Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




แบกกางเขนของคุณ

TAKE UP YOUR CROSS
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าที่ 15 เดือนกันยายน ค.ศ. 2013 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, September 15, 2013

“และเมื่อพระองค์ทรงร้องเรียกประชาชนกับเหล่าสาวกของพระองค์ให้เข้ามาแล้ว จึงตรัสแก่เขาว่า ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มาระโก 8:34)


เรื่องราวของไม้กางเขนนี้ถูกเขียนเอาไว้ในพระกิตติคุณสัมพันธ์ทั้งสามเล่ม - มัทธิว มาระโก และลูกา มีนักสอนพระคัมภีร์บางคนบอกว่านี่ให้สำหรับคริสเตียนที่เข้มแข็งเท่านั้น แต่พระคัมภีร์ทั้งสามเล่มต่างก็บอกว่าเพื่อพวกเราทุกคน ถ้าเราอ่านในมัทธิว “ขณะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มัทธิว 16:24) ที่มัทธิวกล่าวถึงการปฏิเสธตัวเองแล้วให้แบกกางเขนนั้นกล่าวให้กับ “ทุกคน” จริงๆแล้วคำว่า “มนุษย์” ตามฉบับคิงเจมส์แล้ว จะแปลว่า “ใครก็ได้” คือ “ทุกคน” เช่นเดียวกับฉบับ MKJV พระคำข้อเหล่านี้ประยุกต์ใช้ให้กับทุกคนที่ติดตามพระเยซู พระธรรมมาระโกบอกเราว่า “เรียกผู้คน” กับเหล่าสาวก และกล่าวว่า “ใครก็ตาม [ทุกคน] ถ้าจะตามเรามาก็ให้ผู้นั้นปฏิเสธตัวเองเสียก่อน ค่อยตามเรามา” คำตรัสนี้ทรงให้กับทุกๆคนรวมถึงวาวกสิบสองคนนั้นด้วย ในลูกา 9:23 เราอ่านด้วยกัน “แล้วพระองค์ก็ตรัสให้เขาทั้งหลายว่า ถ้าทุกคน…” ชัดเจนแล้วว่าพระกิตติคุณทั้งสามเล่มบอกว่าการแบกกางเขนนั้นเป็นหน้าที่ของทุกคน ใช่ว่าเป็นของสาวกสิบสองคนเท่านั้น ชัดเจนแล้วว่าพระเยซูทรงตรัสให้กับทุกๆคน “ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มาระโก 8:34) สามารถแบ่งออกได้สองประการ

I. หนึ่ง พวกแอนตีโนเมียนปฏิเสธเรื่องของการกลับใจใหม่

คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมเทศนาต่อต้านพวกแอนตีโนเมียน ผมได้อ้างจากพระคัมภีร์ฉบับของพวกรีฟอร์ม กล่าวว่า “พวกแอนตีโนเมียนปฎิเสธว่าพระบัญญติของพระเจ้าใช้ควบคุมชีวิตมนุษย์โดยตรง…พวกเขาสรุปอย่างผิดๆว่าการกระทำของพวกเขาไม่ได้แตกต่างอะไรกับความเชื่อของพวกเขา…มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคริสเตียนและยังทำบาปในเวลาเดียวกัน” (หน้า 1831) และผมก็อ้างคำพูดของ ดร. เอ ดับบริว โทเซอร์ ท่านกล่าวว่า

     ไม่มีคำสอนเทียมเท็จไหนที่เข้ามาในคริสตจักรเหมือนอย่างพวกอิเวนเจลิคอล์อีกแล้ว – คำสอนของพวกเขาบอกว่าทางเดียวเท่านั้นคือมนุษย์ต้องเลือกที่จะรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เพราะว่าเราต้องการพระองค์เหมือนเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ในขณะเดียวกันเราก็มีสิทธิ์ที่จะเลื่อนวันเวลาต่อการเชื่อฟังพระองค์ให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้านานตราบที่เราอยากจะทำ!...
     อะไรคือสิ่งที่น่าเสร้าสลดใจจาการที่เราได้ยินพระวัจนะทจากคนพวกนี้ พวกเขาสอนว่: “มาที่พระคริสต์! โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังใคร คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร คุณไม่จำเป็นต้องปล่อยทุกอย่างทิ้ง – เพียวแค่มาที่พระองค์และเชื่อในพระอง์เสมือนเป็นพระผู้ช่วยให้รอด!”
     ดังนั้นพวกเขาจึงมาและเชื่อในพระผู้ช่วยให้รอด หลังจากนั้นไม่ว่าจะในที่ประชุมหรืองานฟิ้นฟู คุณก็จะได้ยินอีกอย่างหนึ่งเช่น: “ตอนนี้คุณได้รับพระองค์แล้วเป็นพระผู้ช่วยให้รอด แล้วคุณจะรับพระองค์เป็นพระเจ้าอย่างไร?”
     ความจริงที่เราได้ยินในทุกๆที่มันไม่ใช่ การบังคับคนให้คนเชื่อว่าพระคริสต์ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนนั้น เป็นคำสอนที่ผิดๆเพราะไม่มีใครหรอกที่จะรับพระคริสต์เพียงแค่ครึ่งเดียว…ในขณะที่คนๆหนึ่งมาเชื่อในพระคริสต์ คนนั้นต้องเชื่อพระองค์ทั้งหมด – อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ! ผมเองเห็นด้วยกับการมองพระคริสต์ไปในทางที่ผิดเป็นเป็นหมอคนหนึ่งที่เราไปหาในขณะที่เราเจ็บป่วยเพราะบาป และหลังจากที่พระองค์ทรงช่วยเหลือเราแล้ว พระองค์ตรัสว่า “ลาก่อน” จงไปทางของคุณนะ…
     เราไม่ได้มาที่พระองค์เหมือนอย่างการไปซื้อของใช้ไปไว้ที่บ้าน และพูดว่า “ฉันจะเอาโต๊ะตัวนี้ แต่ไม่เอาเก้าอี้ตัวนั้น” ให้แยกออกจากกัน! ไม่หรอกคุณ! มีแต่ว่ามีพระคริสต์ทั้งหมดหรือว่าไม่มีเท่านั้น!
     ผมเชื่อว่าเราควรประกาศทั้งหมดของการเป็นพระองค์ของพระองค์ให้กับโลก – สำหรับพระคริสต์ไม่ยอมรับการขอโทษของเรา พระคริสต์ที่ไม่ถูกแบ่งออก พระคริสต์ที่จะอาจเป็นทั้งพระเจ้าหรือไม่เป็นเลย!
     ผมขอเตือนคุณ – คุณจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์ในทางนั้น เพราะว่าพระองค์จะไม่ช่วยกู้คนที่ไม่ยอมจำนน! พระองค์ไม่ได้แบ่งตัวเองออกเป็นส่วนๆ คุณก็ไม่มีทางเชื่อพระองค์เพียงแค่ครึ่งเดียว เราเชื่อพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็น – พระผู้ช่วยให้รอดผู้ถูกเจิม และเป็นพระเจ้าจอมกษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งหลายและเป็นเจ้านายของนายทั้งหลาย! พระองค์จะไม่เป็นอย่างที่พระองค์เป็น ถ้าพระองค์ช่วยกู้เราและเรียกเราและเลือกเราโดยที่เราไม่เข้าใจว่าพระองค์ทรงนำและควบคุมชีวิตของเรา…
     เป็นไปได้หรือไม่ที่เราไม่เคยติดค้างอะไรพระองค์โดยที่จะต้องเชื่อฟังพระองค์? เราเป็นหนี้พระองค์โดยการเชื่อฟังของเรา จนกระทั้งเราร้องเรียกหาพระองค์เพื่อความรอด และถ้า [คุณ] ไม่เชื่อฟังพระองค์ ผมมีเหตุผลที่น่าสงสัย ถ้า [คุณ] กลับใจแล้วจริงๆ!
     ผมเห็นและได้ยินสิ่งที่คริสเตียนกำลังทำและเหมือนกับว่าผมมองดูพวกเขา…ผมต้องถามพวกเขาถึงการกลับใจใหม่อย่างแท้จริง…
     ผมเชื่อว่านั่นคือผลลัทธ์ของการสอนที่ผิดๆ พวกเขาคิดว่าพระองค์เป็นเหมือนเป็นโรงพบาบาลและพระเยซูคือหัวหน้าคนงานที่คอยช่วยเหลือคนบาปทั้งหลาย ความคิดนี้ต้องพบกับความหายนะ! “พระเจ้าโปรดรักษาฉัน” พวกเขายืนยันว่า “แล้วฉันก็ไปตามทางของฉัน!”
     นั่นเป็นความเชื่อที่เลวมาก…นั่นคือการหลอกลวงตัวเอง ขอให้เรามองดูที่พระคริสต์พระเจ้าของเรา ทรงสถิตในที่สูงสุด บริสุทธิ์ และทรงสวมมงกุฏ ทรงเป็นเจ้านายของนายทั้งหลาย ทรงมีสิทธิอำนาจอย่างสมบูรณ์ที่จะสอนตักเตือนคนของพระองค์ที่รับความรอดแล้วทุกคน!...
     พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราทุกคนให้เกียรติพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด จงลองค้นพระคัมภีร์ อ่านพระคัมภีร์ใหม่ และถ้าคุณเห็นว่าผมให้เชื้อโรคแห่งความจริง แล้วผมอยากให้คุณทำอะไรบางอย่าง ถ้าคุณถูกมาเชื่อพระเจ้าในทางที่ผิดๆ จงดีใจเพราะว่าคุณจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง!... (A. W. Tozer, D.D., I Call It Heresy!, Christian Publications, 1974 edition, pp. 9-21) A. W. Tozer, D.D., I Call It Heresy!, Christian Publications, 1974 edition, pp. 9-21)

การกลับใจที่แท้จริงนั้นคุณต้องกลับใจและวางใจในพระคริสต์ นั่นหมายความว่าคุณต้องดำเนินชีวิตใหม่ และเปลี่ยนทิศทางตอนที่คุณเข้ามาวางใจในพระคริสต์ อาจารย์เปาโลกล่าวอย่างชัดเจนว่า

“เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งเก่า ๆ ก็ล่วงไป ดูเถิด สิ่งสารพัดกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 โครินธ์ 5:17).

คนบาปสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ก็โดยพระคุณเท่านั้น และโดยความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น!

“ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง ความรอดนั้นเป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่โดยการกระทำใด ๆ ด้วยเกรงว่าคนหนึ่งคนใดจะอวดได้เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ ให้เข้าสู่การงานที่ดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เราดำเนินตามนั้น” (เอเฟซัส 2:8-10)

“ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ ให้เข้าสู่การงานที่ดี” – นั่นชัดเจนให้กับผู้ที่รักพระองค์ พระเยซูตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา จงรักษาบัญญัติของเรา” (ยอห์น 14:15) พระเยซูยังตรัสว่า “ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่รักษาคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น 14:24) อาจารย์เปาโลต่อต้านพวกแอนตีโนเมียนที่โครินธ์ ท่านกล่าวว่า “เพราะว่าอาณาจักรของพระเจ้ามิใช่เรื่องของคำพูดแต่เป็นเรื่องฤทธิ์เดช” (1 โครินธ์ 4:20) คำพูดที่เราบอกว่ารักพระเยซูนั้นจะไม่มีความหมายใดๆเลยถ้าพระคุณของพระเยซูไม่ได้เปลี่ยนชีวิตของคนๆนั้น แอนตีโนเมียนคือ “เขามีสภาพทางของพระเจ้าภายนอก แต่ฤทธิ์ของทางนั้นเขาปฏิเสธเสีย คนอย่างนี้ท่านจงผินหน้าหนีจากเขาเสียด้วย” (2 ทิโมธี 3:5) ดังนั้น พวกเขาคือ “ถึงจะเรียนกันอยู่เสมอ แต่ก็ไม่อาจเรียนรู้ถึงความจริงเลย” (2 โครินธ์ 3:7) และคำพูดของพระเยซูนั่นคือ

“ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มาระโก 8:34)

II. สอง สำหรับคนที่กลับใจอย่างแท้จริงไม่มีปัยหาต่อความเชื่อนั้น

และคำพูดนี้จะถูกซ่อนจากคนที่ยังไม่ได้กลับใจใหม่

“แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยจิตวิญญาณ” (I โครินธ์ 2:14)

ถูกซ่อนจากซาตานผู้ที่เรียกว่า “เจ้าแห่งโลกนี้”

“แต่ถ้าข่าวประเสริฐของเราถูกบังไว้จากใคร ก็จากคนเหล่านั้นที่กำลังจะพินาศ ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่ให้ความสว่างของข่าวประเสริฐอันมีสง่าราศีของพระคริสต์ ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า ส่องแสงถึงพวกเขา (2 โครินธื 4:3-4)

อาจารย์เปาโลได้อธิบายพระกิตติคุณไว้ดังนี้ว่า

“เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลายก่อน คือว่าพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เพราะบาปของเราทั้งหลาย ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้น” (1 โครินธ์ 15:3-4)

แต่พระกิตติคุณช่วยคุณและเปลี่ยนชีวิตของคุณได้อย่างไร?

ตอนที่คุณมาวางใจในพระคริสต์ และการที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้นก็เพราะไถ่บาปของคุณ ตอนที่คุณวางใจในพระคริสต์ การฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์นั้นมีพลังสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณ ผมอยากจะนำพระธรรมเอเฟซัส 2:8-10 มากล่าวอีกครั้งหนึ่ง

“ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง ความรอดนั้นเป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่โดยการกระทำใด ๆ ด้วยเกรงว่าคนหนึ่งคนใดจะอวดได้เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ ให้เข้าสู่การงานที่ดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เราดำเนินตามนั้น” (เอเฟซัส 2:8-10)

“เราได้รับการช่วยกู้โดย [เพราะ] พระคุณของพระเยซู ตอนที่เราได้รับความรอด เราจะถูก “ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ ให้เข้าสู่การงานที่ดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เราดำเนินตามนั้น” ความเชื่อในพระเยซูเท่านั้นที่ทำให้พระเจ้าทรงรับเรา คนที่บังเกิดใหม่โดยความเชื่อในพระคริสต์ แต่ผลของการบังเกิดใหม่นี้ได้สร้างชีวิตใหม่ ใช่ว่าความสมบูรณ์แบบของเรา แต่นั่นมาจากการชำระเราให้เป็นคนชอบธรรม เปลี่ยนทิศทางใหม่ – ทางสู่ชีวิต – ทางที่เชื่อฟังพระเยซู! พระธรรมของเราจึงกล่าวว่า

“ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มาระโก 8:34)

จงตื่นขึ้นโดยเฉพาะคนที่บังเกิดใหม่ ทำให้เกิดการเชื่อฟังพระดังรัสของพระคริสต์! ถ้าไม่มีการบังเกิดใหม่จะไม่มีการยอมเชื่อฟังพระเยซู แต่ตอนที่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงทำงาน คนที่บังเกิดใหม่จากเบื้องบนจะไม่ปฏิเสธพระดำรัสของพระเจ้าอีกต่อไป

“ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มาระโก 8:34)

ถึงแม้ว่า ไดทรีช โบนโฮเดอร์ (1906-1945) จะนิยมพวกเสรีนิยมถึงเรื่องการทรงดลใจ ได้บอกว่าพระเจ้าทรงสำแดงความจริงนี้ให้กับเขา เขาเข้าใจความจริงนี้ ซึ่งคนที่รู้เรื่องการทรงสำแดงดีไม่เข้าใจ โบนโฮเดอร์ เป็นศิษยาภิบาลหนุ่มคณะลูเธอร์แลน์เคยเทศน์ต่อต้านฮิตเลอร์ และถูกแขวงคอหลังจากนั้นไม่นานพวกนาซีก็ร่มสลายให้กับออไรซ์ ตอนนั้นเขาอายุแค่ 39 ปี ในหนังสือของเขาชื่อว่ คุณค่าของสาวก หรือ The Cost of Discipleship โบนโฮเดอร์ บอกว่า “ตอนที่พระคริสต์มาเรียกมนุษย์ พระองค์ก็ได้มาสิ้นพระชนม์ อาจจะเป็นการเสียชีวิตอย่างสาวกคนหนึ่งที่ยอมจากบ้านของตัวเองเพือไปรับใชพระองค์ หรืออาจจะเป็นการตายอย่างลูเธอร์ที่หนีออกจากวัดวามอารามและออกไปสู่โลก และนี่คือการเสียชีวิตในทุกๆครั้ง…จริงแล้วการทรงเรียกของพระคริสต์นั้นคือความตาย คือตายในฝ่ายโลกหรือฝ่ายเนื้อหนัง…ทุกๆวันนั้นเราจะเจอแต่เรื่องการทดลอง และทนทุกข์เพราะพระคริสต์ บาดแผลและรอยแผล [เรา] รับ [การต่อสู้] ร่วมกับพระคริสต์บนไม้กางเขน…สาวกทุกคนเจอการทนทุกข์อย่างนั้น ศิษย์ไม่อาจจะอยู่เหนือนายของตน การติดตามพระเยซูหมายถึง passio passive ทุกข์เพราะเราต้องทุกข์ การทนทุกข์อย่างนั้นเหมือนอย่างลูเธอร์ ถ้าเราปฏิเสธที่จะแบกกางเขนของเราและรับการทนทุกข์เราจะ [พลาด] การสามัคคัธรรมกับพระคริสต์…ผู้เชื่อสมัยก่อนต่างก็รับประสบการณ์อย่างนั้น ในเวลาที่เราทนทุกข์เพราะพระองค์ เราจะรับสันติสุขที่ไม่มีวางจางหายไปและสามัคคีธรรมกับพระองค์ การแบกกางเขนนั้นคือเครื่องพิสูจน์ถึงชัยชนะความทุกข์ และนี่คือความจริงของผู้ที่ติดตามพระเยซู เพราะเป็นอย่างนั้นกับพระองค์…ไม้กางเขนนั้นวางไว้บนบ่าของทุกคน และนั่นคือผลของการเข้าร่วมกับพระคริสต์ เหมือนอย่างที่เรา [เริ่มกลายเป็นสาวก] เรายอมจำนนให้กับพระคริสต์และเป็นหนึ่งเดียวโดยสิ้นพระชนม์พร้อมกับพระองค์ – การที่เรายอมตาย นั่นคือการเริ่มแบกกางเขน…นั่นคือการเริ่มต้นสามัคคีธรรมกับพระคริสต์ ตอนที่พระองค์ทรงเรียกมนุษย์ พระองค์ก็ทรงก็มาสิ้นพระชนม์” (Dietrich Bonhoeffer, The Cost of Discipleship, Collier Books, 1963 paperback edition, pp. 99-101)

ผมรู้จักกับ ดร. ริชาร์ด วูรม์เบรน์ด (1909-2001) เรามีรูปภาพของเขากับภรรยากำลังจับมือลูกของผม ตอนที่ท่านถวายพวกเขาให้กับพระคริสต์ ผมก็ยังรู้จักกับคริสเตียนที่มีชื่อเสียงหลายๆคน อย่างเช่น ดร. ทิโมธี หลิน ท่านคือศิษยาภิบาลของผมที่คริสตจักรจีน และเป็นศิษยาภิบาลที่ดีมากคนหนึ่ง ดร. คริสโตเฟอร์ คาเกน ก็เป็นผู้เชื่อที่เข้มแข็ง อาจารย์ เฮอร์แมน ออเทน ด้วย ท่านใช้พระวัจนะต่อต้านพวกเสรีนิยมเป็นเวลาถึง 50 ปี ด้วยเหตนี้ทำให้ท่านทนทุกข์ทรมาณ และคนอื่นๆที่คริสตจักรของคณะลูเธอร์แลในรัฐมิสโซรี่ ผมชื่นชอบคนเช่นนั้น – แม้ว่ามีบางอย่างที่ผมไม่เห็นด้วยกับท่านก็ตาม แต่อาจารย์ วูรม์เบรน์ด เป็นนักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ริชาร์ด วูรม์เบรน์ด เป็นศิษยาภิบาลคณะลูเธอร์แลน์ และถูกจองในคุกของพวกคอมมิวนิสต์ถึงสิบสี่ปี ท่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้เห็นแม้แต่แสงอาทิตย์ ไม่ได้ยินเสียงผู้คน ท่านถูกโบยตีอย่างแสนสาหัส เลือดของท่านไหลอย่างไม่มีวันหยุดเพราะการถูกตี หลังและคอของท่านเต็มไปด้วยแผล ดังนั้นตอนที่ท่านมาที่คริสตจักรของเราท่านจึงไม่สามารถยืนเทศนาได้ เพราะขาของท่านไม่มีเรี่ยวแรงเพราะการถูกตีและทรมาณ ในหนังสือของท่านชื่อ พระเจ้าทรงเข้าใจ ท่านบอกว่า “ที่กำแพงนั้นข้าฯได้เสียงที่ดังมากๆเป็นเวลาทุกวัน

คริสเตียนจะต้องตาย
คริสเตียนจะต้องตาย
คริสเตียนจะต้องตาย

ตอนที่ผมมาเชื่อสิ่งที่พวกเขาบอกมาตลอดหลายเดือนนั้นว่า คริสเตียนจะต้องตาย พระคัมภีร์ได้ทำนายถึงวันหายนะ ผมเชื่อว่ามันมาถึงแล้ว ผมคิดว่า มารีย์ มักดาลา และบางทีความคิดนี้มากกว่าคนอื่นๆ ช่วยฉันให้รอดพ้นจากวิญญาณชั่วนั้น –ขั้นสุดท้ายนั้นคือยาพิษ แต่เธอสัตย์ซื่อให้กับพระคริสต์ ตอนที่พระองค์ทรงร้องที่กางเขนว่า ‘พระเจ้าของฉัน ทำไมทรงลืมข้าพระองค์ไป?” และตอนที่พระองค์ทรงถูกบรรจุไว้ในอุโมงค์ เธอแอบร้องไห้อยู่ไกลๆและรอจนวันที่พระองค์ฟื้นคืนพระชนม์ ตอนที่ผมมาเชื่อถึงเรื่องที่คริสเตียนต้องตาย ผมพูดว่า ‘ถึงอย่างนั้นก็ตามฉันก็จะเชื่อ ฉันจะร้องไห้ที่หลุมศพของพระองค์จนกว่าพระองค์จะเป็นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง อย่างที่พระองค์ทรงเป็น” (Richard Wurmbrand, Th.D., In God’s Underground, Living Sacrifice Books, 2004, pp. 263, 264)

ผมยังไม่เคยทนทุกข์อย่างหนักๆเพื่อพระคริสค์เลย แต่ช่วงสองปีสุดท้ายที่ผมเรียนอยู่ที่พระคริสตธรรมของแบ๊บติสต์ช่างเป็นช่วงที่ผมลำบากสุดๆ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนผมอยู่ในสวนเกทเสมเน เพื่อนๆของผมก็จากไปหมด ผมอยู่เพียงลำพัง อาจารย์สองคนมาบอกผมว่าไม่มีวันที่ใครจะจ้างผมให้ไปเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรของคณะแบ๊บติสต์ ถ้าผมยังปกป้องพระคัมภีร์ของพระเยซู อาจารย์ที่สอนวิชาอรรถธิบายพระคัมภีร์คือ ดร, กรีน ท่านบอกผมว่า “คุณคือนักเทศน์ที่ดี จะมีชื่อเสียงในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่อันตรายคนหนึ่ง ถ้าคุณอยากจะรับใช้จงหยุดพฤติกรรมนั้นเสีย ถ้ามีใครบางคนบอกคุณตอนที่อยู่ที่โรงเรียนพระคริสตธรรมว่า “คุณจะไม่มีวันได้รับงาน ถ้าคุณยังปกป้องพระคัมภีร์อยู่”

ผมกลับไปที่หอพัก ผมได้สวมเสื้อกันหนาวแล้วออกไปเดินเล่น เวลานั้นน้ำแข็งที่อยู่ในทะเลถูกลมพัดมาทำให้ผมหนาวและสั่น ผมไม่อาจลืมคำพูดของอาจารย์คนนั้น “คุณเป็นคนที่แย่มาก และไม่อาจทำงานในคริสตจักรได้ จงหยุดปกป้องพระคัมภีร์” ตอนที่ผมเดินไปถึงครึ่งทางก็บอกกับตัวเองว่า “ช่างปะไรไป! ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันจะยืนหยัดต่อสู้พระคำของพระคริสต์ “ทำงานในคริสตจักรไม่ได้อย่างงั้งหรือ! ผมรู้ว่าจะต้องพูดอย่างอื่น แต่ก็พูดอย่างนั้นจริงๆในวันนั้น! ดร. จอห์น รอย์ลิงส์ (1914-2013) ก็พูดอย่างนั้น! ลูเธอร์ (1483-1546) ก็พูดอย่างนั้น อาจารย์เปาโลก็บอกว่า “ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อ เพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์” (ฟิลิปปี 3:8) บางครั้งก็นึกไม่ออกว่าจะพูดว่าอะไร ผมก็พูดว่า ช่างมันปะไรไป! ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมก็ไม่หยุดที่จะกล่าวพระคำของพระเจ้า!” ผมถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อ “เพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์”! คุณกลัวสูญเสียอะไร? อะไรที่คุณคิดว่าจะยอมแพ้? อะไรล่ะที่ทำให้คุณกลัวที่จะปฏิเสธตัวเอง และแบกกางเขน เพื่อติดตามพระคริสต์? ความกลัวอย่างนั้นแหละที่หยุดผู้คน คุณกล้าที่จะถือว่าความกลัวเหล่านั้นเป็นเหมือน “หยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์”! และมาที่พระคริสต์โดยที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถ้าคุณทำอย่างนั้นคุณจะกลายเป็นคนที่ดีมากในสายพระเนตรของพระเจ้า!

สมัยก่อนคนที่ยอมตายเพราะพระคริสต์จะเรีกคนเหล่านั้นว่า “ผู้ที่ตายเพราะความเชื่อ” แต่คนอย่างท่าน วูรม์เบรน์ด นั้นทรมาณโดยที่ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต เรียกคนประเภทนี้ว่า “ผู้เสียสละ” อาจารย์วูรม์เบรน์ด คือนักเสียสละ ท่านปฎิเสธตัวเองและแบกกางเขนเดินตามพระคริสต์ แม้ว่าท่านต้องทนทุกข์เป็นอย่างมาก คุณเป็นอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า? คุณกล้าบอกว่า “สิ่งเหล่านั้นเป็นแค่หยากเยื่อสละมันเพื่อ [ข้าพเจ้า] จะได้พระคริสต์”? คุณปฏิเสธตัวเองหรือเปล่า เพื่อที่จะแบกกางเขนและเดินตามพระคริสต์? คุณกล้าพูดเหมือนอย่างบทเพลงของ ดร. จอห์น อาร์ ไรซ์ นี้หรือเปล่า

พระเยซู ข้าฯจะแบกไม้กางเขาของข้าฯ ละทิ้งทุกอย่างเพื่อติดตามพระองค์
ความยากไร้ ถูกดูหมิ่นและทอดทิ้ง จากเหตุทั้งหมดของข้าฯ
ทุกสิ่งทุกิย่งที่เป็นความใฝ่ฝันแม้ว่าจะต้องสูญสิ้นมลายไป
แต่พระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อฉันนั้นบริบูรณ์

อยู่ในบทที่ 8 ในหนังสือเพลงของท่าน กรุณายืนขึ้นและร้องด้วยกัน

พระเยซู ข้าฯจะแบกไม้กางเขนละทิ้งทุกอย่างเพื่อติดตามพระองค์
ความยากไร้ ถูกดูหมิ่นและถูกทอดทิ้ง และทุกอย่างที่ข้าฯมี
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความใฝ่ฝันแม้ว่าจะต้องสูญสิ้นมลายไป
แต่พระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อฉันนั้นบริบูรณ์

ฉันจะหลีกหนีออกจากโลกที่มีแตความเกลีดชัง และเคยเกลียดพระผู้ช่วยให้รอดด้วย
จิตใจของมนุษย์มีแต่การหลอกลวง แต่พระองค์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
พระองค์ทรงพอพระทัยในตัวข้าฯ พระเจ้า สติปัญญาความรักของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่
แม้ว่าเพื่อนๆจะเกลียดข้าฯ ขอพระองค์ทรงปกป้องข้าพระองค์เรื่อยไป
คนมากมายพยายามจ้องทำร้ายข้าฯ แต่พระองค์ทรงนำข้าฯเข้าอยู่ในอ้อมอก
เส้นทางแห่งชีวิตแม้จะแสนลำบาก แต่วันหนึ่งจะได้พักอยู่บนสวรรค์
ความชั่วช้าไม่อาจทำร้ายข้าฯ พระองค์ทรงประทานความรักให้ข้าฯ
เสน่ห์ในโลกนี้ไม่อาจฉุกข้าได้ ในยามที่ข้าฯอยู่กับพระองค์
(“Jesus, I My Cross Have Taken” โดย Henry F. Lyte, 1793-1847).

เราพร้อมที่จะคุยกับคุณถึงเรื่องการทรงช่วยโดยพระเยซู ถ้าคุณอยากจะคุยกับเรา กรุณาลุกออกจากที่นั่งของคุณเดินออกไปข้างหลังของห้องนมัสการในเวลานี้ ดร. คาเกน จะพาพวกคุณไปยังห้องอธิษฐานเพื่อคุย ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ตอบสนองรับเอาพระเยซูในค่ำคือนี้ด้วย อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: มาระโก 8:34-38.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“Jesus, I My Cross Have Taken” (โดย Henry F. Lyte, 1793-1847).


โครงร่างของ

แบกกางเขนของคุณ

TAKE UP YOUR CROSS

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์

“และเมื่อพระองค์ทรงร้องเรียกประชาชนกับเหล่าสาวกของพระองค์ให้เข้ามาแล้ว จึงตรัสแก่เขาว่า ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มาระโก 8:34)

(มัทธิว 16:24; ลูกา 9:23)

I.   หนึ่ง พวกแอนตีโนเมียนสมัยนี้ปฏิเสธเรื่องของการกลับใจใหม่ เอเฟซัส 2:8-19; ยอห์น 14:15, 24; I โครินธ์ 4:20; II ทิโมธี 3:5, 7.

II.  สอง สำหรับคนที่กลับใจอย่างแท้จริงไม่มีปัยหาต่อความเชื่อนั้น II โครินธ์ 5:17; I โครินธ์ 2:14; II โครินธื 4:3-4; I โครินธ์ 15:3-4; เอเฟซัส 2:8-10; ฟิลิปปี 3:8