Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net


สมาชิกคริสตจักรที่หลงหาย และผู้รับที่ขโมยแกะ

(คริสตจักรในยุคสุด้ทาย – ตอนที่ 2)
LOST CHURCH MEMBERS AND SHEEP STEALING PREACHERS
(THE CHURCHES OF THE LAST DAYS – PART II)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 19 ตุลาคม เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2013 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Saturday Evening, October 19, 2013

“ฝ่ายพระเยซูทรงออกจากพระวิหาร แล้วพวกสาวกของพระองค์มาชี้ตึกทั้งหลายของพระวิหารให้พระองค์ทอดพระเนตร พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า สิ่งสารพัดเหล่านี้พวกท่านเห็นแล้วมิใช่หรือ? เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ศิลาที่ซ้อนทับกันอยู่ที่นี่ ซึ่งจะไม่ถูกทำลายลงก็หามิได้ เมื่อพระองค์ประทับบนภูเขามะกอกเทศ พวกสาวกมาเฝ้าพระองค์ส่วนตัวกราบทูลว่า “ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่า เหตุการณ์เหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อไร? สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และวาระสุดท้ายของโลกนี้” (มัทธิว 24:1-3)

พระเยซูเสด็จออกจากพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารที่สำคัญที่สุดในโลกในสมัยก่อน ขณะนั้นพวกสาวกได้มาหาพระองค์ พวกเขาต้องการชี้ให้พระองค์ทอดพระเนตรรอบตัวอาคารที่อยู่ติดกัน แต่พระเยซูได้เสด็จออกจากบริเวณพระวิหารและกล่าวแก่เหล่าสาวกว่า "สิ่งสารพัดเหล่านี้พวกท่านเห็นแล้วมิใช่หรือ? เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ศิลาที่ซ้อนทับกันอยู่ที่นี่ ซึ่งจะไม่ถูกทำลายลงก็หามิได้ "(NIV)

ตอนที่ผมและภรรยาไปเที่ยวที่กรุงเยรูซาเล็ม เราได้ไปยังสถานที่นี่ซึ่งเมื่อก่อนพระวิหารแห่งนี้เคยสร้างไว้ที่นี่ แต่ต่อถูกทำลายโดยพวกทหารโรมันภายใต้การนำของติตัสในปีคริสตศักราชที่ 70 พระวิหารแห่งนี้ถูกทำลายลงจนหมด อิฐและหินถูกทหารโรมันทำลายจนแตกกระจัดกระจายไปทั่ว เหลือเพียงแค่กำแพงที่อยู่นอกพระวิหารเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทุกคนจึงเรียกกำแพงนี้ว่า "กำแพงร้องไห้" คนยิวทั่วโลกต่างก็เดินทางมาที่กำแพงนี้ร้องไห้อธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงส่งพระเมสสิยาห์ลงมาบูรณะซ่อมแซมกำแพงนี้ใหม่ ตอนที่ลูกชายของผมที่ชื่อเลสลี่อยู่ที่นั่นเขามีหมวกใบเล็กๆที่ชาวยิวสวมบนศรีษะหรือที่เรียกกันยาร์มูลกี เขาได้วางมือลงบนกำแพงร้องไห้และก็อธิษฐาน มีธรรมจารย์ท่านหนึ่งคิดว่าเขาคือคนยิว ท่านจึงเดินมาด้านหลังเลสลี่พร้อมกับเจิมเขาด้วยน้ำมัน!

พระวิหารที่ถูกทำลายโดยชาวโรมันตอนนี้เป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์ให้กับพวกเรา แต่ผมแน่ใจว่าพวกสาวกต้องประหลาดใจตอนพระเยซูบอกพวกเขาว่าเหตุการณ์นี้จะต้องเกิดขึ้น พระองค์ตรัสว่า "ศิลาที่ซ้อนทับกันอยู่ที่นี่ ซึ่งจะไม่ถูกทำลายลงก็หามิได้ " คำทำนายนี้กลายเป็นความจริงเพียงแค่สี่สิบปีหลังจากนั้นโดยติตัสและกองทัพโรมันของเขา

หลังจากนั้นพระเยซูก็เสด็จออกจากบริเวณพระวิหารไปยังภูเขามะกอกเทศ ขณะนั้นพระองค์ทรงประทับที่ภูเขานั้น สาวกจึงถามพระองค์ด้วยสองคำถามนี้

1.  เหตุการณ์เหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อไร? [เมือไหร่กำแพงนี้จะถูกทำลายลง?]

2.  สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และวาระสุดท้ายของโลกนี้ – [ยุคนี้ วาระสุดท้ายของโลกตามที่เราทราบกัน?]


คำตอบของคำถามแรกไม่ได้บันทึกเอาไว้ในพระธรรมมัทธิว แต่ถูกบันทึกไว้ในลูกา 21:20-24 พระองค์ทรงตอบว่ากรุงเยรูซาเล็มจะถูกรายล้อมไปด้วยกองทัพ

“เขาจะล้มลงด้วยคมดาบ และต้องถูกกวาดเอาไปเป็นเชลยทั่วทุกประชาชาติ และคนต่างชาติจะเหยียบย่ำกรุงเยรูซาเล็ม จนกว่าเวลากำหนดของคนต่างชาตินั้นจะครบถ้วน” (ลูกา 21:24)

พระธรรมมัทธิวจะเน้นว่าพระเยซูคือกษัตริย์ของอิสราเอล ด้วยเหตุนี้ข้อมูลนี้จึงไม่ได้บันทึกเอาไว้ที่มัทธิว แต่จะถูกบันทึกไว้เอาไว้ในลูกา เพราะเป็นพระธรรมที่เขียนให้กับคนต่างชาติ

แต่คำตอบของคำถามที่สองถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในมัทธิวบทนี้ พวกเขาถามว่า "สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และวาระสุดท้ายของโลกนี้" พระองค์ไม่ได้ตำหนิพวกเขาที่ถามคำถามนี้ พระองค์ไม่ได้ตอบว่า "ไม่มีหมายสำคัญใดๆเลย" พระองค์ทรงสามารถตอบอย่างนั้นได้ แต่พระองค์กลับบอกว่ามีหมายสำคัญหลายอย่างและนั่นคือหมายสำคัญที่บ่งบอกถึงการเสด็จครั้งที่สองของพระองค์ และคือวาระสุดท้ายของโลกหรือยุคนี้ ใช่พระคัมภีร์สอนว่ายุคนี้จะสิ้นสุดลงและโลกนี้จะสิ้นสุดลง ศาสนาพุทธสอนว่าประวัติศาสตร์เป็นวัฏจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุด ตอนที่ตัวการ์ตูนที่ชื่อว่า ไลออน์คิง ของค่ายดิสนีย์ พูดถึงวัฏจักรของชีวิต เขาพูดตามในมุมมองของคนพุทธ แต่พระคัมภีร์สอนว่าประวัติศาสตร์คือเส้นตรงไม่ใช่วงกลม มีจุดเริ่มต้นจุดตรงกลางและจุดสุดท้าย พระเจ้าทรงสร้างโลกนี้จากการที่ไม่มีอะไรเลยนั่นคือจุดเริ่มต้น ตอนที่พระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกนี้นั้นคือจุดตรงกลาง โลกนี้จะถูกเผาผลาญลงในกองไฟนั่นคือจุดบั้นปลาย ดังนั้นพวกเขาจึงถามพระองค์ถึงหมายสำคัญแห่งยุคสุดท้าย และการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์ - จุดสิ้นสุดของโลกอย่างที่พวกเราทราบกันดี พระองค์ทรงบอกพวกเขาด้วยหมายสำคัญหลายอย่าง

ดร. จอห์น เอฟ วอล์วูดร์ เป็นผู้อำนวยการที่พระคริสตธรรมสนศาสตร์ดัลลัสมาเป็นเวลาหลายปี ผู้คนต่างก็เคารพยอมรับว่าท่านเป็นผู้ที่แปลพระคัมภีร์เกี่ยวกับการทำนายได้ดี ย้อนกลับไปในปี 1980 ท่านเคยมาเทศนาที่คริสตจักรของเรา ดร. วอล์วูดร์ เรียก "หมายสำคัญต่างๆ" ที่พระเยซูทรงตรัสในมัทธิว 24:4-14 ว่า "เป็นหมายสำคัญทั่วๆไปและสามารถสังเกตเห็นได้ในตอนนี้ แต่จะสมบูรณ์และรุนแรงมากขึ้นในกลียุค" (John F. Walvoord, Th.D., Major Bible Prophecies, Zondervan Publishing House, 1991, p. 254).

ผมเห็นด้วยกับคำพูดของ ดร. วอล์วูดร์ ทุกวันนี้เราสามารถมองเห็น "หมายสำคัญทั่วไป" ต่างๆ อยู่รอบตัวเรา หมายสำคัญที่พระเยซูตรัสในมัทธิว 24:4-14 คือสิ่งเหล่านี้:

1.  พระคริสต์เทียมเท็จ 24:5 ผมเชื่อว่าหมายสำคัญนี้คือปีศาจที่ปรากฏตัวอ้างว่าเป็นพระคริสต์ ในข้อ 24 พระเยซูตรัสว่า "จะมีพระคริสต์เทียมเท็จเกิดขึ้นและผู้พยากรณ์เท็จ" ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือปีศาจที่เป็นพระคริสต์ปลอม อย่างเช่นพระคริสต์ของพวกมอร์มอน พระวิญญาณของพระคริสต์ของพวกพยานพยะโฮวาห์ พระคริสต์ของพวกคริสเตียนแห่งวิทยาศาสตร์ พระคริสต์หรืออิซาของอัลกุรอานของศาสนาอิสลาม ตลอดจนพระคริสต์แห่งนิกายโปรเตสแตนต์สายเสรีนิยมและ "คริสโต" ของนิกายโรมันคาทอลิก ผู้พยากรณ์เท็จคือครูผู้สอนที่ส่งเสริมพระคริสต์เทียมเท็จ! พวกนี้ล้วนแต่จอมปลอมพระเยซูของพวกเขาจะอยู่ในรูปของปีศาจ หมายสำคัญแห่งพระคริสต์เทียมเท็จนี้จะมีเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณเตื่อนว่าเรากำลังอยู่ในยุคสุดท้าย

2.  สงครามและข่าวลือเรื่องสงคราม ศตวรรษที่ยี่สิบที่ผ่านมาได้เกิดสองสงครามใหญ่ทั่วโลกและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตอนนี้ก็มีการสู้รบอย่างต่อเนื่องไปทั่วทุกมุมโลก

3.  การกันดานอาหาร โลกทุกวันนี้ความอดอยากคือสาเหตุที่ทำลายชีวิตผู้คนเป็นล้านๆในแต่ละปี มีคนจำนวนมากมายต้องเสียชีวิตเพราะความอดอยากและคือสาเหตุการเสียชีวิตที่มีมากกว่า100 ปีก่อน เรายังคงมีอาหารอุดมสมบูรณ์ในอเมริกา แต่ "ม้าดำ" ในวิวรณ์ 6 ได้นำความกลัวแห่งการอดอยากไปทั่วโลกที่กำลังพัฒนาในยุคของเรา

4.  โรคระบาด ตามภาษากรีกนี่คือสัญลักษณ์ที่สำคัญในวาระสุดท้ายของเรา จะมาในรูปแบบของโรคใหม่อย่างเช่นโรคเอดส์ นี่คือสาเหตุที่ทำให้คนตายมากมายในหมู่ประเทศที่กำลังพัฒนา ตามสถานที่ต่างๆที่มีโรคนี้ต่างก็ไม่มียาที่จะสามารถรักษาได้ แม้แต่โรคไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่ล้วนเป็นโรคระบาดที่ไม่สามารถรักษาได้และเป็นภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องในทุกวันนี้

5.  การเกิดแผ่นดินไหว ประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แผ่นดินก็ไหวร้ายแรงเพิ่มขึ้นและทำลายชีวิตผู้คนเหล่านี้เพิ่มขึ้น พระคัมภีร์ทำนายเอาไว้ว่าจะมีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาในครั้งที่สอง และเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำลายเมืองใหญ่ๆในโลกนี้ (วิวรณ์ 16:18-20)

6.  มีการทรมานและการประหัตประหาร คริสเตียนจะถูกกดขี่ข่มเหง และแม้กระทั่งการยอมสละชีพเพราะความเชื่อ นั่นคือสิ่งที่เราจะเห็นในยุคของเรา คริสเตียนเป็นล้านๆยอมสละชีพเพราะความเชื่อของพวกเขา ตามที่พระเยซูทรงทำนายไว้ในมัทธิว 24:9-10

7.  มีผู้พยากรณ์เท็จ จะมีคนที่สอนผิดๆมากขึ้นและมีศาสนาจอมปลอมผุดขึ้นมาในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาและมีมากที่สุดเท่าที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ รวมทั้งศาสนศาสตร์สายเสรีนิยมที่ปฏิเสธพระคัมภีร์ที่สอนตามสถาบันพระคริสตธรรมสำคัญใหญ่ๆเช่นพระคริสตธรรมฟูลเลอร์ที่พาซาดีนา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

8.  ความวุ่นวายเพิ่มขึ้นและความรักของคริสเตียนก็หายไป "ความรัก (agapē) ของคนเป็นอันมากจะเยือกเย็นลง เพราะความชั่วช้าจะแผ่ขยายออกไป" (มัทธิว 24:12)
      (ดูที่ John F. Walvoord, ibid., pp. 354-356).


ในภาษากรีกแปลคำว่า "ความชั่วช้า" ในมัทธิว 24:12 ว่าหมายถึง "ความวุ่นวาย" คำในภาษากรีก คือ "อะโนเมีย หรือ anomia " หรือตามที่เรียกกันว่า "คริสตชน" คือพวกที่มีชีวิตอยู่อย่างไร้กฎหมาย ภาษาอังกฤษเรียกว่า แอนตีโนเมียน หรือ antinomian ดังนั้นพระเยซูจึงทำนายเอาไว้ว่าคริสตจักรในยุคสุดท้ายนี้จะมีคริสตเตียนที่เต็มไปราคะตัณหาและไร้กฏศิลธรรมอย่างพวกแอนตีโนเมียนที่อ้างว่าเป็นคริสเตียน ทุกวันนี้คริสตจักรจะเต็มไปด้วยพวกเขา ผมสามารถนำเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดที่พวกเขาต่อต้านทำร้ายผมมาเขียนเป็นเล่มหนังสือ สักวันหนึ่งผมอาจทำอย่างก็ได้ บางครั้งผมก็รู้สึกท้อแท้ถึงสิ่งที่พวกเขาบอกว่าผมควรเลิกทำพันธกิจ บางครั้งคนชั่วพวกนี้พยายานล่อลวงผมให้ออกจากคริสตจักร และนี่คือสิ่งที่พวกเขา ทำกันและก็มีผลกระทบต่อคริสเตียนที่แท้จริงด้วย ที่เลวร้ายกว่านั้นเท่าที่ผมทราบ พวกเขาบางคนยังบอกว่าเป็นคริสเตียนที่บังเกิดใหม่แล้ว! ความวุ่นวายและไร้กฏระเบียบมีเพิ่มมากขึ้นเพราะคนเหล่านี้ที่อ้างว่าตนเองคือคริสเตียน แม้แต่ "ความรักแบบอะกาเป้ " ของคริสเตียนที่แท้จริงก็ยังเยือกเย็นลง! นั่นแหละคือคริสเตียนตามแบบที่ มัทธิว 24:12 กล่าวเอาไว้ ดร. แมคกี้กล่าวว่า "ตอนที่ความชั่วช้ามีอยู่เต็ม ความรักของคนก็เยือกเย็นลง นี่ยิ่งเข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับยุคสุด้ทาย" (J. Vernon McGee, Th.D., Thru the Bible, Thomas Nelson Publishers, 1983, volume IV, p. 127; note on Matthew 24:12)

ศิษยาภิบาลของผมที่รู้จักกันมาเป็นเวลา 23 ปีที่คริสตจักรจีนแบ๊บติส นั่นคือ ดร. ทิโมธี หลิน ตอนที่ท่านพูดถึงคริสตจักรในยุคสุดท้าย ดร. หลิน กล่าวว่า "ทุกวันนี้ 'การรักซึ่งและกัน' เป็นเพียงสโลแกนที่คริสตจักรนำมาใช้เป็นบทท่องสวด แต่หาได้เอาใจใส่ไม่...ตราบใดที่คริสตจักรยังไม่อาจเข้าใจถึงความสำคัญหรือแก่นแท้ของความรัก..ตราบนั้นไม่มีทางที่พระเจ้าจะสถิตกับคริสตจักรนั้น" (Timothy Lin, Ph.D., The Secret of Church Growth, FCBC, 1992, p. 33).

“แต่ผู้ที่ทนได้จนถึงที่สุด ผู้นั้นจะรอด” (มัทธิว 24:13)

คนที่กลับใจใหม่อย่างแท้จริงจะสามารถทนยืนหยัดต่อสู้กับวิญญาณชั่วความโหดร้าย "เพราะเหตุของพี่น้องจอมปลอมที่ได้ลอบเข้า" (กาลาเทีย 2:4) ในยุคสุดท้ายนี้ คริสตจักรที่มีสมาชิกที่หมกมุ่งอยู่กับสิ่งเลวร้ายราคะตัณหามีแต่จะนำความเจ็บปวดและความเศร้าโศกมาสู่คริสตจักร พระคัมภีร์จึงให้คำนิยามถึงสมาชิกพวกนี้ดังต่อไปนี้

I. ประการที่หนึ่ง ยุคสุดท้ายนี้มีสมาชิกในคริสตจักรจำนวนมากมายไม่ได้บังเกิดใหม่

2 ทิโมธี 3:1-7 ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกในคริสตจักรที่ยังหลงหายในยุคสุดท้าย กรุณาเปิดไปที่พระธรรมตอนนี้ ดร. จอห์น แมคอาเธอพูดผิดเกี่ยวกับพระโลหิตของพระคริสต์ แต่ท่านพูดถูกตอนที่กล่าวถึงพระธรรมข้อนี้ "ไม่ได้กล่าวถึงคนทั่วไปหรือคนที่ยังไม่ได้เชื่อ แต่ให้กับสมาชิก…ในคริสตจักร"(John MacArthur, D.D., The MacArthur New Testament Commentary, 2 Timothy, Moody Press, 1995, p. 108) ดร.แมคกี้ กล่าวว่าพระธรรมข้อนี้กล่าวถึง "วาระสุดท้ายของคริสตจักร" (McGee, เล่มเดียวกัน ฉบับ V หน้า 469) ท่านกล่าวว่า "มีสิบเก้าอย่างที่พระคัมภีร์อธิบายแตกต่างออกไปถึงคนที่ไม่ยอมบังเกิดใหม่ ให้เราดูไปที่พระธรรมข้อเหล่านี้...คริสตจักรในกลียุค...ผมเชื่อว่าเรากำลังอยู่ในเหตการณ์ที่เต็มไปด้วยคนที่อันตรายตาม ที่พระธรรมตอนนี้ได้อธิบายเอาไว้" (McGee, ibid., pp. 469, 470) เพราะในทุกวันนี้มีจำนวนสมาชิกในคริสตจักรอยู่มากมายที่ไม่ยอมกลับใจใหม่ นี่จึงส่งผลคริสตจักรไม่มีการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน อย่างเช่นพวกอีเวนเจคอลเล็คที่สืบทอดมาจากชาร์ลส์ จี ฟินเนย์ (1792-1875) คริสตจักรของพวกนี้จะรับคนเข้ามาเป็นสมาชิกโดยไม่ระมัดระวังไม่มีการตรวจสอบหรือถามว่าคนเหล่านั้นรอดแล้วหรือยัง พระคัมภีร์ได้อธิบายถึงสมาชิกในคริสตจักรที่ไม่ได้รับความรอดไว้ใน 2 ทิโมธี 3:2-4 -

1.  “คนที่รักแต่ตัวเอง” ดร. แมคกี้ กล่าวว่า “คุณสามารถพบคนพวกนี้ตามคริสตจักรต่างๆ” (ibid).

2.  "คนโลภ" หมายความว่าเป็นคนที่รักเงิน ดร. แมคกี้ กล่าวว่า "นี่คือลักษณะของการรักตัวเองเพราะตกเป็นทาสของการรักเงิน นี่คือธรรมชาติเก่าหรือชีวิตเก่า คนเช่นนี้จึงหิวกระหายแต่เงิน อยากมีเงินมากและใช้จ่ายเงินนั้น" (เดียวกัน)

3.   “คนโอ้อวด”

4.  “คนหยิ่งผยอง”

5.  "คนพูดหมิ่นประมาท" คำนี้ในภาษากรีกหมายถึง "ชอบกล่าวหา" คือคนของคริสตจักรที่มักจะ "ชอบโผล่จมูกไปยุ่งธุระของคนอื่น" (McGee, ibid) พวกนี้ชอบใส่ร้ายป้ายสีคนโน้นคนนี้ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือการทำลายชื่อเสียงผู้อื่นในคริสตจักร

6.  "คนที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่" คือคนหนุ่มสาวที่ขัดแย้งกับพ่อแม่ของพวกเขา ดร. แมค อาร์เทอร์ กล่าวว่า "ไม่มีความกลัวต่อการต่อต้านคนอื่น" (ibid., p. 114). พวกเขาชอบก่อความไม่สงบในคริสตจักร

7.  "คนเนรคุณ" มีสามีภรรยาคู่หนึ่งได้รับทุนการศึกษาฟรีจากคริสตจักร ไปเรียนที่วิทยาลัยจนจบปริญญา ทันทีที่คนทั้งสองจบการศึกษาชายดังกล่าวหันมาทำลายคริสตจักรทันที และนี่คือเรื่องจริง! ดร. แมคกี้ กล่าวว่า "มีคนมากมายได้รับความเมตตากรุณาจากผู้อื่นแต่ไม่คิดแม้แต่ที่จะตอบแทนบุญคุณหรือขอบคุณคนเหล่านั้น" (เล่มเดียวกัน)

8.   “คนไม่บริสุทธื”

9.  "คนที่ไม่มีความรัก" หมายความว่าไม่รักครอบครัวหรือคริสตจักร คนพวกนี้จะสนใจเฉพาะในสิ่งที่คนอื่นทำให้กับพวกเขา เพราะคนพวกนี้ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

10. “คนที่ผูกใจเจ็บ” คนเหล่านี้ไม่เคยให้อภัยและไม่ต้องการที่จะได้รับการให้อภัยจากคนอื่นด้วย ไม่มีวันที่คุณจะสามารถคืนดีกับคนประเภทนี้ได้ พวกเขาจะไม่รักษาคำพูดของตัวเอง ในพวกเขาไม่มีอะไรดีเลยนอกจากการปั้งปอยกยอตัวเองไปวันๆ!

11. "คนที่พูดเท็จใส่ร้าย" "พวกเขาหิวกระหายต่อการจ้องทำลายล้างผลาญชื่อเสียงเสียและชีวิตผู้อื่น" (MacArthur, ibid., p. 115) มีคนจำนวนมากมายเช่นนี้ที่เรียกตัวเองว่าเป็น "คริสเตียน"

12. "เป็นคนไม่มีสติรั้งใจ" คนพวกนี้ขาดสติและควบคุมตัวเองไม่ได้

13. "เป็นคนดุร้าย" หมายความว่าเป็นคนป่าเถื่อน คนส่วนใหญ่ที่มีนิสัยป่าเถื่อนเช่นนี้จะพบบ่อยและเป็นสมาชิกในคริสตจักร

14. "เป็นคนชังคนดี” ตามรากศัพท์หมายถึง “เกลียดความดี" พวกเขารู้ดัว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและดี แต่พวกเขาเกลียดสิ่งที่ดีนั้น - พวกเขาเกลียดและชิงชังคนดีเหมือนอย่างคาอินเกลียดชังอาเบล - และก็ฆ่าเขา มีสมาชิกหลายคนในคริสตจักรในทุกวันนี้ที่เป็นเหมือนคาอิน

15. "เป็นคนทรยศ" มีคนมากมายที่ไม่สามารถไว้ใจได้ คนเช่นนี้สามารถทรยศต่อต้านครอบครัวของตัวเองและเพื่อน ๆ ในคริสตจักร

16. "เป็นคนมุทะลุ" หมายความว่าเสี่ยงหรือประมาท

17. “มักใหญ่ใฝ่สูงเกินตัว” หมายถึงความหยิ่งจองหองทำให้ตาบอด

18. “เป็นคนรักความสนุกสนานยิ่งกว่ารักพระเจ้า” นั่นรวมทุกอย่างอยู่ในนั้น รวมถึงสมาชิกในคริสตจักรที่ไม่ยอมไปนมัสการในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ หรือการประชุมอธิษฐานในช่วงกลางสัปดาห์ เพียงเพราะพวกเขา "เป็นคนรักความสนุกสนานยิ่งกว่ารักพระเจ้า”


ผมบอกแล้วว่าสิ่งเหล่านี้คือลักษณะนิสัยของสมาชิกในคริสตจักรที่ไม่ได้รับความในยุคสุด เป็นพวกที่ไม่ยอมกลับใจใหม่ พระธรรมข้อต่อไปนี้จะบอกชัดเจนถึงคนพวกนี้ (II ทิโมธี 3:05) ซึ่งก็คือหมายเลขที่ 19

19. “เขามีสภาพทางของพระเจ้าภายนอก แต่ฤทธิ์ของทางนั้นเขาปฏิเสธเสีย คนอย่างนี้ท่านจงผินหน้าหนีจากเขาเสียด้วย” (II ทิโมธี 3:5)


นั่นคือลักษะของคนที่อ้างว่าเป็นคริสเตียน - แต่พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์แห่งฤทธิ์เดชของการช่วยกู้โดยพระคริสต์อยู่ในชีวิตของพวกเขาเลย พวกเขาไม่เคยบังเกิดใหม่ พวกเขาไม่ใช่คริสเตียนที่แท้จริง ไม่ว่าพวกเขาจะอ้างพระคัมภีร์มากน้อยเพียงใดก็ตาม นั่นก็เป็นแบบการเข้าข้างตัวเอง “ท่านจงเดินหน้าหนีจากเขาเสียด้วย” ข้อนี้แปลว่า "หันออกไป" ซึ่งหมายความว่า "หันตัวเองออกไป" หันออกไปจากพวกเขา และอยู่ห่างจากพวกเขามากเท่าที่มากได้ อัครทูตเปาโลกล่าวว่า

“พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนท่าน ให้สังเกตดูคนเหล่านั้นที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันและทำให้คนอื่นหลงไป ซึ่งเป็นการผิดคำสอนที่ท่านทั้งหลายได้เรียนมา จงเมินหน้าจากคนเหล่านั้นเพราะว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ปรนนิบัติพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา แต่ได้ปรนนิบัติท้องของตัวเอง และได้ล่อลวงคนซื่อให้หลงด้วยคำดีคำอ่อนหวาน” (โรม 16:17-18).

แมทธิว เฮนรี่ ได้ให้ความเห็นว่า "ถ้าอยู่ร่วมกับพวกเขาเกรงว่าคุณจะติดเชื้อของพวกเขาไปด้วย" นี่คือยาที่ดีและมีคุณภาพ แต่จะให้กับคริสเตียนที่แท้จริงเพื่อใช้ป้องกันความเลวร้ายและการทำลายเท่านั้น

II. ประการที่สอง นักเทศน์ในยุคสุดท้ายจะ "ขโมยแกะ" แทนการออกไปนำดวงวิญญาณที่ยังหลงหายมาที่พระเจ้า

อัครสาวกกล่าวใน 2 Timothy 3:6-7,

“เพราะในบรรดาคนเหล่านั้น มีคนที่แอบไปตามบ้าน แล้วนำหญิงที่เบาปัญญาหนาด้วยบาปไปเป็นเชลย แล้วพากันหลงใหลไปด้วยตัณหาต่าง ๆ ถึงจะเรียนกันอยู่เสมอ แต่ก็ไม่อาจเรียนรู้ถึงความจริงเลย” (2 ทิโมธี 3:6-7)

นี่เป็นการพูดถึงนักเทศน์และผู้นำคริสตจักรบางคนที่มีจิตใจร้ายเข้าไปหลอกล่อพวกผู้หญิงที่อ่อนแอและก็นำเข้ามาในคริสตจักรของตัวเองเพื่อศึกษาพระคัมภีร์ พวกเขาจะเกลี้ยกล่อมผู้หญิงพวกนี้ แต่สิ่งที่พวกเขาทำได้คือล่อลวงผู้เชื่อที่อ่อนแอเท่านั้น และพวกผู้ชายที่ภรรยาของพวกเขาถูกล่อลวงนั้น "พวกขโมยแกะ" ดร. แมคกี้ กล่าวว่า "พวกผู้หญิงโง่ หมายถึงผู้หญิงสองเพศ" (ibid., p. 471)

แน่นอนคนขโมยแกะพวกนี้ไม่เคยบอกคุณว่า "ฉันคือคนขโมยแกะ ฉันมาที่นี่เพื่อพาคุณไปที่คริสตจักรของเราและเข้าร่วมกับกับพวกเรา" มีชายคนหนึ่งที่เป็นพวกขโมยแกะพูดกับผมเมื่อไม่นานมานี้ว่า "ผมไม่ใช่คนขโมยแกะ" เขาพูดอย่างนั้นทางโทรศัพท์ ผมคิดว่าคนเหล่านี้มักจะหลอกตัวเองเพื่อหลบหลีกบาปชั่วร้ายของตัวเอง พวกเขาจะ "หลอกลวงและถูกหลอก" (2 ทิโมธี 3:13)

สิ่งที่พวกเขาทำคือเข้าไปคุยกับสมาชิกคริสตจักรอื่นและก็พยายานชักชวนบอกว่าคริสตจักรตัวเองดีอย่างโนอย่างนี้ หากพวกเขาเห็นว่าสมาชิกคนนั้นไม่มีการตอบสนอง พวกเขาก็จะปล่อยให้คนนั้นอยู่ตามลำพัง แต่ถ้าแกะนั้นบ่นให้กับพวกเขา ชั่วโมงนั่นแหละพวกนี้จะเปลี่ยนน้ำเสียงและพูดชักชวนพร้อมกับไต่ถามแสดงความห่วงใยด้วนภาษาที่นุ่มนวลเพื่อให้แกะนั้นพูดด่าศิษยาภิบาลของเขาเอง ทุกครั้งที่พบกันจะแสแสร้งเหมือนเป็นคนหรือเพื่อนที่เข้าอกเข้าใจ ในที่สุดก็ขโมยแกะพวกนี้โดยชักชวนแกะให้ออกจากคริสตจักรของตัวเองและพามาพร้อมกับพวกเขา เชื่อหรือไม่ว่ามีนักเทศน์ที่ยึดพันธกิจอย่างนี้เป็นอาชีพ ในคริสตจักรของพวกเขามีแต่สมาชิกที่ถูกล่อลวงให้เข้ามา มีนักเทศน์คนหนึ่งบอกผมว่าในเมืองเล็ก ๆ ในรัฐอลาบามาทมีคริสตจักรแบ๊บติส 66 แห่งอยู่ที่นั่น เขาบอกว่าจะมีการขโมยลูกแกะไปๆมาๆ จึงมาสามารถพูดได้ว่าจิตวิญญาณของคนที่อยู่ในเมืองนั้นตกต่ำมาก แทบไม่มีสักคนที่รอดเลย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะคนพวกนี้ป็นแบบที่ว่า

“ถึงจะเรียนกันอยู่เสมอ แต่ก็ไม่อาจเรียนรู้ถึงความจริงเลย” (2 ทิโมธี 3:7)

วิธีเดียวที่จะหลีกเลี่ยงจากการขโมยสมาชิกคือต้องมี “จดหมายเป็นรายอักษร”รับรองการย้ายสมาชิกของคนนั้น อย่าไปยึดตาม “คำกล่าวอ้าง” ของคนๆนั้น นี่คือวิธการป้องกันการขโมยแกะของคริสตจักรในสมัยก่อน

ก่อนหน้านั้นผมคิดจะไม่เทศน์พระธรรมตอนนี้ แต่ ดร. คาเกนบอกว่าผมต้องเทศน์ และผมก็คิดว่าข้อแนะนำของเขาถูกต้อง เพราะปัญหาหนึ่งที่มีอย่างต่อเนื่องในยุคสุดท้ายนี้คือมีผู้รับใช้น้อยมากที่รู้จักวิธีเทศนาแบบประกาศให้กับชาวโลก ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้รับใช้บางคนพยายามที่จะสร้างคริสตจักรด้วยการไปขโมยสมาชิกจากคริสตจักรอื่น หรือไปชักชวนให้หนีออกจากคริสตจักรนั้นเข้ามาเป็นสมาชิกคริสตจักรของตนเอง ผมอยากจะบอกพวกคุณว่า – ผมเกลียดการทำพันธกิจเช่นนี้! ผู้รับใช้ที่ชอบขโมยแกะไม่ต่างอะไรไปกับโจรที่ขโมยขุดหลุมฝังศพในศตวรรษที่ 19 พวกเขาขุดศพที่เพิ่งถูกฝังขึ้นมาแล้วนำไปขายให้กับโรงเรียนแพทย์เพื่อผ่าตักศึกษาร่างกายของมนุษย์ ในมุมมองของผมผู้รับใช้ที่ขโมยแกะจากคริสตจักรอื่นก็คือโจรขุดหลุมฝังศพนั่งเอง!

ก่อนที่ผมจะจบการเทศนา ผมอยากจะบอกพวกคุณว่าไม่ว่าคริสตจักรในยุคสุดท้ายจะเลวร้ายขณะไหนก็ตาม พระเยซูคริสต์ทรงพร้อมเสมอที่จะอภัยบาปของคุณ พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขาและโลหิตชำระบาปของคุณ! ตอนนี้พระองค์ทรงสถิต ณ เบื้องพระหัตถ์ขวาของพระเจ้ากำลังอธิษฐานเผื่อคุณ ผมเองก็อธิษฐานขอให้คุณแสวงหาพระองค์และพบพระองค์ พระองค์ตรัสว่า

“เจ้าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า”
          (เยเรมีย์ 29:13)

อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

โครงร่างของ

สมาชิกคริสตจักรที่หลงหาย และผู้รับที่ขโมยแกะ

(คริสตจักรในยุคสุด้ทาย – ตอนที่ 2)
 LOST CHURCH MEMBERS AND SHEEP STEALING PREACHERS
(THE CHURCHES OF THE LAST DAYS – PART II)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

“ฝ่ายพระเยซูทรงออกจากพระวิหาร แล้วพวกสาวกของพระองค์มาชี้ตึกทั้งหลายของพระวิหารให้พระองค์ทอดพระเนตร พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า สิ่งสารพัดเหล่านี้พวกท่านเห็นแล้วมิใช่หรือ? เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ศิลาที่ซ้อนทับกันอยู่ที่นี่ ซึ่งจะไม่ถูกทำลายลงก็หามิได้ เมื่อพระองค์ประทับบนภูเขามะกอกเทศ พวกสาวกมาเฝ้าพระองค์ส่วนตัวกราบทูลว่า “ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่า เหตุการณ์เหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อไร? สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และวาระสุดท้ายของโลกนี้” (มัทธิว 24:1-3)

(ลูกา 21:24; มัทธิว 24:24, 12, 13; กาลาเทีย 2:4)

I.   ประการที่หนึ่ง ยุคสุดท้ายนี้มีสมาชิกในคริสตจักรจำนวนมากมายไม่บังเกิดใหม่
2 ทิโมธี 3:1-5; โรม 16:17-18

II.  ประการที่สอง นักเทศน์ในยุคสุดท้ายจะ "ขโมยแกะ"
แทนการออกไปนำดวงวิญญาณที่ยังหลงหายมาที่พระเจ้า 2 ทิโมธี 3:6-7, 13;
เยเรมีย์ 29:13