Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ความละอายของพระผู้ช่วยให้รอด

THE SAVIOUR’S SHAME
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 30 เดือนมีนาคม ค.ศ. 2014 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, March 30, 2014

“หมายเอาพระเยซูเป็นผู้ริเริ่มความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสำเร็จ เพราะเห็นแก่ความยินดีที่มีอยู่ตรงหน้านั้น พระองค์ได้ทรงทนเอากางเขน ทรงถือว่าความละอายไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร และได้เสด็จประทับเบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้าแล้ว” (ฮีบรู 12:2)

บทเทศนาตอนนี้ดัดแปลงมาจากหนึ่งในสามข้อในบทเทศนาของ สเปอร์เจียนผู้ได้รับบฉายาว่า "ราชาแห่งนักเทศน์" ขอให้คุณได้รับพระพรจากคำเทศนาตอนนี้!

ผมมักจะสงสัยว่าทำไมนักเทศน์ในสมัยนี้ไม่ยอมเทศนาถึงการทุกข์ของพระเยซูคริสต์ในเช้าอาทิตย์ของวันอีสเตอร์ แต่พวเขากลับเทศนาอธิบายพระคัมภีร์ถึงอีสเตอร์ไปตามแบบความต้องการของตนเอง พวกเขาไม่เคยพูดถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เลย!

ดร. ไมเคิล ฮอร์ตัน ชี้ให้เห็นว่านักเทศน์ของพวดอีเวนเจลิคิอล์ไม่เคยเทศนาถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูในวันอีสเตอร์เลย! เขาบอกว่ามีนักศาสนศาสตร์ฝ่ายเสรีนิยมไปเยี่ยมคริสตจักรใหญ่ของอีเวนเจลิคอล์แห่งหนึ่ง ทีแรกของคิดว่าจะได้ยินพระกิติคุณ! มากกว่าที่จะได้ยินคำเทศนาเกี่ยวกับการ “ที่พระเยซูประทานกำลังให้เราเอาชนะอุปสรรค์” จากนั้น ดร. ฮอร์ตันยังบอกอีกว่ามีนักศาสนศาสตร์สายเสรีนิยมคณะเมทอดิสต์ไปที่คริสตจักร "เชื่อในพระคัมภีร์" หัวข้อเทศนาคือ “พระเยซูคริสต์เอาชนะปัญหา แล้วเราล่ะ" มีอาจารย์เมทอดิสต์คนนั้นเดินออกจากคริสตจักร และบอกว่าประสบการณ์นี้ยืนยันความคิดของเขา ไม่ว่าผู้เชื่อในพระคัมภีร์หรือพวกเสรีนิยมต่างก็เป็นเหมือน "ใช้จิตวิทยา การเมือง หรือศีลธรรมมาแทนพระกิตติคุณ" (Michael Horton, Ph.D., Christless Christianity: The Alternative Gospel of the American Church, Baker Books, 2008, pp. 29, 30)

ทุกวันนี้การเทศนาถึงการทนทุกข์ทรมาน และการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์จะมีน้อยมากเหตุผลหลักคือ นักเทศน์พวกนั้นคิดว่าคนที่มาที่คริสตจักรของพวกเขานั้นล้วนเป็นคริสเตียนอยู่แล้ว – ดังนั้นคนพวกนั้นจึงไม่จำเป็นได้ยินเกี่ยวกับความรักของพระคริสต์อีก นั่นคือข้อผิดพลาดเช่นเดียวกันกับคริสตจักรในเยอรมันในต้นศตวรรษที่สิบเก้า ลูอิส โอ บราสเตา กล่าวว่าข้อผิดพลาดของคริสตจักรในประเทศเยอรมนีคือคิดว่าทุกคนที่เข้าร่วมคริสตจักรของพวกเขานั้นล้วนแต่รอดแล้ว ดร. บราสเตา กล่าวว่า "ผู้เชื่อในคริสตจักรที่รับบัพติสมาแล้วต่างก็สันนิฐานว่าเป็นคริสเตียน แต่น่าจะพูดในลักษณะเช่นนั้

นี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายถึงการเทศนาที่ไร้ประสิทธิภาพในเยอรมัน" (Representative Modern Preachers, Macmillan, 1904, p. 11) พวกนักเทศน์ของแบ๊บติสต์ส่วนใหญ่ในสมัยนี้ต่างก็คิดว่า สมาชิกของพวกเขาเป็นคริสเตียนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นเทศนาประกาศถึงการทนทุกข์ทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์อีก ทำให้ผมแน่ใจว่านี่คือเหตุผลที่ทำให้การเทศนาของเราในยุคปัจจุบันนี้ไร้ประสิทธิภาพ

ผมเชื่อว่าแม้แต่คนที่รอดแล้วยังจะต้องได้ยินเรื่องการทนทุกข์ของพระคริสต์ อัครสาวกเปโตรกล่าวว่า

“ด้วยว่าท่านทั้งหลายทรงถูกเรียกไว้สำหรับเหตุการณ์นั้น เพราะว่าพระคริสต์ได้ทรงรับทนทุกข์ทรมานเพื่อเราทั้งหลาย ให้เป็นแบบอย่างแก่เรา เพื่อท่านจะได้ตามรอยพระบาทของพระองค์” (1 เปโตร 2:21)

ทุกวันนี้หลายคนในคริสตจักรของเราไม่เต็มใจที่จะเผชิญกับความทุกข์ พวกเขาไม่ยอมมาร่วมนมัสการในตอนเย็นของวันอาทิตย์ หรือการประชุมอธิษฐานในช่วงกลางสัปดาห์ เหตุผลหนึ่งที่เป็นเช่นนั้น เพราะพวกเขาไม่ได้รับการเตือนหรือสอนเกี่ยวกับการทนทุกข์ของพระคริสต์ – ตามที่อัครสาวกเปโตรบอกไว้ "ตัวอย่างที่ว่าท่านควรจะเดินตามพระองค์" มีชายคนหนึ่งบ่นกับผมว่าเขาต้องใช้เวลาขับรถสี่สิบนาทีไปนมัสการในแต่ละอาทิตย์ ผมบอกเขาว่านี่เป็นการดีให้กับเขา เหนือจากนี้พระคริสต์ “พระคริสต์ได้ทรงรับทนทุกข์ทรมานเพื่อเราทั้งหลาย ให้เป็นแบบอย่างแก่เรา เพื่อท่านจะได้ตามรอยพระบาทของพระองค์” การที่เราจะสามารถเป็นสาวกที่เข้มแข็งได้นั้น จะต้องเผชิญกับการทุกข์เพื่อพระคริสต์ อย่างที่พระธรรมโรม 5:3-5 บอกเรา นี่นำเรากลับไปที่เนื้อหาของเรา ซึ่งบอกเราเกี่ยวกับการทุกข์ทรมานและความอับอายที่พระคริสต์เสด็จได้ผ่านเข้าไปเพื่อช่วยเราทั้งกลายให้รอด

“หมายเอาพระเยซูเป็นผู้ริเริ่มความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสำเร็จ เพราะเห็นแก่ความยินดีที่มีอยู่ตรงหน้านั้น พระองค์ได้ทรงทนเอากางเขน ทรงถือว่าความละอายไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร และได้เสด็จประทับเบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้าแล้ว” (ฮีบรู 12:2)

ผมนนำคำว่า "ทรงถือว่าความละอาย" มากล่าวในตอนเย็นนี้ ในภาษากรีก "ทรงถือว่า" หมายถึง "ไม่ถือว่า" หรือ "ไร้ค่า" เอลลีคอท์ บอกเราว่า "ความหมายแท้จริงดั้งเดิมเป็นลักษณะเชิงบังคับ การทนต่อกางเขนนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายมาก และเป็นการต่อต้านสันติสุขที่พระองค์ทรงมีมาก่อนหน้านั้น" (Charles John Ellicott, editor, Ellicott’s Commentary on the Whole Bible, vol. VIII, Zondervan Publishing House, n.d., p. 336; note on Hebrews 12:2)

จุดประสงค์ของผมในเย็นนี้คือแสดงให้คุณเห็นถึงการทนทุกข์ของพระเยซู และนั่นถือว่าเป็นความอัปยศ อะไรล่ะที่ทำให้พระเยซูต้องเผชิญและต้องผ่านความอัปยศเพื่อช่วยเราให้รอด! โจเซฟฮาร์ทเข้าใจเรื่องนี้ เขาจึงกล่าวว่า

มองพระเยซูทรงยืนอยู่อย่างอดทน
   ในสถานที่ๆน่ากลัวเช่นนั้น
มือของคนชั่วร้ายทำร้ายพระหัตถ์ของพระองค์
   และถ่มน้ำลายใส่พระพักต์ของพระองค์
(“His Passion” by Joseph Hart, 1712-1768; altered by the Pastor).

เพื่อเราจะได้ดี และเราจะได้รอด พระเยซูจึงต้องเสด็จาผ่านสี่อย่างที่น่าละอายมากที่สุด

I. ประการแรก ลองคิดถึงข้อกล่าวหาที่น่าอับอายเพื่อใช้ต่อต้านพระเยซู

พระองค์ผู้ไม่มีบาป พระองค์ไม่เคยทำผิด แม้ปีลาตผู้ว่าราชการโรมันที่ตรึงพระองค์บนกางเขนยังกล่าวว่าดังนี้ว่า "เราไม่พบความผิดในผู้ชายผู้นี้" (ลูกา 23:4) "เราไม่พบความผิดในคนผู้นี้แม้แต่น้อย" (ยอห์น 18:38) แต่พระเยซูก็ถูกกระทำเหมือนกับคนบาปและเลวร้ายที่สุด พระองค์ถูกตัดสินโดยศาลสูงสุดกล่าวหาว่าความผิดของพระองค์คือการดูหมิ่น พระองค์ดูหมิ่นพระเจ้าหรือเปล่า? พระองค์ผู้ร้องไห้ต่อพระเจ้า และพระเสโธหลั่งลงมาเป็นเลือด ทรงร้องว่า "พระบิดา ... อย่าให้เป็นพระประสงค์ของเรา แต่ขอให้สำเร็จตามน้ำพระทัยของพระองค์" (ลูกา 22:42) ไม่เลย พระเยซูไม่เคยกล่าวหมิ่นประมาทต่อพระบิดาของพระองค์ แต่เป็นการกระทำใส่ร้ายพระองค์ที่น่าอับอายที่สุด

ถัดไปพวกเขากล่าวหาว่าพระองค์ก่อการกบฏ พวกเขาบอกว่าพระองค์คือคนทรยศต่อจักรพรรดิโรมัน พวกเขากล่าวว่าพระองค์บอกผู้คนว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ แน่นอนพระองค์ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ทุกประการ ตอนที่ผู้คนพยายามบังคับพระองค์ให้เป็นกษัตริย์ของพวกเขา พระองค์ก็เสด็จออกจากพวกเขาและไปอธิษฐานในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ทรงตรัสให้กับปีลาตว่า "อาณาจักรของเรามิได้เป็นของโลกนี้" (ยอห์น 18:36) พระองค์ไม่เคยนำใครต่อต้านประท้วงรัฐบาล พวกเขากล่าวหาพระองค์เท่านั้น

II. ประการแรก ลองคิดถึงความอดทนและยอมอับอายของพระเยซูต่อข้อกล่าวหาของฝูงชน

นอกจากนี้เพระอค์ยังถูกฝูงชนเยาะเย้ยอย่างน่าจนได้รับความอับอายเป็นอย่างมาก พวกทหารถอดเสิ้อฟ้าของพระองค์จนเปลือยล่อนจ้อน ร่างของพระองค์ถูกเปลือยถึงสองครั้ง แม้ว่าสมัยยนี้พวกศิลปินจะวาดภาพพระองค์ถูกพันผ้าตอนถูกตรึงบนไม้กางเขนก็ตาม แต่ความเป็นจริงนั้นพระองค์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่อาจซ่อนร่างกายที่เปลือยเปล่าจากการจ้องมองและปากที่เยาะเย้ยของฝูงชนที่ชั่วร้าย ในขณะที่พระองค์ถูกตรึงนั้น พวกเขากลับเล่นการพนันโดยเอาเสื้อคลุมของพระองค์เป็นเดินพัน

พวกเขายังเย้ยหยันพระองค์ในฐานะที่เป็นพระบุตรของพระเจ้า พวกเขากล่าวว่า "ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้าจงลงมาจากกางเขน" (มัทธิว 27:40) พวกเขากรีดร้องไปที่พระองค์ว่า

“เขาไว้ใจในพระเจ้า ถ้าพระองค์พอพระทัยในเขาก็ให้พระองค์ทรงช่วยเขาให้รอดเดี๋ยวนี้เถิด ด้วยเขาได้กล่าวว่า เราเป็นพระบุตรของพระเจ้า ถึงโจรที่ถูกตรึงไว้กับพระองค์ก็ยังกล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์เหมือน” (มัทธิว 27:43-44)

เขากล่าวว่า การเย้ยหยันพระองค์ของคนเหล่านั้นไม่มีอะไรที่ละอายมากไปกว่านั้นอีกแล้ว - เพื่อพระองค์ "ทรงถือว่าความละอายไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร" (ฮีบรู 12:2)

อีกครั้งหนึ่ง พวกเขาเย้ยหยันและหัวเราะเยาะพระองค์ในฐานะเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของพวกเขา แต่พวกเขาเกลียดชังพระองค์หัวเราะเยาะพระองค์และนำพระองค์ไปสู่ความอับอาย เขาเป็นกษัตริย์ของกษัตริย์และพระเจ้าของพระทั้งหลาย ความจริงพระองค์สามารถเรียกทูตสวรรค์เป็นพันๆมาล้างแค้นทำลายคนเหล่านั้นทั้งหมด ในขณะเดียวกันพระองค์สามารถเรียกให้พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาเปิดแยกออกและดูด "ชีวิตเป็นๆลงไปในหลุม" หมือนกับโคราห์ที่พูดต่อต้านโมเสส อย่างที่พวกเขาพูดกับพระคริสต์ (กันดารวิถี 16:33) พระองค์สามารถเรียกไฟลงมาจากสวรรค์และเผาทำลายชีวิตของพวกเขา อย่างที่เอลียาห์กระทำให้กับกษัตริย์อาหับ (2 พงศ์กษัตริย์ 1:9-10) "แต่พระองค์ก็ไม่ปริปาก" ในการป้องกันตัวเองของพระองค์ (อิสยาห์ 53:7)

พวกเขายังเย้ยหยันพระองค์โดยในฐานะเป็นผู้พยากรณ์ พวกเขาปิดตาของพระองค์ แล้วพวกเขาก็ตบพระองค์โดยกำปั้นของพวกเขาและกล่าวว่า “เจ้าพระคริสต์ จงพยากรณ์ให้เรารู้ว่าใครตบเจ้า” (มัทธิว 26:68) ในตอนนี้เรารักผู้เผยพระวจนะ อิสยาห์บอกเราอย่างชัดเจนถึงพระคริสต์ และท่านก็เข้าใจอย่างลึกซึ่งถึงความรอดในฝ่ายจิตวิญญาณของเรา ช่างน่าเศร้าถึงสิ่งที่คนเหล่านั้นกระทำต่อพระคริสต์ผู้พยากรณ์ โดยปิดตาและถูกล้อเลียนและดูถูกแล้ะเกิดภายในบ้านของมหาปุโรหิตด้วย!

แต่พระองค์ยังได้รับความทุกข์ถูกเยาะเย้ยในฐานะเป็นมหาปุโรหิตของเรา พระเยซูเสด็ดเข้ามาในโลกในฐานะเป็นปุโรหิตของเราและเพื่อถวายเครื่องบูชาให้เรา แต่ถ้าพวกเขากฌเย้ยหยันถึงการเป็นปุโรหิตของพระองค์ด้วย ความรอดทั้งหมดอยู่ในมือของปุโรหิต ตอนนี้พวกเขาพูดกับพระองค์ว่า "ถ้าท่านเป็นพระคริสต์ ก็จงช่วยตัวเองและพวกเราด้วย" พระองค์ทรงเป็นมหาปุโรหิต พระองค์เป็นพระเมษโปดก ลูกแกะของพระเจ้าที่แบกเอาความผิดบาปของโลก พระองค์ทรงรับการทรมานเพราะการกระทำของพวดเขา "ทรงถือว่าความละอายไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร" (ฮีบรู 12:2)

III. ประการที่สาม ดูการทนทุกข์และอับอายของพระองค์ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน

พระองค์ถูกเย้ยเย้ยยิ่งกว่านั้นคือถูกโบยตี มีหลายคริสตจักรในช่วงต้นศตวรรคได้บรรยายถึงการที่พระคริสต์ถูกเฆี่ยนเอาไว้อย่างน่ากลัว สิ่งที่พวกเขาพูดคือความจริงที่เราไม่สามารถพูดได้ การถูกโบยตีของพระองค์นั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะผู้เผยพระวจนะกล่าวว่า

“แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความละเมิดของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความชั่วช้าของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายปลอดภัยนั้นตกแก่ท่าน ที่ต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (อิสยาห์ 53:5)

การเฆี่ยนที่แผ่นหลังของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก - เพราะผู้เผยพระวจนะเรียกว่า "บาดแผล”" "เขียวช้ำ" "ลงโทษ" "ทำลาย" และพวกเขาก็หัวเราะชอบใจ เวลาที่เห็นพระโลหิตของพระองค์ที่พุ่งออกจากแผลสดและเนื้อถูกฉีกออกจากซี่โครงทุกคนก็พูดเยาะเย้ยว่าน่าอับอายและเยาะเย้ยเพื่อสร้างเจ็บปวดให้กับพระองค์มากยิ่งขึ้น แต่เพื่อเราได้ดีและรอด พระองค์จึงยอมถูกเกลียดรับความอัปยศ!

และจากนั้นพระองค์ก็เสด็จมาที่กางเขน พวกเขาตอกตะปูลงที่ฝ่ามือของพระองค์ ซาตานของพวกเขาเยาะเย้ยและหัวเราะเยาะความทุกข์ของพระองค์อย่างต่อเนื่อง! พวกปุโรหิตและพวกธรรมจารย์นั่งและดูพระองค์บนไม้กางเขน ผมสามารถจินตยนการคำพูดของตนเหล่านั้นดังนี้ "ประชาชนไม่มีโอกาศตามเขาอีกต่อไป" "ฮ่าฮ่าฮ่ามือที่เคยรักษาคนโรคเรื้อนให้หายและทำให้คนตายกลับมีชีวิตอีกครั้ง จะไม่มีโอกาสทำอีกต่อไป!" พวกเขาหัวเราะเยาะพระองค์ และในตอนสุดท้ายพระองค์ก็ตรัสว่า "เรากระหายน้ำ" พวกเขานำน้ำองุ่นเปรี้ยวมาให้พระองค์ - เยาะเย้ยที่ปากแห้งและลิ้มบวม!

จงมองพระเยซูทรงยืนอยู่อย่างอดทน
   ในสถานที่ๆน่ากลัวเช่นนั้น
มือของคนชั่วร้ายทำร้ายพระหัตถ์ของพระองค์
   และถ่มน้ำลายใส่พระพักต์ของพระองค์

พระกายของพระองค์เต็มแผลจากหนามที่ทิ่มแทง
   ส่งกระแสเลือดหลั่งมาจากทุกส่วน
หลังของพระองค์เต็มด้วยแผลของการเฆี่ยน
   แต่ที่หนักกว่านั้นคือหนามนั้นฉีกไปถึงของใจพระองค์

กางเขน! กางเขน! ปัจจุบันนี้เวลาเราได้ยินคำเหล่านั้นไม่ได้รู้สึกอะลายใดๆ แต่ในเวลาที่คริสต์ทรงถูกตรึงที่กางเขนนั้น มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายและเป็นการลงโทษที่โหดและน่ากลัวที่สุด วิธีการลงโทษที่น่ากลัวโดยการตรึงที่กางเขนนี้จะมีเฉพาะให้กับนักโทษอาชญากรเท่านั้น – เช่นทาสที่ฆ่านายของตน หรือคนทรยศ อาชญากรที่โหดร้าย สัญญาลักษณ์ของกางเขนนั้นคือความน่ากลัวและความเจ็บปวดแสนสาหัส การตรึงกางเขนมีเฉพาะให้กับคนร้ายเช่น – ฆาตกรฆ่าคน พวกทรยศทั้งหลาย เป็นวิธีการทรมานและเจ็บปวดที่ยาวนานก่อนที่จะเสียชีวิต เครื่องมือการทรมานทั้งหมดของศาสนาในโลกนี้ และแม้แต่โรมันนั้นไม่เกี่ยวข้องใดๆกับการการตรึงที่กางเขน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าละอายที่ใครต้องมาเสียชีวิตบนไม้กางเขน แต่พวกยิวและพวกโรมันรู้ดี และพระคริสต์เองก็ทรงทราบดีถึงการถูกตรึงที่กางเขนแบบเปลือยกานไร้เสื้อผ้าปดปิดร่างกาย และทรงทราบถึงความอับอายที่ต้องถูกตอกตะปูที่กางเขน และการถูกตรึงที่กางเขนของพระเยซูนั้นถือว่าเลวร้ายยิ่งกว่าคนอื่น ๆ เพราะพระองค์ต้องแบบกกางเขนของตนเดินตามท้องถนน และถูกตรึงที่กางเขนระหว่างโจรสองคน ถือว่าพระองค์เป็นคนที่เลวสุดๆ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็อับอายที่สุด แต่พระองค์ก็อดทนต่อการกระทำอันเลวร้ายเช่นนี้บนกางเขน – เพื่อความรอดของเราและเป็นตัวอย่างให้เรา!

IV. ประการที่สี่ ให้เราเข้ามาให้ใกล้ไม้กางเขนของพระเยซูแล้วจะเห็นว่ายังมีเรื่องอับอายอีกมากมาย

การงเขน! กางเขน! ช่างน่าเศร้าใจในยามที่คิดถึงมัน! ท่อนไม้ที่วางอยู่บนพื้นดิน แผ่นหลังของพระเยซูคริสต์ถูกมัดแนบชิดกับมัน สี่ทหารคว้ามือและเท้าของพระองค์ผูกติดพร้อมกับตอกตะปูลงไป พระโลหิตของพระองค์เริ่มไหลลง พระองค์ถูกแขวงและลอยขึ้นไปในอากาศ ในตอนท้ายกางเขานั้นถูกวางลงไปในหลุมที่ขุดเตรียมเอาไว้ แขนของพระองค์เคล็ด กระดูกทุกชิ้นถูกดึงออกจากกันอย่างรุนแรง พระองค์ถูกแขวงเปลือยกายอย่างอัปยศโดยฝูงชน แสงแดดที่ร้อนเผาผลาญร่างกายของพระองค์ ไข้ขึ้นเผาไหม้ในร่างกายของพระองค์ ลิ้นของพระองค์แห้งเกาะติดกับเพดานปาก แสดงถึงความเจ็บปวดอย่างมากเหลือที่จะทนได้

ช่างเลวร้ายยิ่งกว่าสิ่งใดๆ พระองค์ทรงสูญเสียเพื่อทำให้ผู้ยอมตายเพราะความเชื่อจะได้เข้มแข็ง พระองค์ยอมจากพระบิดา ตอนนี้พระบิดาทรงลงโทษพระองค์เพราะบาปของเรา ตอนนี้พระบิดา "แต่ก็ยังเป็นน้ำพระทัย…จะให้ท่านฟกช้ำด้วยความระทมทุกข์ เมื่อ [พระองค์ทรงกระทำล] ให้วิญญาณของท่านเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป" (อิสยาห์ 53:10) นี่คือพระเยซู - ถูกทอดทิ้งโดยพระเจ้าและละทิ้งโดยเพื่อนของพระองค์!

ถูกตอกตะปูและเปลือยกายอยู่ที่ท่อนไม้
   เปิดเผยให้กับโลกและสวรรค์เบื้องบน
ปรากฏการณ์จากบาดแผลและเลือด
   เป็นการแสดงความรักที่น่าเศร้าใจ

ฟัง! เสียงร้องที่น่าหวาดกลัวของพระองค์
   ส่งผลกระทบต่อทูตสวรรค์ที่คอยเฝ้าดู
เพื่อนของพระองค์ได้ละทิ้งพระองค์ไปในคืนก่อนวันนั้น
   และตอนนี้พระบิดาของพระองค์ยังมาทอดทิ้งพระองค์ด้วย!

พระเยซูผู้เดียวเท่านั้น สาวกของพระองค์วิ่งหนีไปเพราะความกลัว พระเจ้าได้ลงโทษพระองค์และหันพระพักต์จากพระเยซู พระเยซูถูกทอดทิ้งไว้คนเดียวและถูกเหยียบย่ำชุ่มไปด้วยเลือดของตัวเอง! เพื่อเราจะได้ดีและเพื่อเราจะได้รอด จิตวิญญาณของพระองค์รับความโศกเศร้าถึงขั้นต้องสิ้นพระชนม์

คนในสมัยโบราณไม่ว่าจะผู้ชายและผู้หญิง ต่างก็ร้องไห้เมื่อมีการพูดถึงการทนทุกข์ของพระเยซูทรงในลักษณะเช่นนี้ บางครั้งพวกเขาก็ร้องไห้ออกมาดัง ๆ ในขณะที่กำลังนมัสการ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ให้เราอ่าน ในรุ่นของคุณได้ชมได้เห็นการฆาตกรรมเป็นพันครั้งทางโทรทัศน์ และไม่เคยหลั่งน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ในรุ่นของคุณเห็นการฆ่าเด็กทารกจากการทำแท้งจำนวนห้าหมื่นล้านคน แต่ไม่รู้สึกสะทดสะท้านอะไรเลย ธรรมชาติแห่งใจของพวกคุณมีแต่ความว่างเปล่า! ถ้าคุณมีจิตใจที่ปกติคุณต้องโศกเศร้าเสียใจเมื่อพูดถึงการทนทุกข์ของพระคริสต์ที่ทรงช่วยเราให้รอด

เพื่อนๆที่รักของผม กรุณาคิดสักนิดหนึ่งถึงิส่งที่พระเยซูเสด็จผ่านทุกความเจ็บปวดและความอัปยศนี้ ก็เพื่อให้คุณรอด พระองค์ทรงทนทุกข์บนกางเขนและทรงรับอัปยศก็เพื่อคุณ

“แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย
คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา บัดนี้เราจึงเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้น เราจะพ้นจากพระพิโรธโดยพระองค์” (โรม 5:8-9)

กรุณายืนขึ้นและร้องบทเพลงสุดท้ายในหนังสื่อเพลงนี้ด้วยกัน

เมื่อฉันสำรวจความมหัศจรรย์แห่งกางเขน
   ที่ๆเจ้าชายแห่งสง่าราศีทรงสี้นพระชนม์
ความร่ำรวยของฉัน ที่นับได้กลับสูญเสียไป
   ความภาคภูมิใจของฉันและถูกเทออกมา

พระเจ้าโปรดห้ามความจองหองของฉัน
   และมารับพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์
ทุกสิ่งที่น่าละอายที่สุดของฉัน
   ฉันได้ถวายบูชาให้กับพระโลหิตของพระองค์

ดูที่ศีรษะ มือ และเท้าของพระองค์
   ความเศร้าโศกและความรักได้ไหลลงจากที่นั่น
ทรงสิ้นพระชนม์และทรงเศร้าโศกเพราะความรัก
   หรือมงหนามทิ่มแทงพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่?

ดินแดนแห่งธรรมชาติทั้งหมดของฉัน
   ดินแดนที่อยู่ห่างไกลปัจจุบันได้ใกล้เข้ามา
ความรักของพระเจ้าที่มหัศจรรย์
   เรียกจิตวิญญาณชีวิตและทุกสิ่งในตัวฉัน
(“When I Survey the Wondrous Cross” by Dr. Isaac Watts, 1674-1748)

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: มัทธิว 26:59-68.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“His Passion” (by Joseph Hart, 1712-1768).


โครงร่างของ

ความละอายของพระผู้ช่วยให้รอด

THE SAVIOUR’S SHAME

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์

“หมายเอาพระเยซูเป็นผู้ริเริ่มความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสำเร็จ เพราะเห็นแก่ความยินดีที่มีอยู่ตรงหน้านั้น พระองค์ได้ทรงทนเอากางเขน ทรงถือว่าความละอายไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร และได้เสด็จประทับเบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้าแล้ว” (ฮีบรู 12:2)

(1 เปโตร 2:21)

I.    ประการแรก ลองคิดถึงข้อกล่าวหาที่น่าอับอายเพื่อใช้ต่อต้านพระเยซู, ลูกา 23:4;
ยอห์น 18:38; ลูกา 22:42; ยอห์น 18:36.

II.   ประการแรก ลองคิดถึงความอดทนและยอมอับอายของพระเยซูต่อข้อกล่าวหาของ
ฝูงชน มัทธิว 27:40, 43-44; กันดารวิถี 16:33; 2 พงศ์กษัตริย์ 1:9-10;
อิสยาห์ 53:7; มัทธิว 26:68.

III.  ประการที่สาม ดูการทนทุกข์และอับอายของพระองค์ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน อิสยาห์ 53:5.

IV.  ประการที่สี่ ให้เราเข้ามาให้ใกล้ไม้กางเขนของพระเยซูแล้วจะเห็นว่ายังมีเรื่องอับอายอีกมากมาย อิสยาห์ 53:10; โรม 5:8-9.