Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ทำไมคริสตจักรต้องเยือกเย็นลง

(คริสตจักรในยุคสุดท้าย – ตอนที่ I)
WHY CHURCHES ARE SLUMBERING AND COLD
(THE CHURCHES OF THE LAST DAYS – PART I)
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าที่ 13 เดือนตุลาคม ค.ศ. 2013
ณ คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, October 13, 2013

“ไม่มีคนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ” (ดาเนียล 12:10)


ดาเนียลบทที่สิบสองมีหลายข้อที่ทำนายเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ในข้อที่หนึ่งที่เราอ่านจะเกี่ยวกับกลียุค ในข้อที่สองจะบอกเราถึงความชื่นชมยินดีของคริสเตียนตที่แท้จริง และการเกิดของสิ่งชั่วร้าย ในข้อที่สี่กล่าวถึงความรู้ทวีมากขึ้นทั่วโลกตามที่มีการคาดการณ์เอาไว้ใน "ในวาระสุดท้าย" ในข้อที่ห้าถึงข้อที่เจ็ดบอกเราเกี่ยวกับสามปีครึ่งของช่วงกลียุค แต่ในข้อแปดและเก้าจะเป็นส่วนที่น่าสนใจ ให้ดูไปที่สองข้อนี้ ผู้เผยพระวจนะกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าได้ยินแต่ไม่เข้าใจแล้วข้าพเจ้าจึงพูดว่าโอนายเจ้าข้าสิ่งเหล่านี้จะลงเอยอย่างไร? [ผลลัพธ์นั้นจะเป็นอย่างไร] พระองค์ตรัสว่า ดาเนียลเอ๋ย ไปเถอะ เพราะว่าถ้อยคำเหล่านั้นก็ถูกปิดไว้ [ยกเลิก] แล้วและถูกประทับตราไว้จนถึงวาระสุดท้าย” (ดาเนียล 12:8, 9)

กรุณาดูด้วย

แม้แต่ดาเนียลที่เป็นพยานถึงเหตุการณ์เหล่านี้ เขาก็ไม่เข้าใจว่าทั้งหมดนี้หมายถึงอะไร พระเจ้าทำให้เขานึกถึงว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในวาระสุดท้าย แต่พวกเขาก็จะถูกปิดเอาไว้ ในวาระสุท้ายนั้น - "ความรู้จะเพิ่มขึ้น" (Daniel 12:4). Dr. J. Vernon McGee said, “I believe that refers to knowledge of prophecy” (Thru the Bible, Thomas Nelson, 1982, volume III, p. 605; note on Daniel 12:4).

ผมคิดว่าที่ ดร. เมคกี้ พูดนั้นถูกต้อง ความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์ถึงคำพยากรณ์นั้นไม่ได้รับการเปิดเผยโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนกระทั่งถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่สิบเก้า อย่างที่พระเจ้าตรัสให้กับดาเนียลว่า "เพราะว่าถ้อยคำเหล่านั้นก็ถูกปิดไว้แล้วและถูกประทับตราไว้จนถึงวาระสุดท้าย" (ดาเนียล 12:9) การเทศนาโดยใช้พระวัจนะที่กล่าวถึงการพยากรณ์นั้นจะเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คริสเตียนฝ่ายอนุรักษ์นิยมในยุคศตวรรษที่ยี่สิบ อย่างว่าเราเข้าใกล้วาระสุดท้าย แต่ในยุคปี 1980 ก็ยังสรใจศึกษาพระคัมภีร์เกี่ยวกัยคำพยากรณ์ แต่ทุกวันนี้แทบจะไม่เคยได้ยินการเทศนาพยกรณ์ในคริสตจักรต่างๆของเรา ผมเชื่อว่าทั้งสองเหตุการณ์นั้นถูกล่าวเอาไว้ในดาเนียลบทที่สิบสอง ดาเนียลบอกว่าความรู้เรื่องการพยากรณ์คำในพระคัมภีร์จะเพิ่มขึ้นใน "วาระสุดท้าย" อย่างไรก็ตามเขาก็บอกว่า

“…ไม่มีคนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ”
       (ดาเนียล 12:10)

ดร. แมคกี้ แสดงความคิดเห็นว่า

      “ไม่มีคนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ” กล่าวถึงผู้ที่ไม่เชื่อ “แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยจิตวิญญาณ (1 โครินธ์ 2:14)
      “แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ” เมื่อพระองค์ พระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 15:13)
         (J. Vernon McGee, Th.D., ibid.)

นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมคริสตจักรสัมยนี้ถึงไม่ค่อยเทศนาเรื่องการพยากรณ์ นั่นเป็นเพราะว่านักเทศน์หลายคนของเรายังไม่เคยกลับใจใหม่-สายตาของพวกเขาปิดในเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งนี้ นักเทศน์ในสัมยก่อนมีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งกว่า แต่สำหรับผมแล้วมันดูเหมือนว่านักเทศน์รุ่นใหม่นี้ยังมีตัณหา และมีหลายคนที่ไม่เคยบังเกิดเกิดใหม่ ดังนั้นตลอดระยะเวลายี่สิบห้าปีที่ผ่านเราจึงได้ยินได้ฟังการเทศนาที่เกี่ยวกับการพยากรณ์น้อยมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าอัปยศเสียจริง ผู้รับใช้ร่วมงานของผม คือ ดร. คาเกน กล่าวว่า "การเทศนาในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นจะเต็มไปด้วยการพยากรณ์ แต่นักเทศน์รุ่นใหม่สมัยนี้ได้หยุดการเทศนาเช่นนี้อย่างสิ้นเชิง" เมื่อไรที่เป็นครั้งสุดท้ายที่คุณได้ยินการเทศนาเกี่ยวกับการพยากรณ์? ดร. คริสเวลล์เสียชีวิตไปแล้ว ดร. แมคกี้ก็เสียชีวิตำปแล้ว ดร. เอ็ม อาร์ ดีฮานก็เสียชีวิตไปแล้ว ตอนนี้จึงเหลือแต่นักเทศน์ที่พูดเรื่อยเปื่อยเกี่ยวและมีแตนักเทศน์ขี้ขลาดที่พูดแต่เรื่องนุ่มนวมเพราะกลัวถูกด่า! บิลลี่ เกรแฮมอายุก็ 95 ปีไปแล้ว คุณจะไม่ได้ยิน่ทานประกาศเทศนาเรื่องการพยากรณ์อีกต่อไป แม้ว่าผมไม่เห็นด้วยกับ บิลลี่ เกรแฮม เรื่อง "การตัดสินใจ" ก็ตาม แต่ผมก็เห็นด้วยกับท่านที่ใช้พระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องการพยากรณ์ ในปี 1965 เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ใช้ภาษาค่อนข้างเสียดสีรุนแรงในเรื่องเกี่ยวกับการพยากรณ์ใน พระคัมภีร์ในหวัข้อ โลกไหม้ World Aflame (Doubleday and Company) ในหนังสือของบิลลี่ เกรแฮม ได้ อธิบายในวาระสุดท้ายว่า

      พระเยซูตรัสว่าในคนในอนาคตนี้จะมีลักษณะต่างๆที่แสดงให้เห็นว่าวาระสุดท้ายอยู่ใกล้ หรือกล่าวอีกนัยหยึ่งว่า "คนรุ่น X" ในบางกรณี...หมายสำคัญสัทั้งหมดจะมาบรรจบกัน [และมาร่วมกัน]... สำหรับผู้ที่ใจของเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระเยซูคริสต์ คนเหล่านั้นก็จะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และก็สามารถที่จะอ่านหมายสำคัญเหล่านั้นที่เหมือนใช้เตือนคนในสมัยของโนอาห์ วันนี้ดูเหมือนว่าหมายสำคัญเหล่านี้จะมาบรรจบกันแน่นอน [มาร่วมกัน] เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พระคริสต์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ (Billy Graham, D.D., World Aflame, Doubleday and Company, 1965, p. 216)

ตอนนี้เราเห็นหมายสำคัญาณเหล่านั้นอยู่รอบตัวเราทุกวัน แน่นอนนี้คือยุคของพระคริสต์หรือ X แน่นอนนี้คือ "เวลาของวาระสุดท้าย" แต่เราไม่ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มันมากในหมู่คริสตจักรของเรา! ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะกามารมณ์ของผู้รับของเราในทุกวันนี้

“ไม่มีคนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ”
      (ดาเนียล 12:10)

นี่คือบางหมายสำคัญบางอย่างที่พระคัมภีร์เป็นห่วงคริสตจักรต่างๆในยุคสุดท้าย

I. หนึ่ง พระคัมภีร์กล่าวถึงการหลับใหลของคริสตเตียนในยุคสุดท้าย

คุณต้องเข้าใจว่าพันธสัญญาใหม่ได้ให้ภาพสองภาพเกี่ยวกับคริสตจักรในยุคสุด้ทาย ยกตัวอย่างเช่นเราได้รับการบอกว่า "ความชั่วช้าจะดาษดื่น" (มัทธิว 24:12) และเงื่อนไขนี้จะสำเร็จอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับที่พระกิตตคุณถูก "ประกาศออกไปทั่วบรรดาประชาชาติและแล้วปลายจะมาถึง" (มัทธิว 24:14) ในพระธรรมวิวรณ์ที่เราเห็น "บรรดาประชาชาติ" คริสตจักรจอมปลอมทั้งหลายก็จะมีขึ้นมาพร้อมกับคริสตจักที่มีการฟื้นฟูในช่วงกลียุคนี้ ในวิวรณ์ 7:4-17

เมื่อคืนที่ผ่านมาผมนั่งดูวีดีโอที่กล่าวถึงการเจริญเติบโตของศาสนาคริสต์ในแอฟริกาใต้ ("การบังเกิดขึ้นของศาสนาคริสต์ในแอฟริกัน การเจริญเติบโตของศาสนาคริสต์ในแอฟริกา" เป็นผลิตโดยตรงจากเจมส์เอิร์ Ph.D. ) หนึ่งในนักศาสนศาสตร์ของชาวผิวดำที่อยู่ในวิดีโอแสดงให้เห็นว่าศาสนาคริสต์ในซีกโลกเหนือของโลกได้เสื่อมโทรมในขณะที่ในซีกโลกใต้และในประเทศจีนได้มีการฟื้นฟู อีกวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยอธิบายนที่นี้ก็คือว่าศาสนาคริสต์ได้เยือกเย็นลงและตายในแถบประเทศที่พัฒนาแล้ว (ยุโรป อเมริกา ฯลฯ) ในขณะที่คริสตจักรกลับมีชีวิตชีวาอยู่และเจริญเติบโตในแถบประเทศโลกที่สาม เพื่อให้มั่นใจว่ามีหลักต้องมีคำสอนที่ผิดพลาดสอนในบางคริสตจัก แต่ก็จริงที่มีการที่เป็นจริงที่มีการฟื้นฟูอย่างนั้น

แต่ในบทเทศนาเรามุ่งเน้นไปที่ยุโรปและอเมริกาเท่านั้น และนั่นเป็นสิ่งสำคัญเพราะคนทั่วโลกกำลังจับตาดูเราอยู่ และคาดหวังว่าเราจะเป็นแบบอย่างของศาสนาคริสต์ - แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วหลายคริสตจักรที่ดีที่สุดของเราได้จมลงไปในจุดต่ำสุด เหมือนเมืองเลาดีเซีย ผมทราบดีว่ามีบางคนไม่สามารถที่จะเข้าใจในเรื่องนี้เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า,

“ไม่มีคนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ”
       (ดาเนียล 12:10)

คำเทศนาของพระเยซูคริสต์บนภูเขามะกอกเทศ (ภูเขามะกอกเทศ) เป็นการเทศนาตอบคำถามของเหล่าสาวกที่ว่า "สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และวาระสุดท้ายของโลกนี้" (มัทธิว 24:3) ข้ออื่นในพระธรรมมัทธิว 24 และทั้งหมดในพระธรรมมัทธิว 25 เป็นการตอบคำถามโดยพระเยซูคริสต์ "สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และวาระสุดท้ายของโลกนี้" จากนั้นใน มัทธิว 25:1-13 เขาให้ “ไม่มี “คนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ”

ผมเชื่อว่าเงื่อนไขในคำอุปมานี้เป็นการพยากรณ์ถึงพูดคริสตจักรของเราที่เป็นครึ่งหนึ่งของโลกหญิงพรหมจารีสิบทั้งสิบคนเป็นตัวแทนของคริสตจักร "ห้าคนฉลาดและห้าคนเป็นคนโง่" (มัทธิว25:2) จอห์นเนลสัน ดาร์บี้ (1800-1882) กล่าวว่าหญิงพรหมจารีทั้งสิบคนไม่ได้หมายถึงคริสตจักร แต่คือชนชาติอิสราเอล แต่ที่เขาพูดนั้นผิด ตลอดประวัติศาสตร์คริสตจักรในยุคต่างๆก็เชื่อว่าคำอุปมานี้เป็นการแสดงถึงคริสตจักร

ตอนนี้คำอุปมานี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับคริสตจักรของเรา? พระคัมภีร์บอกว่า

“เมื่อเจ้าบ่าวยังช้าอยู่ พวกเธอทุกคนก็พากันง่วงเหงาและหลับไป”
      (มัทธิว 25:5)

ดร. แมคกี้ กล่าวว่า "ขอให้สังเกตว่าทั้งสองกลุ่มไม่ว่าสาวพรหมจรรย์ที่ชาญฉลาดและโง่ต่างก็นอนหลับไป ความแตกต่างของพวกเขาคือการที่บางคนมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ (น้ำมันนั้นแสดงถึงพระวิญญาณ) และบางคนก็ไม่มี - เพราะพวกเขาไม่ไช่ผู้เชื่อแท้" (J. Vernon McGee, Th.D., Thru the Bible, Thomas Nelson Publishers, 1983, volume IV, p. 135; note on Matthew 25:5)

ดังนั้น ดร. แมคกี้ จึงกล่าวว่าครึ่งหนึ่งรอดและอีกครึ่งหนึ่งไม่รอด นั่นคือภาพทั่วไปของคริสตจักรในแถบตะวันตกนี้ของเราในทุกวันนี้ พวกที่รอดและไม่รอดอยู่ด้วยกัน! พระคริสต์ตรัสว่า

“พวกเธอทุกคนก็พากันง่วงเหงาและหลับไป” (มัทธิว 25:5)

”พวกเธอทั้งหมดต่างก็นอนหลับ - ทั้งคนที่รอดและไม่รอด! นั่นคือสิ่งที่พระคัมภีร์บอกเอาไว้!

สิ่งไหนล่ะที่กำลังบ่งบอกเราถึงคริสตจักรที่อยู่ในยุคแห่งความชั่วร้ายนี้! ลองสังเกตเห็นว่าคริสตจักรจะนอนหลับในช่วงกลางคืน" ตอนเที่ยงคืน" ( มัทธิว 25:6 ) ผมสามารถเป็นพยานถึงการฟื้นฟูที่เกิดขึ้นในช่วงดึกตอนกลางคืน ดร. โทเซอร์ เขียนบทความหนึ่งชื่อว่า "เกิดหลังเที่ยงคืน" ทำไมทุกวันนี้คริสตจักรของเราถึงไม่มีการฟื้นฟู? อาจจะเกี่ยวข้องกับคริสตจักรที่ปิดการนมัสการในช่วงเย็นหรือเปล่า? จำได้การฟื้นฟูครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในโลกตะวันตกบนเกาะของ ลูอิส นอกชายฝั่งของสกอตแลนด์ในปี 1949 – ดึกๆในเวลากลางคืน!ในประเทศจีน "คริสตจักรตามบ้าน" มักจะมีการประชุมในเวลากลางคืน นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ พวกเขาเติบโตจากการฟื้นฟู! แต่คริสตจักรของเราในแถบตะวันตกจะปิดการสามัคคีธรรมในคืนวันพุธและเปวันอาทิตย์ เลียวนาร์ด ราเวนฮิลล์ กล่าวว่า "เสียงการเทศนาได้ทำให้คนเหล่านั้นนอนหลับ...เสียงการเทศนา ในภาษาอังกฤษและไม่มีความผิดพลาดที่สมบูรณ์แบบอาจจะเป็นรสจืดเหมือนเป็นคำหนึ่งของหาดทราย... เราต้องการไฟแห่งการล้างบาปลงมาสู่คริสตจักร...คริสตจักรที่เห็นได้ชัดและดึงดูดโลกเพื่อที่ว่าจะได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์" (Leonard Ravenhill, Why Revival Tarries, Bethany Fellowship, 1979, p. 106)

แต่นี่กลับไม่เป็นความจริงให้กับคริสตจักรของเราในทุกวันนี้

“พวกเธอทุกคนก็พากันง่วงเหงาและหลับไป” (มัทธิว 25:5)

พระเจ้าโปรดช่วยเรา! พระคริสต์ตรัสกับเราที่เป็นคนตะวันตกว่า

“เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้าว่า เจ้าไม่เย็นไม่ร้อน เราใคร่ให้เจ้าเย็นหรือร้อน ดังนั้น เพราะเหตุที่เจ้าเป็นแต่อุ่น ๆ ไม่เย็นและไม่ร้อน เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา เพราะเจ้าพูดว่า “เราเป็นคนมั่งมี ได้ทรัพย์สมบัติทวีมากขึ้น และเราไม่ต้องการสิ่งใดเลย” เจ้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนแร้นแค้นเข็ญใจ เป็นคนน่าสังเวช เป็นคนขัดสน เป็นคนตาบอด และเปลือยกายอยู่ เราเตือนสติเจ้าให้ซื้อทองคำที่หลอมให้บริสุทธิ์ในไฟแล้วจากเรา เพื่อเจ้าจะได้เป็นคนมั่งมี และเสื้อผ้าขาวเพื่อจะนุ่งห่มได้ และเพื่อความละอายแห่งกายเปลือยเปล่าของเจ้าจะไม่ได้ปรากฏ และเอายาทาตาของเจ้าเพื่อเจ้าจะแลเห็นได้ เรารักผู้ใด เราก็ตักเตือนและตีสอนผู้นั้น เหตุฉะนั้นจงมีความกระตือรือร้น และกลับใจเสียใหม่” (วิวรณ์ 3:15-18)

“ไม่มีคนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ”
      (ดาเนียล 12:10)

II. สอง พระคัมภีร์ทำนายไว้ว่าในยุคสุดท้ายนั้นความรักของผู้เชื่อจะเยือกเย็นลง

พระคริสร์ตรัสว่า "ความรักของคนเป็นอันมากจะเยือกเย็นลง เพราะความชั่วช้าจะแผ่ขยายออกไป [Agape – ความรักของคริสเตียน] ของคนเป็นอันมากจะขี้ผึ้งเย็น" (มัทธิว 24:12) นี่คือหนึ่งในหมายสำคัญที่พระเยซูทรงตรัสเกี่ยวกับคริสตจักรในยุคสุดท้าย

ศิษยาภิบาลที่ยาวนานของผมที่คริสตจักรจีนคือ ดร. ทิโมธีหลิน ดร. หลินกล่าวว่า "คริสเตียนต้องรักซึ่งกันและกัน...ความเชื่อในพระเจ้าต้องเป็นแบบสมบูรณ์ ความรักที่มีต่อการนั้นก็ต้องสัมบูรณ์... อาจโบสถ์วันสุดท้ายสามครั้งคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้...พระเจ้าทรงสถิตกับคริสตจักรในยุคต้นๆไม่ใช่เพราะพวกอัครสาวกถูกเรียกและส่งมาจากพระเจ้า แต่ยังเป็นเพราะพี่น้องรักซึ่งกันและกัน" (Timothy Lin, Ph.D., The Secret of Church Growth, FCBC, 1992, หน้า 28, 29) พระวัจนะกล่าวว่า

“เราทั้งหลายรู้ว่า เราได้พ้นจากความตายไปสู่ชีวิตแล้ว ก็เพราะเรารักพี่น้อง ผู้ใดที่ไม่รักพี่น้องของตน ผู้นั้นก็ยังอยู่ในความตาย” (I ยอห์น 3:14)

"เพราะความชั่วช้า [ไร้ศิลธรรม] จะอุดมไปด้วยความรัก [Agape - รักของคริสเตียน] ของคนเป็นอันมากจะเยือกเย็น [เติบโต]" (มัทธิว 24:12)

หนึ่งในสาเหตุของการความรักที่เยือกเย็น คริสตจักรขาดความรักเพราะจำนวนสมาชิกมากมายไม่เคยรับความรอด "ผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนก็อยู่ในความตาย" (ยอห์น 3:14) ดร. แมคกี้ กล่าวถึงมัทธิว 24:12 "เมื่อความชั่วช้ามากขึ้นความรักของคนก็จะเยือกเย็นลงในวาระสุดท้าย" (เล่มเดียวกัน หน้า 127 ดูได้จากมัทธิว 24:12) ดร. หลินกล่าวว่า "บางที่คริสตจักรในยุคสุดท้ายควรพูดสามครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้" (เล่มเดียวกัน)

ประตูโบสถ์มักจะปิดอย่างรวดเร็วหลังจากนมัสการ จะให้โอกาศให้กับผู้เชื่อน้อยมากเพื่อสนทนา ความรักที่มีต่อการนั้นจึงน้อยมาก! ดังนั้นผู้เชื่อส่วนมากในคริสตจักรของเราไม่เคยกลับใจอย่างแท้จริง - เพื่อความชั่วช้า (วุ่นวาย) แม้กระทั่งคริสเตียนที่แท้จริงยังท้อแท้และความรักเยือกเย็นลง ดร. หลิน กล่าวว่า "บางที่คริสตจักรในยุคสุดท้ายควรพูดสามครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้" (เดียวกัน)

“ไม่มีคนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ”
      (ดาเนียล 12:10)

หนังสืออรรถธิบายพระคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงของ ดร. จอห์น เอฟ วอลพูรด์ กล่าวว่า “หมายสำคัญในวาระสุดท้าย" คือ

ความชั่วร้ายที่เพิ่มขึ้นและความรักเยือกเย็นลงพระเยซูตรัสว่า "ความรักของคนเป็นอันมากจะเยือกเย็นลง เพราะความชั่วช้าจะแผ่ขยายออกไป" (มัทธิว 24:12) นี้จะเกิดขึ้นเพราะคำสอนเท็จ [รวมทั้ง "พวกตัดสินใจนิยม" ซึ่งมีคริสตจักรที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ได้รับความรอด] เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่าหลายคนที่เชื่อพระเยซูคริสต์ยังอยู่ร่วมกับทางโลกและมีความกระตือรือร้นน้อยสำหรับพระเจ้า เช่นคริสตจักรโบสถ์ เลาดีเซีย ในวิวรณ์ 3...พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เพราะเหตุที่เจ้าเป็นแต่อุ่น ๆ ไม่เย็นและไม่ร้อน เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา” วิวรณ์ 3:16 (John F. Walvoord, Th.D., Major Bible Prophecies, Zondervan Publishing House, 1991, p. 256)

“ไม่มีคนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ”
      (ดาเนียล 12:10)

ไกลเกินไปที่คนในคริสตจักรของเราที่กำลังสิ้นแรงหมดกำลังหลับใหลและนอนหลับแทนที่จะมาที่คริสตจักรในคืนวันอาทิตย์และตอนเย็นของวันอื่น ๆ ไกลมากเกินไปที่พวกเขาจะมาเข้าร่วมการสามัคคีธรรมในหมู่ผู้เชื่อเพราะว่าพวกเขาไม่เคยได้รับความรอดอย่างแท้จริงเลย และผมอย่าอ้างคำพูดของ ดร. หลินอีกครั้งหนึ่ง ท่านต้องเห็นด้วยกับบทเทศนานี้ และถ้าไม่เพียงแค่เป็นผู้รับใช้คนจีนเท่านั้นท่านยังเป็นนักวิชาการ ท่านสอนภาษาเซมิติในโรงเรียนระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย Bob Jones ก่อนที่จะมารับใช้ที่คริสตจักรของเรา หลังจากนั้นเขาไปสอนที่วิทยาลัยศาสนศาสตร์ตรีนีตีในวิทยาลัยในเดียร์ฟิลด์ อิลลินอยส์ พันะกิจครั้งสุดท้ายคือไปเป็นผู้อำนวยการที่พระคริสธรรมในไทเป ประเทศไต้หวัน ไปรับหน้าแทน ดร. เจมส์ฮัดสันเทย์เลอร์ III เกี่ยวกับบทเทศนานี้ ดร. หลินกล่าวว่า “บางที่คริสตจักรในยุคสุดท้ายควรพูดสามครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้" (เล่มเดียวกัน)

“ไม่มีคนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ”
      (ดาเนียล 12:10)

หมายสำคัญเหล่านี้ เป็น วาระสุดท้าย วันหนึ่งอาจจะช้าเกินไปสำหรับคุณที่จะรอด พระคัมภีร์เตือนแล้วเตือนเล่า เวลาเดียวที่คุณจะรอดก็คือเวลานี้ ผมขอให้คุณมาที่พระเยซูในขณะที่ยังมีเวลาอยู่ ผมขอคุณให้มองไปที่พระองค์ที่แขวนอยู่บนไม้กางเขนทรงทนทุกข์ และพระโลหิตของพระองค์หลั่งลงมาชำระบาปของคุณ อย่าล่าช้าจงเข้ามาหาพระองค์และไว้วางใจพระองค์ในตอนเย็นนี้เลย!

เราพร้อมที่จะคุยกับคุณถึงเรื่องการทรงช่วยโดยพระเยซู ถ้าคุณอยากจะคุยกับเรา กรุณาลุกออกจากที่นั่งของคุณเดินออกไปข้างหลังของห้องนมัสการในเวลานี้ ดร. คาเกน จะพาพวกคุณไปยังห้องอธิษฐานเพื่อพูดคุย ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ตอบสนองรับเอาพระเยซูในค่ำคืนนี้ด้วย อาเมน!

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

หมายเหตุ: ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์
คุณสามารถนำไปใช้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก ดร. ไฮเมอร์ส
แต่อย่างไรก็ตามข้อความทั้งหมดของ ดร. ไฮเมอร์ส
ที่อยู่ในรูปวิดีโอนั้นมีการสงวนลิขสิทธิ์และต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้นถึงจะสามารถนำมาใช้ได้

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: มัทธิว 25:1-13
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“I Wish We’d All Been Ready” (โดย Larry Norman, 1947-2008).


โครงร่างของ

ทำไมคริสตจักรต้องเยือกเย็นลง

(คริสตจักรในยุคสุดท้าย – ตอนที่ I)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์

“ไม่มีคนชั่วสักคนหนึ่งจะเข้าใจ แต่บรรดาคนที่ฉลาดจะเข้าใจ” (ดาเนียล 12:10)

(ดาเนียล 12:8, 9, 4; I โครินธ์ 2:14; ยอห์น 16:13)

I.  หนึ่ง พระคัมภีร์กล่าวถึงการหลับใหลของคริสตเตียนในยุคสุดท้าย
มัทธิว 24:12, 14, 3; 25:2, 5, 6; วิวรณ์ 3:15-18.

II.  สอง พระคัมภีร์ทำนายไว้ว่าในยุคสุดท้ายนั้นความรักของผู้เชื่อจะเยือกเย็นลง
มัทธิว 24:12; I ยอห์น 3:14.