบ] คำอธิษฐานของท่าน พระเจ้าทรงสัมผัสใจของกษัตริย์ จากนั้นพระเจ้าก็ได้ทรงส่งเนหะมีย์กลับไปสร้างกำแพงเมือง...เพราะว่าท่านอธิษฐานอย่างจริงจัง”...
         พวกยิวได้อดอาหารและอธิษฐาน เพื่อขอให้พระเจ้าทรงปกป้องชีวิต [ของพวกเขาให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย] ในช่วงสมัยของพระราชีนีเอสเธอร์แห่งเปอร์เซียนั้น พวกเขาอธิษฐานอย่างจริงจังเป็นเวลาสามวันสามคืน ด้วยเหตุนี้พวกยิวจึงรอดพ้น และสามารถแก้แค้นศัตรูของพวกเขา
         ผู้คนในเมืองนีนาเวย์อดอาหารและอธิษฐาน และพระเจ้าก็ทรง [สงวน] เมืองของพวกเขาไว้ และ [พวกเขาก็ไม่ถูกทำลาย ตรงกันข้ามกลับส่งการฟื้นฟูลงมาสู่เมืองนั้นแทน]
         ในพระคัมภีร์ใหม่ก็ [เป็น] เช่นเดียวกัน [ก่อน] วันเพนเทคอส...พวกสาวกอธิษฐานอย่างจริงจัง [ในห้องชั้นบนด้วยกัน และพระเจ้าก็ทรงสดับและทรงตอบคำอธิษฐานของพวกเขา หลังจากที่พวกเขาอธิษฐานเพียงไม่กี่วัน พระเจ้าก็ทรงส่งการฟื้นฟูลงมาในวันเพนเทคอส และมีชาวยิวสามพันคนกลับใจมาหาพระเจ้า ตามการบันทึกในพระธรรมกิจการ 1 และ 2 นี่คือตัวอย่างที่ดีมากๆถึงการอธิษฐานอย่างจริงจังจนกว่าพระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานนั้น]...
         ในกิจการบทที่ยี่สิบ ข้อที่ 1 ถึง 17 แสดงถึงถาพที่พวกคริสเตียนมาอยู่รวมกันที่บ้านของมารีย์ ... อธิษฐานจนกว่าอัครสาวกเปโตรถูกปล่อยออกจากคุกโดยทูตสวรรค์ [พวกเขาอธิษฐานอย่างจริงจังจนกว่าเปโตรถูกปล่อยออกจากคุก] นั่นเป็นการอธิษฐานที่ใช้เวลานาน ต่อเนื่อง ด้วยใจที่แสวงหา และใจที่แตกสลาย และนั่นคือตัวอย่างที่เราเห็นทั่วไปของคริสเตียนในพระคัมภีร์ใหม่ (John R. Rice, D.D., Prayer – Asking and Receiving, Sword of the Lord Publishers, 1981 reprint, pp. 203, 206-209, Dr. Hymers’ comments in brackets)

พระเยซูทรงให้สองตัวอย่างที่กล่าวถึงการอธิษฐานอย่างจริงจังเอาไว้ในพระธรรมลูกา ตัวอย่างแรกอยู่ในลูกา 11:5-8 กรุณายืนขึ้นและอ่านในสี่ข้อแรก อยู่ในหน้าที่ 1090 ของพระคัมภีร์ฉบับ the Scofield Study Bible

“พระองค์ตรัสแก่เขาว่า ผู้ใดในพวกท่านมีมิตรสหายคนหนึ่ง และจะไปหามิตรสหายนั้นในเวลาเที่ยงคืนพูดกับเขาว่า เพื่อนเอ๋ย ขอให้ข้ายืมขนมปังสามก้อนเถิด เพราะเพื่อนของข้าคนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาหาข้า และข้าไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน ฝ่ายมิตรสหายที่อยู่ข้างในจะตอบว่า อย่ารบกวนข้าเลย ประตูก็ปิดเสียแล้ว ทั้งพวกลูกก็นอนร่วมเตียงกับข้าแล้ว ข้าจะลุกขึ้นหยิบให้ท่านไม่ได้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นหยิบให้คน นั้นเพราะเป็นมิตรสหายกัน แต่ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ” (ลูกา 11:5-8)

พวกคุณนั่งลงได้ ให้สังเกตุในข้อที่ 8 ข้อนี้คือหัวใจสำคัญ

“เพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ” (ลูกา 11:8)

คำว่า "มากเข้า" เป็นภาษาเดิมที่ไม่ได้ใช้อีกต่อไป ในภาษาสมัยใหม่ มันหมายถึง "การยืนยัน" ดร. ไรซ์ กล่าวว่า "ข้อความนี้หมายถึง [คริสเตียน] คนใดคนหนึ่งที่ตอ้งการฤทธิ์อำนาจ [ช่วยให้เพื่อนของเขากลับใจใหม่]คริสเตียนมีสิทธิที่จะไปหาพระเจ้าและขออาหารแห่งชีวิต [สำหรับ] คนอื่น ๆ ... ขนมปังสำหรับคนบาปนั้นให้เฉพาะกับผู้ที่เรียนรู้เคล็ดลับของคำว่าวิงวอนมากเข้า [อธิษฐานอย่างจริงจังขอพระเจ้าช่วยจนกว่าเพื่อนที่หลงกลับใจใหม่] ... คริสเตียนที่ต้องการพลังเหนือธรรมชาติ และฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ [เพื่อให้เพื่อนของเขากลับใจใหม่] มีสิทธิที่จะรอคอยพระเจ้า [อธิษฐานสม่ำเสมอจนกระทั่งเพื่อนของเขารอด]" (Rice, ibid., p. 209)

“เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นมิตรสหายกัน แต่ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ” (ลูกา 11:8)

พระเยซูทรงสอนเราอธิษฐานในอีกครั้งหนึ่งในลูกา 18:1-8 กรุณายืนขึ้นและอ่านทั้งแปดข้อด้วยกัน อยู่ในหน้าที่ 1100 ของพระคัมภีร์ฉบับ the Scofield Study Bible

“พระองค์ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังเพื่อสอนว่า คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ ตรัสว่า “ในนครหนึ่งมีผู้พิพากษาคนหนึ่งที่มิได้เกรงกลัวพระเจ้า และมิได้เห็นแก่มนุษย์ ในนครนั้นมีหญิงม่ายคนหนึ่งมาหาผู้พิพากษาผู้นั้นพูดว่า ขอแก้แค้นศัตรูของข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้าเถิด ฝ่ายผู้พิพากษานั้นไม่ยอมทำจนช้านาน แต่ภายหลังเขาคิดในใจว่า แม้ว่าเราไม่เกรงกลัวพระเจ้าและไม่เห็นแก่มนุษย์ แต่เพราะหญิงม่ายคนนี้มากวนเราให้ลำบาก เราจะแก้แค้นให้เขา เพื่อมิให้นางมารบกวนบ่อย ๆ ให้เรารำคาญใจ และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “จงฟังคำที่ผู้พิพากษาอธรรมนี้ได้พูด พระเจ้าจะไม่ทรงแก้แค้นให้คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืนหรือ พระองค์จะอดพระทัยไว้ช้านานหรือ เราบอกท่านทั้งหลายว่า พระองค์จะทรงแก้แค้นให้เขาโดยเร็ว แต่เมื่อบุตรมนุษย์มา ท่านจะพบความเชื่อในแผ่นดินโลกหรือ?” (ลูกา 18:1-8)

พวกคุณนั่งลงได้

หัวใจสำคัญของพระธรรมตอนนี้คือการอธิษฐานอย่างจริงจัง ข้อสำคัญที่บอกเราคือข้อที่หนึ่ง

“พระองค์ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังเพื่อสอนว่า คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ” (ลูกา 18:1)

เราต้อง “อธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ” “ไม่อ่อนระอาใจ” หมายถึง “ไม่ยอมแพ้” เราต้องอธิษฐานอย่างเสมออย่ายอมแพ้และหยุด นั่นหมายความเวลาที่เราอธิษฐานเผื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง เราต้องอธิษฐานจนกว่าเราจะได้รับสิ่งนั้น อย่าหยุด อย่ายอมแพ้ จนกว่าจะได้สิ่งที่เราขอนั้น

ผมได้รับบัตรอวยพรวันคริสต์มาสมากมายในแต่ละปีจากทั้งชายและหญิงที่เคยอยู่ในชั้นเรียนระวีในคริสตจักรแบ๊บติสจีนที่หนึ่งประมาณห้าสิบปีที่ที่ผ่านมา ผมจำได้อย่างแม่นยำว่าได้อธิษฐานเผื่อพวกเขาจนกว่าจะกลับใจใหม่ นั่นทำให้ผมมีความสุขที่ได้เห็นคนเหล่านั้นกลายมาเป็นคริสเตียนที่เข้มแข็งในช่วงเวลาห้าสิบปีหลัง ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเห็นหลายคนตอนที่มาร่วมงานศพของดร. เมอร์ฟี่ ลุม นั่นทำให้ผมมีความสุขที่เห็นว่าพวกเขายังคงเป็นคริสเตียนที่เข้มแข็ง!

ในช่วงปีที่ผมยังเป็นสมาชิกที่คริสตจักรจีน นั่นคือปี 1960 ผมมีปัญหาเกี่ยวกับการฟื้นฟู สองสามปีที่ผ่าน ดร. เมอร์ฟี่ ลุม เตือนผมว่าไม่ว่าจะอธิษฐานในที่สาธารณชนเช่นที่คริสตจักรก็ให้อธิษฐานเพื่อการฟื้นฟู แม้ว่าบางครั้งที่ผมอธิษฐานก่อนรับประทานอาหารที่คริสตจักร ผมเองก็ยังอธิษฐานขอพระเจ้าให้ส่งการฟื้นฟูลงมา ขณะเดียวกันเวลาที่ผมอธิษฐานส่วนตัวก็ขอให้มีการฟื้นฟู รวมถึงอธิษฐานในที่อื่น ๆ ก็อธิษฐานเช่นเดียวกันนี้ แต่ผมสามารถพูดได้ว่าผมเองก็มีปัญหามากๆ และไม่เห็นความจำเป็นของการฟื้นฟู ผมอธิษฐานอย่างละเอียดและใช้ระยะยาวนาน ขอให้พระเจ้าทรงนำเราไปทางนั้น และในฤดูร้อนของปี 1969 พระเจ้าก็เริ่มส่งการฟื้นฟูลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสี่ปี หนึ่งในการประชุมที่คริสตจักรนั้น มีหนุ่มสาวสี่สิบคนออกมาข้างหน้าด้วยน้ำตา หลังจากที่ผมเทศนา นั่นคือวันที่ 29 เดือนสิงหาคมปี 1970 (“To God Be the Glory,” 20th Anniversary booklet, FCBC, March 1972, p. 28)

สำหรับคริสตจักรที่มีสมาชิกประมาณ 150 คนและมี 40 คนที่ตอบสนอง และนั่นสามารถนับเป็นประวัติศาสตร์ “สำคัญ” ของคริวตจักรที่มีอายุยี่สิบปีเช่นนี้ ผมเห็นจากการบันทึกในคริสตจักร มีผู้ที่กลับใจใหม่ทั้งหมดสี่สิบคน และทั้งหมดนี้ก็รับบัพติศมา (“To God Be the Glory,” p. 29) ชื่อของพวกเขาถูกบันทึกเอาไว้ เกือบทั้งหมดของผู้เชื่อเหล่านี้ยังเชื่อมาจนถึงทุกวันนี้ ผมเห็นหลายคนในงานศพของ ดร. ลุมเมื่อต้นเดือนก่อนหน้านี้ พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานที่ต่อเนื่อง ตอนที่เราอธิษฐานอย่างจริงจังขอให้มีการฟื้นฟูในคริสตจักรจีนแบ๊บติสที่หนึ่งของปลายปีที่ 1960 และต้นปี 70 ก่อนหน้านั้นมีอนุชนหลายร้อยคนเข้ามาในคริสตจักร

ในคริสตจักรคนผิวขาวอยู่ในภาคตะวันออก ปี 1990 นั่นเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกถึงความจำเป็นของการฟื้นฟู เราอดอาหารและอธิษฐานตลอดทั้งวัน ตอนที่ผมขึ้นไปบนธรรมาสน์และเทศนาเกี่ยวกับความรอด ลูกชายของศิษยาภิบาลที่คริสตจักรนั้นบอกว่าเขาหลงหายและต้องการกลับใหม่ การเชื้อเชิญครั้งนั้นกินเวลาล่วงเลยไปจนถึงไป 11:00 โมงเที่ยงคืน มีมากกว่า 75 คนออกมาร้องไห้ข้างหน้า มีชายชราคนหนึ่งคลานออกมาและร้องไห้ว่า "ฉันหลงหายไป! ฉันหลงหายไป!" อนุชนที่อยู่ในคริสตจักรนั้นก็ออกมาคุกเข่าและร้องไห้ ลูกชายของ ดร. เอียน ที่ชื่อ ไคล์ ยืนอยู่ใกล้กับภรรยาและลูกชายของผม เขากระซิบกับภรรยาของผมและลูกชายว่า "ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน!" สามเดือนถาดไปมีสมาชิกเพิ่มเป็นห้าร้อยคน พวกเขาทั้งหมดต่างก็จริงจัง หลังจากนั้นศิษยาภิบาลก็นำคนเหล่านั้นมารับบัพติศมา ไม่นานมานี้ผมพึ่งได้ยินจากผู้รับใช้แบ๊บติสที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งบอกว่าไม่เคยเห็นการฟื้นฟูอย่างนั้นมาก่อน ผมขอขอบคุณพระเจ้าที่ได้เห็นการฟื้นฟูถึงสองครั้ง – ซึ่งเป็นการทรงตอบคำอธิษฐานแบบต่อเนื่อง ถ้าเราอธิษฐานหนัก และละทิ้งความเชื่อแบบผิดอย่างพวก "ตัดสินใจนิยม หรือ decisionism" ออกไป ผมเชื่อว่าพระเจ้าจะส่งการฟื้นฟูลงมาอีกครั้ง – อย่างที่พระองค์ทำในสมัยก่อน ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงตอบเราเมื่อเราอธิษฐานอย่างจริงจัง แม่ของผมอายุ 80 ปีและยังคงไม่ได้รับความรอด เธอเป็นอัมพฤตแต่ก็ไม่เป็นอะไรมาก เธอกำลังจะลงไปในนรกแล้ว แต่ผมอธิษฐานหนักทุกวันเป็นเวลากว่าสี่สิบปีเพื่อให้ท่านมารับความรอด มีอยู่วันหนึ่งผมก็รู้ว่าผมกำลังอธิษฐานอย่างจริงจังเผื่อแม่ แต่ตอนนั้นผมไปเทศนาในนครนิวยอร์ก ผมก็เลยโทรหา ดร. คาเกน และขอให้ท่านไปนำแม่มารับพระเยซูคริสต์ แต่ท่านกลัวเพราะแม่เคยบอกอย่างชัดเจนเอาไว้ว่า แม่ไม่อยากคุยเรื่อง "มารับความรอด" แต่ผมบอก ดร. คาเกน ว่าผมได้อธิษฐานอย่างจริงเผื่อแม่ ผมรู้ว่าแม่ต้องมารับความรอดในวันนี้ ช่วงตอนบ่าย ดร. คาเกน ก็เลยไปที่ห้องของแม่ – และก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย! แม่กลับใจในทันใดนั้น ในปีนั้นผมจึงบัพติศมาแม่นั่นคือตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคมที่คริสตจักรของ ดร. วอล์ดรีป แม่มีชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ในช่วงที่มีอายุ 80 ปี

ผมรู้ว่าคุณก็สามารถอธิษฐานอย่างจริงจังเผื่อคนให้มารับความรอด! ผมรู้ว่าคุณสามารถอธิษฐานอย่างจริงจังเพื่อให้มีการฟื้นฟู และรับสิ่งที่คุณขอในคริสตจักรท้องถิ่น ผมรู้ว่าคุณสามารถอธิษฐานอย่างจริงจังเผื่อเพื่อนที่ยังไม่เชื่อและอยู่ในคริสตจักร แล้วคุณก็จะทราบด้วย – ถ้าคุณเริ่มต้นอธิษฐานเผื่อใครบางคนที่ยังไม่ได้รับความรอดในที่นี่ จงอธิษฐานเผื่ออย่างต่อเนื่อง อย่าท้อแท้ จากว่าพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐาน! อาเมน!

เราจะอดอาหารและอธิษฐานในวันเสาร์หน้านี้อีกครั้ง หากคุณสามารถร่วมกับเราในการอดอาหารครั้งนี้ กรุณาอย่าทานอาหารหลังจากอาหารมื้อเย็นในวันศุกร์ จนกว่าเราจะมาที่คริสตจักรในวันเสาร์ตอน 5:30 โมงเย็น นี่คือประการต่างๆที่ขอให้พวกคุณรู้และใช้ในวันเสาร์ที่เราอดอาหารนี้ หลังเทศนานี้ผมจะให้พวกคุณ เราจะถ่ายเอกสารให้พวกคุณนำกลับไปบ้าน

ผมภูมิใจพวกคุณมาก! พวกคุณเป็นคนที่สำคัญมากๆ! ผมเชื่อว่าจะมีอนุชนหลายคนมารับความรอดจากคนเหล่านั้น! ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐาน


1.   อดอาหารลับๆ (มากเท่าที่มากได้) อย่าเที่ยวไปบอกคนโน้นคนนี้ (แม้แต่ญาติพี่น้อง) ว่าคุณกำลังอดอาหาร

2.   ใช้เวลามาอ่านพระคัมภีร์ เริ่มจากพระธรรมกิจการ (เริ่มตั้งแต่บทแรก)

3.   ท่องจำอิสยาห์ 58:6 ในวันเสาร์ที่อดอาหารนี้

4.   อธิษฐานขอพระเจ้าให้ทรงตอบคำอธิษฐานของเราเพื่อให้มี 10 หรือมากกว่าอยู่กับเรา

5.   อธิษฐานเผื่อพวกอนุชนที่ยังไม่ได้กลับใจ (โดยการเอ๋ยชื่อ) อธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงกระทำต่อพวกเขาอย่างที่พระองค์ทรงตรัสใน อิสยาห์ 58:6 อธิษฐานของมห้ผู้ที่มาวันนี้ (วันอาทิตย์) เป็นครั้งแรกจะกลับมาอีกครั้งในวันอาทิตย์หน้า เอ๋ยชื่อของวกเขาทีละคน

6.   อธิษฐานของพระเจ้าทรงสำแดงให้ผมรู้ว่าจะเทศน์อะไรในวันอาทิตย์ทั้งช่วงเช้าและเย็น

7.     อธิษฐานเผื่อกลุ่มอธิษฐานที่เป็นอนุชนและเราเชิญเข้ามาร่วม (พวกเขามีสามคน) ไปพบ จอห์น ซามูเอล คาเกน หากคุณสนใจ

8.   ดื่มน้ำให้ มากๆ ประมาณหนึ่งแก้วในทุกชั่วโมง คุณสามารถดื่มกาแฟได้ในตอนเช้า หากคุณดื่มมันทุกวัน แต่ห้ามดื่มเครื่องดื่มประเภทชูกำลังและอื่นๆ

9.   ไปปรึกษาแพทย์ก่อนที่คุณจะอดอาหารหากคุณมีปัญหาด้านสุขภาพ (คุณสามารถไปพบ ดร. กรีนตัน ดร. ชาน หรือ ดร. จูดิธ คาเกนผู้อยู่ในคริสตจักรของเราก็ได้) ห้ามอดอาหารหากคุณมีโรคร้ายแรงเช่นโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง เพียงแค่ใช้เวลาวันเสาร์นนี้อธิษฐานเผื่อหัวข้อเหล่านี้ก็พอ

10. เริ่มอดอาหารหลังจากรับประทานอาหารมื้อเย็นของวันศุกร์ อย่าทานอะไรจนกว่าเราจะมาร่วมรับประทานอาหารเย็นในวันเสาร์ตอนเวลา 5:30

11. จำไว้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องอธิษฐานคือขอให้พวกอนุชนในคริสตจักรของเราที่หลงหายได้กลับใจใหม่ - และอนุชนคนใหม่ๆเข้ามาร่วมนมสัการในช่วงเย็นและเข้าตลอดไป

หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร. ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
www.realconversion.com. หรือ www.rlhsermons.com.
(กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย ท่าน อาเบล พรูดโฮมมี: ลูกา 18:1-8.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย ท่าน เบนจามิน คินเคด กรีฟฟี่:
“Teach Me To Pray” (Albert S. Reitz, 1879-1966).