Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ความรอดของตน

YOUR OWN SALVATION
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 9 เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, February 9, 2014

“ความรอดของตน” (ฟิลิปปี 2:12)


ผมใช้พระธรรมฟีลิปปี 2:12-13 เทศน์ในคืนวันเสาร์ที่เรามาประชุมอธิษฐา เกือบทุกคุณอยู่ในในคืนนั้น และถ้าคุณไม่ได้มาในคืนนั้นกรุณาไปอ่านคำเทศนาในเว็บไซต์ของเราที่ www.realconversion.com คืนนั้นผมได้อ้างคำพูดของ ซี เฮด สเปอร์เจียนหลายครั้ง คำเทศนาแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับพระคำสองข้อนี้ก็ตาม แต่ก็คำหนึ่งที่พูดถึงนั่นคือ "ความรอดของตน" ผมรู้สึกว่าผมต้องอธิบายพระธรรมสองข้อนี้ แต่หลังจากที่ผมเขียนบทเทศนาแล้ว ผมนึกถึงคำทั้งสามนี้ในบทเทศนา สเปอร์เจียน นั่นคือ- "ความรอดของตน"

บทเทศน์ของผมเมื่อคืนที่ผ่านมานี้เกี่ยวข้องกับหลายหัวข้อ แต่คำเทศนานี้จะเกียวข้องเพียวแค่หนึ่งเทานั้น นั่นคือ "ความรอดของตน" ในเช้าวันนี้ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้คุณเห็นความสำคัญ "ความรอดของคุณ" เป็นรูปหัวข้อที่ง่ายๆ แต่มีความสำคัญมาก – เป็นหัวข้อที่สำคัญมากต่อทุกคน! ขอพระวิญญาณของพระเจ้าช่วยให้คุณต้องเห็นความจริงนี้ด้วยตัวเอง อย่าไปคิดถึงคนแต่ให้กับตัวเอง ผมอธิษฐานเพื่อว่าคุณจะไม่คิดถึงอื่นในเช้าวันนี้ แต่ "ความรอดของตน"

I. หนึ่ง ผมอยากให้คุณนึกถึงคำว่า “ความรอด”

คำว่า “ความรอด” ภาษากรีกคือ “sōtēría.” หมายความว่า "ช่วยกู้" และ "รักษา" (จอร์จ แบล็กเบอร์ ริคเกอร์) นั่นคือสิ่งที่สำคัญมากให้กับพวกเราทุกคน เราทุกคนคือคนบาป บาปโดยทางธรรมชาติที่เราได้รับมาจากบรรพบุรษแรกของเรา ด้วยเหตุนี้เราทุกคนจึงเป็นคนบาป เด็กผู้ชายชาวจีนคนหนึ่งถามผมว่าการทำบาปนั้นเป็นอย่างไร ผมตอบว่า "หมายถึงการทำสิ่งที่คุณไม่ต้องการให้คุณแม่ของคุณรู้" เราเป็นคนบาปโดยธรรมชาติและเราก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำมัน

คำว่า "ความรอด" หมายถึงความรู้สึกผิดในอดีตของเราถูกปล่อยออกมา คุณทำผิดต่อพระบัญญัติของพระเจ้า คุณจึงรู้สึกผิดและละอายใจ ความรอดช่วยให้คุณหลุดพ้นจากความรู้สึกผิดเช่นนี้ ในความรอดบาปของคุณได้ถูกล้างออก และรวมถึงการชำระล้างโดยโลหิตของพระคริสต์ บาปที่คุณเคยทำได้รับการให้อภัย คุณกำลังได้รับการชำระให้สะอาดจากความชั่วที่คุณเคยทำ ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงยอมรับคุณ และรอดพ้นจากพระพิโรธอันกลัวของพระองค์

แต่ความรอดยังมีความหมายมากไปกว่านั้นอีก จากธรรมชาติของคุณที่รักความชั่ว คุณเป็นทาสของบาป แต่เมื่อความรอดเข้ามาคุณก็ถูกนำออกจากการอำนาจครอบงำของบาป ประการที่สองของความรอดคือการที่คุณรอดพ้นจากการเป็นทาสของสิ่งชั่วร้าย คุณเคยออกจากโลกแห่งความชั่วนี้หรือเปล่า? พระคริสต์สามารถช่วยให้คุณเป็นอิสระจากบาปได้!

ความรอดยังหมายถึงการช่วยให้รอดพ้นจากการลงโทษของพระเจ้า พระพิโรธของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงพิโรธต่อบาปของคุณ ความรอดจึงหมายถึงคุณรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้า คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่ทราบว่าพระเจ้าทรงพิโรธบาปของพวกเขา แต่นั่นใช่ว่าจะเปลี่ยนไปเสียทุกอย่าง คนในยุคหลังนี้กล่าวว่า "นั่นคือความจริงให้กับคุณ แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน" นั่นคือวิธีที่หนุ่มสาวจำนวนมากสมัยนี้คิดกัน แต่บางคนน่าจะบอกคุณความคิดของคุณนั้นช่างโง่เขลาเหลือเกิน! คำพูดที่ว่า "นั่นคือความจริงให้กับคุณ แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน" ช่างเป็นการพูดที่โง่สุดๆ พระคัมภีร์คือสิ่งสุดท้ายที่จะนำมาตักสินว่าใครตั้งอยู่บนความจริง พระคัมภีร์กล่าวว่า "พระเจ้าทรงพระพิโรธกับคนชั่วทุกวัน" ( สดุดี 7:11 ) นั่นคือคำพูดที่เป็นความจริง และความจริงก็คือความจริงไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ถ้าหมอคนหนึ่งบอกว่า "คุณเป็นโรคมะเร็ง"? นั่นอาจเป็นตรรกะที่คุณจะพูดว่า "นั่นเป็นความจริงให้กับคุณ แต่ไม่ใช่ให้ฉัน"? มีคนบางคนที่ชอบทำอย่างนั้นจริง! นักจิตแพทย์กล่าวว่า คุณกำลังพยายาม "ปฏิเสธ" แม้ว่านั่นเป็นความจริงที่คุณกำลังเผชิญอยู่ ถ้าหากคุณคิดว่าพระเจ้าไม่ได้โกรธบาปของคุณ เช่นเดียวกันคุณกำลังอยู่ในสภาพเดียวกันคือปฎิเสธความจริง! ไม่ว่าคุณจะปฎิเสธ ความจริงก็คือความจริง "พระเจ้าทรงพระพิโรธกับ [คน] ชั่วทุกวัน" นั่นคือความจริงที่แม้ว่าคุณจะไม่ยอมรับก็ตาม นั่นเป็นความจริงไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม

ผมจำได้เป็นอย่างดีตอนมนุษย์คนแรกขึ้นไปยังดวงจันทร์ คุณทราบหรือไม่ว่า ตอนนั้นมีคนไม่เชื่อว่าจะทำได้? พวกเขากล่าวว่า "ภาพที่คนนั้นเดินไปมารอบ ๆ อยู่บนดวงจันทร์นั้นที่แท้คือถูกถ่ายในห้องสตูดิโอ พวกเขาได้ทำมันให้คล้ายกับภาพของดวงจันทร์ มันก็เหมือนแค่ฉากในภาพยนตร์" ผมไม่ได้ยินคำพูดอย่างนี้มานานแล้ว แต่เชื่อว่าตอนนี้ก็ยังมีคนที่คิดเช่นนั้นอยู่ แต่ไม่ว่าความคิด “เช่นนั้น” จะสำคัญหรือไม่ก็ตาม! ไม่ว่าจะมีคนเชื่อว่ามีมนุษย์สามารถขึ้นไปเดินอยู่บนดวงจันทร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นจริงให้กับ “ผู้” ที่ไม่เชื่อพวกนี้หรือไม่! และนั่นคือวิธีการที่แสดงถึงพระพิโรธของพระเจ้าต่อบาป นั่นคือความเป็นจริงไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่!

นักจิตแพทย์เช่น ดร. คาร์ล เมนนิงเกอร์ได้กล่าวว่าหลายปัญหาในสมัยนี้เกิดจากด้านจิตใจและอารมณ์เพราะความวิตกกังวลในบาป (Karl Menninger, M.D., Whatever Became of Sin? Hawthorn Books, 1973) แพทย์เหล่านั้นต่างก็บอกว่านั่นคือรากของโรคภาวะซึมเศร้าของคนจำนวนมากมาย พวกเขากล่าวว่านั่นคือหนึ่งในรากของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติด จิตใต้สำนึกบอกว่าพวกเขาเป็นคนบาป แต่ใจของพวกเขาก็ปฏิเสธและทำเหมือนไม่มีอะไร เช่นโรคพิษสุราเรื้อรัง ยาเสพติดและแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย คุณรู้ไหมว่าการฆ่าตัวตายคือจำนวนตัวเลขที่มากที่สุดในหมู่วัยรุ่นหนุ่มสาวและรวมถึงผู้ใหญ่ด้วย? วัยรุ่นกลุ่มนี้ก็พูดว่า "นั่นเป็นความจริงให้กับคุณ แต่มันไม่เรื่องจริงสำหรับฉัน" - อัตราการฆ่าตัวตายที่น่ากลัว ของหนุ่มสาวพวกนี้นับเป็นล้านคน บางคนก็ฉีกยาเสพติดให้ตัวเองเพื่อให้สามารถอยู่ได้ตลอดทั้งวัน! พวกเขาไม่ทราบวิธีแสวงหาความสุขที่แท้จริง! พระคัมภีร์กล่าวว่า "แต่หนทางของคนละเมิดก็ยากนัก” (สุภาษิต 13:15) ยากมากกับการจะมีชีวิตอยู่ในบาป มันยากกับการเป็นคนที่ละเมิด!

ผมรู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง เธอบอกว่าไม่ต้องการพระคริสต์ เธอบอกว่าเธอเป็นคนดีและไม่ต้องการพระคริสต์อภัยบาปให้เธอ หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ดื่มนำในแก้วที่เต็มไปด้วยยาพิษ เธอใช้มือและเข่าคลานไปมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อนที่จะมีคนมาพบเห็น แล้วก็เสียชีวิตระหว่างนำเธอไปส่งที่โรงพยาบาล ผมจึงคิดว่าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอกินบาปของเธอ แม้ว่าเธอจะปฏิเสธก็ตาม พระคัมภีร์กล่าวว่า "พระเจ้าของข้าพเจ้าตรัสว่า ไม่มีสันติสุขแก่คนชั่วร้าย”" (อิสยาห์ 57:21)

คุณจะพูดว่า "ไม่มีวันที่ฉันจะเป็นเช่นนั้น" อย่าไปมั่นใจมากเกินไป! ชีวิตนั้นยังอีกยาวนานและก็เต็มไปด้วยสิ่งที่น่ากลัว คุณเคยได้ยินเรื่องของนักแสดงหนุ่มที่ชื่อฟิลิปซี มัวร์ ฮอฟแมนหรือเปล่า? เขาได้รับรางวัลออสการ์ ได้รับเกือบทุกรางวัล! แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มีคนไปพบศพของเขาในห้องน้ำ ในขณะที่เข็มฉีกยายังติดคาที่แขนของเขา ห้องของเขาก็เต็มไปด้วยยาเสพติดหลายร้อยห่อ! ผมคิดว่าเขากำลังพยายามที่จะปิดกั้นความรู้สึกและความผิดแห่งภาวะซึมเศร้า! ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก!

นั่นก็เช่นเดียวกันความรอดนำให้เราหลุดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าที่กำลังจะมาในอนาคต พระคัมภีร์บอกว่าวันนั้นกำลังจะมาถึง พระคัมภีร์บางเล่มเรียกว่า "วันของพระเจ้า" บางเล่มก็เรียกว่า "วันนั้น" หรือ "วันแห่งการแก้แค้น" อัครสาวกเปาโลพูดว่า "วันที่พระองค์จะทรงพิพากษาโลก" (กิจการ 17:31)อัครสาวกเปโตรพูดว่า "วันพิพากษา" (2 เปโตร 2:9) และคำพูดที่ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมโดยมาจากนักประกาศระดับโลกอย่างท่าน บิลลี่ เกรแฮมพูดเอาไว้ในปี 1949 ซึ่งเป็นการฟื้นฟูครั้งแรกของท่านที่นี่ในนคร ลอสแอนเจลิส ที่ถนนวอชิงตันและฮิลล์ แม้ว่าผมไม่เห็นด้วยกับเขาในบางอย่าง แต่กับคำพูดนี้ต้องเป็นจริงอย่างแน่นอน

พระเจ้าตรัสว่า "เราได้แต่งตั้งวันนั้น" เขาประกาศอย่างนั้นให้คนทั้งโลก ... ในวันนั้นทุกคนในโลกนี้ที่ไม่เชื่อจะถูกพิพากษา.. "เราได้แต่งตั้งวันที่เราจะพิพากษาโลก อย่างกับที่พวกคุณได้ทำให้กับพระเยซูคริสต์" เหล่านี้คือคำของพระเจ้าในคืนนี้ (Billy Graham, Revival in Our Time, Van Kampen Press, 1950, page 159).

ท่าน เกรแฮมกล่าวอย่างนั้นเอาไว้เมื่อ 65 ปีที่แล้ว นั่นหมายความว่ามันไม่ทางเกิดขึ้นได้อย่างนั้นหรือใช่หรือไม่? ไม่เลย! นั่นหมายความว่าเราเหลือเวลาอีกแค่ 65 ก็จะถึงวันแห่งการพิพากษา! ความรอดเท่านั้นที่จะสามารถช่วยให้คุณรอดพ้นจากการพิพากษาของพระเจ้าในวันนั้น ความรอดในพระคริสต์เท่านั้นถึงจะทำให้คุณหลุดพ้นจากการถูกโยนลงไปในบึงไฟนรกที่น่ากลัวและไม่มีวันดับ!

คุณอาจคิดว่าความรอดไม่ใช่สิ่งที่สำคัญให้กับคุณ - แต่สำหรับพระเจ้าใช่! พระองค์คิดว่าความรอดเป็นสิ่งที่สำคัญมากให้กับคุณ จึงได้ส่งพระเยซูมาช่วยคุณให้รอด! พระเยซูเองก็คิดว่าความรอดของคุณเป็นสิ่งสำคัญ พระองค์ถึงยอมสละชีวิตบนไม้กางเขนเพื่อช่วยให้คุณรอด! พระคัมภีร์กล่าวว่า "พระเยซูคริสต์เข้ามาในโลกเพื่อช่วยคนบาป" (1 ทิโมธี 1:15) พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คิดว่าความรอดของคุณเป็นสิ่งสำคัญมากพระองค์จึงยังทำงานอย่างต่อเนื่องในนามของคุณ ดังนั้นพระเจ้าแห่งตรีเอกานุภาพตระหนักว่าความรอดของคุณเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ในฐานะศิษยาภิบาลของคุณผมจึงคิดว่ารอดของคุณเป็นสิ่งสำคัญ ผมจึงต้องคอยเทศนาเกี่ยวกับพระกิตติคุณให้กับคุณอย่างไม่มีวันหยุด! ผมสามารถนำเรื่องง่ายๆในพระคัมภีร์มาพูด แต่ผมกังวลเกี่ยวกับความรอดของคุณ ผมจึงต้องบังคับตัวเองให้ประกาศความรอดในพระคริสต์ให้คุณ ผู้เชื่อในคริสตจักรก็รู้สึกเป็นห่วงความรอดของคุณ ในทุกๆชั่วโมงพวกเขาจึงต้องอธิษฐานให้คุณ ทั้งในการอธิษฐานส่วนตัวและในการประชุมอธิษฐานทั้งสามครั้ง พวกเขาอธิษฐานเป็นเวลายาวนาน ด้วยความกระตือรือล้น เพื่อคุณจะถูกช่วยให้รอด!

มารและวิญญาณชั่วก็ยังคิดว่าความรอดของคุณเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงต้องทำงานหนักเพื่อขัดขวางคุณไม่ให้รอด! จิตวิญญาณของผู้ไม่เชื่อที่อยู่ในนรกก็รู้ความรอดของคุณนั้นสำคัญ! เศษรฐีที่เสียชีวิตและลงไปที่นรกขอร้องลาซารัสให้กลับไปเตือนพี่น้องทั้งห้าของเขา "เกรงว่าพวกเขาจะยังเข้ามายังในสถานที่แห่งการทรมานนี้" (ลูกา 16:28)

พระพรแห่งตรีเอกานุภาพ ผู้เชื่อในคริสตจักร มารและปีศาจ วิญญาณของคนไม่เชื่อในนรก พวกเขาต่างก็รู้ดีว่าความรอดของคุณเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก! ขอให้คุณตื่นขึ้นและมองเห็นความรอดในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น!

II. สอง ผมอยากให้คุณนึกถึง ความรอด ”ของคุณ”

พระคำของเราพูดถึง "ความรอด ของ คุณเอง" ในเวลานี้ผมอยากให้คุณคิดเกี่ยวกับ "ความรอดของคุณเอง" คำว่า "คุณเอง" แปลมาจากภาษากรีกคือคำว่า – “Heautōn” – ไม่ใช่ของใคร แต่คือความรอดที่เป็น "ของ คุณเอง"! ให้นึกถึงแต่ความรอดตนเอง – และอย่าไปคิดถึงอย่างอื่น - เช้าวันนี้! นักโทษอาจกล่าวว่า "ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไรจึงจะรอด?" (กิจการ 16:30) นั่นคือสิ่งที่คุณควรจะคิด - "ฉันต้องทำอย่างไรจึงจะรอด"

ไม่มีใครสามารถชำระล้างในพระโลหิตของพระคริสต์แทนคุณได้ คุณต้องชำระเอง! คุณต้องกลับใจใหม่! คุณต้องไว้วางใจในพระเยซู ถ้าคุณไม่ไว้วางใจในพระผู้ช่วยให้รอด คุณจะหลงหายไปตลอดกาล!

ความจริงที่ต้องคิดคือคุณเองจะต้องตาย ไม่มีใครหรอกที่คิดว่าเพื่อนหรือญาติของเขาจะตายแทนเขา เราจะต้องเดินผ่านประตูแห่งความตายด้วยตัวคนเดียว แล้วคุณก็ด้วยเช่นกัน! และเมื่อคุณตายคุณมีอยู่สองอย่างคือสบายใจและมีสันติสุข อีกทางคือสะดุ้งตกใจและทรมาน คุณอาจจะเห็น "ตาของเจ้าจะเห็นกษัตริย์ทรงสง่าราศี จะเห็นแผ่นดินที่ยืดออกไกล" (อิสยาห์ 33:17) หรืออีกอย่างคือคุณ "อาศัยอยู่กับการไหม้เป็นนิตย์" (อิสยาห์ 33:14) มีสวรรค์ส่วนตัวให้กับคริสเตียนที่แท้จริง แต่มีทางเดียวที่คุณสามารถไปที่นั่นได้ถ้ามีประสบการณ์แห่ง "ความรอดของตน" และทุกคนก็มีนรกเป็นของส่วนตัว – ถ้าคุณไม่เคยรับประสบการณ์แห่งความรอด คุณก็จะไปที่นั่น - ไม่ได้คนอื่นเลย ทำอย่างไรคุณถึงรอดพ้นจากไฟแห่งนรก – ถ้าคุณปฏิเสธความรอดที่พระเยซูคริสต์นำมาให้คุณ? บทเพลงเก่าบทหนึ่งในท่อนรับกล่าวว่า "ไม่ใช่พี่น้องของฉัน แต่เป็นฉัน โอ้พระเจ้า สถิตอยู่ในคำอธิษฐานที่จริงจัง!”

บางคนซ่อนตัวอยู่ในที่เรียกว่า "พันธสัญญาแห่งพระคุณ" พวกเขาเชื่อว่าคุณต้องรอดอย่างแน่นอนถ้าคุณมาจากครอบครัวที่เป็นคริสเตียน พวกเขาเชื่อว่าอย่างนั้น แต่ผมไม่เชื่ออย่างนั้น! ในความเป็นจริงคือคนที่เกิดในครอบครัวที่เป็ยตริสเตียนอาจได้รับพระคุณมาก เพราะเขาได้ยินคำเทศนามากมาย เขาอ่านพระคัมภีร์มากมาย เขามีคนมากมายอธิษฐานเผื่อ ฯลฯ แต่ไม่มีใครที่รอดโดยทางนี้ เพราะเขาอยู่ใน "พันธสัญญาแห่งพระคุณ" พันธสัญญาเช่นนั้นเชื่อเหลืออะไรเราไม่ได้

นั่นเป็นแค่หลักศาสนศาสตร์ที่มาจาก "ศาสนศาสตร์แห่งการทดแทน" - ที่บอกว่าคริสตจักรทดแทนพวกอิสราเอล นี่เป็นหลักความเชื่อชั่วร้ายที่ได้ก่อให้เกิดการต่อต้านคนอิสราเอลและกลายเป็นต่อต้าน Semites ไฮเดลเบิร์ก เคทชิมซึม กล่าวว่าเรื่องนี้อย่างที่เรียกกันว่า "พันธสัญญาแห่งพระคุณ" "... โดยการบัพติศมา เครื่องหมายของพันธสัญญา เด็กทารกควรจะได้รับเป็นสมาชิกสำกัดคริสตจักร และเป็นเด็กคริสเตียนที่แตกต่างจากเด็กที่ไม่เชื่อ นี่คือสิ่งที่ทำกันในพันธสัญญาเดิมโดยการเข้าสุหนัต และพันธสัญญาใหม่ทดแทนโดยการรับพัพติสมา" (Heidelberg Catechism, Question 74) ในความเป็นจริงแล้วพระคัมภีร์ ไม่สนับสนุนความคิดที่ว่า "ทดแทน" เราไม่เคยถูกบอกว่าบัพติสมาใช้ทดแทนพิธีเข้าสุหนัต เราไม่เคยถูกสอนมาว่าทารกน้อยควรรับบัพติสมา เพราะพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่เรียกว่า "พันธสัญญาแห่งพระคุณ" ผมไม่เคยเห็นว่าคริสตจักรจริงๆของแบ๊บติสจะยอมรับเรื่องนี้ อดิตแบ๊บติสต์จะเน้นหนักเรื่องการรับบัพสมาของผู้เชื่อ ดังนั้นตามประวัติศาสตร์แล้วพวกแบีบติสต์ไม่ยอมรับ "พันธสัญญาแห่งพระคุณ" คุณจะต้องรอดก่อนที่คุณจะได้รับบัพติศมา! "ผู้นำครอบครัวรับบัพติศมา" ตามในหนังสือกิจการของอัครทูตจะขึ้นอยู่กับการกลับใจใหม่ของแต่ละคนที่อยู่ในบ้าน - ซึ่งมักก็เกิดขึ้นในช่วงของการฟื้นฟูใหญ่ – เช่นเดียวกับในหนังสือกิจการของอัครทูต โดยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่าพวกแม่มดหมอผีส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่เป็นคริสเตียนกันทั้งนั้น! ในขณะเดียวพวกมัคนายกของเราไม่ได้มาจากครอบครัวที่เป็นคริสเตียน แม้แต่ ดร. ชาน ดร. คาเกน หรือตัวผมเอง เราได้ รับความรอดเพราะความเชื่อของคนๆนั้นที่มีในองค์พระเยซู ไม่ใช่ตาม "พันธสัญญาพระคุณ"

คุณไม่สามารถซ่อนอยู่หลัง "พันธสัญญาแห่งพระคุณ" มากไปกว่าที่คุณสามารถซ่อนอยู่หลังชะตากรรม คุณไม่สามารถคาดหวังที่พ่อแม่ของคุณหรือพระเจ้าเองที่จะมารับผิดชอบแทนค้นหา "ความรอดของตน" นิโคเดมัสคือผู้ที่ยืดถือในพันธสัญญาเดิม แต่พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ท่านต้องบังเกิดใหม่" (ยอห์น 3:7) ผมรู้ว่าจะไม่เป็นที่พอใจให้กับพวกที่ติตามคาวิน "อย่างจริงจัง" แต่นั่นคือความจริงตามพระวจนะของพระเจ้า ถึงแม้ว่ามันจะไม่เข้ากับหลัก "ศาสนศาตร์การทดแทน" ผมจะเปลี่ยนหัวข้อที่ชื่อว่า soteriology หรือความรอด แต่ใครก็ตามอย่าคิดว่าผมจะไปเปลี่ยนตาม “ศาสนศาตร์แห่งการทดแทน! ไม่มีวันที่ผมจะทำตาม! ผมอาย "dispensationalist" เมื่อมันมาที่อิสราเอลและคริสตจักร พระเจ้าทรงมีพันธสัญญาของโลกให้กับชาวยิวเท่านั้น คริสเตียนเข้าสู่ "พันธสัญญาใหม่" โดยความเชื่อในพระคริสต์เท่านั้น

ถ้าคุณมาจากครอบครัวที่เป็นคริสเตียน ผมขอเตือนคุณให้แสวงหาพระคริสต์ด้วยตัวคุณเองเพื่อ "ความรอดของตน" ถ้าคุณไม่ไว้วางใจในพระเยซู สิ่งที่คุณควรจะกลัวว่าคุณจะถูกแยกออกจากครอบครัวของคุณตลอดไป! แต่บางทีคุณอาจจะมาจากครอบครัวที่ไม่ได้ความรอด ถ้าคุณเป็นเช่นนั้น ทำผมขอเตือนท่านทั้งหลายอย่าลงไปในกองไฟนรก! คุณต้องไว้วางใจในพระเยซูเพื่อ "ความรอดของตน"

หรือคุณอาจจะถูกทดลองจนลืมเกี่ยวกับความรอดของคุณเอง โดยการไปคิดเกี่ยวกับของคนอื่น คุณคิดหรือเปล่าว่าคนที่คุณรู้จักที่เป็นสมาชิกของคริสตจักรกลับต้องหลงหายไปจริงๆ? บางทีพวกเขาก็เป็นอย่างนั้น – แต่นั่นช่วยคุณได้อย่างไร? คุณต้องลืมพวกเขาและคิดแต่ "ความรอดของตน"

สำหรับผมมันดูเหมือนว่าทุกอย่างในโลกและทุกสิ่งในสวรรค์ และทุกสิ่งที่ในนรกและตัวของพระเจ้าเอง ทรงเรียกคุณเพื่อค้นหา "ความรอดของตน" เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด โอ้เพื่อนๆของผม! ตัดสินตัวคุณเองว่าคุณรอดหรือยัง? ถ้าไม่ ในชีวิตของคุณจงแสวงหาพระคริสต์เหนือสิ่งอื่นใด! จงเลือกตัวเอง เลือกอย่างแน่นอน!

ผมอยากให้แต่ละคนในที่นี่และเช้านี้จงแสวงหาพระคริสต์สุดใจของคุณ หยุดนอน อย่าเข้าร่วมกับผู้ที่ไม่เชื่อ หันหลังให้กับความคิดของคุณเองและความหวังที่จอมปลอม! พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อชดใช้ค่าบาปของคุณ พระองค์สิ้นพระชนม์แทนคนบาปอย่างคุณ! กลับใจใหม่และเปลี่ยนชีวิตของคุณแล้วไปยังพระเยซูและพระองค์สามารถช่วยคุณให้รอดได้! ทางนี้เท่านั้นคุณถึงจะสามารถร้องเพลงนี้ได้ด้วยความมั่นใจ

ฉันพบเพื่อนคนหนึ่งคือทุกสิ่งที่ฉันต้องการ
   ความรักของเขาแท้จริงตลอดไป
ฉันรักที่จะบอกว่าเขายกฉันขึ้น
   และอย่างที่พระคุณของพระองค์ได้ทำให้คุณ
รอดโดยอำนาจของพระเจ้า รอดเพื่อได้ชีวิตใหม่
   ชีวิตตอนนี้หวานซึ้งและมีสันติสุขที่สมบูรณ์
ฉันรอดแล้ว รอดแล้ว รอดแล้ว
   (“Saved, Saved!” by Jack P. Scholfield, 1882-1972).

เพื่อนที่รัก ถ้าคุณอยากจะคุยกับพวกเราเกี่ยวกับ “ความรอดของคุณ” กรุณาออกจากที่นั่งของคุณตอนนี้และเดินไปที่ด้านหลังของห้องนมัสการนี้ ดร. คาเกนจะนำพวกคุณไปยังอีกห้องหนึ่งเพื่อให้คำปรึกษาและอธิษฐานเผื่อ ไปได้ในตอนนี้ ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ไว้วางใจในพระเยซูนี้ด้วย อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: ฟิลิปปี 2:9-13
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“Saved, Saved!” (by Jack P. Scholfield, 1882-1972).


โครงร่างของ

ความรอดของตน

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์

“ความนรอดของตน” (ฟิลลิปี 2:12)

I.    หนึ่ง ผมอยากให้คุณนึกถึงคำว่า “ความรอด” สดุดี 7:11; สุภาษิต 13:15; อิสยาห์ 57:21; กิจการ 17:31; 2 เปโตร 2:9; I ทิโมธี 1:15; ลูกา 16:28

II.  สอง ผมอยากให้คุณนึกถึง ความรอด ”ของคุณ” กิจการ 16:30; อิสยาห์ 33:17, 14; ยอห์น 3:7.