Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




อย่าหลับ - เหมือนกับคนอื่นทำกัน

DON’T SLEEP – AS OTHERS DO!
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 22 เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2014 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, June 22, 2014


อัครสาวกเปาโลพูดที่นี่ดังนี้ว่า "วันของพระเจ้า" – นี่คือช่วงเวลาเริ่มต้นของกลียุค และมันจะมาแบบ "ทำลายล้างแบบทันทีทันใด” และเป็นแบบ "การคลอดบุตร” ของผู้หญิงแบบทันทีทันใด มีคนจำนวนเป็นล้านไม่มีการเตรียมพร้อมในวันที่พระเจ้าเสด็จมา ผู้เฃื่อส่วนใหญ่ในคริสตจักรของเราจะทอดทิ้งพระเจ้าทันทีในยามที่ปัญหาและความยากลำบากในยุคนั้นเริ่มต้นเกิดขึ้น!

อาจารย์เปาโลบอกพวกเขาว่า พวกเขา "ไม่ได้อยู่ในความมืด" พวกเขารู้เกี่ยวกับคำทำนายในพระคัมภีร์ พวกเขาจะไม่ได้อยู่ในที่มืดเกี่ยวกับความยากลำบากที่กำลังจะมา และความปีติยินดี แต่แล้วเขาก็บอกว่า "เหตุฉะนั้นอย่าให้เราหลับเหมือนอย่างคนอื่น แต่ให้เราเฝ้าระวังและไม่มีสติ" เพราะว่าท่านเตือนเราไม่ให้หลับ ดังนั้นเราสามารถพูดได้ว่ามันเป็นไปได้สำหรับผู้ที่กลับใจใหม่อย่างแท้จริงยังมัวแต่หลับอยู่" และชี้ว่าผู้ที่ยังไม่กลับใจใหม่คือพวกที่นอนหลับอยู่ เช้านี่ผมอยากจะพูดถึงคนทั้งสองกลุ่มนี้

I. ประการแรก ขอให้คนที่กลับใจใหม่แล้วพร้อมใจกันพูดว่า “อย่าให้เราหลับเหมือนอย่างคนอื่น”

ไม่จำเป็นต้องถามถึงเรื่องนี้ คริสเตียนที่แท้จริงก็ยังหลับอยู่ เพราะคำอุปมาของหญิงพรหมจารีย์สิบคนบอกเอาไว้อย่างชัดเจน พระเยซูตรัสว่า

“เมื่อเจ้าบ่าวยังช้าอยู่ พวกเธอทุกคนก็พากันง่วงเหงาและหลับไป” (มัทธิว 25:5)

ผมคิดว่าเป็นภาพของคริสเตียนในทุกวันนี้ พวกเขาไม่ใส่ใจและหลับอยู่ นั่นเป็นการพูดถึงคริสเตียนบางคน แม้แต่คริสตจักรของเราในเวลาเช้านี้ด้วย

คริสเตียนอาจนอนหลับโดยที่ไม่รู้ตัว ถ้าคุณบอกว่า "ฉันหลับอยู่" นั่นคือสัญญาณเตือนว่า คุณไม่ได้หลับ เพราะผู้ที่หลับจริงๆจะไม่ทราบอย่างนี้ คุณอาจจะเผลอหลับไปโดยที่ไม่รู้สึกตัว เพราะเพื่อนๆในคริสตจักรของคุณก็กำลังหลับอยู่ ถ้ามีคนพยายามที่จะปลุกคุณ คุณอาจปฏิเสธและพูดว่า หรือตัดสินพวกเขาและคิดว่าพวกเขาเป็นพวกชอบวิพากษ์วิจารณ์

การหลับนอนของคริสเตียนเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะคุณสามารถทำอะไรมากมายในเวลาที่หลับอยู่ นั่นดูเหมือนว่าคุณกำลัตื่นอยู่ เพราะมีบางคนสามารถพูดคุยในขณะที่กำลังนอนหลับอยู่ และมีคริสเตียนบางคนที่นอนหลับ พูดคุยเหมือนพวกเขากระตือรือร้น นี่ชัดเจนในเวลาที่พวกเขาอธิษฐาน ในขณะที่กำลังอธิษฐานอยู่นั้นจิตวิญญาณของพวกเขากำลังหลับอยู่ เสียงอธิษฐานดังที่พวกเขาเปล่งออกมานั้นแสดงว่ากำลังหลับอยู่ พวกเขาใช้คำเดียวกันซ้ำไปซ้ำมา พวกเขาไม่มีความกระตือรือร้นที่แท้จริง มัวแต่นอนอยู่ การอธิษฐานเสียงดังของพวกเขาทำให้คนอื่นหลับไปหมด ผมเคยได้ยินว่ามีคนพยายามที่จะอธิษฐาน แต่เสียงดังของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าไม่มีความกระตือรือร้นอยู่ในพวกเขา พวกเขาไม่ได้อธิษฐานอย่างจริงๆ เพียงแต่ท่องตามบทอธิษฐาน เหมือนคนละเมอในขณะที่หลับอยู่เท่านั้น

มีหลายคนยังร้องเพลงในขณะที่หลับอยู่ ในขณะที่คนอื่นๆกำลังร้องเพลงออกมาจากใจ คนที่ร้องเพลงในขณะที่หลับอยู่คือพวกที่บ่งพึมพำ ริมฝีปากของพวกเขาทำเสียง แต่ใจของพวกเขาไม่อยู่ที่นั่น ผู้นำเพลงต้องเตือนให้พวกเขาครั้งแล้งครั้งเล่าว่า "ร้องเพลง" มันเป็นเรื่องยากสำหรับคนเช่นนั้นที่จะมารู้ตัวว่าพวกเขากำลังนอนหลับอยู่ เพราะพวกเขายังสามารถพูดคำอธิษฐานหรือคำในบทเพลง แต่จะไม่มีชีวิตหรือความกระตือรือร้นอยู่ในพวกเขา เพราะจิตวิญญาณของพวกเขาได้หลับไปแล้ว

มีแม้กระทั่งบางคนยังสามารถเดินในขณะที่นอนหลับอยู่ ผมแน่ใจว่าคุณต้องเคยได้ยินถึงคนหลับที่เดินได้ หรือ "ละเมอเดิน" คุณเคยเห็นคนที่ไปงานประกาศ พวกเขาว่ากำลังเดินอยู่ในขณะที่นอนหลับอยู่? คุณเคยสงสัยว่าทำไมบางคนถึงสามารถนำหลายดวงวิญญาณมาที่พระเจ้าหรือ - และนำคนกลับมาเชื่อ – ในขณะที่บางสามารถออกไปนำคนๆหนึ่งมารับเชื่อ บางคนแค่คนเดียวก็ยังไม่มี? จิตวิญญาณของพวกเขานอนหลับไปแล้ว! ตอนที่นำคนใหม่เข้ามาในคริสตจักรก็กระตือรือร้นที่จะทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนนั่นเป็นเหมือนบ้านและดูแลพวกเขา - ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่นอนหลับลืมทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ - เพราะพวกเขาหลับทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระเจ้า

ผมกลัวว่าจะมีนักเทศน์ที่เป็นพวกนอนหลับไปเสียเอง พวกเขาเทศนาเสียงดังหึ่งๆแบบอธิบายข้อต่อ พวกเขาไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วไม่มีคนฟังแล้ว – และสมาชิกของพวกเขาหลายคนคิดว่าพวกเขามาที่คริสตจักรทุกครั้ง พวกเขายังไม่ได้รับความรอด! ศิษยาภิบาลดังกล่าวกลัวนักเทศน์ที่ปลุกคนให้ตื่นขึ้นมา! พวกเขาไม่ต้องการให้คนของพวกเขาตื่นขึ้นมา! พวกเขามีความสุขที่มีแกะที่นอนอยู่และมานมัสการในวันอาทิตย์มานั่ง "ศึกษาพระคัมภีร์" แบบตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง พระเจ้าทรงช่วยเราด้วย! ไม่น่าแปลกใจหลายคริสตจักรมีสมาชิกที่เป็นแบบคนตาย จึงไม่แปลกใจที่คนไม่กลัวเรื่องจะทำบาป! ไม่แปลกใจที่คริสตจักรต่างหลับใหลและขาดการอธิษฐาน และประชุม พวกเขาจึงอยู่ในสภาพที่ไม่สนใจเข้าร่วม “การศึกษาพระคัมภีร์ช่วงกลางสัปดาห์” ผมเคยได้ยินคำอธิษฐานของคนบางคนเสียงดังเหมือนดั่งคนที่ตายแล้ว! นี่ไม่ใช่การอธิษฐานที่แท้จริง! อธิษฐานที่แท้จริงของคริสตจักรในทุกวันนี้น้อยมาก! สมาชิกของเราคนหนึ่งเคยไปเข้าร่วมการประชุมอธิษฐานในที่แห่งหนึ่ง เขาได้ลุกขึ้นและอธิษฐานเหมือนสภาพบุรุษคนหนึ่ง แต่มีศิษยภิบาลคนอื่นๆบอกเขาว่าอย่าอธิษฐานอย่างนั้นจงหยุดซัก เขาต้องกันให้คนของเราอธิษฐานอธิษฐานเหมือนคนที่ตายแล้ว หรือเหมือนกับกลับอย่างเช่นคนอื่นๆทำกัน! คิดไม่ถึงเลยว่าประเทศของเราจะเป็นเช่นนี้! นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเหมือนที่ จอร์จ บาร์นา บอกเราว่า 88 % ของคนวัยหนุ่มสาวหนีออกจากคริสตจักรก่อนอายุ 25 ปี “ไม่คิดที่จะกลับมาอีก” พระเจ้าโปรดช่วยเราด้วย! พวกเขาหลับอยู่ถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย! ขอพระเจ้าฃาวยสมาชิกใจคริสตจักรของเรา เพื่อเราจะได้ไม่ต้องเป็นเหมือนกับ “อย่าให้เราหลับเหมือนคนอื่นๆ” (1 เธสะโลนิกา 5:6)

ดร. คาเกน บอกว่า มีศิษยาภิบาลชอบมาเทศนาที่นี่ “เพราะว่าคนของเรานั่งอย่างตั้งใจ แม้ว่าบางครั้งจะเบื่อ” และก็เป็นอย่างนั้น! “อย่าให้เราหลับเหมือนอย่างคนอื่นๆ” มีศิษยาภิบาลคนหนึ่งบอกว่าพวกผู้หญิงที่เป็นผู้นำในคริสตจักรจะหนีออกไปถ้าพวกเขาปรบมือl ผมคิดว่า “ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะย้ายไปอยู่ที่เมทดิสค์เพราะที่นั่นเหมาะสมให้กับพวกเขา! ไปที่คริสตจักรของอีพิสโคปอล์ถ้าคุณอยากนมัสการแบบตายแล้ว!

II. ประการที่สอง เราอธิษฐานเผื่อผู้ที่ยังไม่ได้กลับใจใหม่จะพูดว่า “ขออย่าให้เราหลับเหมือนกับคนอื่นๆ”

ผมชอบมากที่เห็นพวกเด็กๆนั่งอยู่แถวข้างหน้า ผมอธิษฐานเพื่อพวกเขาจะได้เกรงกลัวพระเจ้าและรักพระเยซูคริสต์ ในขณะที่ยังเล็กอยู่ แต่ตอนนี้ผมกำลังดูพวกเขาอยู่ ผมพูดให้กับพวกเด็กที่มาคริสตจักรของเราเป็นบางครั้ง แต่ยังไม่ได้รับความรอด พระวจนะตรัสให้กับคุณว่า

“เหตุฉะนั้นพระองค์ตรัสแล้วว่า ‘คนที่หลับอยู่จงตื่นขึ้นและจงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน’” (เอเฟซัส 5:14)

นี่คือคำสั่ง แต่เป็นคำสั่งที่บอกว่าอย่าเชื่อฟังจงกว่าพระเจ้าจะปลุกคุณให้ตื่น โดยธรรมชาติมนุษย์คือคนบาป นั่นหมายความว่าคุณไม่รู้หรอกว่าตัวเองรอดแล้วหรือยัง เราสามารถอธิบายรายละเอียดมากกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ไม่เข้าใจ คุณสามารถรับพระกิตติคุณเป็นพันๆครั้ง แต่ยังอยู่ในความมืด อัครสาวกตรัสว่า

“แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะ” (1 เธสะโลนิเก 2:14)

นั่นคือสาเหตุทำไมพวกคุณบางคนมาหาเราหลายๆครั้ง แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย เราพูดกับคุณว่า “จงเข้ามาที่พระเยซูคริสต์” และคุณพูดว่า “แต่จะมาที่พระองค์ได้อย่างไรล่ะ?” เราพูดว่า”คุณไม่จำเป็นรู้ว่าจะมาได้อย่างไร – แค่วางใจพระองค์” คุณพูดว่า “แต่จะมาที่พระองค์ได้อย่างไรล่ะ?”

ผมขอโทษแต่จำเป็นต้องบอกพวกคุณครั้งแล้วครั้งเล่า หลายครั้งที่เราไม่อาจอธิบายในสิ่งที่สามารถช่วยคุณได้ คุณจะต้องได้รับการปลุกให้ตื่นโดยพระวิญญาณของพระเจ้าก่อน คุณไม่สามารถเรียนได้ว่าจะมาที่พระองค์ได้อย่างไร! บทเพลงที่เขียนโดย เอนดรู รีด์ บอกว่า

พระวิญญาณบริสุทธิ์แสงไฟของพระเจ้า
ฉายเข้ามาที่ใจของเรา
พัดพาความมืดออกไปจนหมด
เปลี่ยนความมืดให้เป็นความสว่าง
(“Holy Ghost, With Light Divine” by Andrew Reed, 1787-1862)

ในยุคแห่งการฟื้นฟูใหญ่ครั้งสอง โทมัส ชาร์ลส (1955-1814) กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่ให้คนตื่นตัว…จากการรับเชื่อคือการทำให้คนรู้สึกโกรธ…ร้องไห้จากการเรียนรู้เรื่องความเลวร้ายของบาป ร้องไห้หาพระคุณ…เพราะความต้องการในฝ่ายวิญญาณ” (Paul E. G. Cook, Fire From Heaven, EP Books, 2009, p. 34) นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับทุกคนที่เข้าร่วมการประกาศฟื้นฟู และนี่ก็เกิดขึ้นให้กับแต่ละคนตอนที่กลับใจใหม่ ยามที่คนบาปรู้สึกผิดหวัง “ภายใต้ความรู้สึกที่กลัว ร้องหาการช่วยเหลือ” นั่นเกิดขึ้นสั้นๆก่อนที่จะมาที่พระคริสต์และได้รับการช่วยกู้

แล้วจะเกิดขึ้นได้อย่างไร? นี่คือการกลับใจใหม่ที่แท้จริงมาที่คริสตจักรจากครอบครัวที่ไม่เชื่อ ผมจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับการกลับใจใหม่ชองศิษยาภิบาลท่านหนึ่งจากหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมกำลังอ่าน

ท่านไม่ได้สนใจในคริสตจักร แต่ท่านสนใจเล่นบาสเกตบอล ท่านได้รับการเชื้อเชิญให้เข้ามาร่วมทีมของคริสตจักร ท่านอยากมาที่คริสตจักรเพื่อจะได้เล่นบาสร่วมกับทีมของคริสตจักร คำเทศนาในคริสตจักรไม่มีประโยชน์ต่อเขา แต่ก็มาคริสตจักรเป็นประจำ แต่แล้วคริสตจักรก็ค่อยๆกลายเป็นที่สำคัญให้กับเขามากกว่าบาสเกตบอล หลังจากนั้นไม่นั้นคำว่า “ความรอด” เริ่มตอกย้ำใจของเขา ไม่ว่าจะหมายถึงอะไรก็ตาม แต่เขาก็คิดว่านี่คือสิ่งที่เขาไม่เคยมีมาก่อน เขาไม่อยากให้ใครรู้ในสิ่งที่เขากำลังคิด เขาจึงไม่คุยกับศิษยาภิบาลในเวลาที่มีการเชื้อเชิญ เขาประสงค์ที่จะเป็นคน “ดีที่สุด” เขาจึงหยุดพูดในสิ่งที่ไม่ดี แต่ความพยามที่จะเป็นคนดีนั้นกลับต้องล้มเหลว เขาผิดหวังที่ไม่มีพลังอำนาจจะเปลี่ยนตัวเอง เขาพูดว่า “ความพยายามที่จะเป็นคนดีนั้นต้องล้มเหลว” ในขณะเดียวกันเขาเริ่มต้นนึกถึงพระเจ้าและพระเยซูอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน ยกตัวอย่าง ทำไมพระคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน? เขาไม่เคยคิดอย่างนั้นมาก่อน แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนสำคัญต่อเขามาก เขาพูดว่า “ผมรู้สึกงงไปหมดดูเหมือนว่าโลกใหม่กำลังเปิดให้กับผม”

สุดท้าย การรับรู้ว่ามีเป็นคนบาป เชาตอบสนองหลังจากฟังคำเทศนาจบลงและวิ่งไปหาผู้ให้คำปรึกษา เขากล่าวว่า “มันเป็นประสบการณ์ด้านอารมณ์ที่แปลกมากๆ” คืนนั้นเขารับเอาพระเยซูคริสต์ แล้วศิษยาภิบาลก็บอกว่านี่ก็เกิดขึ้นให้กับเขาเมื่อห้าสิบปีก่อน แต่เขายังจำคืนนั้นได้ “มันเปลี่ยนเส้นทางดำเนินชีวิตในโลกไปชั่วนิรันดร์” ท่านเป็นศิษยาภิบาลให้คณะรีฟอร์มมาแล้วหลายปี ผมนำคำพูดของท่านที่เขียนเอาไว้มาพูดใหม่ หวังว่าคุณจะตื่นขึ้นมาและรับความรอดอย่างเขาด้วย! (Stephen Smallman, What is True Conversion?, P & R Publishing, 2005, pp. 8-10)

“เหตุฉะนั้นอย่าให้เราหลับเหมือนอย่างคนอื่น” (1 เธสะโลนิกา 5:6)

ตอนที่ผมอ่านคำพยานนี้มันดูใกล้เคียงอย่างที่ผมกลับใจใหม่ด้วย เพื่อนบ้านที่เป็นแบ๊บติสต์พาผมไปที่คริสตจักรกับลูกของพวกเขา ผมไปที่คริสตจักรเป็นประจำเพราะพวกเขาดีต่อผม ผมไม่เข้าใจในคำเทศนา แต่ผมเรียนรู้กับคำว่า “ความรอด” ผมพยายามชำระชีวิตของผมโดยพูดในที่ประชุมว่าจะเข้าร่วมทำพันธกิจ คิดว่าทำอย่างนั้นผมจะรอด แต่นั่นไม่ได้ช่วยแม้ตัดสินใจว่าจะเป็นมิชชั่นนารี และเข้าร่วมกับคริสตจักรจีนแบ๊บติสต์ แต่นั่นไม่ได้ช่วยอะไร ความคิดก็ยังชั่วและเต็มไปด้วยบาป ผมไปเรียนพระคัมภีร์ที่วิทยาลัย ไบโอลา ที่นั่นผมได้ยินคำเทศนาของดร. ชาร์ล เจ วูดบริด์จ และ พระคริสต์ได้เสด็จเข้ามาในช่วงนมัสการ และผมก็วางใจในพระองค์ และพระองค์ก็ชำระผมด้วยพระโลหิต รับความรอดและกลายเป็นคนชอบธรรม

ผมเคยออกไป “ข้างหน้า” หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่เคยรับความรอด ผมเคยถวายชีวิตให้กับพระเยซูหลายครั้งแต่ไม่ได้รับความรอด พระองค์ช่วยกู้ผมโดยพระเมตตาและพระคุณ และชำระผมให้สะอาดโดยพระโลหิต ของพระองค์!

อะไรคือสิ่งที่ผมและอาจารย์ของรีฟอร์มนั้นเหมือนกัน? เราต่างก็เข้ามาที่คริสตจักรเพราะถูกพาไป เราทั้งสองต่างก็ไม่ได้มาจากครอบครัวคริสเตียน เราทั้งสองต่างมาที่คริสตจักรเป็นประจำเพราะผู้คนทำดีต่อเรา เราทั้งสองต่างก็ไม่รู้ว่าคำเทศนานั้นจะประยุกต์ใช้กับชีวิตได้อย่างไร แต่เราทั้งสองต่างก็ทราบว่าเราไม่ได้รับ “การช่วยกู้” เราทั้งสองต่างก็พยายามที่จะมาเป็นคนดีและเป็นคริสเตียน เราทั้งสองกลับล้มเหลว ภายใต้การเชื่อว่าเป็นคนบาป เราก็พบสันติสุขและความรอดโดยเชื่อในพระเยซู

เราต่างก็เข้ามาในคริสตจักรโดยที่ไม่มีความเชื่อเลย ในที่สุดเราต่างก็ตื่นขึ้นมาและรับรู้ว่าเป็นคนบาปที่หลงหาย เวลานั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้มานำเรา เราทั้งสองต่างก็ไมรู้ว่า “จะทำอย่างไร” ที่จะมาที่พระคริสต์ ตอนที่เรามาเชื่อเรื่องของบาป และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็นำเรามาที่พระองค์ มันเป็นอะไรที่ง่ายมากและเราทราบว่านี่เป็นเพราะพระคุณ การทรงนำของพระวิญญาณริสุทธ์ และทั้งหมดนี้ก็โดยพระโลหิตของพระคริสต์ที่ชำระบาปนั้นออกไป!

“เหตุฉะนั้นอย่าให้เราหลับเหมือนอย่างคนอื่น” (1 เธสะโลนิกา 5:6)

และพวกที่เกิดและถูกเลี้ยงดูจากครอบครัวคริสเตียนล่ะเป็นอย่างไร? พวกเขากลับใจใหม่ได้อย่างไร? นี่คือหนึ่งในคำพยานของพวกเขา นี่คือที่มาที่คำพยานจากชายหนุ่มคนหนึ่งในคริสตจักรของเราที่มาที่คริสตจักรตั้งแต่เกิด ความจริงก็คือเขาถูกนำมาที่คริสตจักรเหมือนเด็กที่เกิดที่นี่ ผมจำบางที่เป็นคำพยานของท่านมาแบ่งปันดังนี้

ยามใดก็ตามที่ผมยายามที่หยุดพัก การหลับนอนไม่ได้ช่วยอะไรต่อการที่จะมาที่พระเจ้า ในตอนเช้า…ของวันอาทิตย์ ฉันเจ็บปวดทางใจและจิตวิญญาณ การต่อพระเจ้าของฉันนั้นดูจะรุนแรงยิ่งขึ้น อย่างที่คำเทศนาที่กล่าวว่า ชีวิตในฝ่ายเนื้อหนังของฉันรู้สึกผิดและปวดเร้า…ฉันทราบดีว่าเป็นคนบาปที่น่าเวทนาและเลวที่สุด แต่ฉันก็ไม่ยอมจำนนต่อการที่จะมาที่พระคริสต์…คำเทศนาดูเหมือนไร้ความหมาย…ฉันก็มารู้สึกว่าล้มเหลว และไม่บริสุทธิ์จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า ความบาปที่ฉันได้กระทำมานั้นเริ่มหายไป แต่เริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ศิษยาภิบาลได้เชื้อเชิญ… ดร. ไฮย์เมอร์ส [หลังจากนั้น] ได้หนุนใจฉันให้วางใจในพระคริสต์และมาที่พระองค์ ฉันก็เต็มใจ แต่ฉันก็ไม่กล้าไปด้วยตัวฉันเอง แต่ในตอนเทศนาครั้งนั้น ฉันก็คุกเข่าลงพร้อมกับวางใจในพระคริสต์ ฉันก็รับรู้ว่าบาปนั้นเลวมากเพราะการปฏิเสธพระเยซู ดูเหมือนว่ายิ่งฉันพยายามที่จะวางใจพระเยซูมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่อาจทำได้ ฉันรู้สึกหมดหวัง…พระเยซูเองทรงเรียกฉันมาที่พระองค์…แต่ฉันก็พยายามมาที่พระองค์ด้วยตัวฉันเอง ทันใดนั้นคำเทศนาได้เข้ามาที่หูของฉันว่า “ยอมจำนนต่อพระคริสต์เถิด!” ยอมจำนนต่อพระคริสต์เถิด!” ทันใดนั้น ความคิดที่ฉันปฎิเสธพระคริสต์ผู้ซึ่งถูกตรึงลนไม้กางเขนได้กระตุ้นใจของฉัน พระบุตรของพระเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์สิ้นพระชนม์เพื่อฉัน แม้ว่าฉันจะเป็นศัตรูก็ตาม ความคิดนี้ทำให้ฉันหลุดพ้นจากการเชื่อมั่นในตนเอง ในเวลานั้นฉันก็ยอมจำนนและวางใจในพระคริสต์ ฉันละทุกสิ่งที่เป็นตัวของตัวเองออกไป และเข้ามาพักที่พระองค์…พระเยซูยอมรับฉันเป็นส่วนของพระองค์ พระเยซูทรงนำฉัน พระองค์ไม่ปฏิเสธฉันเหมือนอย่างที่ฉันทำกับพระองค์ ทุกสิ่งที่ฉันทำกลับไม่ใช่เรื่องยากต่อการที่พระเยซูทรงช่วยกู้และอภัยบาปของฉัน ในขณะที่ฉัน “จำนน.ต่อพระคริสต์ พระอง๕ก็ช่วยกู้ฉัน ทันใดนั้นพระองค์ก็ชำระบาปของฉัน การวางใจในพระองค์ไม่ใช่สิ่งที่ฉันทำ แต่เกิดจากการจำนนต่อพระองค์! นั่นเป็นเพราะพระคุณ…ฉันรักพระคริสต์หมดทั้งหัวใจของฉัน ฉันจะพักในพระองค์เท่านั้น

หวังว่าจะมีใครบางคนตื่นขึ้นจากบาปของพวกเขา และอยากให้พระเยซูชำระบาปของพวกเขาด้วยพระโลหิต! โอ้ เช้านี้อยากให้คุณพูดว่า

ฉันได้ยินเสียงแห่งการต้อนรับเรียกฉัน นั่นคือพระองค์
ได้รับการชำระโดยพระโลหิตที่หลั่งลงจากไม้กางเขน
พระองค์เข้าข้า ข้าฯเข้ามา กำลังมาที่พระองค์!
ชำระฉันโดยพระโลหิตที่หลั่งลงจากไม้กางเขน
(“I Am Coming, Lord” by Lewis Hartsough, 1828-1919)

“เหตุฉะนั้นอย่าให้เราหลับเหมือนอย่างคนอื่น” (1 เธสะโลนิกา 5:6)

จงออกไปที่ห้องอธิษฐาน ลุกออกไปข้างหลังแล้ว ดร. คาเกน จะพาพวกคุณไปที่นั่นเพื่อพูดคุยและอธิษฐานเผื่อ ดร.ชาน กรุณาอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นด้วย อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: 2 เธสะโลนิเก 5: 1-6.


โครงร่างของ

อย่าหลับ - เหมือนกับคนอื่นทำกัน

DON’T SLEEP – AS OTHERS DO!

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“เหตุฉะนั้นอย่าให้เราหลับเหมือนอย่างคนอื่น”

(1 เธสะโลนิกา 5:6)

I.    I. ประการแรก ขอให้คนที่กลับใจใหม่แล้วพร้อมใจกันพูดว่า “อย่าให้เราหลับเหมือนอย่างคนอื่น” มัทธิว 25:5.

II.   II. ประการที่สอง เราอธิษฐานเผื่อผู้ที่ยังไม่ได้กลับใจใหม่จะพูดว่า “ขออย่าให้เราหลับเหมือนกับคนอื่นๆ ”เอเฟซัส 5:14; 1 เธสะโลนิกา 2:14.