Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ยาต่อต้านการละทิ้งความจริง

THE ANTIDOTE FOR APOSTASY
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 23 เดือนมีนาคม ค.ศ. 2014 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, March 23, 2014

“แต่ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้ว และได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านก็รู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใดและตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:14-15)


ผมได้ยืมหัวข้อนี้ "ยาต่อต้านการละทิ้งความจริง" จาก ดร. เจ เวอร์นอน แมคกี้ ในเดือนมกราคมปี 1961 ท่านเป็นหนึ่งในนักสอนพระคัมภีร์ที่ดีตลอดกาล ตอนนั้นผมมีอายุ 19 ปี ผมเข้าร่วมคริสตจักรจีนที่หนึ่งแบ็บติสต์ในนคร ลอสแอนเจลิส ผมมีอาจารย์ที่สอนพระคัมภีร์ที่เก่งอยู่สองคน คือ ดร. ทิโมธี หลินซึ่งเป็นนักวิชาการด้านพันธสัญญาเดิม - และสอนอยู่ที่พระคริสตธรรมบ๊อบโจนส์และทรินิตี้ศาสนศาสตร์วิทยาลัยในเมืองเดียร์ฟิลด์ รัฐ อิลลินอยส์ ผมได้เรียนรู้สิ่งดีๆจาก ดร. หลินซึ่งเป็นศิษยาภิบาลของผมมาเป็นเวลาหลายปี อาจารย์สอนพระคัมภีร์ของผมอีกคนหนึ่ง คือ ดร. เจเวอร์นอน แมคกี้ ซึ่งเป็นศิษยาภิบาลที่คริสตจักรโอเพนดอร์ และตั้งอยู่ที่ 550 เวาทต์โห๊ป เมือง ลอสแอนเจลิส อยู่ไม่ไกลจากคริสตจักรจีนที่ผมเป็นสมาชิก

ผมได้ยินท่านเทศนาสองครั้งต่อวันตลอดระยะเวลาสามปี - ผ่านทางรายการวิทยุของท่านที่ชื่อ "ผ่านทางพระคัมภีร์" และอีกช่วงคือในช่วง "บ่าย" การเทศนาของท่านในช่วงนี้จะไม่ซ้ำหัวข้อ "ผ่านทางพระคัมภีร์" ผมฟังรายการของท่าน "ผ่านทางพระคัมภีร์" ติดต่อกันเป็นเวลาเจ็ดปี ผมเรียนรู้พระคัมภีร์ได้เป็นอย่างมากจากอาจารย์ทั้งสองท่านนี้

ดร. หลินและ ดร. แมคกี้ ต่างก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเผยพระวจนะถึงสิ่งที่กำลังจะมาถึง สำหรับการเทศนาของผมนั้นจะเน้นในเรื่องของ "ศาศนศาสตร์แห่งความรอด” หรือ “soteriology" (ความรอด) และนี่ก็สำเร็จหรือเป็นไปตามการเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กล่าวถึงในยุคสุดท้าย ดร. แมคกี้ กล่าวถูกที่บอกว่า 2 ทิโมธี บทที่สามให้ "ภาพของวันสุดท้าย ก่อนที่คริสตจักรจะมีความปิติยินดี ตอนนี้ลูกของพระเจ้าทำอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า? " (J. Vernon McGee, Th.D., Thru the Bible, Thomas Nelson Publishers, 1983, p. 472; note on II Timothy 3:14-15).

พระธรรมสองทิโมธีบทที่สามหล่าวถึงสิ่งเลวร้ายที่จะบังเกิดมาในยุคสุดท้าย และหมายสำคัญนั้นกำลังบ่งบอกว่าเรากำลังอยู่ในช่วงระหว่างสิ่งที่น่ากลัวนี้! คำว่า "เลิก" หมายถึง "การเอาใจออกห่างหรือการก่อจลาจล การละทิ้งหรือละทิ้งศาสนาใดศาสนาหนึ่งไป" (Webster’s Dictionary, Unabridged, Collins World, 1975). แน่นอนพระธรรมของเราในตอนนี้แสดงให้เห็นถึง

“แต่ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้ว และได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านก็รู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใดและตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:14-15)

ให้เราสังเกตุดูพระธรรมข้อนี้ให้ดีๆ เราจะสามารถเห็นหลายอย่างทีเดียว

I. หนึ่ง เน้นไปที่คำว่า “แต่”

“ท่านก็รู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใดและแต่…” (2 ทิโมธี 3:14-15)

นี้อาจจะแปลว่า "อย่างไรก็ตาม" คนชั่วและคนพาลขี้เกียจจะยิ่งเลวร้ายลงหลอกลวงและถูกหลอก "แต่ [อย่างไรก็ตาม] ดำเนินต่อไปตามในสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ ... " ไม่ว่าพวกเขาจะเลวขณะไหน คุณก็จะดำเนินตามในสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ นั่นคือสิ่งที่อัครทูตเปาโลบอกชายหนุ่มที่ชื่อ ทิโมธี – และเรา

ข้อความทั้งหมดนี้กล่าวถึงคริสตจักรในยุคสุดท้าย เรารู้เรื่องนี้เพราะเราได้รับการบอกว่าจะมี "สภาพทางของพระเจ้าภายนอก" (ข้อ 5) จะได้รับ "ถึงจะเรียนกันอยู่เสมอ แต่ก็ไม่อาจเรียนรู้ถึงความจริงเลย [แต่] และในเรื่องความเชื่อนั้นเขาใช้ไม่ได้เลยเรื่อง" (ข้อ 7 และ 8) ดร. แมคกี้ กล่าวว่า "ยุคสุดท้าย' เป็นศัพท์เทคนิคที่ใช้ในพันธสัญญาใหม่ และเป็นการพูดถึงวันยุคท้ายของคริสตจักร" (ibid., p. 469).

ผมเชื่อว่าที่เขากล่าวนั้นถูกต้อง "เวลาอันตรายจะมาถึง" นั่นหมายความว่าสิ่งเลวร้ายที่ยิ่งใหญ่ ไร้ซึ่งความหวังซึ่งในภาษากรีกแปลว่า "อันตราย" มาจากคำว่า "chalepos" ปรากฏเพียงแค่ครั้งเดียวในพันธสัญญาใหม่ฉบับถาษากรีก ในแมทธิว 8:28 ใช้เพื่ออธิบายถึงวิญญาณชั่ว "ที่เลวร้าย" ดังนั้นพระคัมภีร์จึงบอกเราว่า วิญญาณชั่วและสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นในคริสตจักรในยุคสุดท้าย อาจารย์เปาโลบอกเราสิบเก้าอย่างถึงความแตกต่างของคริสตจักรในยุคสุดท้าย อาจารย์เปาโลให้รายละเอียดสิบเก้าที่บ่งบอกถึงความแตกต่างกันของสมาชิกในคริสตจักรในวันสุดท้าย ดร. McGee กล่าวอีกครั้งว่า "ถ้าคุณมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของคริสตจักร คุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐาน แต่ผมคิดว่าคุณไม่อาจพบความเลวร้ายมากอย่างที่เราประจักษ์ในทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่ ‘เต็มไปด้วยอันตราย’ ที่ได้การอธิบายในส่วนนี้“ (เล่มเดียวกัน) นี่คือสิบเก้าอย่างที่บรรยายถึงผู้เชื่อในคริสตจักรในยุคของเรา

1.  รักตัวเอง (เห็นแก่ตัว)
2.  อยากได้ (คนรักเงิน วัตถุนิยม)
3.  โอ้อวด
4.  หยิ่งผยอง
5.  ปฏิเสธความเชื่อ (ฆ่าคน)
6.  ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ (ทุกคนทุกยุคทุกสมัยต่างก็ถูกเลี้ยงดูมาตามทางนี้)
7.  เนรคุณ
8.  ไร้ซึ่งบริสุทธิ์ (ความคิดไม่เหมาะสม)
9.  โดยธรรมชาติไร้ซึ่งความรัก (ไม่มีรักและใจร้าย)
10. ฝ่าฝืน (พวกเขาไม่เคยให้อภัยและไม่ต้องการที่จะได้รับการอภัย)
11. ใส่ความเท็จ (ที่เป็นอันตราย)
12. ขาดการยับยั้ง (โดยไม่มีการควบคุมตัวเอง)
13. รุนแรง (โหด)
14. เกลียดคนดี (เกลียดชังคริสเตียนที่ดี)
15. ทรยศ (ขายชาติ)
16. มึนเมา (บ้าบิ่นและไร้ปราณี)
17. ไม่เกรง (ใจ)
18. รักความสนุกสนานมากกว่ารักพระเจ้า
19. เป็นคนที่ดูเหมือนเคร่งศาสนา แต่ปฏิเสธความจริงนี้

คนเหล่าคือคริสเตียนเท็จที่มีอยู่ในคริสตจักรและพระคริสตธรรมต่างๆ ภายนอกพวกเขาดูเหมือนจะเป็นคนรับใช้ของพระเจ้า แต่ความเป็นจริงพวกเขารับใช้ซาตาน

พวกเขา "ถึงจะเรียนกันอยู่เสมอ แต่ก็ไม่อาจเรียนรู้ถึงความจริงเลย" (ข้อ 7) และผู้คนที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมาจากคริสตจักรของเราในทุกวันนี้ และนั่นเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวที่สุดที่ผมพบเห็นจากสมาชิกในโบสถ์ – เลวร้ายและไม่เคยพบเห็นในหมู่คนที่ไม่ใช่คริสเตียนจะเป็นอย่างนั้น

ผมเห็นพวกแบ็บติสต์ดึงผมของกันและกันพร้อมกับการสาปแช่งด้วยภาษาหยาบคายและขว้างหนังสือเพลงนมัสการใส่กัน - เวลาประมาณ 11 โมงตอนโมงเช้าของวันอาทิตย์ในช่วงนมัสการ ผมก็เห็นผู้นำคณะนักร้องประสานเสียงโยนลงบนทางเดิน ใช้เท้าเตะจนใบหน้าของเขาแดง แล้วค้นหากุญแจในกระเป๋าเข้าไปยังคริสตจักร การกระทำเช่นนี้เกิดจากพวกที่ถูกเรียกว่า "มัคนายก" ของคริสตจักร นั่นคือเหตุการณ์เกิดในปี 1950 แล้วก็มีการฟ้องร้องกันอย่างเช่นที่คริสตจักรแบ๊บติสในฮันติงตันพาร์ค รัฐ แคลิฟอร์เนีย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็เห็นผู้นำคริสตจักรมีเพศสัมพันธ์กับเด็กผู้หญิง ขโมยเงินของคริสตจักรไป บางคนก็ตบศีรษะศิษยาภิบาลในขณะที่ชายอีกคนหนึ่งต่อยเข้าไปที่หน้าท้อง นอกจากนี้ก็โกหกกันและกันบนอินเทอร์เน็ตและความชั่วอื่น ๆอีกมากมาย คนที่สอนระวีในวันอาทิตย์ยังปล้นธนาคาร อาจารย์ของผมคนหนึ่งในวิทยาลัยบอกว่าสุนัจกินทารกน้อยพระเยซูไปแล้ว จะไม่มีการเสด็จมาในครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์อีกต่อไป เขายังบอกว่าพระคัมภีร์เกือบทุกเล่มแล้วแต่กล่าวเท็จ โมเสสตที่นำชาวฮีบรูอพยพจากอียิปต์นั้นไม่มีตัวตน และหลักคำสอนอื่นๆล้วนแต่เท็จ แต่หนึ่งในนั้นอาจารย์พวกนี้ฆ่าตัวตายโดยการยิงหัวตัวเอง

คนพวกนี้ทั้งหมดทั้งหมดได้รับการเลี้ยงดูมาในคริสตจักรแบ๊บติสใต้ พวกเขาทั้งหมดหลัวที่จะเดิน "ไปข้างหน้า" และชอบกล่าวตาม "คำอธิษฐานของคนบาป" ก่อนที่จะมารับบัพติศมา ผมเองก็สงสัยมานานว่าทำไมยังมีคนที่นับถือศาสนาคริสต์และกระทำตามนั้น ตอนที่ผมออกมาพูดต่อต้านสิ่งเหล่านี้ ผมกลับถูกเตือนว่า "เป็นตัวสร้างปัญหา" และจะไม่มีวันมาเป็นผู้รับใช้ในคริสตจักรมนเคลือของแบ๊บติสใต้ ต่อมาผมได้เขียนหนังสือเปิดเผยความผิดของพวกเขา หนังสือเล่มนั้นชื่อ "ในการประชุมใหญ่ของคริสตจักรแบ็บติสต์ใต้ "

หลังจากที่ผมจบการศึกษาจากวิทยาลัยแบ๊บติสใต้ ผมก็ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่วิทยาลัยของเพรสไบทีเรียน! วิทยาลัยของเพรสไบทีเรียนแห่งนั้นยังแย่กว่านั้นอีก! หนึ่งในอาจารย์ทำตัวเป็นพระเจ้า ต่อมาผมก็มารับรู้ว่าอาจารย์ในสองสถาบันนี้ไม่เคยบังเกิดใหม่เลย ไม่เคยมีประสบการณ์ของการกลับใจใหม่จริงและไม่ใช่คริสเตียนเลย ผมรู้ว่าบางท่านพอได้ยินผมพูดอย่างนี้อาจจะคิดว่าผมพูดเกินความจริง แต่ผมขอยืนยันในพระนามของพระเจ้าว่าทุกคำที่ผมพูดเป็นความจริงทั้งนั้น

ผมสามารถมองเห็นด้วยตาของตัวเองถึงความชั่วทั้งสิบเก้าอย่างที่อธิบายถึงผู้เชื่อในยุคสุดท้ายนี้เป็นการอธิบายถึง "ยุคสุดท้าย" และสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นให้กับทุกคณะและทั่วโลก ผมก็รู้ว่าคนหนุ่มสาวจำนวนมากมายหนีออกจากคริสตจักรในทุกวันนี้เพราะความชั่วร้ายเหล่านี้ ผมจำได้ว่ามีผู้รับใช้หนุ่มไฟแรงคนหนึ่งไปเรียนที่วิทยาลัยแบ๊บติสใต้ เขาลาออกจากพันธกิจหลังและโรงเรียน ก่อนที่เขาจะไป เขาบอกผมว่า "เกิดอะไรขึ้น? นี่หรือคือสิ่งที่พวกเขาสอน พวกเขาไม่เชื่ออะไรเลยหรือนี่ "

II. สอง มุ่งเน้นไปที่ข้อที่สิบสี่

“แต่ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้ว และได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านก็รู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใด” (2 ทิโมธี 3:14)

อะไรที่เป็นความชั่วร้ายของคนในยุคสุดท้าย? ยาแก้การละทิ้งความจริงที่ดีคือพระคัมภีร์ พระวจนะของพระเจ้า พระองค์ผู้ทรงพระชนม์ เปโตรเรียกว่า "ไฟที่ส่องสว่างในที่มืด" (2 เปโตร 1:19)

สิ่งที่ทำให้ผมต้องลาออกจากพระคริสตธรรม และเลิกรับใช้พระเจ้า “แต่ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้ว และได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านก็รู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใด” (2 ทิโมธี 3:14) เด็กหนุ่มทิโมธีเรียนรู้พระคัมภีร์จากยาย แม่ และรวมถึงตัวของอัครทูตเปาโลเอง (ดู 2 ทิโมธี 1:2 และ5) ผมเรียนรู้พระคัมภีร์รวมทั้งคำทำนายเหล่านี้จาก ดร. แมคกี้ และ ดร. หลิน แต่คนที่เทศนาและทำให้ผมกลับใจใหม่คือ ดร. ชาร์ลส์ เจ วูดบริดจ์ ท่านเทศน์ต่อต้านพวกเสรีนิยมที่วิทยาลัยศาสนศาสตร์ฟุลเลอร์ และท่านก็ลาออกจากที่นั่นเพราะปัญหาสองสามปีก่อนหน้านี้ ดร. วูดบริดจ์ พูดถึง “คนที่มักเยาะเย้ย” ใน “วันสุดท้าย” จากในบทที่สามในพระธรรม 2 เปโตร ฉันรอดอยู่ทุกวัน (ดู 2 เปโตร 3:3) ดังนั้นผมจึงรู้ว่าคำว่าละทั้งความจริงก่อนที่จะไปเรียนที่พระคริสตธรรมเสรีนิยม ผมเรียนรู้ถึงการเชื่อในพระคัมภีร์อย่างไร้ข้อสงสัย ไม่ใช่เชื่อตามพวกอาจารย์ที่ไม่เคยกลับใจใหม่ ผมได้เรียนรู้จาก ดร. วูดบริดจ์ ดร. หลินและ ดร. แมคกี้ เพียงพอที่จะไว้วางใจในพระวจนะของพระเจ้า คำเทศนาที่ใช้เทศน์ที่พระคริสตธรรมสมัยนั้นคือหัวข้อ การละทิ้งความจริงจากพระธรรมสดุดี 119:99

“ข้าพระองค์มีความเข้าใจมากกว่าบรรดาครูของข้าพระองค์ เพราะบรรดาพระโอวาท [พระคัมภีร์] ของพระองค์เป็นการไตร่ตรองของข้าพระองค์” (สดุดี 119:99)

คนหนุ่มคนสาวทั้งหลาย ผมรู้ถึงสิ่งที่เขาสอนพวกคุณในวิทยาลัย ผมจบการศึกษาจาก ลอสแอนเจลิส ที่วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียในเมือง ลอสแอนเจลิส (BA, 1970) ผมรู้สิ่งที่พวกเขาโจมตีศาสนาคริสต์ ผมรู้ว่าพวกเขาเยาะเย้ยคริสเตียนและใส่ร้ายพระเยซู ผมยังรู้ว่าทุกวันนี้ต่างก็มีการต่อต้านคนหนุ่มคนสาวโดยสิ่งเทียมเท็จ แม้แต่ประธานาธิบดีก็ต่อต้านพวกเรา แต่ผมยังรู้อีกว่าผู้ที่เชื่อในพระคัมภีร์สามารถพูดเหมือนผู้เขียนพระธรรมสดุดีดังนี้

“การคลี่คลายพระวจนะของพระองค์ให้ความสว่าง ทั้งให้ความเข้าใจแก่คนรู้น้อย” (สดุดี 119:130)

และ

“พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์” (สดุด 119:105)

“เพราะฉะนั้นข้าพระองค์ถือว่าบรรดาข้อบังคับของพระองค์ถูกต้องในทุกเรื่อง ข้าพระองค์เกลียดมรรคาทุจริตทุกทาง” (สดุดี 119:128)

ฟังบทเพลงของที่ท่าน กรีฟิทท์พึ่งร้องผ่านไป

‘ท่ามกลางพายุแห่งความสงสัยไม่เชื่อและความกลัว
จากหนังสือที่นิรันดร์ [เราควร] ยึดถือ
ผ่าน 'วันกระสับกระส่ายมันยังคงเหมือนเดิม
หนังสือของพระเจ้าและพระคัมภีร์นั้นคือชื่อ
หนังสือเก่าและความเชื่อเก่าเป็นหินที่ฉันยืนอยู่!
หนังสือเก่าและความเชื่อเก่าเป็นป้อมปราการของแผ่นดินนั้น
ผ่าน 'พายุและความเครียดที่พวกเขายืนทดสอบ
ในทุกถิ่นและประเทศชาติ
หนังสือเก่าและความเชื่อเก่า
เป็นความหวังของทุกๆแห่ง!
   (“The Old Book and the Old Faith” by George H. Carr, 1914)

III. สาม เน้นไปที่ข้อสิบห้า

“...พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:15)

ดร. ลอยด์ โจนส์กล่าวว่า "ผมไม่อาจรู้เรื่องของพระเจ้าถ้าปราศจากพระคัมภีร์บอกผม" (Great Doctrines of the Bible (1), p. 36). เขากล่าวว่า "ไม่มีหนังสือเล่มอื่น ๆ อีกที่เป็นเสียงของพระเจ้า" (Evangelistic Sermons, p. 25).

“พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:15)

พระคัมภีร์ชี้ให้เราถึงพระคริสต์ เมื่อคนๆหนึ่งรับฟังพระวจนะ จะเชื่ออย่างแน่วแน่ว่านั่นคือพระดำรัสของพระเจ้า คนๆนั้นต้องการที่จะรู้จักพระคริสต์ เชื่อในพระคัมภีร์เท่านั้นจะไม่สามารถช่วยให้คุณรอด เพราะพระคำของพระเจ้าชั้ให้เราไปที่พรคริสต์ จะรับความรอดได้อย่างไร? โดยเชื่อในพระเยซูคริสต์! บี บี แมคคิมนี่ คนแบ๊บติสต์เขียนไว้ว่า

ฉันรู้ ฉันรู้ ฉันรู้ว่าพระคัมภีร์เป็นความจริง
ได้รับการดลใจโดยองค์พระผู้เป็นเจ้า
ฉันรู้ว่าพระคัมภีร์เป็นความจริง
   (“I Know the Bible is True” by Dr. B. B. McKinney, 1886-1952)

คุณสามารถเชื่อว่าพระคัมภีร์เป็นความจริงในขณะเดียวกันยังคงไม่รอด! การจะรอดได้นั้นคุณจะต้องปฏิบัติตามพระคัมภีร์และไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา พระคัมภีร์บอกเราว่าบาปของเราสามารถล้างออก "โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์" (โรม 3:25) พระวจนะกล่าวว่า ““จงเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย” (กิจการ 16:31) คุณสามารถรับ “ความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:15). ดร. ดับบริว กล่าวว่า

ความเชื่อเป็นของขวัญของพระเจ้าในผ่ายจิตวิญญาณและไม่เกี่ยวข้องใดๆกับจิตใต้สำนึกผิด ความเชื่อคือความมหัศจรรย์คือที่พระเจ้าประทานให้เราเพื่อจะสามารถวางใจพระบุตรของพระองค์ (A. W. Tozer, D.D., Christian Publications, 1966, p. 33).

ในยามที่คุณป่วยเพราะความบาปของคุณ และไม่มีทางที่จะหนีออกจากมันแล้ว (แต่ไม่ใช่ก่อนหน้านั้น) พระเจ้าจะช่วยให้คุณวางใจพระเยซูคริสต์

ถ้าคุณอยากจะคุยกับพวกเราเกี่ยวกับการรับการชำระบาปโดยโลหิตของพระเยซู กรุณาออกจากที่นั่งของคุณตอนนี้และเดินไปที่ด้านหลังของห้องนมัสการนี้ ดร. คาเกน จะนำพวกคุณไปยังอีกห้องหนึ่งเพื่อให้คำปรึกษาและอธิษฐานเผื่อ ไปได้ในตอนนี้ ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ไว้วางใจในพระเยซูนี้ด้วย อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: 2 ทิโมธี 3:1-7, 12-15
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“The Old Book and the Old Faith” (by George H. Carr, 1914)


โครงร่างของ

ยาต่อต้านการละทิ้งความจริง

THE ANTIDOTE FOR APOSTASY

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“แต่ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้ว และได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านก็รู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใดและตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:14-15)

I.   หนึ่ง เน้นคำว่า “แต่” 2 ทิโมธี 3:1-14ก 5, 7, 8.

II.  สอง มุ่งเน้นไปที่ข้อที่สิบสี่ 2 ทิโมธี 3:14ข; 2 เปโตร 1:19; 3:3;
สุดดี 119:99, 130, 105, 128.

III. สาม เน้นไปที่ข้อสิบห้า 2 ทิโมธี 3:15; โรม 3:25; กิจการ 16:31.