Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




พระเจ้ายิ่งใหญ่ - ทรงฤทธิ์และน่ากลัว

A GREAT GOD – MIGHTY AND TERRIBLE!
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 11 เดือนมกราคม ค.ศ. 2015 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord's Day Morning, January 11, 2015

“พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน...” (2 ทิโมธี 3:16)


เมื่อเราเปิดพระคัมภีร์ ให้เราอ่านการทรงสำแดงของพระเจ้า ผมจะนำข้อความของ ดร ดับบริว คริสเวลล์ (1909-2002) มาเล่าใหม่ - มีหลายอย่างที่เราสามารถเรียนรู้โดยการศึกษาและการสังเกต เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับดินและเมล็ดพืช ต้นไม้กับผลไม้ น้ำกับแร่ธาตุ ปลากับวัว แรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนไหวของดวงดาว โดยการศึกษาและการสังเกตนี้ทำให้เราสามารถเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างในโลกของธรรมชาติ แต่อะไรล่ะที่เป็นความจริงและอยู่เบื้องหลังของสิ่งเหล่านี้? ความจริงไหนที่อยู่เหนือการศึกษาและสังเกตโลกในทางกายภาพ? อะไรคือความหมายและเป้าหมายของชีวิต? เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเรียนรู้โดยการศึกษาและการสังเกต ใครที่สร้างโลก ดวงดาวและจักรวาล? เหตุผล การสังเกตและการศึกษาสามารถไปไกลก็จริง แต่ไม่สามารถไปไกลกว่าสิ่งที่กายภาพของเรานี้จะทำได้ ความหมายที่อยู่เหนือสิ่งที่เราเห็น รู้สึก ดมกลิ่นและได้ยิน - นี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถเรียนรู้ได้

เราสามารถมองไปที่ดวงดาวตลอดไปและได้แต่สรุปว่า คนที่สร้างสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่และทรงฤทธิ์ แต่เขามีนามว่าอะไร? เขาเป็นอย่างไร? เขารู้จักเราหรือเปล่า? เขาเรียกชื่อของเราหรือเปล่า? เราสามารถศึกษาดาวตลอดไปแต่ไม่มีทางที่จะรู้จักกับพระองค์

เราสามารถศึกษาความงามของแสงพระอาทิตย์ตก ความสวยงามของต้นไม้ในสวน และดอกไม้ที่งอกออกมาจากพื้นดิน เราสามารถเรียนรู้ความงามของธรรมชาติ เราก็มาสรุปว่าใครก็ตามที่สร้างความงามเหล่านี้น่าจะรักความงามและสีสัน แต่เขาเป็นใครล่ะ? เขาเป็นอย่างไร? เราสามารถศึกษารุ้งและเมฆและแถบสีที่พบในแกรนแคนยอนและความงามของพระอาทิตย์ตกที่รัฐแอริโซนา เราสามารถศึกษาสิ่งทั้งหมดนี้ตลอดไป แต่ไม่มีทางรู้จักกับพระผู้สร้าง

เราสามารถมองที่ตัวเราเอง เราสามารถศึกษาวัฒนธรรมต่างๆในโลก ศึกษาสังคมวิทยาและศีลธรรม เราสามารถสรุปว่าใครก็ตามที่สร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ต้องเป็นผู้ที่มีระเบียบและมีศีลธรรม แต่เขาเป็นใครและเขามีนามว่าอะไร? เขารู้จักพวกเราหรือเปล่า? ด้วยเหตุอันใดที่พระเจ้าจึงทรงสร้างเราให้เป็นแบบนี้? สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกซ่อนไว้จากมนุษย์ สิ่งเหล่านี้สามารถรู้จักและค้นพบด้วยตัวเอง แต่นั่นขึ่นอยู่กับการที่พระเจ้าทรงสำแดงให้กับคนๆนั้น ถ้าพระเจ้าไม่เปิดเผยพระองคเอง เราไม่วันที่จะรู้จักกับพระองค์ได้เลย (adapted from “The Self-Revelation of God” by W. A. Criswell, Ph.D.)

แต่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองให้เราผ่านทางพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงเปิดเผยตัวเองให้กับโลกที่หลงหายไปผ่านทางพระคัมภีร์ เหมือนอย่างที่อัครสาวกเปโตรกล่าวเอาไว้ "ไฟที่ส่องสว่างในที่มืด" (2 เปโตร 1:19) ผมได้ศึกษาศาสนามานานกว่าครึ่งศตวรรษ พวกเราเรียนรู้ว่า เรามี 600 ศาสนาในโลกนี้ แล้วศาสนาไหนล่ะที่แท้จริง? เราจะเรียนรู้ได้อย่างไร? เราสามารถศึกษาศาสนาของโลกนี้ตลอดไป แต่ยังไม่อาจที่จะรู้จักกับพระองค์ พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะเปิดเผยตัวเองให้เรา และนั่นคือสิ่งที่พระองค์ทรงทำ พระเจ้าสำแดงพระองค์แก่คนที่อยู่ในพระคัมภีร์ โดยการ "การดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน... " (2 ทิโมธี 3:16) พระคัมภีร์แหล่งเดียวที่จะสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้า หากปราศจากพระคัมภีร์ไม่มีทางที่เราจะรู้จักพระเจ้าได้ เราจะไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นตรีเอกานุภาพ เราจะไม่รู้จักกับพระลักษณะของพระเจ้า – พระองค์ทรงสัพพัญญู ทรงบริสุทธิ์ยุติธรรม พระองค์ทรงดีพร้อม ทรงมีอำนาจ ทรงเป็นความจริง ไม่มีทางที่เราจะรู้จักสิ่งเหล่านี้ที่บ่งบอกถึงพระเจ้า ถ้าพระองค์ไม่สำแดงพระองค์เองไว้ในพระคัมภีร์ให้เรารู้ เพราะว่าทุกอย่างที่เราเรียนรู้ถึงพระเจ้าก็โดยมาจากพระคัมภีร์ เพราะว่า

“พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน...” (2 ทิโมธี 3:16)

เราจะพูดอย่างไรถึงพระเจ้าผู้ทรงลงโทษบาป? ดร. จอร์จ บัททรีค ผู้ปฏิเสธหนังสืออรรถธิบายพระคัมภีร์ได้กล่าวว่า "พระเจ้าองค์นั้นคือมารของฉัน" เขากล่าวว่าพระเจ้าในพระคัมภีร์คือ "มาร" โรเบิร์ต อินเกอร์ซอล์ เรียกพระเจ้าในพระคัมภีร์ว่า "พระเจ้าที่โหดเหี้ยม" และกล่าวว่า "ผมเกลียดพระองค์" ความเกลียดชังพระเจ้าผู้ลงโทษของพวกนักศึกษา มักจะได้ยินจากอาจารย์ของพวกเขาในสถานการศึกษาต่างๆ แต่จอร์จ บัททรีค ไม่ได้ปฏิเสธการพิพากษาของพระเจ้าเพราะเรียนรู้ แต่เป็นเพียงอคติของตัวเอง อินเกอร์ซอล์ เรียกพระเจ้าว่า "ชั่วร้าย" ไม่ได้มาจากการที่เขาเรียนรู้ แต่เกิดจากการมีอคติต่อพระเจ้า และพวกอาจารย์ในสถาบันการศึกษาชต่างๆไม่ใช่เพราะเรียนรู้ แต่เป็นเพราะการมีอคติ

เรารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาผิด? และเรารู้จักพระเจ้ามากกว่าคนเหล่านี้ได้อย่างไร? คำตอบอยู่ในพระธรรมข้อนี้

“พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน...” (2 ทิโมธี 3:16)

ทุกถ้อยคำที่เป็นภาษาฮีบรูและกรีกในพระคัมภีร์ล้วนเป็นการดลใจ หรือ theopneustos (ดลใจ 'ลมหายใจของพระเจ้า') และมีประโยชน์ (ōphĕlímos – มีประโยชน์) สำหรับสั่งสอน (didaskalian – แนะนำ สั่งสอน) นักวิชาการชาวเยอรมันคือ ดร. ฟริตซ์ รินเนคเกอร์ กล่าวไว้ว่า "การเขียน [พระคัมภีร์เป็น] การหายใจของพระเจ้า ... ผู้สอนสมัยก่อนเกิดจากการที่พระวิญญาณของพระเจ้าตรัสผ่านคนเหล่านั้น ดังนั้นคำเหล่านั้นจึงไม่ใช่ของพวกเขาเอง แต่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าและพวกเขาพูดและเขียนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ คริสตจักรในช่วงต้น [ทั้งหมด] ต่างก็เห็นพ้องกันอย่างนั้น" (Fritz Rienecker, Ph.D., A Linguistic Key to the Greek New Testament, translated from the German by Cleon L. Rogers, Jr.; note on II Timothy 3:16)

ดังนั้นพระคัมภีร์จึงเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่ได้รับการดลใจซึ่งเป็นพระคำของพระเจ้า ทุกถ้อยคำที่เป็นภาษาฮีบรูและกรีกมา "จากพระโอษฐ์ของพระเจ้า" พระองค์เอง! ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เราอยากจะรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ต้องอ่านพระคัมภีร์และไม่มีที่ไหนอื่นอีก อย่างที่ลูเทอร์กล่าวไว้ "โซรา สคริปทูรา" - พระคัมภีร์เท่านั้นคือแหล่งที่มาของความเชื่อและหลักคำสอนของเรา ดร. มาร์ติน ลอยด์โจนส์ กล่าวว่า "มีเพียงสองอย่างที่ดีที่สุดคือ ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ว่าพระคัมภีร์มีสิทธิอำนาจ หรือเชื่อว่าเป็นความคิดของมนุษย์ ... แต่ความจริงทั้งหมดคือว่าพระคัมภีร์คือการทรงสำแดงที่มาจากพระเจ้า " (Fellowship with God, Crossway Books, 1993, p. 104) ดังนั้นเมื่อมีคนพูดว่า "นั่นเป็นแค่ความคิดของคุณ" – ผมตอบว่า "ไม่ นั่นไม่ใช่ความคิดของผม แต่เป็นความคิดของพระคัมภีร์ เป็นหลักคำสอนที่เป็นพระคำของพระเจ้า" จากนั้นพวกเขาก็กล่าวว่า "แต่คุณจะอธิบายอย่างไร" ผมพูดว่า" แบบเดียวกับที่ผมอธิบายหนังสือพิมพ์ - หมายถึงตามที่กล่าวนั้น"

คนที่หลงหายไม่ชอบอย่างนั้น คุณรู้หรือไม่ว่าทำไม? เป็นเพราะพวกเขากำลังฟังมาร มารได้หลอกมารดาคนแรกของเราให้สับสน โดยบอกเธอว่าพระเจ้าไม่ได้หมายถึงอย่างที่พระองค์ทรงตรัสอย่างนั้นจริงๆ (ปฐมกาล 3:1-5) ความคิดที่ทำให้คุณไม่วางใจพระวจนะของพระเจ้า สาเหตุเริ่มต้นจากการที่มนุษย์คนแรกหลงจากพระเจ้าไปทำบาป และเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ถูกทำลาย! พระเจ้าทรงโปรดช่วยเราด้วย! ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับพระเจ้านั้นมาจากพระคัมภีร์เท่านั้น โปรดทราบตามที่ผมพูดว่า "ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับพระเจ้า ... " มาจากพระคัมภีร์เท่านั้น นั่นแสดงว่าไม่ได้มาจากอัลกุรอาน ไม่ได้มาจากหนังสือของมอร์มอน ไม่ได้มาจากวิทยาศาสตร์และสุขภาพของ แมรี่ เบเกอร์ ไม่ได้มาจากพระคัมภีร์ของพวกพยานพยะโฮวาห์ ทุกอย่างที่เรารู้ความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าที่แท้จริงมาจากพระคัมภีร์ แล้วมาถึงตอนนี้พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างไร? สิ่งที่พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับพระเจ้านั้นแตกต่างจากสิ่งที่ผู้คนในวันนี้พูด โดยเฉลี่ยแล้วคนที่เดินตามท้องถนนจะคิดว่าพระเจ้าเป็นหนึ่งในสองข้อนี้


1. พระเจ้าไม่มีจริง หรือ

2. พระเจ้าทรงกอรปด้วยความรักเท่านั้น ไม่เคยลงโทษบาป


แต่ทั้งสองความคิดนั้นไม่ได้มาจากพระคัมภีร์ ล้วนเป็นความคิดที่มาจากมนษย์และไม่ได้อธิบายถึงพระเจ้าที่แท้จริง

ใช่ พระคัมภีร์สอนว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก (ยอห์น 4:16) แต่พระเจ้าก็ยังเป็นพระเจ้าแห่งการพิพากษา พระพิโรธและการพิพากษาของพระเจ้าถูกกล่าวเอาไว้ในพระคัมภีร์มากกว่ากล่าวถึงความรักของพระองค์ ดร. ลอยด์ โจนส์ กล่าวว่า "ถ้าคุณเอาหลักการพิพากษานี้ออกจากพระคัมภีร์ คุณจะเหลือพระคัมภีร์น้อยมาก" (The Heart of the Gospel, Crossway Books, 1991, p. 98)

ดร. ลอยด์ โจนส์ ยังกล่าวอีกว่า "ปัญหาใหญ่ให้กับคนที่ไม่เชื่อเกี่ยวกับพระพิโรธของพระเจ้า คือว่าพวกเขาไม่เชื่อว่าพระคัมภีร์เป็นการดลใจของพระเจ้า พวกเขาสร้างพระเจ้าขึ้นมาด้วยตัวเอง " (God’s Sovereign Purpose (Romans 9), The Banner of Truth Trust, 1991, p. 212)

พระพิโรธของพระเจ้า และการพิพากษาของพระเจ้า และหลักคำสอนที่ปรากฏตลอดในพระคัมภีร์ทั้งเก่าและใหม่ สัปดาห์ที่แล้วผมอ่านการพิพากษาของพระเจ้าจากน้ำท่วมใหญ่

“และพระเยโฮวาห์ตรัสว่า เราจะทำลายมนุษย์ที่เราได้สร้างมาจากพื้นแผ่นดินโลก” (ปฐมกาล 6:7)

“และพระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า ต่อหน้าเราบรรดาเนื้อหนังก็มาถึงวาระสุดท้ายแล้ว เพราะว่าแผ่นดินโลกเต็มไปด้วยความอำมหิตเนื่องจากพวกเขา และดูเถิด เราจะทำลายพวกเขาพร้อมกับแผ่นดินโลก” (ปฐมกาล 6:13)

“และสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวงที่อยู่บนพื้นแผ่นดินโลกถูกทำลาย ทั้งมนุษย์ และสัตว์ใช้งาน และสัตว์เลื้อยคลาน และนกในอากาศ และทุกสิ่งถูกทำลายจากแผ่นดินโลก และโนอาห์และทุกสิ่งที่อยู่กับท่านในนาวาเท่านั้นที่รอดชีวิต” (ปฐมกาล 7:23)

นั่นคือพระเจ้าแห่งการพิพากษา! นอกจากนี้ผมจะอ่านเกี่ยวกับการพิพากษาเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์

“ดังนั้น พระเยโฮวาห์ทรงให้กำมะถันและไฟจากพระเยโฮวาห์ตกมาจากฟ้าสวรรค์ลงมาบนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ และพระองค์ทรงทำลายล้างเมืองทั้งหลายเหล่านั้น บรรดาที่ราบลุ่ม ชาวเมืองทั้งปวงและสิ่งที่งอกขึ้นมาบนแผ่นดิน” (ปฐมกาล 19:24-25)

นั่นคือพระเจ้าแห่งการพิพากษา! จากนั้นผมจะอ่านเกี่ยวกับการพิพากษาที่น่ากลัวของพระเจ้าลงมายังชาวอียิปต์ - พระเจ้าพิพากษาพวกเขาเพราะปฏิเสธที่จะปล่อยชาวฮีบรูให้ไปมีอิสระ

“และต่อมาในเวลาเที่ยงคืน พระเยโฮวาห์ทรงประหารบุตรหัวปีทุกคนในแผ่นดินแห่งอียิปต์ ตั้งแต่ราชบุตรหัวปีของฟาโรห์ผู้ประทับบนพระที่นั่งของพระองค์ จนถึงบุตรหัวปีของเชลยที่อยู่ในคุกใต้ดิน ทั้งลูกหัวปีของสัตว์เลี้ยงทุกตัว และฟาโรห์คือพระองค์กับบรรดาข้าราชการของพระองค์ และคนอียิปต์ทั้งปวงได้ลุกขึ้นในเวลากลางคืน และมีเสียงพิลาปร้องไห้ดังทั่วทั้งอียิปต์ เนื่องด้วยไม่มีบ้านใดเลยที่ไม่มีคนตาย” (อพยพ 12:29-30)

นั่นคือพระเจ้าแห่งการพิพากษา! ผมจะอ่านเกี่ยวกับการพิพากษานาดาดและอาบิฮู ลูกๆของอาโรน

“และนาดับกับอาบีฮูบุตรชายทั้งสองของอาโรน ต่างก็นำกระถางไฟของตนมาและเอาไฟใส่ในนั้น และใส่เครื่องหอมในนั้น และเอาไฟที่ผิดรูปแบบมาถวายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ซึ่งพระองค์ไม่ได้ทรงบัญชาให้พวกเขากระทำ และไฟก็พุ่งออกมาจากพระเยโฮวาห์ และเผาผลาญเขาทั้งสอง และเขาทั้งสองก็ตายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์” (เลวีนิติ 10:1-2)

นั่นคือพระเจ้าแห่งการพิพากษา! ผมจะอ่านถึงคนที่ละเมิดธรรมบัญญัติโดยเก็บฟืนในวันสะบาโต

“และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า ชายผู้นั้นต้องถูกโทษถึงตายเป็นแน่ ชุมนุมชนทั้งหมดต้องเอาหินขว้างเขาที่นอกค่ายและชุมนุมชนทั้งหมดจึงพาเขามานอกค่าย และเอาหินขว้างเขาจนตาย ตามที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสส” (กันดารวิถี 15:35-36)

นั่นคือพระเจ้าแห่งการพิพากษา! ผมจะอ่านโกราห์ และคนอื่นที่ติดตามเขาต่อต้านโมเสส

“ต่อมาเมื่อท่านกล่าวบรรดาคำเหล่านี้จบ แผ่นดินใต้ที่เขาเหล่านั้นยืนอยู่ก็แยกออกและแผ่นธรณีก็อ้าปากออกกลืนเขาทั้งหลายกับครอบครัว และบรรดาคนของโคราห์และข้าวของทั้งหมดของเขาดังนั้นเขาทั้งหลายพร้อมกับข้าวของทั้งหมดของเขาลงไปสู่แดนคนตายทั้งเป็น และแผ่นดินก็งับเขาไว้และเขาทั้งหลายก็พินาศเสียจากท่ามกลางที่ประชุมอิสราเอลทั้งหมดที่อยู่รอบเขาได้ยินเสียงร้องของเขาก็หนีไป เพราะเขากล่าวว่า เกลือกว่าธรณีจะกลืนเราเสียและไฟออกมาจากพระเยโฮวาห์ เผาผลาญคนทั้งสองร้อยห้าสิบที่ได้ถวายเครื่องหอมนั้นเสีย” (กันดารวิถี 16:31-35)

นั่นคือพระเจ้าแห่งการพิพากษา! จากนี้ผมจะอ่านพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ

“เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของพระทั้งหลาย และเป็นจอมของเจ้าทั้งปวง เป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ทรงฤทธิ์และน่ากลัว ทรงปราศจากอคติ และมิได้ทรงเห็นแก่อามิษสินบน” (เชลยธรรมบัญญัติ10:17)

และกล่าวต่อว่า

“จงปรนนิบัติพระองค์และติดสนิทอยู่กับพระองค์ จงปฏิญาณด้วยออกพระนามของพระองค์” (เฉลยธรรมบัญญัติ 10:20)

นั่นก็เป็นการพิพากษาของพระเจ้า

พระธรรมทั้งหมดนี้อยู่ในเพนทาทูช หนังสือห้าเล่มของโมเสส เหล่านี้เป็นเพียงไม่กี่ที่ๆกล่าวถึงการพิพากษาของพระเจ้าในพระธรรมห้าเล่มแรกของพระคัมภีร์! เรียกพระองค์ว่า “พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ทรงฤทธิ์และน่ากลัว ทรงปราศจากอคติ และมิได้ทรงเห็นแก่อามิษสินบน...” (เฉลยธรรมบัญญัติ 10:17)

พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “เราจะย่ำมันด้วยความโกรธของเรา” (อิสยาห์ 63:3) ผู้เผยพระวจนะเนหะมีย์เรียกพระองค์ “พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งและน่าเกรงกลัว” (เนหะมีย์ 1:5) ผู้เผยพระวจนะดาเนียลเรียกพระองค์ “พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งและที่น่าสะพรึงกลัว” (ดาเนียล 9:4)

แต่บางคนอาจจะพูดว่า "นั่นคือพระเจ้าในพันธสัญญาเดิม ผมเชื่อพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่" นั่นแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังไม่เชื่อพันธสัญญาใหม่! เราอ่านพระคัมภีร์ใหม่ “การตกอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์นั้นเป็นที่น่าหวาดกลัว” (ฮีบรู 10:31) อาจารย์เปาโลกล่าวไว้ใน 2 โครินธ์ 5 "รู้และหวาดกลัวพระเจ้า เราจึงชักชวนคน" และพระเยซูคริสต์ทรงตรัสถึงการพิพากษาและนรกมากกว่าคนอื่นๆในพระคัมภีร์ พระคริสต์ตรัสว่า

“พวกเหล่านี้จะต้องออกไปรับโทษอยู่เป็นนิตย์ แต่ผู้ชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์” (มัทธิว 25:46)

พระคริสต์ตรัสว่า

“ถ้าตาของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงควักออกและโยนมันทิ้งเสียจากท่าน ซึ่งท่านจะเข้าสู่ชีวิตด้วยตาข้างเดียวยังดีกว่ามีสองตาและต้องถูกทิ้งไปในไฟนรก” (มัทธิว 18:9)

พระคริสต์ตรัสว่า

“และจะทิ้งลงในเตาไฟอันลุกโพลง ที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและจะทิ้งลงในเตาไฟอันลุกโพลง ที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คราวนั้นผู้ชอบธรรมจะส่องแสงอยู่ในอาณาจักรพระบิดาของเขาดุจดวงอาทิตย์ ใครมีหูจงฟังเถิด” (มัทธิว13:41-42)

พระเยซูคริสต์ตรัสว่าเศรษฐีที่ไม่เชื่อนั้นตกนรก

“แล้วเมื่ออยู่ในนรกเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก เศรษฐีนั้นจึงแหงนดูเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสอยู่ที่อกของท่านเศรษฐีจึงร้องว่า อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเอ็นดูข้าพเจ้าเถิด ขอใช้ลาซารัสมาเพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้” (ลูกา 16:23-24)

และพระธรรมเล่มสุดท้ายในพระคัมภีร์ใหม่กล่าวว่า

“ผู้นั้นจะต้องดื่มเหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธของพระเจ้า ซึ่งไม่ได้ระคนกับสิ่งใด ที่ได้เทลงในถ้วยพระพิโรธของพระองค์ และเขาจะต้องถูกทรมานด้วยไฟและกำมะถันต่อหน้าทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย และต่อพระพักตร์พระเมษโปดกและควันแห่งการทรมานของเขาพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์ และผู้ที่บูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน และผู้ใดก็ตามที่รับเครื่องหมายชื่อของมันจะไม่มีการพักผ่อนเลยทั้งกลางวันและกลางคืน...” (วิวรณ์ 14:10-11)

ไม่ คุณไม่สามารถหลบภัยไปอยู่ในพันธสัญญาใหม่! ตลอดทั้งพระคัมภีร์จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง พระเจ้าสำแดงให้เราทราบว่า “พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ทรงฤทธิ์และน่ากลัว” (เฉลยธรรมบัญญัติ 10:17)

ความหวังเดียวที่คุณมีคือวางใจในองค์พระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงส่งพระองค์ไปสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน – ชดใช้บาปของคุณและทรงชำระบาปของคุณด้วยพระโลหิตของพระองค์ ไม่มีทางอื่นที่จะหลบหนีพ้นจากการลงโทษและการพิพากษาของพระเจ้า! อัครสาวกเปาโลกล่าวว่า "เชื่อในพระเยซูคริสต์และท่านจะรอด" (กิจการ 16:31) พระคัมภีร์กล่าวว่า "จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า" (สุภาษิต 3: 5) และองค์พระเยซูคริสต์กล่าวว่า

“ผู้ที่เชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด แต่ผู้ที่ไม่เชื่อจะต้องถูกลงพระอาชญ” (มาระโก 16:16)

ท่านกริฟฟิกรุณาร้องเพลงข้อแรกและข้อที่สองและท่อนรับในบทเพลง "เมื่อเราเห็นโลหิตนั้น"

พระเยซูคริสต์พระผูไถ่ของเราสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
   สิ้นพระชนม์เพื่อคนบาปและชดใช้บาปทั้งหมด
โรยจิตวิญญาณของคุณด้วยโลหิตของพระเมษโปดก
   และเราจะผ่านจะผ่านคุณไป
เมื่อเราเห็นโลหิตนั้นเมื่อผมเห็นโลหิตนั้น
   เมื่อเราเห็นโลหิตนั้นเราจะผ่านจะผ่านคุณไป

คนบาปทั้งหลายพระเยซูจะทรงช่วยคุณ
   พระองค์ทรงทำตามพระสัญญาทั้งหมด
ล้างในน้ำพุที่เปิดให้คนบาป
   และเราจะผ่านจะผ่านคุณไป
เมื่อเราเห็นโลหิตนั้นเมื่อฉันเห็นโลหิตนั้น
   เมื่อฉันเห็นโลหิตนั้นเราจะผ่านจะผ่านคุณไป
(“When I See the Blood” by John G. Foote, 19th century)

ดร. ชานกรุณานำเราอธิษฐาน อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย นาย อาเบล พรูมโหมมี: วิวรณ์ 14:9-11.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“When I See the Blood” (by John G. Foote, 19th century).