Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ร่วมกันเราเข้มแข็ง อยู่คนเดียวเราอ่อนแอ!

TOGETHER WE ARE STRONG! ALONE WE ARE WEAK!
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2015 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, June 21, 2015

“ละให้เราพิจารณาดูกันและกัน เพื่อเป็นเหตุให้มีความรักและกระทำการดี ซึ่งเราเคยประชุมกันนั้นอย่าให้หยุด เหมือนอย่างบางคนเคยกระทำนั้น แต่จงเตือนสติกันและกัน และให้มากยิ่งขึ้นเมื่อท่านทั้งหลายเห็นวันเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว” (ฮีบรู 10:24-25)


เช่นเดียวกับคำเทศนาของผมในบทอื่นๆ การตระเตรียมนั้นมันไม่ง่ายเลย ผมได้ยินมาว่ามีหญิงวัยรุ่นสองคนและก็เป็นเหมือนอนุขนของเรา พวกเธอบอกว่า "พวกเธอเป็นมิตรที่ดี!" แต่พวกเธอกลับไม่ชอบผม ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่านั่นไม่ใช่เพราะผมเทศนาน่าเบื่อ เพราะผมเตรียมคำเทศนามาออย่างดีและก็เป็นที่พึงใจของคนหลายคน พวกอนุชนส่วนใหญ่ก็สนใจในขณะที่ผมกำลังเทศนาอยู่ โดยทั่วไปแล้วบุคลิกภาพของผมนั้นชอบเล่นกับพวกอนุชนอยู่แล้ว และพวกเขาก็สามารถบอกให้ผมทำในสิ่งที่พวกเขาทำด้วย ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้หญิงสาวสองคนนั้นเกลียมผมเทศนาอาจเป็นเพราะว่าผมมักจะสรุปบทเทศนาโดยอธิษฐานสั้นๆ แล้วก็เดินไปที่กล้องทีวี แล้วพูดให้กับผู้ชมใน YouTube และในเว็บไซต์ของเรา ผมพูดอย่างนี้ให้กับคนดูเหล่านั้นว่า - "ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม จงเข้าไปร่วมคริสตจักรที่เทศนาตามหลักพระคัมภีร์ และเลือกที่จะเข้าร่วมการนมัสการตอนใดตอนหนึ่งในวันอาทิตย์ จงไปทุกครั้งที่ประตูโบสถ์เปิด" ผมจะนำคำพูดของ เจอร์รี ฟาเวลล์ ที่ชอบพูดตอนท้ายงรายการทีวีของท่านว่า "จงอยู่ที่นั่นทุกครั้งที่ประตูเปิด" นั่นเป็นคำที่ผมใช้ในตอนท้ายของการเทศนา "อย่าหนีจากคริสตจักรหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง" นั่นคือคำพูดของผมที่พูดตอนสรุปบทเทศนาที่หญิงสาวสองคนนี้ไม่ชอบ ในความเป็นจริงคือพวกเธอหนีออกจากคริสตจักรไปเอง

ผมควรจะหยุดพูดอย่างนั้นหรือไม่? ไม่มีทาง – ผมจะพูดต่อไป ทำไมล่ะ? เพราะนั่นคือสิ่งที่อนุชนทุกคนต้องทำ – นั่นแหละที่ว่าทำไม! คริสตจักรของเราเติบโตขึ้นโดยมาจากอนุชนของเราในช่วงวัยรุ่นและวัยยี่สิบต้น ๆ กลับใจใหม่ภายในคริสตจักร นั่นเป็นอะไรที่หาดูยาก เพราะในทางตรงกันข้ามคริสตจักรส่วนใหญ่สูญเสียอนุชนประมาณ 88% แต่นี่อยู่ในอีกบทเทศนาอื่น แต่คริสตจักรของเรากลับเติบโตโดยมีคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น ในขณะที่คริสตจักรอื่นๆกลับต้องสูญเสียอนุชนเหล่านี้ไป เราไม่ได้สร้างคริสตจักรโดยการบังคับสมาชิก - หรือพยายาม "พูดแบบหวานๆ" เพราะเด็กในทุกวันนี้ฉลาดมากพออยู่แล้ว เพราะการเรียนรู้จากสิ่งต่างๆ ผมพูดตรงๆกับพวกเขา ผมพูดว่า "นี่คือสิ่งที่คุณต้องการ - และนี่คือเหตุผลที่คุณต้องการ" ไม่มีเกมส์! สอนแบบตรงๆ! จะรับหรือว่าปล่อยทิ้ง! แม้ว่าพวกเขาจะหนีไปก็ตาม พวกเขายังรู้ว่าผมบอกพวกเขาด้วยความจริงใจ! ผมไม่ได้พยายามที่จะทำให้คุณชอบผม! แต่ผมพยายามที่จะให้คุณกลับใจใหม่ เป้าหมายของผมคือช่วยให้คุณกลายเป็นคริสเตียนที่แท้จริง และเป็นสมาชิกที่เข้ามแข็งอยู่ในคริสตจักร!

คุณอาจพูดว่า “ทำไมฉันยังไปคริสตจักรที่เลวนี้อยู่?” ผมจะบอกคุณว่าทำไม? เพราะหากปราศจากคริสตจักรแล้วคุณจะมีอะไรที่ยั่งยืนล่ะ นั่นแหละที่ว่าทำไม! เอลวิน โทฟเลอร์ เขียนเกี่ยวกับ การช็อกถึงอนาคต หรือ Future Shock เขาพูดถึง "ความตายนิรันดร์" "แนวคิดของความไม่ยั่งยืน" "มิตรภาพในอนาคต" และ "การแต่งงานที่มีจุดจบ" และ “จะสูญเสียเพื่อนอย่างไร เปลี่ยนไป เปลี่ยนไป เปลี่ยนไป การเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงทำให้เราไม่มีบ้านที่ถาวร ไม่มีเพื่อนถาวรและไม่มีความสัมพันธ์แบบถาวร! ทุกอย่างและทุกคนที่เรารู้เป็นเพียงแค่ชั่วคราว! นี่แหละที่ทำให้คนหนุ่มสาวช็อตถึงอนาคต! โทฟเลอร์ เขียนหนังสือเล่นนี้ปี 1970 แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานี้ ผมนำหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกว่ามันพึ่งจะเขียนประมาณหกเดือนที่ผ่านมานี้เอง! ทุกคนต่างเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมากและการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆเช่นนี้ ทำให้คนหนุ่มสาวออกมาเดินบนถนน อาศัยอยู่ภายใต้สะพานแถบเกือบทุกคืน จึงไม่น่าแปลกใจมีเด็กจำนวนมากกินยาอยู่ตลอดมา! เพราะโลกกำลังจะผ่านพวกเขาไป – อย่างรวดเร็ว และพวกเขาคิดว่าต้องการกินยาเพื่อชลอชีวิตไว้ นอกจากนี้ผมมักจะได้ยินอนุชนพูดถึง "เพื่อน" ที่พวกเขาพึ่งจะรู้จักกันเพียงแค่สองสามชั่วโมง ผมไม่ได้จับผิดพวกเขา เพียงแค่เป็นการสังเกต มันดูเหมือนว่าวัยรุ่นในทุกวันนี้เปลี่ยน "เพื่อน" รวดเร็วเหมือนอย่างเราเปลี่ยนชุดชั้นใน!

พอ แมคคาร์ทเนย์ อายุน้อยกว่าผมแค่หนึ่งปี เขาเป็นเด็กหนุ่มประเภทที่เรียกว่าฮิปปี้ เช่นเดียวกับพวกฮิปปี้คนอื่นๆ แต่ พอ แมคคาร์ทเนย์ ต้องอยู่โดดเดี่ยวชีวิตมีแต่ความเงียบเหงา เขาจึงเขียนบทเพลงที่ นายกริฟฟิ พึ่งร้องผ่านไป – เมื่อเขาร้องเพลงนี้ก็ทำให้ผมคิดนึกถึงเพลงของ จอห์น เลนนอน ซึ่งพูดถึงคนสองคนคือ เอลีนอร์ ริคไบ (หญิงวัยกลางคนที่ยังไม่เคยแต่งงาน) และบาทหลวง แมคเคนซิ ที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว

บาทหลวงแมคเคนซิเขียนบททศนาที่ไม่มีใครได้ยิน
ไม่มีใครเข้ามาใกล้
มองไปที่การทำงานของเขา ที่ๆเขาอาศัยอยู่และไม่มีใครเลย?
แล้วเขาจะใส่ใจอะไร?

บาทหลวงเก่าแก่ท่านนี้เขียนบทเทศนาที่ไม่มีใครให้ความสนใจ พร้อมกับซ่อมรอยในถุงเท้าของเขา "ยามที่ไม่มีใครเลย" "แล้วเขาจะใส่ใจอะไร?" เขามีแต่จะอยู่แบบโดดเดี่ยวและไม่มีใครมารบกวน

เอลีนอร์ ริคไบเสียชีวิตในคริสตจักรและถูกฝังพร้อมกับชื่อของเธอ
ไม่มีใครมา

เธอเสียชีวิตโดยไม่มีลูกหลานคอยสืบทอดชื่อของเธอ ไม่มีใครมาร่วมงานศพของเธอ

บาทหลวงแมคเคนซิเช็ดฝุ่นที่ติดอยู่ที่มือของเขาเหมือนอย่างที่เขาเดินออกจากหลุมศพ
ไม่มีใครที่รอดเลย

ไม่มีใครมาร่วมงานศพของเขา ไม่มีใครได้ยินคำเทศนาของเขา ไม่มีใครรอด และจากนั้นท่อมรับก็ร้องว่า

ทุกคนต่างเงียบเหงา
พวกเขาทั้งหมดมาจากไหน
ทุกคนต่างเงียบเหงา
พวกเขาเป็นของใคร?

พวกพวกฮิปปี้คิดอย่างนั้น พวกเขามารวมตัวกันนับเป็นพันคน - ที่เบิร์กลีย์ใน ไฮก์ แอชซานฟรานซิสในฮอลลีวู้ด แอลวีในเวนิสบีช พวกเขาอยู่บ้านหลังเก่าๆ พวกเขาทุกคนอาศัยอยู่ที่นั่น หนึ่งหรือสองคืนคนอื่นก็มา "รวมตัวกัน" พวกเขาต้องการที่จะอยู่ด้วยกัน พวกเขาต้องการความรู้สึกเป็นแบบชุมชน มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพาพวกเขามาที่คริสตจักร หากคุณปล่อยให้พวกเขาลากถุงและนั่งอยู่บนพื้น พวกเขาถูกเรียกว่า "พระเยซูประหลาด" หรือ "คนของพระเยซู"

แบ็บติสต์ทำพลาดอย่างใหญ่หลวง พวกเขาสามารถมีอนุชนนับหมื่นคนในคริสตจักร แต่พวกเขาก็กลัวอนุชนเหล่านั้น ตอนนี้มันสายเกินไป – นานเกินไปจนทำให้พวกคาลิสเมติสและเพนเทคอส์พาอนุชนเหล่านี้ไปหมดแล้ว ทุกวันนี้แบ็บติสต์กลัวเด็กต่างชาติและเด็กชาวสเปน พวกเขาน่าจะนำอนุชนนับหมื่นคนเข้ามาคริสตจักรได้อย่างง่ายดาย แต่พวกเขากลัวอนุชนเหล่านี้มากเกินไป ไม่ช้ามันจะสายเกินไป – นานจนสายเกินไป - อีกครั้งหนึ่งv

แต่เด็กๆคุณไม่จำเป็นต้องไปในชุมชนเพื่อ "เข้าร่วมกับผู้อื่น" คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าต้องเข้าไปอยู่กับชุมชน ไม่นานมานี้ผมได้พูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานร่วมกับพวกที่เรียกตัวเอง "คนของพระเยซู" ผมถามเขาว่าทำไมคนหนุ่มสาวในทุกวันนี้ไม่รู้สึกว่าต้องการชุมชนเหมือนเช่นคนฮิปปี้ เขากล่าวว่า "ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นมาก่อน ผมเองเลยไม่ทราบ" ในขณะที่เขากำลังพูดอย่างนั้นผมจึงคิดได้ขึ้นว่า - "พวกเขาไม่ต้องการคนในชุนชมเพราะพวกเขามี iPhone และสมาร์ทโฟน" พวกเขาเลยไม่จำเป็นต้องเหมือนพวกฮิปปี้ในสมัยก่อน ตอนนี้พวกเขามี iPhone และสมาร์ทโฟน พวกเขาสามารถเขียนและพูดคุยกันทางนั้น - และหลอกตัวเองว่าพวกเขามีเพื่อนสนิทมากมาย เครื่องไฟฟ้าเหล่านั้นเข้ามาแทนที่เพื่อนแท้ ทำไมถึงมีปัญหาการคบหาเพื่อนแท้ - มันง่ายมากใช่มั้ยที่จะมีเพื่อนทางอิเล็กทรอนิกส์? เอลีนอร์ รีคไบ แมคเคนซี และบาทหลวงไม่รู้สึกถึงความเงียบเหงาถ้าหากพวกเขามีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของคุณด้วย พวกเขาอาจะมีเพื่อน "ปลอม" เหมือนอย่างที่คุณมี แต่เพื่อน "ปลอม" ไม่เหมือนเพื่อนแท้! ไม่มีทาง! คุณได้ยินเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่อยู่ในเซาท์แคโรไลนาหรือเปล่า? สัปดาห์ที่แล้วเขาฆ่าคนไปเก้าคน อะไรคือสิ่งที่เขาผิดปกติ? ใช่ เขาอาศัยอยู่ในอินเทอร์เน็ต! ที่ๆมีสัญญาณรบกวนสมองของเขา จงปิดเครื่องเหล่านั้นเสีย! แล้วกลับเข้ามาสู่ชีวิตจริง! และเข้าไปในคริสตจักร! และนั่นคือนำเรากลับเข้ามาที่เนื้อหาของเรา

“ละให้เราพิจารณาดูกันและกัน เพื่อเป็นเหตุให้มีความรักและกระทำการดี ซึ่งเราเคยประชุมกันนั้นอย่าให้หยุด เหมือนอย่างบางคนเคยกระทำนั้น แต่จงเตือนสติกันและกัน และให้มากยิ่งขึ้นเมื่อท่านทั้งหลายเห็นวันเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว” (ฮีบรู 10:24-25)

ผมได้อ่านหนังสืออรรถธิบายพระคัมภีร์มากกว่าสิบเล่มเพื่อเตรียมบทเทศนานี้ หนังสือเหล่านั้นต่างก็บอกว่าพระคัมภีร์นี้ข้อนี้หมายถึงการสมัคคีธรรมในคริสตจักรท้องถิ่น ดร. ดับบริว เอ คริสเวลล์ กล่าวว่า "ข้อนี้แสดงถึงการที่พระคัมภีร์ยืนยันถึงความสำคัญของการสาสมัคคีธรรมของผู้เชื่อในคริสตจักรท้องถิ่น ... ซื่อสัตย์ต่อ [คริสตจักร]" (The Criswell Study Bible, Thomas Nelson Publishers, 1979 edition, p. 1438; note on Hebrews 10:25)

ผมอยากนำหนังสื่ออรรถธิบายพระคัมภีร์ฉบับสมัยใหม่มาบอกพวกคุณด้วย ส่วนผมเองมักจะใช้พระคัมภีร์ฉบับ KJV มาใช้เทศนา ผมไม่แนะนำให้คุณใช้ฉบับแปลอื่น ๆ แต่บางครั้งก็อาจจะเป็นประโยชน์หากมาอ่านฉบับแปลสมัยใหม่เพื่อให้ "รู้สึก" ถึงผลกระทบจากพระธรรมตอนนี้ โดยนำสองเล่มนี้ NASV และฉบับ NIV มาเขียนไว้ด้วยกัน

ละให้เราพิจารณาดูกันและกัน เพื่อเป็นเหตุให้มีความรักและกระทำการดี ซึ่งเราเคยประชุมกันนั้นอย่าให้หยุด เหมือนอย่างบางคนเคยกระทำนั้น แต่จงเตือนสติกันและกัน และให้มากยิ่งขึ้นเมื่อท่านทั้งหลายเห็นวันเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว (ฮีบรู 10:24 NASV; 10:25 NIV).

เราต้องไปอยู่ในคริสตจักรเพื่อ "กระตุ้น" ให้รักกันและทำความดีต่อไป เราต้องอยู่ในคริสตจักร “เพื่อหนุนใจกันและกัน” เหมือนอย่างที่ จอห์น แมคอาเธอ เรียกว่า "eschatological urgency" "ซึ่งบอกว่าเติบโตเพิ่มพูนขึ้นในคริสตจักร เหมือน "ทั้งหลายเห็นวันเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว" "วัน" นั้นหมายถึงวันที่พระคริสต์จะเสด็จมาครั้งที่สอง นี่คือคำทำนายที่สำคัญมาก ในขณะที่เราเข้าสู่วันสิ้นสุดของโลกนี้ นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมากให้กับคริสตจักรท้องถิ่น ทำไมล่ะ? เพราะวันนี้จะมีแรงกดดันจากทางสังคมมากยิ่งขึ้นจนทำให้คริสเตียนละทิ้งความเชื่อในยุคสุดท้ายที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ คนในสมัยก่อนเข้าร่วมคริสตจักรสัปดาห์ละครั้ง แต่ตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในทางสังคม (ช็อตถึงอนาคต!) สิ่งสำคัญต่อคริสเตียนคือการสามัคคีธรรมในคริสตจักรท้องถิ่น ลองฟัง โทมัส เฮล กล่าวว่าในหนังสืออรรถธิบายพระคัมภีร์ของท่าน "ถ้าใครเริ่มโอนเอน [ในความเชื่อของเขา] ขอให้เราเสริมสร้างและหนุนใจและเสริมกำลังกันและกัน ขอให้เรากระตุ้น [หรือส่งเสริม] กันและกันในความรักและการกระทำดี อย่าให้เรามองแต่ความผิดของคนอื่น [ความบาปและโลกนี้] ร่วมกันเราเข้มแข็ง แต่คนเดียวเราอ่อนแอ" (Thomas Hale, The Applied New Testament Commentary, Kingsway Publications, 1997, pp. 913, 914; comment on Hebrews 10:24; Dr. Hymers’ notes in brackets)

คริสตจักรท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ๆคุณเข้ามาศึกษาพระคัมภีร์เท่านั้น แต่มีความสำคัญมากๆ การสามัคคีธรรมของเราไม่ได้เกิดที่รอบโต๊ะอาหาร แต่ความสามัคคีธรรมเกิดจากการที่เราสร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์หลักในคริสตจักร – นั่นคือการเข้าถึงคนวัยหนุ่มสาวที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน โทมัส เฮล กล่าวว่า "การประกาศคือวัตถุประสงค์หลักของคริสตจักร ... นั่นคือนำทั้งชายและหญิงมาพบพระเยซูคริสต์และความรอด" (ibid., p. 125)

ดังนั้นเราจึงต้องบอกคนใหม่ "มากับพวกเรา! รับประทานกับพวกเรา! เป็นเพื่อนกับเรา! นมัสการกับเรา! ออกไปประกาศกับเรา! เข้ามาไปในโบสถ์! มานมัสการในช่วงเย็น! มาอธิษฐานด้วยกัน! รับเข้ามาร่วมในครอบครัวของพระเจ้า" "ร่วมกันเราเข้มแข็ง แต่คนเดียวเราอ่อนแอ"

ใช่ว่าทุกคนจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เรารอคุณ เราจะอธิบายให้คุณ เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยคุณ นั่นคือสิ่งที่คริสตจักรในยุคแรกทำกัน ดร. ไมเคิล กรีน เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Evangelism in the Early Church (Eerdmans Publishing Company, 2003 edition) ดร. กรีนกล่าวว่า "... การสามัคคีธรรมสำคัญมากต่อการเติบโตของคริสตจักร สามารถดึงดูดคนเข้า [ไปคริสตจักร] เพราะการสามัคคีธรรมนั้นมีคุ้มค่ามาก ... [พวกเขาเห็น] การที่คริสเตียนรักซึ่งกันและกัน" (หน้า 256) "การสามัคคีธรรมที่คริสตจักรนั้นทำลายอุปสรรคของการแบ่งเพศ ระดับการศึกษา และนี่เป็นจุดน่าสนใจมาก" (หน้า 253) ดร. กรีนชี้ให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่ทำในที่ลับ ผู้ที่ไม่เชื่อทุกคนถูกนำมาที่คริสตจักรและถือว่าทุกคนเท่าเทียมกัน นักเขียนที่เป็นคริสเตียนในสมัยโบราณชื่อ เทอทูเลียน (160-220 A.D.) พูดถึงความรักและสามัคคีธรรมในคริสตจักร ท่านบอกว่านี่คือปัจจัยใหญ่ที่ดึงดูดคนต่างศาสนากลายมาเป็นคริสเตียนในยุคต้น (อ้างอิง) เทอทูเลียนกล่าวว่ามีคนต่างศาสนานับหมื่นเข้าร่วมคริสตจักรในแอฟริกาเหนือเพราะความรักและมิตรภาพที่พวกเขามี

ผมเป็นเด็กที่โดดเดี่ยวมาก พ่อแม่ของผมหย่ากัน ผมต้องไปอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องที่ไม่ใครต้องการผมจริงๆ ผมเดินตามถนนคนเดียว ผมเป็นหนึ่งในคนที่เป็นเหมือนบทเพลงที่ จอห์น เลนนอน ได้ร้อง

“ทุกคนต่างเงียบเหงา
พวกเขาเป็นของใคร?”

ฉันจะบอกคุณว่าพวกเขาเป็นของใคร พวกเขาเป็นของคริสตจักรนี้! นั่นคือสิ่งที่คุณมีส่วนด้วย! น่าเศร้าใจที่ จอห์น เลนนอนไม่วางใจพระเยซูและไม่เคยเข้าร่วมคริสตจักรท้องถิ่น! ในบั้นปลายชีวิตเขาติดเหล้าอย่างหนักและนอนอยู่แต่บนเตียงจนถึงวันตาย

ถ้าผมไม่ไปเข้าร่วมคริสตจักรที่เข้มแข็งเช่นนี้ ผมมั่นใจว่าไม่มีทางที่ผมจะมายืนอยู่ในเช้าวันนี้ได้ ผมมั่นใจว่าผมตายเหมือนอย่าง จนห์น เลนนอน นานไปแล้ว เพื่อนของผมฆ่าตัวตาย ผมทำอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า? ผมไม่รู้ แต่ที่ผมรู้คือว่าผมได้รับการช่วยกู้จากโลกแห่งความมืดและความเงียบเหงาโดดเดี่ยว และมาพบความอบอุ่นและมิตรภาพในคริสตจักรท้องถิ่น ตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่นั้นคริสตจักรกลายเป็นบ้านหลังที่สองของผม

ผมรู้ว่าพวกคุณหลายคนไม่ฟังผม ผมรู้ว่าพวกคุณบางคนไม่มากับเรา แต่โปรดจำไว้ว่าเราเชื้อเชิญคุณ! โปรดจำไว้ว่าเราอยากให้คุณอยู่กับเรา แน่นอนอาจทำให้คุณต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป! แน่นอน! การเสียสละต้องสูญเสียบางอย่าง คุณไม่อาจรักษาชีวิตแต่งงานไว้นานได้หากไม่มีการเสียสละ ผมพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อคุณ และผมขอร้องคุณให้เสียสละให้ผมด้วยเช่นกัน เหมือนอย่าง โทมัส เฮล เขียนไว้ในหนังสืออรรถธิบายของท่านว่า "ร่วมกันเราเข้มแข็ง แต่คนเดียวเราอ่อนแอ" (อ้างอิง หน้า 914) บางคนอาจพูดว่า "ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้" จนซื่อสัตย์กับตัวเอง คุณสามารถทำอย่างนั้นได้ แต่คุณไม่ต้องการทำเท่านั้น คุณต้องการ "อิสระ" เลวมาก นั่นหมายความว่าคุณจะอยู่คนเดียว ร่วมกันเราเข้มแข็ง แต่คนเดียวเราอ่อนแอ!

ร่วมกันเราเข้มแข็ง แต่คนเดียวเราอ่อนแอ! นั่นคือเนื้อหาของผมที่ให้กับคุณในเช้าวันนี้! พระเยซูพร้อมที่จะช่วยคุณ จงมาหาพระองค์! พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อช่วยคุณให้รอดพ้นจากการพิพากษา พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายเพื่อประทานชีวิตใหม่ให้คุณ ตอนนี้พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ – สถิตในสวรรค์ชั้นที่สาม อย่ายืนอยู่นอกประตูเหมือนพี่ชายของบุตรน้อยหลงหาย พระคัมภีร์กล่าวว่าเขา "ไม่เข้าไปข้างใน" (ลูกา 15:28) คนอื่น ๆ อยู่ร่วมงานอยู่ภายในอย่างมีความสุข แต่พี่ชายกลับกล่าวว่าผมจะ "ไม่ไป" พวกคุณบางคนก็ยังทำอย่างนั้น แต่เราพูดว่า "มาที่พระเยซู! เข้ามาและเข้ามาร่วมงานเลี้ยง!" แต่คุณพูดว่า "ฉันจะไม่ไปข้างใน" เรายังคงรอคุณอยู่! จงเข้ามาในพระเยซูและเข้าร่วมงานเลี้ยง!

กลับบ้าน กลับบ้าน
   คนที่เหน็ดเหนื่อยจนกลับบ้าน
พระเยซูทรงเฝ้ารอและเรียกหา
   ทรงเรียกคนบาปให้กลับบ้าน
("Softly and Tenderly Jesus is Calling" by Will L. Thompson, 1847-1909).

พระบิดา ข้าฯอธิษฐานขอให้บางคนมาที่พระเยซู – และมาที่คริสตจักรของเราด้วย ในพระนามของพระองค์ อาเมน “ร่วมกันเราเข้มแข็ง อยู่คนเดียวเราอ่อนแอ!” ถ้าคุณลืมทุกอย่างที่ผมพูดในเช้านี้ โปรดจำไว้ว่า! ร่วมกันเราเข้มแข็ง อยู่คนเดียวเราอ่อนแอ! อาเมน

หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่าน – www.realconversion.com (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย ท่าน อาเบล พรูดโฮมมี: ฮบรู10:19-25.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“Eleanor Rigby” (Paul McCartney, 1942-).