Print Sermon

เป้าหมายของเวปไซต์นี้คือจัดเตรียมบทเทศนาที่เขียนจากต้นฉบับ และในรูปแบบวีดีโอให้กับผู้รับใช้ และมิชชั่นนารีที่ไปรับใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกที่สามที่ขาดแคลนพระคริสตธรรมหรือโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 221 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 39 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ

(บทเทศนาที่ 5 ในงานฟื้นฟู)
HE SHALL GLORIFY ME
(SERMON NUMBER 5 ON REVIVAL)
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 17 เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2014 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, August 17, 2014


ดร. ลอยด์ โจนส์ คือนักเรียนแห่งการฟื้นฟู เพราะท่านศึกษาประวัติศาสตร์ของการฟื้นฟูและจากประสบการณ์ของการฟื้นฟูในคริสตจักรของตัวเองที่ประเทศเวลส์ในปี 1931 ท่านได้บรรยายถึงนักประกาศผู้ยิ่งใหญ่อย่าง โฮเวล แฮร์ริส (1714-1773) "ด็อกเตอร์" กล่าวว่า "อีกครั้งหนึ่งที่เราอยู่ในสภาพแห่งความมืดและความตายที่คล้ายกับต้นปีตวรรษที่ 18" (D. M. Lloyd-Jones, The Puritans: Their Origins and Successors, The Banner of Truth Trust, 1996 edition, p. 302) ดร. ลอยด์โจนส์ ยังพูดในหนังสืออีกเล่มหนึ่งดังนี้ว่า "พฤติกรรมเลวร้ายอย่างหนึ่งที่พึ่งมากขึ้นคือการละทิ้งความเชื่อในคริสตจักรในช่วงหลังหนึ่งร้อย [ตอนนี้ 150 ปี] ปี(Revival, Crossway Books, 1987, page. 55).

จากประสบการณ์ของตัวเอง 55 ปีในการทำพัธกิจ ผมได้เห็นการชะลอการเจริญเติบโตชีวิตฝ่ายวิญญาณของคริสตจักรของเรา คริสตจักรส่วนใหญ่ในทุกวันนี้แทบจะไม่เหมือนคริสตจักรในสมัยที่ผมยังเป็นอนุชนอยู่ - และการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ไปในทางที่ไม่ค่อยดี แน่นอน "อีกครั้งหนึ่งที่เราอยู่ในสภาพแห่งความมืดและความตาย” อันที่จริงเราอยู่ในเวลาที่ "ละทิ้งความเชื่อ"

ผมเชื่อว่าสภาพที่น่ากลัวเช่นนี้ เป็นเพราะว่าศิษยาภิบาลทั้งหลายขาดหลักการหรือลืมการสร้างผู้เชื่อให้กลายเป็นคริสเตียนที่แท้จริง จากประสบการณ์ของผมแล้วมีศิษยาภิบาลน้อยมากที่เข้าใจถึงการสร้างสมาชิกให้บังเกิดใหม่ คืนนี้ผมจะไม่พูดถึงเรื่องนี้

ผู้ที่พูดถึงการฟื้นฟูรู้ว่าเราต้องการพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อรื้อฟื้นคริสตจักรของเรา! แต่มีน้อยมากที่รู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำ พวกเขาไม่ว่าพวกเขาต้องการพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำอะไร เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาน่ากลัวที่พวกเขากำลังเผชิญ พวกเขาคิดว่าสมาชิกของเขาส่วนใหญ่รอดแล้ว และพวกเขาคิดว่าพวกเขารู้วิธีที่จะนำผู้เชื่อใหม่รับประสบการณ์แห่งความรอด ผมไม่ทราบว่าจะมีนักเทศน์สักกี่คนที่เข้าใจจุดนี้ ผลลัพท์จากตัวเลขมากแสดงว่าคริสตจักรของเราเต็มไปด้วยกำแพงกับกำแพงที่มีผู้สมาชิกที่ยังหลงหายอยู่! เราได้เขียนรายละเอียดถึงปัญหานี้ในหนังสือที่ชื่อว่า การละทิ้งความเชื่อในทุกนี้ (คลิกที่นี่เพื่อไปอ่าน)

คืนนี้ผมจะไม่พูดถึงปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับการฟื้นฟู ผมจะกล่าวถึงอะไรคือสิ่งที่เราต้องอธิษฐาน ถ้าเราต้องการให้พระเจ้าทรงการฟื้นฟูมาสู่คริสตจักรของเรา สิ่งหนึ่งที่เรารู้ว่าล้มเหลวตอนที่เราอ่านหนังสือ นั่นคือเราคาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในคริสตจักรขอรงเรา – อย่างน้อยที่สุดคือตามคริสตจักรใหญ่ทั้งหลาย ตอนที่ไม่มอะไรเกิดขึ้น ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าหมดหวัง

เราต้องเข้าใจว่าการกลับใจใหม่นั้นต้องอาศัยการอัศจรรย์ ดร. คาเกน และผมไปเยี่ยมคนที่ตั้งหวังอย่างมากถึงการกลับใจใหม่ เราก็พบว่ามีการกลับใจทุกเดือน นั่นคืออัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในคริสตจักรของเรามาเป็นเวลาหลายปี แน่นอนผมไม่ได้พูดถึง “การตักสินใจ” แต่ผมพูดถึงการกลับใจที่แท้จริง สิ่งที่เราอธิษฐานคือการกลับใจใหม่ที่เป็นแบบอัศจรรย์ ขอพระเจ้าเสด็จลงมาและนำคนที่กลับใจใหม่มาที่พระคริสต์

ตอนนี้ อะไรคือสิ่งที่เราต้องอธิษฐานขอแบบเจาะจง? ผมเชื่อว่าเราขอพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมา ผมพบว่ามีหลายคนต้องต่อต้านที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะว่าในศตวรรคที่ยี่สิบมีการสอนเทียมเท็จมากมายเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในยุคศตวรรคที่สิบแปด ซึ่งผมเองก้ไม่ได้ต่อว่าอะรำพวกเขา และพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นแหล่งที่มาของการกลับใจใหม่ของแต่ละบุคคลเช่นเดียวกับการฟื้นฟู ทุกวันนี้ผู้คนคิดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้คน "พูดภาษาแปลก ๆ " หรือสามารถทำให้มีเงินจำนวนมาก หรือเป็นการรักษาในฝ่ายร่างกาย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่สำคัญของพระวิญญาณบริสุทธิ์ กรุณาเปิดไปที่พระธรรม ยอห์น 16:14 ที่นี่เราจะเห็นถึงการงานหลักของพระวิญญาณของพระเจ้า พระเยซูตรัสว่า

“พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ” (ยอห์น 16:14)

คำนี้ในภาษากรีกแปลว่า "สรรเสริญ" หมายถึง “ให้เกียรติเคารพยกย่องสรรเสริญ" (ฉบับ Strong # 1392) การงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือการให้เกียรติพระคริสต์ เคารพนับถือคริสต์ เป็นแบบอย่างให้เราให้เกียรติพระเยซู

ตอนที่ผู้คนมีการกลับใจที่ผิด และก็จะเป็นอย่างนั้นเสมอ เพราะว่าพวกเขาได้ปฏิเสธพระเยซู เหมือนอย่างที่ดร คาเกน ชี้ให้เห็นในหนังสือของเราที่ชื่อว่า การละทิ้งความเชื่อในทุกวันนี้ หรือ Today’s Apostasy

คนที่มีพื้นเพเป็นคาทอลิกโดยทั่วไปจะคิดว่า ความรอดได้มาโดยผลของการกระทำ เลิกทำบาปบางอย่าง ไปที่คริสตจักร ติดตามพระเยซู รักพระเยซู สารภาพบาป และโดยทั่วไปคือ "เป็นคนดี"

คนที่มีพื้นเพเป็น แบพติส อีเวนเจลิคอล์ มัจะวางใจบัพติศมา พูดตาม “บทสารภาพของคนบาป" หรือเชื่อในหลักคำสอนของศาสนาคริสต์เช่นมีความสามารถท่อง "บทแห่งความรอด" หรือ "คำสอนของเวสท์มินสเตอร์"

ผู้เชื่อที่มีภูมิหลังเป็น คาริสเมติส หรือเพนเตคอสมักจะคิดในแง่ของความรู้สึกและประสบการณ์ ถ้าคนๆหนึ่งมีประสบการณ์ตามที่เขาคิดนั่นคือ "พระวิญญาณบริสุทธิ์" รับรู้ถึงพระพรของพระเจ้าในชีวิตของเขาหรือมีความรู้สึกว่ามีสันติสุข หรือความสุขอยู่ในใจ คนๆนั้นก็จะคิดว่าตัวเองรอดแล้ว

หลายครั้งคนที่เป็นเช่นนี้มาหาเราเพื่อขอคำปรึกษา การแสวงหาความเชื่อมั่นหรือความรู้สึก แต่ในความเป็นจริงพวกเขาไม่เคยได้รับการช่วยกู้โดยไว้วางใจพระคริสต์ (Today’s Apostasy, Hearthstone Publishing, 2001 edition, p. 141)

นี่คือวิธีการที่มักจะเกิดขึ้นในคริสตจักรของเรา เมื่อศิษยาภิบาลถามถึงวันที่พวกเขารอด พวกเขามักจะเริ่มต้นด้วยการพูดแบบยาวเยียดเหมือน "สุนัขที่มีขนดก" ความคิดของพวกมักจะพูดถึงคำเทศนาที่พวกเขาได้ยินในอดิต และรายละเอียดอื่น ๆ ซึ่งอาจจะรวมถึงความรู้สึกที่ว่าพวกเขาเป็นคนบาป พวกเขามักจะเล่าเรื่องราวที่ค่อนข้างมีรายละเอียด เพื่อนำไปสู่ที่เรียกว่า การกลับใจของพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็หยุดทันที พวกเขามักจะจบลงด้วยคำพูดที่ว่า "และแล้วฉันก็วางใจพระเยซู" หรือ "และแล้วฉันก็มาถึงพระเยซู"

จากนั้นเราขอให้พวกเขาบอกเรานิดหนึ่งเกี่ยวกับพระเยซู และเกิดอะไรขึ้นตอนที่พวกเขามาถึงที่พระองค์ (หรือวางใจในพระองค์) นั่นคือช่วงเวลาที่ความจริงถูกเปิดเผยออกมา พวกเขาไม่สามารถบอกอะไรได้มากถึงตัวของพระเยซูเอง ในหนังสือของท่าน ที่รอบของประตู สเปอร์เจียน กล่าวว่า "มีแนวโน้มในหมู่มนุษย์ที่ทำให้หรือเอาพระคริสต์ออกจากพระกิตติคุณ (Pilgrim Publications, 1992 edition, p. 24) ผมบอกพวกเขาผมต้องการให้พวกเขาเข้ามาฟังพระกิตติคุณอย่างสม่ำเสมอ ผมต้องการให้พระเยซูเป็นศูนย์กลางในคำพยานของพวกเขา ไม่ว่าคำพยานของคนนั้นจะสำคัญมากน้อยแค่ไหน ก็ตาม ถ้าพระคริสต์ไม่ได้เป็นศูนย์กลาง พวกเขายังคงไม่ได้รับการช่วยกู้!

มีอยู่สองอย่างที่พระวิญญาณทรงทำในหมู่ผู้เชื่อที่แท้จริง สิ่งแรกอยู่ในพระธรรมยอห์น 16:8-9

“เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้สึกถึงความผิดบาป และถึงความชอบธรรม และถึงการพิพากษาถึงความผิดบาปนั้น คือเพราะเขาไม่เชื่อในเรา” (ยอห์น 16:8-9)

การทำให้เชื่อในเรื่องของบาปคือหน้าที่แรกของพระวิญญาณของพระเจ้า มีแนวโน้มว่าเราทำให้การกลับใจใหม่นั้นสำคัญน้อยลง คนสามารถมีโดยท่องพึมพำเพียงไม่กี่คำหรือเรียนรู้ที่จะพูดอะไรบางอย่าง พระเจ้าโปรดช่วยเรา! เราได้ไล่พระวิญญาณบริสุทธิ์!ออกไป! เราลืมไปพระองค์ต้องลงโทษเราเพื่อให้เราเชื่อในบาปที่ฝังลึกอยู่ภายในและต่อต้านพระเจ้า ดร. ลอยด์ โจนส์ อธิบายว่า ความเชื่อเป็นเหมือนการได้เห็นสิ่งเลวร้ายในใจของคุณเอง และความร้ายที่เป็นธรรมชาติที่คุณได้รับเป็นมรดกจากอาดัม ความเชื่อทำให้คุณเห็นความไร้สิ้นหวังของคุณ และความสิ้นหวังที่สุดของคุณ ก่อนที่ความบริสุทธิ์และความชอบธรรมของพระเจ้า ผู้ซึ่งเกลียดบาป (paraphrased from Revival, Crossway Books, 1987, p. 42) นั่นจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยในในทุกคนที่กลับใจใหม่อย่างแท้จริง ดร. ลอยด์ โจนส์กล่าวว่า "ทุกๆคนใดที่ตื่นขึ้นมาและเชื่อว่ามีบาป จะต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ พระองค์สิ้นพระชนม์และเผชิญพระเจ้าอย่างไร" (Assurance, Romans 5, The Banner of Truth Trust, 1971, p. 18)

นั่นจึงเป็นสิ่งแรกที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำในตอนที่มีการกลับใจใหม่อย่างแท้จริง พระองค์ทรงกระทำให้คนนั้นทนทุกข์ ถ้าคุณยังไม่ถูกกระทำอย่างนั้นอย่างหนักเกี่ยวกับธรรมชาติในบาปของคุณ คุณก็จะคิดน้อยมากเกี่ยวกับองค์พระเยซูคริสต์ คุณได้ยินคำพูดเกี่ยวกับพระองค์ถึงการที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แต่มันมีความหมายให้คุณน้อยมาก ทำไม? เพราะคุณไม่เคยได้รับการตัดสินลงโทษ ให้เชื่อ "บาปและถึงความชอบธรรมและการตัดสิน" (จอห์น 16: 8) คนบาปไม่อาจรับรู้ในเรื่องของบาปตามลำพัง! ความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถช่วยคุณให้รอดได้!

ไม่นานมานี้ผมได้คุยกับชายหนุ่มคนหนึ่งถึงการรับรู้ในบาป ผมบอกเขาให้ไปที่พระเยซูคริสต์ เพื่อรับการชำระโดยพระโลหิตของพระเยซู เขาดูเหมือนว่า เขาได้มาที่พระเยซู ผมรอคำตอบจากเขาหลายอาทิตย์ถึงการที่เขามารับความรอด เขากลับทำบาปครั้งแล้วครั้งเล่า จึงไม่แปลกใจที่เขาเชื่อในบาป แต่ตอนท้ายเขาเพียงพูดว่า “และแล้วผมก็มาที่พระคริสต์” ผมขอร้องให้อธิบายถึงพระคริสต์มากกว่านี้ เขาหลีกเลี่ยงไปมา แต่เขาก็ลังเลในสิ่งที่เขาเชื่อในบาปนั้น เขาไม่เคยพบสันติสุขในพระผู้ช่วยให้รอดเลย!

ผู้คนมักทำผมว่า “คุณมาที่พระเยซูได้อย่างไร?” การที่จะตอบคำถามนี้เราต้องไปอ่าน ยอห์น 6:44

“ไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะทรงชักนำให้เขามา” (ยอห์น 6:44a)

คุณต้องถูกนำมาที่พระเยซูโดยพระเจ้าพระบิดาผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยทั่วไปพูดว่าพระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้นที่นำคนบาปมาที่พระเยซู เมื่อคนๆนั้นอยู่ภายใต้ความเชื่อว่ามีบาปและร้องหาความเมตตา ตอนพระวิญญาณบริสุทธิ์นำบางคนมาที่พระเยซู ก็มักจะดูเหมือนว่าพวกเขาเป็นคนตาบอดมาก่อน และตอนนี้ตาของพวกเขาก็ถูกเปิด – และพวกเขาก็ความสง่างามของพระผู้ช่วยให้รอด พระหัถต์ของเพระองค์โอบกอดพวกเขา! พวกเขาจะสามารถร้องเพลงกับจอห์น นิวตัน(1725-1807),

ครั้งนั้น ฉันหลง พระองค์ตามหา
ตาบอด แต่ฉันเห็นแล้ว
   (“Amazing Grace”)

ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงการฟื้นฟูเรา ต้องคิดในแง่ของพระกิตตุณ การฟื้นฟูเป็นอะไรไม่มากหรือน้อยกว่าการที่พระวิญญาณของพระเจ้าทำให้ผู้คนรู้ถึงความผิดบาปของพวกเขา แล้วนำคนเหล่านั้นมาที่พระเยซูเพื่อรับความรอดผ่านทางพระโลหิตของพระองค์ ตอนที่เกิดขึ้นอย่างนี้ให้กับใครสักคน เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นเกือบทุกสัปดาห์ในคริสตจักรของเรา! นั่นคือการกลับใจ ความมหัศจรรย์ของการกลับใจ! จอห์น ดับบริว ปีเตอร์สัน เขียนชัดเจนไว้ในบทเพลงของเขาดังนี้It took a miracle to put the stars in place;

มันต้องใช้ความมหัศจรรย์ถึงจะแขวนโลกไว้ในอวกาศ
แต่เมื่อพระองค์ช่วยจิตวิญญาณของฉัน
   ชำระและทำให้ฉันสะอาด
ต้องใช้ความมหัศจรรย์แห่งความรักและพระคุณ
   (“It Took a Miracle” by John W. Peterson, 1921-2006)

และเมื่อความมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนมากในคราวเดียวกัน ตัวอย่างเช่น 10 หรือ 12 คนในเวลาเดียวกันในคริสตจักรท้องถิ่นที่มีการฟื้นฟู! นั่นเหมือนง่ายมากใช่หรือเปล่า! การกลับใจใหม่ที่เกิดขึ้นให้กับคนๆเดียวถึงหลายๆคนในช่วงเวลาสั้นในงานฟื้นฟู คือตอนพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาด้วยฤทธิ์อำนาจ และถวายเกีนรติแด่พระเยซูในชีวิตของผู้กลับใจหลายๆคน!

“พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ” (ยอห์น 16:14)

ฟังคำพูดของ ดร. ลอยด์ โจนส์อีกครั้งหนึ่ง

      จุดสำคัญที่สุดของการฟื้นฟูคือการถวายเกียรติแด่พระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า นี่คือการสร้างความสัมพันธ์ของพระองค์กับผู้เชื่อ ... มันไม่มีค่าใดๆที่จะเรียกว่าศาสนาคริสต์ถ้าไม่ได้การยกย่องพระองค์และมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์และมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นพยาน [ของ] พระองค์ ... โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการชดเชยของพระองค์โดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ร่างกายที่แตกสลายและโลหิตของพระองค์ อีกครั้งผมกำลังอ้างสิ่งที่เป็นความเป็นจริงที่คุณสามารถตรวจสอบด้วยตัวเอง คุณสามารถพบได้ในทุกช่วงของการฟื้นฟู โดยไม่มีข้อยกเว้น ได้มีการเน้นเป็นอย่างมากในโลหิตของพระคริสต์ เพลงที่ร้องมากที่สุดนั้นเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเกี่ยวกับพระโลหิต ... มาก ... นั่นคือหัวใจสำคัญแห่งข่าวประเสริฐของคริสเตียนคือ พระองค์คือ "พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญา โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์ เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระองค์ในการที่พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระทัย เพราะทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น" (โรม 3:25) ... ผมมองไม่เห็นเรื่องการฟื้นฟูในขณะที่ชายและหญิงต่างก็ปฏิเสธพระโลหิตบนไม้กางเขน... (Revival, ibid., pp. 47, 48, 49)

มีน้ำพุที่เต็มไปด้วยโลหิต
ดึงออกมาจากเส้นเลือดของอิมมานูเอล
และคนบาปเข้ามาอยู่ในโลหิตนั้น
ความผิดของพวกเขาก็ถูกลบออกไป
ความผิดของพวกเขาก็ถูกลบออกไป
   (“There Is a Fountain” by William Cowper, 1731-1800; to the tune of
     “Ortonville,” “Majestic Sweetness Sits Enthroned”)

ตอนที่ฉันสำรวจกางเขนมหัศจรรย์
   ที่เจ้าชายแห่งความรุ่งโรจน์สิ้นพระชนม์
ความร่ำรวยที่ฉันนับว่าจะเพิ่ม แต่กลับสูญเสีย
   และภาคภูมิใจของฉันถูกเทออกมา

ดู จากศีรษะมือและเท้าของพระองค์
   ความโศกเศร้าและความรักไหลปะปนลงมา
ความรักและความเศร้าโศกไหลลงมาพบกัน
   หรือมงกุฏที่เต็มด้วยหนาม?
(“When I Survey the Wondrous Cross” by Dr. Isaac Watts, 1674-1748)

สิ่งอันตรายที่เป็นการเข้าใจผิด ผมรู้สึกว่าพวกคาริสเมติสและเพนเทคอสเข้าใจผิด พวกเขามีแนวโน้มว่าจะมุ่งเน้นไปที่พระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างเดียว การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขนนั้นกลับไม่ให้ความสำคัญ พวกเขารู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับการรักษาโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณ รวมถึงหมายสำคัญและปาฏิหาริย์ ไม่ว่าพวกเขาจะประท้วงผมในสิ่งที่ผมพูดนี้ก็ตาม เป็นเพราะพวกเขาไม่ให้ความสำคัญของการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขน! ความเชื่อในบาปและการให้อภัยโดยพระโลหิตของพระคริสต์ไม่ใช่จุดศูนย์กลาง แต่ผมก็ต้องบอกว่าพวกเราที่เป็นอีเวนเจลิคอล์และฟานดาเมนทอล์ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่านั้น! เรายุ่งอยู่การเรียนการสอนพระคัมภีร์แบบข้อต่อข้อให้กับผู้ที่ไม่เชื่อที่บอกว่าเป็นคริสเตียนในคริสตจักรของเรา นั่นแหละที่ว่าเราทั้งหลายต่างก็หลงทางไปหมด หัวใจสำคัญของพระกิตติคุณคือพระเยซูคริสต์และถูกตรึงของพระองค์นักเทศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้กล่าวว่า

“เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใด ๆ ในหมู่พวกท่านเลยเว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์ และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขน” (1 โครินธ์ 2:2)

เราจะไม่มีการฟื้นถ้าทั้งชายและหญิงเพียงแต่พูดว่า "และแล้วฉันมาถึงพระเยซู" พระเจ้าโปรดช่วยเรา! ถ้านั่นคือทั้งหมดที่คุณสามารถพูดถึงลูกแกะของพระเจ้าที่ถูกทรมานและถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อช่วยคุณให้รอด ผมคิดว่าคุณเป็นคนตาบอดเหมือนพวกพยานพยะโฮวาห์หรือมุสลิม! พวกเขาก็พูดถึงพระเยซู!ไรที่เชื่อมต่อความรักและพระโลหิตของพระองค์? และตะปูที่ไม้กางเขน?

บางครั้งผมคิดว่าผมทำให้คุณหลงผิด บางครั้งผมก็ไม่ได้สอนคุณให้รู้มากพอเกี่ยวกับพระเยซูและรักพระองค์ บางครั้งผมไม่สามารถสอนคุณให้รักพระเยซู ผมไม่สให้คุณารู้สึกจริงๆและสามารถที่จะพูดว่า

ข้าฯรักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักข้าฯก่อน
และทรงอภัยบาปของฉันที่ไม้กางเขน
ข้าฯรักพระองค์เพราะทรงสวมมงกุฏหนาม
ฉันจะรักพระเยซูไปชั่วนิรันดร์
   (“My Jesus, I Love Thee” by William Featherstone, 1842-1878)

โอ้เพื่อนรัก ขอให้เราอดอาหารและอธิษฐานอีกครั้งในวันเสาร์หน้านี้ไปจนถึง 5:00 เย็น ขอให้เราอดอาหารและอธิษฐานขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำสองสิ่งนี้ – ให้เชื่อเรื่องบาปและถวายพระเกียรติแด่พระเยซูโดยการนำคนบาปมาที่พระองค์เพื่อรับการชำระในพระโลหิตของพระองค์ อาเมน

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ หากคุณได้รับพระพรจากบทเทศนานี้ ดร. ไฮเมอร์ส อยากจะได้ยินจากคุณ ตอนที่เขียนจดหมายถึง ดร. ไฮเมอร์ส กรุณาบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือหากท่านไม่อาจตอบอีเมลล์ของท่าน หากบทเทศนานี้เป็นพระพรให้กับคุณ กรุณาเขียนอีเมล์ส่งไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส และบอกท่านว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร และนี่คืออีเมล์ของดร.ไฮเมอร์ส – rlhymersjr@sbcglobal.net (คลิกที่นี่) คุณสามารถเขียนถึง ดร. ไฮเมอร์ส ในภาษาของคุณ แต่หากเป็นไปได้ก็ขอให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือเขียนส่งจดหมายส่ง ดร. ไฮเมอร์ส ทางไปรษณีตามที่อยู่นี้ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. คุณสามารถโทรศัพท์ไปท่านได้ที่ (818)352-0452

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร.ไฮเมอร์ส ในแต่ละสัปดาห์ทางอินเทอร์เน็ทได้ที่
at www.sermonsfortheworld.com.
คลิกที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย นาย อาเบล พรูมโหมมี: ยอห์น 16:7-14.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
      “There Is a Fountain” (by William Cowper, 1731-1800; to the tune of
“Ortonville,” “Majestic Sweetness Sits Enthroned”)