Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




มีขีวิตอยู่ในช่วงเวลาของการละทิ้งความเชื่อ

LIVING IN A TIME OF APOSTASY
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 26 เดือนเมษายน ค.ศ. 2015 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, April 26, 2015

“[พระเจ้าลและไม่ได้ทรงยกเว้นมนุษย์โลกครั้งโบราณ แต่ได้ทรงช่วยโนอาห์ผู้ประกาศความชอบธรรมกับคนอื่นอีกเจ็ดคนให้รอด เมื่อคราวที่พระองค์ได้ทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลกของคนอธรรม และได้ทรงลงโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ให้พินาศเป็นเถ้าถ่าน เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่คนต่อไปที่จะประพฤติชั่ว และได้ทรงช่วยโลทผู้ชอบธรรมให้รอด ผู้มีความทุกข์ใหญ่หลวงเพราะการประพฤติลามกของคนชั่วเหล่านั้น (ด้วยว่าคนชอบธรรมนั้น ซึ่งได้อาศัยอยู่ในท่ามกลางเขาเหล่านั้น เมื่อท่านได้เห็นและได้ยิน จิตใจที่ชอบธรรมของท่านก็เป็นทุกข์เป็นร้อนทุกวัน ๆ เพราะการประพฤติชั่วของคนเหล่านั้น)” (2 เปโตร 2:5-8)


อัครสาวกเปโตรกล่าวในที่นี่เหมือนเป็นผู้พยากรณ์ ในข้อ 1-3 ท่านบอกเราว่าจะมีครูสอนเท็จเกิดขึ้นมาและนำมาซึ่งความนอกรีตและความน่าเกลียดน่ากลัว ท่านบอกว่าคนเหล่านั้นจะปฏิเสธพระเยซูคริสต์ ท่านบอกว่ามีคนมากมายติดตามพวกเขา จากเหตุผลและความจริงตามพระคัมภีร์นี้ยังกล่าวว่าผู้เชื่อจะพูดใส่ร้ายกันและกัน ท่านบอกว่าครูเทียมเท็จเหล่านี้จะทำงานเพื่อเงิน ไม่ใช่ให้กับพระเจ้า ภาพนี้คือยุคของเรานี้เอง! เรากำลังมีชีวิตอยู่ใช่วงเวลาที่น่ากลัวเพราะผู้ละทิ้งพระเจ้าหลงไปตามคำสอนที่ผิด – และมีพวกลัทธิเทียมเท็จใหม่เกิดขึ้นมากมาย

ผมต้องยอมรับว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่ชอบ คาร์ล เฮนรี่ เฮฟ เอช (1913-2003) เป็นอย่างมาก เขาเป็นนักศาสนศาสตร์อีเวนเจลิคอลสมัยใหม่ แต่กับผมแล้วกลับดูเหมือนว่าเขาเองพยายามที่จะใช้ "หลักวิชาการ" มาพิสูจน์ สำหรับผมแล้วเขาไม่ได้พูดความจริงมากมนะ แต่อย่างไรก็ตามผมเองก็ไม่เคยอ่านบทความที่ชัดเจนเกี่ยวกับการละทิ้งพระเจ้าตามที่เขาได้เขียนเอาไว้มาก่อน ดร. เฮนรี่ กล่าวว่า

         ยุคของเราละทิ้งความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าไป ... การละทิ้งเช่นนี้ จึงต้องชดเชยโดยเป็นที่มาของพวกสอนเท็จที่แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว นี่ทำให้เกิดความปั่นป่วนอีกครั้ง ในทุกวันนี้คุณสามารถได้ยินเสียงดังกึกก้องของพวกเขา ทั้ง [ในตะวันออกกลาง ในภาคเหนือของแอฟริกา ทั่วยุโรป – พวกมุสลิมกำลังมา นับจากทำเนียบขาวลงมา ผู้นำของเราต่างอยู่ในภาวะสับสนอ่อนแอและไม่มีพระเจ้า] ...
         พวกป่าเถือนเหล่านั้นกำลังทำลายและทำให้อารยธรรมเสื่อมเสียและเป็นเงามืดที่เข้ามาในคริสตจักรที่อ่อนแอพิการ (Carl F. H. Henry, Ph.D., Twilight of a Great Civilization: The Drift Toward Neo-Paganism, Crossway Books, 1988; my comments in brackets)

แบบสำรวจที่มีชื่อเสียงโดย จอร์จ บาร์มา ได้บอกเราว่าคริสตจักรของเราไม่มีอนาคตอีกต่อไป เขาบอกว่ากว่า 80% ของอนุชนในคริสตจักรของเราจะหนีจากคริสตจักรก่อนที่จะมีอายุถึงสามสิบ "ไม่หวนกลับมาอีก" - และคริสตจักรของเราก็ดูเหมือนว่าไม่ความคิดใด ๆ ที่จะสามารถนำคนหนุ่มสาวที่หลงหายให้กลับใจใหม่ได้! ทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้ก็เพียงพยายามแย่งลูกแกะของกันและกัน นักเทศน์ต่างก็สวมเสื้อผ้าแบบง่ายขึ้นเทศน์พร้อมกับเปิดเพลงร็อคในเช้าวันอาทิตย์ให้ดูเหมือนว่า "น่าดู" และก็ใช้เพลง "สมัยใหม่" ตอนนี้พวกเขาควรจะรู้ว่าทำอย่างนั้นมันช่วยอะไรไม่ได้เลย! ชาวโลกไปมองไปที่พวกเขาแล้วก็หัวเราะเยาะ! มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า! พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบถึงการที่ผมร้องไห้ให้กับคริสตจักรต่างๆของเรา!

นักเทศน์เหล่านี้หลายถูกทำลายโดยพระคริสตธรรมเสรีนิยมอย่างเช่นฟุลเลอร์ ในกลุ่มของพวกอนุรักษ์นิยมก็ไม่เน้นระบบการเรียนการสอนที่เป็นภาษากรีก ไม่เคยกระตุ้นพวกเขาในการเทศนา ดร. ไมเคิ ลฮอร์ตันเขียนเกี่ยวกับเรื่องน่าเศร้าเช่นนี้ เอาไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า ศาสนาคริสต์ที่ไม่มีพระคริสต์: ทางเลือกแห่งพระกิตติคุณของคริสตจักรในอเมริกัน (Baker Books, 2008)

มูดี้ เพลส ได้ตีพิมพ์หนังสือ (1996) มีชื่อว่า วิกฤตการที่กำลังจะมาของพวกอีเวนเจลิคอล์ หนังสือนั้นที่ถูกเขียนประมาณสิบเก้าปีที่ผ่านมา ตอนนี้วิกฤตนี้อยู่ที่นี่ และตอนนี้! คริสตจักรของเราไม่มีระเบียบและทุกคนรู้ดี! การนมัสการในคริสตจักรของเราในช่วงค่ำปิดเกือบทั้งหมด นั่นคือสัญญาณของความตาย! นั่นคือสัญญาณของความตาย! รายการอธิษฐานในคริสตจักรก็หยุดเกือบหมดและนานมาแล้ว นั่นคือสัญญาณของความตาย! ไม่มีการประกาศนำผู้คนมารับเชื่อ และอย่างที่เรียกว่า "การเทศนา" เป็นแบบจืดๆเหี่ยวแห้ง นั่นคือสัญญาณของความตาย! แม้ว่าจะไม่มีใครบ่นเลยก็ตาม – แต่ผมจะต่อว่า! แม้ว่าไม่มีคนพูดอะไรเลย แต่ผมต้องพูด จะต้องมีการพูดอย่างดังๆและชัดเจน! เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการละทิ้งความเชื่อ! เราอยู่ในเวลอย่างที่มีการอธิบายเอาไว้ใน 2 เปโตร 2: 1-3!

คุณอาจจะถามว่า "ทำไมคุณถึงพูดถึงเรื่องนี้? เพราะสร้างความสับสนให้กับอนุชนของคุณ! "ผิดอีกครั้งแล้ว! การพูดความจริงนั้นไม่ได้สร้างความสับสนให้พวกเขาเลย! ในความเป็นจริงถ้าผมไม่บอกความจริงให้แล้ว พวกเขายิ่งสับสนมากขึ้น – สับสนเพราะพวกอีเวนเจลอคอล์ที่ตายแล้ว และกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์! พวกเขาจะสับสนมากขึ้นถ้าพวกเขาไม่รู้เลยว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการละทิ้งความเชื่อ – การละทิ้งความเชื่อนี้เลิกคริสตจักรรับรู้ตั้งแต่ที่มีการปฏิรูป! การละทิ้งความเชื่อที่เลวร้ายที่สุดนั่นคือช่วง 500 ปีหลัง! นี่คือสิ่งที่เป็นมา! เราอาศัยอยู่ในเวลาที่อัครสาวกเปโตรอธิบายไว้ใน 2 เปโตร 2: 1-3 เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วอะไรล่ะคือคำตอบ? กรุณายืนและอ่าน 2 เปโตร 2: 5-8 ซึ่งอยู่ในหน้า 1318 ของพระคัมภีร์ ฉบับ Scofield Study Bible

“[พระเจ้าลและไม่ได้ทรงยกเว้นมนุษย์โลกครั้งโบราณ แต่ได้ทรงช่วยโนอาห์ผู้ประกาศความชอบธรรมกับคนอื่นอีกเจ็ดคนให้รอด เมื่อคราวที่พระองค์ได้ทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลกของคนอธรรม และได้ทรงลงโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ให้พินาศเป็นเถ้าถ่าน เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่คนต่อไปที่จะประพฤติชั่ว และได้ทรงช่วยโลทผู้ชอบธรรมให้รอด ผู้มีความทุกข์ใหญ่หลวงเพราะการประพฤติลามกของคนชั่วเหล่านั้น (ด้วยว่าคนชอบธรรมนั้น ซึ่งได้อาศัยอยู่ในท่ามกลางเขาเหล่านั้น เมื่อท่านได้เห็นและได้ยิน จิตใจที่ชอบธรรมของท่านก็เป็นทุกข์เป็นร้อนทุกวัน ๆ เพราะการประพฤติชั่วของคนเหล่านั้น)” (2 เปโตร 2:5-8)

นั่งลงได้

พระเจ้าทรงสำแดงพระคำเหล่านั้น ให้เราเห็นว่าจะดำรงชีวิตอยู่อย่างไรในช่วงเวลาของการละทิ้งความเชื่อ บาปและความสับสน นั่นคือหัวข้อในเนื้อหาของเรา อัครสาวกเปโตรได้นำบุคคลสองคนนี้มาเป็นตัวอย่างให้เรานั่นคือ โนอาห์และโลท โดยชี้ให้เราเห็นจากบุคคลทั้งสองนี้ว่าจะอาศัยอยู่อย่างไรในช่วงเวลาแห่งความสับสนในฝ่ายวิญญาณ นั่นคือบทเรียนสำคัญที่ควรต้องเรียนรู้จากโนอาห์และโลท

คริสเตียนมักถูกทดสอบเสมอโดยวิญญาณฝ่ายโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาของการละทิ้งความเชื่อเช่นนี้ เราถูกทดสอบโดยความจริงที่ว่าเรามีจำนวนน้อยมาก นั่นคือเส้นทางที่ยากลำบาก ถ้าเราอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 18 เราเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูใหญ่ การฟื้นฟูนี้รวมถึงประเทฒในหมู่เกาะของอังกฤษเช่นเดียวกับประเทศทางทวีปอเมริกาเหนือ คงจะมีผู้คนมากมายรอบตัวเราเชื่อในการเทศนา และการอธิษฐานที่แท้จริงนั้น และนั่นก็เป็นจริงในศตวรรษที่ 19 ด้วย – จากนั้นก็ลดน้อยล และครั้งแรกคือยุค 70 หรือ 80 ปีของศตวรรษที่ 20

มันแปลกมากที่เวลาเหล่านั้นช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 35 ปีเท่านั่นที่ตอนนี้สภานการณ์ต่างกันไปมาก ในสมัยประธานาธิบดี Ronald Reagan บิลลี่เกรแฮมคนเดียวในยุคนั้นที่มีการเทศนาฟื้นฟู นั่นคือในช่วงต้นยุค 60s เจอร์รี ฟาร์เวลล์ ออกรายการทีวีทุกคืนของวันอาทิตย์เพื่อขอการบริจาคเงินสักล้านดอลลาร์เพื่อ "การรักษาจริยธรรม" นั่นคือหยุดการทำแท้ง ในช่วงฤดูใบไม้ผลิตปี 1980 ดร. จอห์น อา ไรซ์ ยังคงเทศนาอยู่ ดร. มาร์ติน ลอยด์โจนส์ ก็ยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือ ดร. ฟรานซิส เชเฟอร์ มันไม่ใช่เวลาที่ดีเลิศอะไรมากนัก แต่ถ้าเทียบกับปี 2015 ช่วงนั้นดีให้กับคริสเตียนมากกว่าตอนนี้ ตอนนี้เราเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกเกลียด! ผมหมายถึง – พวกเขาเกลียดพวกเรา! ชาวแบ๊บติสทุกคน ชาวอีเวนเจลิคอล์ทุกคน พวกเพนเทคอยทุกคน แม้กระทั่งพวกโรมันคาทอลิก – ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์รู้สึกได้อย่างนั้น โลกภายนอกเกลียดพวกเรา ที่พวกเขาทำใหเราอยู่อย่างลำบากแต่ยากต่อการที่จะซื่อสัตย์กับพระเจ้า และยากมากกว่าศตวรรษอื่น ๆ และยุคอื่น ๆ

แน่นอนโนอาห์รู้สึกถึงการทดสอบนั้น – การทดสอบที่ต้องยืนอยู่คนเดียว พระคัมภีร์บอกเราว่า พระเจ้าทรง "ช่วยโนอาห์และอีกแปดคน" (2 เปโตร 2: 5) โนอาห์มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ไร้ศีลธรรมและผู้คนละทิ้งความเชื่อ นั่นคือก่อนน้ำท่วมโลก มันเป็นช่วงเวลาของความชั่วร้ายและมารทำงานหนัก ที่ร้ายกว่านั้นคือมวลมนุษยชาติ "ชั่วร้ายอย่างเดียวเสมอไป" (ปฐมกาล 6: 5) และพระเจ้าตรัสว่า

“วิญญาณของเราจะไม่วิงวอนกับมนุษย์ตลอดไป” (ปฐมกาล 6:3)

สถานการณ์ของโลกในเวลานั้นแย่มากแถบไม่มีคนเลยที่รอด โปรดจำไว้ว่าพระเจ้าทรง "ช่วยโนอาห์และอีกแปดคน" ซึ่งหมายความว่าเพียงแค่โนอาห์ ภรรยาของเขา - และลูกชายทั้งสามคนและรวมถึงภรรยาของพวกเขาเท่านั้นที่ได้รับการช่วยกู้จากคนทั่วโลก! ช่างเป็นอะไรที่น่าศึกษาว่าโนอาร์มีชีวิตได้อย่างไรกับผู้คนที่ทำแต่เรื่องชั่วๆ พระเจ้าเลยลงโทษพวกเขาโดยให้นำท่วมโลก

หลังจากนั้นก็มาในยุคของโลท อย่างที่คุณได้อ่านในพระธรรมปฐมกาล คุณอาจสงสัยว่าทำไมเปโตรถึงเรียกเขาว่า "โลทเท่านั้น" ในข้อของเรา (2 เปโตร 2: 7) แต่เปโตรไม่ได้พูดผิดถึงการที่เขาเข้าไปอยู่ในเมืองโสโดม เปโตรบอกเราให้ทราบถึงความรู้สึกของโลท หลังจากที่เขาย้ายไปอยู่ที่เมืองโสโดมแล้ว พระธรรมในข้อนี้พูดว่า "การประพฤติลามกของคนชั่วเหล่านั้น" (2: 7b) ถ้าคุณอ่านพระธรรมปฐมกาล 19 คุณจะเห็นว่าเมืองนั้นเป็นเช่นไร - เสื่อม ลามก น่าอับอาย โลทและครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ที่นั่น

พวกเขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับโนอาห์และครอบครัวของเขา ในปฐมกาลบทที่ 18 หากเราอ่านจะเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้ทำลายเมืองโสโดม ถ้ามีสิบคนที่เป็นคนชอบธรรมอาศัยอยู่ที่นั่น แต่สิบคนที่ชอบธรรมก็ไม่มี – ยกเว้นแต่โลทและลูก ๆ ของเขาเท่านั้น พวกเขาเท่านั้นที่พยายามอาศัยอยู่อย่างมีพระเจ้า ส่วนคนอื่น ๆ ในเมืองใหญ่นั้นล้วนไม่มีพระเจ้าและทำบาป

เราเห็นจากโนอาห์และจากโลท และนั่นก็แสดงให้เห็นถึงการทดสอบที่ยากของชีวิตของคริสเตียน ที่ยากกว่านั้นการเป็นคริสเตียนคนเดียวในครอบครัว ผมจำได้ดีถึงการที่ญาติพี่น้องของผมหัวเราะเยาะและล้อเล่นอย่างสนุกสนานถึงตัวผมที่ผมพยายามมีชีวิตอย่างคริสเตียน คุณอาจถูกคิดว่าการเป็นคริสเตียนนั้นเป็นอะไรที่โง่ๆ แต่ยิ่งคุณยิ่งเป็นคริสเตียนที่ดีมากแค่ไหนชาวโลกก็ยิ่งเกลียดคุณเท่านั้น นั่นคือการทดสอบที่ยากมาก อนุชนหลายคนไม่ผ่านการทดสอบนี้ เพราะพวกเขาอยากให้ถูกรับเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่ม “เพื่อน” ที่โรงเรียน หรือที่ทำงาน มีอยู่สองอย่างที่คุณถูก “ยอมรับ” ในโลกที่หลงหาย

1. ถ้าพวกเขารอดทั้งหมด พวกเขาจะสูญเสียความสุขของพวกเขา คุณไม่สามารถเป็นเพื่อนให้กับโลกและมีความสุขของพระคริสต์ และพวกเขาสูญเสียอาณาจักรของพระคริสต์

2. ถ้าพวกเขามีเพื่อนสนิทที่หลงอยู่ในโลก พวกเขาจะไม่ยอมกลับใจทั้งนั้น พระคัมภีร์กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นผู้ใดใคร่เป็นมิตรกับโลก ผู้นั้นก็เป็นศัตรูของพระเจ้า” (ยากอบ 4:4)


ดร. จอห์น อาร์ ไรซ์ กล่าวว่า "คุณเคยสูญเสีย ... เพื่อนเพื่อพระเจ้าหรือไม่? ถ้าการเป็นคริสเตียนของคุณไม่มีการสูญเสีย ... เพื่อน ... แล้วคุณยังสามารถบอกว่ารักพระเจ้าได้อย่างนั้นหรือ? การจะเป็นคริสเตียนที่ดีจริงๆนั้นจะต้องสูญเสียเพื่อนไป" (John R. Rice, D.D., What It Costs to Be a Good Christian, Sword of the Lord Publishers, 1952, p. 28) พระวจนะกล่าวว่า

“บุคคลผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำของคนอธรรม หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย ผู้นั้นก็เป็นสุข” (สดุดี 1:1)

ถ้าคุณดูประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์แล้ว คุณจะเห็นว่าคริสเตียนที่เข้มแข็งอย่างแท้จริงนั้นคือพวกผู้ชายและผู้หญิงที่แยกตัวออกจากผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าหรือโลก ดูเทอทูเลียนเป็นแบบอย่าง เขามีชีวิตอยู่ประมาณปี 160-220 AD เขาเห็นคริสเตียนถูกกดขี่ขมเหงโดยชาวโรมัน เขาเห็นคริสเตียนถูกทรมานและถูกโยนลงไปในถ้ำสิงโต และถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ เขารู้สึกประทับใจในความกล้าหาญของคริสเตียนเหล่านั้น เขากล่าวว่า "ต้องมีอะไรบางอย่างในศาสนาคริสต์ที่ทำให้คนเหล่านั้นกล้าทนต่อการทำอย่างนั้น พวกเขาสามารถสละทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง" นอกจากนี้เขายังประทับใจในคริสเตียนที่มีความรักต่อกันและกัน เขากลับใจมาเชื่อพระเจ้าตอนเขามีอายุได้ประมาณ 35 ปี เขาเริ่มทำการปกป้องคริสเตียนที่ถูกดูหมิ่นและตกเป็นเหยื่อ เขาจึงเขียนหนังสือต่อต้านพวกนอกรีตต่าง ๆ ในช่วงต้นของคริสตจักร ในที่สุดเขาก็ลาออกจากนิกายคาทอลิกเพราะเน้นทางโลกมากเกินไป ครั้งแรกเขาไปเข้าร่วมกับ Montanists ที่เป็นเหมือนพวกเพนเมคอสในสมัยนี้ ในที่สุดเขาก็ออกจากที่นั่นและไปก่อตั้งคริสตจักรของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นโปรเตสแตนต์คนแรก ผมรู้ว่ามีหนุ่มเกาหลีคนหนึ่งได้กลับใจใหม่จากการศึกษาคำเทศนาที่มีประสิทธิภาพของเทอทูเลียน อนุชนทั้งหลายควรเป็นแบบเทอทูเลียน! อย่างที่เขาเป็นเหมือนโนอาห์และโลท!

แล้วลองมานึกถึงผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ปีเตอร์ วัลโด เขาอยู่ในประเทศฝรั่งเศสประมาณ 1,140-1,205 A.D. เขาเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวย อยู่มาคืนหนึ่งเพื่อนของเขาเสียชีวิตที่โต๊ะอาหารค่ำของเขา ทำให้ ปีเตอร์ วัลโดตกใจเป็นอย่างมาก และเขาก็กลายมาคริสเตียนที่แท้จริง เขาเริ่มเทศนาและมีผู้ติดตามจำนวนมากมาย เขาเน้นการศึกษาพระคัมภีร์และการประกาศข่าวประเสริฐ ผู้คนที่ติดตามเขาถูกเรียกว่า Waldensians เขาเติบโตจากคริสตจักรที่เป็นคาทอลิก แต่ด้วยความมหัศจรรย์ที่เขากลายมาเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐจนกระทั่งเสียชีวิต ประมาณ 300 ปีต่อมาสาวกของวัลโดมากมายได้เข้าร่วมกับโปรเตสแตนต์ที่กรุงเจนีวา วิตเซอร์แลนด์ คนหนุ่มสาวควรเป็นเหมือนปีเตอร์วัลโด! อย่างที่เขาเป็นเหมือนโนอาห์และโลท!

ผมก็ยังนึกถึงนางสาวลอตตี มูน เธอมีชีวิตอยู่ในปี 1840 ถึง 1912 ในปี 1873 เธอเป็นมิชชันนารีแบ๊บติสไปยังประเทศจีน ประเทศจีนในสมัยนั้นเป็นอันตรายมากต่อการประกาศข่าวประเสริฐ เธอตกหลุมรักกับอาจารย์สอนพันธสัญญาเดิมชื่อ ครอฟอร์ด ทอย พวกเขากำลังจะแต่งงานกัน แต่ลอตตี มูน ค้นพบว่าเขาไม่เชื่อพระคัมภีร์ ทำให้เธอเลิกแผนแต่งงานกับเขา เพราะเขาเป็นพวกเสรีนิยมที่ไม่เชื่อ ลอตตี มูนอยู่ในประเทศจีน แลไม่เคยแต่งงานอีกเลย จนกระทั่งปี 1912 เธอล้มป่วยเพราะเอาอาหารของเธอไปให้กับมิชั่นนารีคนอื่นและคนจีนที่ยากจน ทๆให้น้ำหนักของเธอลดไปเหลือแค่ 50 ปอนด์และถูกส่งกลับไปอยู่ที่อเมริกา แต่เธอก็มาเสียชีวิตระหว่างทาง ทุกวันนี้เธอถือว่าเป็นหนึ่งในมิชชันนารีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคณะแบ๊บติสใต้อย่างที่เคยมีมา พวกเขายังคงพูดถึงเธอเป็นประจำทุกปีในวันคริสมาสต์ – เมื่อพวกเขามีการถวายเงินพิเศษให้กับงานมิชั่นเพื่อเป็นการระลึกถึง "ลอตตี มูน" และรายได้นี้ส่งไปให้กับงานมิชชั่นในต่างประเทศ แม้พวกเขาไม่พูดถึงเธอว่าทำไมต้องเลิกกับคู่หมั้น เหตุที่เขาเป็นคนที่ไม่เชื่อในพระคัมภีร์ แต่พระเจ้าทรงจำได้! อนุชนทั้งหลายควรเป็นแบบลอตตี! อย่างที่เธอเป็นเหมือนโนอาห์และโลท!

“[พระเจ้าลและไม่ได้ทรงยกเว้นมนุษย์โลกครั้งโบราณ แต่ได้ทรงช่วยโนอาห์ผู้ประกาศความชอบธรรมกับคนอื่นอีกเจ็ดคนให้รอด เมื่อคราวที่พระองค์ได้ทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลกของคนอธรรม และได้ทรงลงโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ให้พินาศเป็นเถ้าถ่าน เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่คนต่อไปที่จะประพฤติชั่ว และได้ทรงช่วยโลทผู้ชอบธรรมให้รอด ผู้มีความทุกข์ใหญ่หลวงเพราะการประพฤติลามกของคนชั่วเหล่านั้น (ด้วยว่าคนชอบธรรมนั้น ซึ่งได้อาศัยอยู่ในท่ามกลางเขาเหล่านั้น เมื่อท่านได้เห็นและได้ยิน จิตใจที่ชอบธรรมของท่านก็เป็นทุกข์เป็นร้อนทุกวัน ๆ เพราะการประพฤติชั่วของคนเหล่านั้น)” (2 เปโตร 2:5-8)

ดร. มาร์ติน ลอยด์โจนส์นักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกาะอังกฤษในศตวรรษที่ยี่สิบ ท่านได้เทศนาใน 2 เปโตร สรุปคำเทศนาดังนี้ว่า

ผมจะจบด้วยคำถาม เราเป็นเหมือนโนอาห์และโลทหรือเปล่า? โลกในทุกวันนี้เป็นเหมือนเหมือนโลกในยุค [ของ] ท่านทั้งสอง มันเป็นเรื่องง่ายหรือเปล่าที่จะบอกว่าเราเป็นคริสเตียน? เราแตกต่างและโดดเด่นอย่างไร? ... เราเสียใจให้กับดวงวิญญาณที่กำลังจะถูกทิ้งลงไปสู่ความพินาศหรือไม่? พวกเราอธิษฐานเผื่อหรือไม่ และเพื่อให้เกิดการฟื้นฟูอย่างแท้จริงหรือไม่? นั่นคือความท้าทายของโนอาห์และโลท นี่คือสิ่งที่ท้าท้ายคริสเตียนในสมัยนี้ด้วย (Martyn Lloyd-Jones, M.D., “The Example of Noah and Lot,” Expository Sermons on 2 Peter, The Banner of Truth Trust, 1983, p. 154)

กรุณายืนขึ้นและร้องเพลงหน้าที่ 6 ในหนังสือเพลงของคุณ ร้องดังๆ!

ชีวิตและความรักของข้าฯมอบแด่พระองค์ ลูกแกะของพระเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อข้าฯ
   ข้าฯจะสัตย์ซื่อแด่พระองค์ พระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของข้าฯ!
ข้าฯมีชีวิตและตายเพื่อพระองค์ ฉันพึงพอใจชีวิตนี้เป็นอย่างมาก!
   ข้าฯมีชีวิตและตายเพื่อพระองค์ พระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของข้าฯ!

ตอนนี้ข้าฯเชื่อว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อให้ข้าฯมีชีวิต
   ตอนนี้ข้าฯวางใจในพระองค์ พระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน!
ฉันมีชีวิตและตายเพื่อพระองค์ ฉันพึงพอใจชีวิตนี้เป็นอย่างมาก!
   ฉันมีชีวิตและตายเพื่อพระองค์ พระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน!

พระองค์สิ้นพระชนม์ที่กางเขน เพื่อกู้จิตวิญญาณของข้าฯและให้ข้าฯมีเสรีภาพ
   ข้าฯจะมอบชีวิตแด่พระองค์ พระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของข้า!
ฉันมีชีวิตและตายเพื่อพระองค์ ฉันพึงพอใจชีวิตนี้เป็นอย่างมาก!
   ฉันมีชีวิตและตายเพื่อพระองค์ พระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน!
(“I’ll Live for Him” by Ralph E. Hudson, 1843-1901; altered by the Pastor)

พระบิดา ข้าพระองค์อธิษฐานขอให้บางคนในที่นี่จะมาที่พระบุตรของพระองค์คือพระเยซู และได้รับการช่วยกู้ไปชั่วนิรันดร์ อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย ดร. กรีนตัน เอล ชาน: 2 เปโตร 2:4-9.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“In Times Like These” (by Ruth Caye Jones, 1902-1972).