Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




เป้าหมาย! วัตถุประสงค์! ตัวบุคคล!

THE TARGET! THE OBJECT! THE PERSON!
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าวันที่ 18 เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2013 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Morning, August 18, 2013

“และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:15)


สมาชิกของเราได้ลาพักร้อนในช่วงฤดูร้อนตามปกติที่เคยทำมา ขณะที่พวกเขาลาพักร้อนนี้ก็ได้ไปเข้าโบถส์แบ๊บติสต์ยังที่ต่างๆ และอีกตามเคยพวกเขากลับมาด้วยเรื่องราวที่เป็นข่าวร้ายสักส่วนใหญ่ นั่นมาใช่ว่าพวกเขาเป็นคนชอบนินทาแต่ความรู้สึกของการเป็นห่วงมากกว่า มีหลายครอบครัวที่พาลูกๆของพวกเขาท่องไปนมัสการยังคริสตจักรต่างของแบ๊บติสต์ในฝั่งตะวันออก มีแม่บ้านท่านหนึ่งบอกผมว่า “ดร. ไฮเมอร์ส ศิษยาภิบาลเหล่านั้นไม่พูดถึงพระคริสต์หรืออธิบายพระกิตติคุณเลย” ลูกชายและภรรยาใหม่ของเขาก็ไปร่วมนมัสการที่คริสตจักรสองแห่งในฝั่งตะวันตก เขาบอกผมว่า “พ่อ ศิษยาภิบาลเหล่านั้นสอนพระคัมภีร์เหมือนกับว่าทุกคนล้วนรอดแล้ว พวกเขาไม่พูดถึงพระเยซูหรือพระกิตติคุณเลย” โปรดเข้าใจที่ผมพูดนี้ไม่ใช่ว่ากำลังหาจับผิดพวกเขา แต่เป็นการท้าท้ายให้ศิษยาภิบาลหนุ่มทั้งหลายพูดถึงพระคริสต์ในตอนเทศนาด้วย เพราะนี่คือสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับในยุคมืดนี้ – คือพระเยซูและการถูกตรึงของพระองค์!

ผมได้สอนคนอื่นๆไม่ให้ไปวิจารณ์คริสตจักรอื่นๆ แต่พวกเขาก็รู้การเทศน์อย่างนั้นดูเหมือนจะยากยิ่งนักที่จะเอ๋ยพระนามของพระคริสต์ สิ่งที่พวกเขาเป็นห่วงคือไม่ได้ยินเรื่องราวในพระกิตติคุณเลย – ไม่ได้ยิน “แม้แต่” ตอนสรุปคำเทศนา! สมาชิกอีกคนหนึ่งบอกผมอีกว่า “ศิษยาภิบาลเหล่านั้นรู้ได้อย่างไรว่าคนที่ฟังนั้นรอดแล้ว? เพราะยังมีผู้ที่มาเยี่ยมรวมอยู่ที่นั่นด้วย พวกเขารู้ได้อย่างไรกันว่าคนเหล่านั้นคือคริสเตียน?” คนอื่นๆบอกผมอีกว่า “อาจารย์ ผมพลาดฟังการเทศนาของท่านที่พูดถึงพระคริสต์”

ทฤษดีการเทศน์ของผมนั้นง่ายๆ “เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆในหมู่พวกท่านเลยเว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์ และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขน” (1 โครินธ์ 2:2) นั่นไม่ได้หมายความว่าผมละทิ้งจุดสำคัญอื่นไป ไม่เลย! ยกตัวอย่าง บทเทศนาของผมในเช้านี้จะเป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างนักจิตวิทยาอย่างฟรอย์ และจังตามหลักความเชื่อดั้งเดิม แล้วผมก็จะมาสอนว่าพระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างไรบ้าง และผมก็จะมาพูดถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระว่างพวกยิว และศาสนศาสตร์แห่งพระคุณ แต่จุดศูนย์กล่างในคำสอนนี้จะอยู่ที่พระคริสต์และไม้กางเขน! อย่างที่อาจารย์เปาโลกล่าวว่า

“คนทั้งหลายที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าการประกาศเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่ แต่พวกเราที่รอดเห็นว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า เพราะมีคำเขียนไว้แล้วว่า ‘เราจะทำลายสติปัญญาของคนมีปัญญา และจะทำให้ความเข้าใจของคนที่เข้าใจสูญสิ้นไป คนมีปัญญาอยู่ที่ไหน บัณฑิตอยู่ที่ไหน นักโต้ปัญหาแห่งยุคนี้อยู่ที่ไหน พระเจ้ามิได้ทรงกระทำปัญญาของโลกนี้ให้โฉดเขลาไปแล้วหรือ เพราะตามเรื่องที่เป็นพระสติปัญญาของพระเจ้าแล้ว โลกจะรู้จักพระเจ้าโดยปัญญาไม่ได้ พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะช่วยคนที่เชื่อให้รอดโดยการเทศนาที่โง่เขลานั้น ด้วยว่าพวกยิวเรียกร้องหมายสำคัญและพวกกรีกเสาะหาปัญญา แต่พวกเราประกาศเรื่องพระคริสต์ผู้ทรงถูกตรึงที่กางเขนนั้น อันเป็นสิ่งที่ให้พวกยิวสะดุด และพวกกรีกถือว่าเป็นเรื่องโง่ แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้งพวกยิวและพวกกรีกต่างถือว่า พระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า เพื่อมิให้เนื้อหนังใดๆอวดต่อพระพักตร์พระองค์ได้ โดยพระองค์ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเจ้าทรงตั้งพระองค์ให้เป็นปัญญา ความชอบธรรม การแยกตั้งไว้ และการไถ่โทษ สำหรับเราทั้งหลาย
เพื่อให้เป็นไปตามที่เขียนว่า ให้ผู้โอ้อวด อวดองค์พระผู้เป็นเจ้า” (1 โครินธ์ 1:18-24, 29-31)

นี่คือเป้าหมายในคำเทศนาของเรา!

“เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆในหมู่พวกท่านเลยเว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์ และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขน” (I โครินธ์ 2:2)

“ถ้าคุณทำอย่างนั้น คุณจะมีแต่คริสเตียนที่อ่อนแอ” มีนักเทศน์บางคนในสมัยนี้ยังกล่าวว่า! เป็นไปไมได้! ผมจะสร้างสมาชิกของผมให้เติบโตขึ้นเพื่อต่อต้านและเพื่อเปรียบเทียบกับเขา! สมาชิกของเราทุกคนมาวันอาทิตย์ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น เราก็ใช้สามคืนสำคัญสำหรับการอธิษฐานอยู่ในช่วงระหว่างสัปดาห์ ทุกคนจะเข้าร่วมหนึ่งในสามนั้นเป็นอย่างน้อย และบางคนก็เข้าร่วมมากกว่านั้น สมาชิกของเราทุกคนออกไปประกาศ ถวายสิบลบ และมีชีวิตที่กระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์! ผมจะพูดเหมือนอย่างสเปร์เจียนที่ว่า “

"ใช่หรือเปล่าที่พระเยซูคริสต์และการถูกตรึงของพระองค์ที่กางเขนนั้นให้ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ตายแล้ว?...ในเวลาที่คนเศร้านั้นมองไปที่นั่น? ถ้าเขาเป็นคริสเตียน แล้วเขาจะบินไปที่ไหน? ที่ไหนกันแน่ ใช่ถึงที่พระเยซูคริสต์ผู้ถูกปลงพระชนม์หรือเปล่า? (C. H. Spurgeon, “The Man of One Subject,” The Metropolitan Tabernacle Pulpit, Pilgrim Publications, 1971 reprint, volume XXI, p. 647)

คริสตจักรของสเปอร์เจียนใหญ่ที่สุดในโลกในยุคของท่าน และเกือบทุกบทเทศนาของท่านจะเป็นแบบการประกาศ – และในทุกๆบทเทศนาของท่านนั้นจะบอกว่าคนบาปจะรับการช่วยกู้จากพระเยซูได้อย่างไร บทเทศนาของท่านจะมีพระเยซูเป็นศูนย์กลาง! บทเทศนาของท่านจะเน้นเรื่องของไม้กางเขน! ผมหวังว่าคริสตจักรส่วนมากของเราจะทำอย่างนั้นด้วยในทุกวันนี้! ท่านศิษยาภิบาล ถ้าคุณอยากจะรู้ว่าการเทศนาเกี่ยวกับพระเยซูในวันอาทิตย์เป็นอย่างไรนั้นกรุณาอ่านหนังสือของสเปอร์เจียน! ดร. ดับบริว เอ คริสเวลล์ นักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่จากดัลลัส เท็กซัส บอกว่า

ไม่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ยิ่งใหญ่อีก หรือคำพูดที่ให้พรจากคนในยุคนี้เหมือนอย่างท่าน [การเทศนาของสเปอร์เจียน] สเปอร์เจียนคือนักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่ทุกยุคทุกสมัย และบทเทศนาของท่านก็เกี่ยวข้องกับทุกชั่วอายุคน (W. A. Criswell, Ph.D., jacket cover of The Metropolitan Tabernacle Pulpit, Pilgrim Publications, volume VII, 1986 reprint)

อะไรที่ทำให้บทเทศนาของสเปอร์เจียน “ใช้ได้กับคนทุกยุคทุกสมัย”? เพราะการต่อเนื่องที่เน้นหนักถึงพระเยซูคริสต์ – และการถูกตรึงของพระองค์!

ต้องเน้นหนักเรื่องของความรอดโดยการเชื่อในพระคริสต์ และต้องเน้นบ่อยๆอยู่บนธรรมาส์ นั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้คริสตจักรเติบโตเข้มแข็ง คริสเตียนควรได้ยินพระกิตติคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่งั้นก็คือกลายเป็นคริสเตียนที่อ่อนแอและล้าหลัง ไม่มีอะไรที่จะเชิดชูจิตวิญญาณของผู้เชื่อให้สูงขึ้นเม่ากับการเทศนาที่เกี่ยวกับ “พระเยซูและการถูกตรึงของพระองค์”! คนบาปทั้งหลายต้องได้ยินพระกิตติคุณหลายๆครั้ง ก่อนที่พวกเข้าจะมารับเอาความรอด ในช่วงระยะเวลาห้าสิบห้าปีที่ผมทำพันธกิจก็ได้พูดคุยกับกลุ่มอีเวนเจลิคอล์และแบ๊บติสต์ ผู้รู้สึกหดหู่ใจที่พวกเขาไม่เน้นเรื่องการช่วยกู้ สมาชิกตามคริสตจักรใหญ่ๆต่างไม่รู้เลยว่าการช่วยกู้ให้รอดนั้นเป็นอย่างไร และส่วนมากก็เข้าใจผิดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้

เหตุผลหนึ่งที่บ่งบอกถึงคนที่จิญญาณชองผู้ที่หลงหาย พระวัจนะกล่าวว่า

“แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยจิตวิญญาณ” (I โครินธ์ 2:14)

อีกเหตุผลที่ทำให้ไม่เข้าใจในเรื่องนี้เป็นเพราะว่านักเทศน์ทั้งหลายไม่เน้นเรื่องของความรอด พวกเขาละเลยคำสอนที่เกี่ยวกับ (ศาสนศาตร์แห่งความรอด) พวกเขาขาดการใส่ใจที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้หรือปล่อยปละละเลย พวกเขาปล่อยให้ครูสอนระวีที่ไม่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาสอน เพราะพวกเขาคุยเอาเองว่าตัวเองคือครูสอนระวีฯที่สอนเรื่อง “ความรอด” – แม้กระทั่งบางคนเข้าใจว่าตัวเองรอดแล้วแต่จริงๆไม่ใช่! ผมอยากให้นักเทศน์ของเราทุกคนต้องเน้นพระกิตติคุณมากๆ!

ความรอดในพระเยซูคือมงกุฏเพชรของการเทศนา และเป็นจุดสำคัญในการทำพันธกิจของเรา ความเชื่อในพระคริสต์คือจุดสำคัญทั้งหมด เป็นสิ่งง่ายๆ แต่ก็ซับซ้อม ผมหวังว่าพวกคุณจะสามารถได้ยินคำเทศนานี้ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยกู้โดยการเชื่อในพระเยซู และนั่นก็นำเรามาที่เนื้อหาของเรา

“และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:15)

ในที่นี้คือคำพูดของอาจารย์เปาโลให้กับชายคนหนึ่งที่ชื่อทิโมธีและพวกเราด้วย โดยบอกว่าพระวัจนะมีฤทธิ์สอนท่านให้ได้ปัญญาถึงความรอดโดยความ – และความรอดนี้มาถึงเราโดยทางที่เราเชื่อในพระเยซูคริสต์ จุดสำคัญคือเชื่อในพระเยซูคริสต์

เรามักพูดว่าเยซูหรือพระเยซูคริสต์ แต่สำหรับอาจารย์เปาโลแล้วใช้คำว่าคริสต์นำหน้าก่อน – คริสต์ เยซู – หรือ “พระเมสิยาห์ เยซู” นั่นคือจุดของความคิดนี้ ผมคิดว่าการที่ท่านใช้คำว่า “คริสต์” นำหน้าก็เพื่อเน้นถึงตำแหน่งใหญ่ที่พระเยซูทรงมี และเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคนบาปที่ถูกเจิม ดังนั้นอาจารย์เปาโลถึงกล่าวว่าเรารับความรอด โดย “ความเชื่อในคริสต์-พระเยซู” – ไม่ใช่ความเชื่อในพระคัมภีร์ แต่ในพระคริสต์-เยซู และจุดประสงค์ของพระคัมภีร์คือ “ทำให้เราฉลาดขึ้น” มีปัญญาและรับความรอด “โดยความเชื่อในพระคริสต์-เยซู”

โดย “ความเชื่อ” ท่านหมายถึงวางใจและโดยอาศัย คำว่า “ความเชื่อ’ ในภาษากรีกจะอยู่ในรูปของ “พิสติส” หรือ “pistis” ซึ่งหมายถึง “โดยอาศัยพระคริสต์” ” (Strong, หมายเลขที่ 4102) ดังนั้นเป้าหมายของรอดวางใจที่มีใน พระคริสต์-เยซู โดยเป้าหมายนั้นหมายถึงจุดมุ่งหมาย จุดที่คุณมุ่งเป้าเข้าไปที่นั่น ทุกๆ “อย่าง” คุณต้องวางใจหรือแล้วแต่พระองค์ และ “สิ่ง” นั้น เป้าหมายนั่นคือบุคคล –พระเยซูคริสต์ พระองค์คือเป้าเดียวของเราเท่านั้น หรือคือบุคคลที่ทรงสามารถช่วยให้เรารอด – ไม่ใช่ตัวของพระคัมภีร์ ไม่ใช่พระวิญญาณบริสุทธ์ ไม่ใช่การอธิษฐาน แต่คือพระเยซู – พระเยซูเท่านั้น! นั่นคือทุกอย่างที่ผ่านมาทางพระคัมภีร์ เราได้ยินคำพูดของพระคริสต์ในพระธรรมอิสยาห์ว่า

“จงมองมาที่เราและรับการช่วยให้รอด” (อิสยาห์ 45:22)

คำว่า “เรา” ในข้อนั้นคือพระคริสต์ก่อนที่จะประสูติลงมายังโลกนี้ - “จงมองมาที่เรา” – พระเยซูคือเป้าหมายที่คุณต้องมองไปโดยทางความเชื่อ “จงมองมาที่เราและรับการช่วยให้รอด” นั่นคือว่าไม่มีความรอดที่ไหนอื่นอีก พระเยซูคือเป้าหมายเดียวที่คุณต้องมองไปโดยทางความเชื่อและวางใจ “จงมองมาที่เราและรับการช่วยให้รอด” และพระเยซูก่อนประสูติทรงกล่าวอีกครั้งหนึ่ว่า

“จะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า” (เยเรมีย์ 29:13)

“เรา” “เรา” “เรา” “แสวงหาเรา” “พบเรา” “ค้นหาเรา” คุณเห็นรู้เปล่าว่าพระเยซูคือเป้าหมายหลักของความเชื่อและความรอด! ซึ่งจะคล้ายคลึงกับพระคัมภีร์ใหม่เช่น

“จงเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย” (กิจการ 16:31)

พระเยซูคริสต์คือผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องเชื่อ พระเยซูคือเป้าหมายหลักของความเชื่อและความรอด! พระองค์ทรงตรัสว่า

“บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข” (มัทธิว 11:28)

พระเยซูบอกเราให้เชื่อในพระองค์ “จงมาหาเรา” พระเยซูคือเป้าหมายหลักของความเชื่อและความรอด! และอีกข้อหนึ่ง

“ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ” (ยอห์น 3:18)

ทั้งหมดนี้มาจากพระคัมภีร์ – ข้อพระคำของเรานี้คือ “…โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” พระเยซูเท่านั้นที่ทรงช่วยเราให้รอดได้ และทางเดียวที่คุรรอดคือทรงความเชื่อ ไว้วางใจ โดยผ่านทางความเชื่อในตัวของพระเยซูคริสต์

ทำไมคุณถึงต้องการพระเยซู? เพราะว่าพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของคุณ – และเพราะว่าพระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายและประทานชีวิตนิรันดร์ให้คุณ! บาปของคุณต้องได้รับการอภัยถ้าไม่งั้งคุณไม่อาจเข้าแผ่นดินสวรรค์ คุณจะรับชีวิตนิรันดร์จากพระเยซูหรือจะตกในบึงไปนรก! พระเยซูเท่านั้นที่ทรงช่วยเราให้รอดได้!

และนี่คือความเชื่อผิดต่างๆ ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้เชื่อในวันเสาร์ อะไรคือคำสอน “สำคัญ” ของพวกเขา? คุณต้องยึดถือวันสะบาโต (วันเสาร์) ไม่ใช่วันของพระเป็นเจ้า (วันอาทิตย์) ไม่นานมานี้พวกเขาเคยมาที่นี่ คายเขียนให้ผมและบอกว่า “เขาเชื่อทุกอย่างในพระคัมภีร์” คายบอกว่านั่นคือสิ่งที่วิเศษ แต่สำหรับผมแล้วรู้สิ่งที่ดีวิเศษกว่านั้น ผมบอกชายหนุ่มคนนั้นว่าคริสตจักรของเรายินดีให้เขาไปที่นั่น แต่เขาต้องไม่คุยกับคนอื่นเกี่ยวกับวันสะบาโต มีวันหนึ่งเขาบอก ดร. คาเกนว่าเขาไม่อาจมาที่คริสตจักรได้อีก เพราะว่าเขาจำเป็นต้องพูดเรื่องของวันสะบาโต! นั่นบอกอะไรให้กับคุณ? นั่นบอกว่าวันสะบาโตคือจุดสำคัญในความเชื่อของเขา ผมไม่ติดใจอะไรกับการที่เขานมัสการในวันสะบาโต แต่อย่าให้ตรงนั้นคือศูนย์กลางของความเชื่อ พระเยซูคริสต์เท่านั้นถึงอยู่ตรงนั้นได้ พระองค์ตรัสว่า “ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา” (ยอห์น 14:6) พระเยซูไม่อาจที่จะแบ่งความเชื่อแห่งความรอดนี้ให้กับวัตถุใดๆนอกจากในตัวของพระองค์เอง

พระเยซูตรัสว่า “ไม่มีใครมาถึงพระบิดาไม่ นอกจากมาทางเรา” (ยอห์น 14:6) พระเยซูไม่อาจที่จะแบ่งความเชื่อแห่งความรอดนี้ให้กับวัตถุใดๆนอกจากในตัวของพระองค์เอง!

พระเยซูเท่านั้น ให้ฉันเห็น พระเยซูเท่านั้น ไม่มีใครแต่พระองค์
แล้วบทเพลงของฉันจะเป็นของ –พระเยซู! พระเยซูเท่านั้น
   (“Jesus Only, Let Me See” โดย Dr. Oswald J. Smith, 1889-1986)

คุณจะเห็นจากพวกพยานพยะโฮวาห์เช่นเดียวกัน จุดศูนย์กลางความเชื่อของพวกเขาคือเจโฮวาห์ ไม่ใช่พระเยซู (แม้ว่าพวกเขาจะใช้พระนามของพระองค์) นี่คือคำ “แนะนำ” กับพวกมอร์มอน พวกเขาวางใจพระเยซูโดยที่ไม่พึ่งพระคัมภีร์ของมอร์มอนเลยหรือเปล่า? ไม่เลย! พวกเขาไม่ทำอย่างนั้น? พวกเขาต้องอาศัยหนังสือของมอร์มอน นี่ชี้ให้เห็นถึงหนังสือของมอร์มอน ไม่ใช่พระเยซูที่เป็นจุดศูนย์กลางในความเชื่อของพวกเขา! พระเยซูเท่านั้น พระเยซูเท่านั้นคือศูนย์กลางของความเชื่อ นั่นคือสิ่งที่เปโตรบอกว่า

“ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กิจการ 4:12)

พระเยซูเท่านั้นคือศูนย์กลางของความเชื่อของเรา นั่นคือทางเดียวแห่งความรอด อย่างที่เนื้อหาของเรากล่าวว่า ความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:15)

ตอนนี้แล้วคุณล่ะ? คุณพยายามกำลังเชื่ออะไร? คุณพยายามกำลังวางใจอะไร? คุณอาจพูดว่า “ฉันจะเชื่อถ้าฉันรู้สึกอย่างหรืออย่างนั้น ฉันจะเชื่อถ้าสามารถพิสูจน์ความรู้สึกจากภายในของฉัน” คุณไม่มีทางรอดโดยทางนี้! เพราะจุดศูนย์กลางความเชื่อของคุณคือความรู้สึก – ไม่ใช่พระเยซู! คุณอาจรอความรู้สึกทั้งชีวิตของคุณ – และอาจรับความรู้สึก (ขากซาตานหรือวิญญาณชั่ว) – ถ้าคุณพึ่งความรู้สึกก็จะลงนรกเท่านั้น! พระเยซูเท่านั้นช่วยคุณด้วย! พระเยซูต้องเป็นจุดศูนย์กลางของความเชื่อของคุณเท่านั้น ไม่ใช่ความรู้สึก! คุณต้องวางใจในพระเยซูเท่านั้น!

พระเยซูเท่านั้น ให้ฉันเห็น พระเยซูเท่านั้น ไม่มีใครแต่พระองค์
แล้วบทเพลงของฉันจะเป็นของ –พระเยซู! พระเยซูเท่านั้น!

มีอีกคนหนึ่งบอกผมว่า “ใช่ ฉันเชื่อ ฉันเชื่อว่าพระเยซูทรงพระชนม์เพื่อฉัน” โอ้ โอ้! คำว่า “ว่า” คือศูนย์กลางในความเชื่อของคุณ – ไม่ใช่พระเยซู! “ฉันเชื่ออย่างว่าอย่างนั้น!” แต่ว่าช่วยใครไม่ได้! “ว่า” คือความตาย เป็นคำสอนที่ลมๆแล้งๆ “ว่า” คือพวกเซนดีเมเนียนนิยม! ผมยังสงสัยว่า “ว่า” อาจจะเป็นชื่อของซาตานก็เป็นได้ คุณพูดว่า “ฉันเชื่อว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อฉัน” ฉันพูดว่า “หยุดเชื่อว่าอย่างนั้น! จงเชื่อในพระเยซูคริสต์! หยุดเชื่อหลักคำสอน หรือชื่อของซาตาน “ว่า”

““จงเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย”” (กิจการ 16:31)

ผมต้องวกกลับมาและพูดอีกครั้งว่า ลัทธิไม่มีพระเยซูเป็นศูนย์กลางพระไม้กางเขน! พวกนอกกรีตไม่มีพระเยซู และไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของคุณ ไม่มีศาสนาปลอมที่ทำอย่างนั้น พวกเขาทำตามศาสนาของคนตะวันออก พวกเขามุ่งไปที่ลัทธิของชาวตะวันตก พวกเขาไม่เคยเชื่อพระเยซูและการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อบาปของเรา

โอ้ จงหลีกหนีออกจากพวกนอกรีต! จงเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์และพระองค์ผู้ถูกปลงพระชนม์! จงหลีกหนีจากความรู้สึกและคำสอนเทียมเท็จ “ความรอด [คือ] ผ่านทางความเชื่อซึ่งในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:15)

พระเยซูเท่านั้น ให้ฉันเห็น พระเยซูเท่านั้น ไม่มีใครแต่พระองค์
แล้วบทเพลงของฉันจะเป็นของ –พระเยซู! พระเยซูเท่านั้น!

จงหยุดมองดูความรู้สึก! แล้วดูไปที่พระคริสต์และการถูกตรึงของพระองค์! มองดูพระองค์ผู้สถิตในสวรรค์ประทับในพระหัตถ์ขวาของพระเจ้า! จงหลีกหนีจากอารมณ์และความรู้สึก! จงหยุดมองดูความรู้สึก! แล้วดูไปที่พระคริสต์และการถูกตรึงของพระองค์! จงหยุดเชื่อ “ว่า” พระองค์สามารถช่วยคุณ “สิ่งนั้น” ช่วยคุณไม่ได้ หลีกออกจาก “นั้น” “จงเชื่อในพระเยซูคริสต์ แล้วคุณจะรอด” พระองค์อยู่ที่นั่นเพื่อคุณ จงหันมาที่พระองค์ มาที่พระองค์! วางใจในพระองค์!

ฉันได้ยินเสียงแห่งการต้อนรับของพระองค์
   เรียกข้าพระองค์มาที่พระองค์
รับการชำระขาวสะอาดในโลหิตมีค่าของพระองค์
   ที่ไหลที่โกรธา
พระเจ้า! ฉันกำลังมา มาที่พระองค์ตอนนี้!
   ชำระฉันทำความสะอาดฉันในพระโลหิต
   ที่ไหลที่โกรธา

แม้ว่าจะมาอย่างอ่อนแอและเลวทราม,
   พระองค์ทรงทำให้ฉันมั่นใจ
ความเลวทรามของฉันถูกชำระอย่างสิ้นเชิง
   จนขวาสะอาดและบริสุทธิ์
พระเจ้า! ฉันกำลังมา มาที่พระองค์ตอนนี้!
   ชำระฉันทำความสะอาดฉันในพระโลหิต
   ที่ไหลที่โกรธา
     (“I Am Coming, Lord” โดย Lewis Hartsough, 1828-1919)

ถ้าคุณพร้อมที่จะวางใจในตัวของพระเยซู กรุณาลุกจากที่นั่นของท่านเดินออกไปข้างหลังของห้องนี้ ดร. คาเกนจะนำพวกคุณไปที่ห้องอธิษฐาน ไปได้ ดร. ชาน กรณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่วางใจในพระเยซูนี้ อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย อาเบล พลูโฮมมี: ยอห์น 3:16-18.
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“I Am Coming, Lord” (โดย Lewis Hartsough, 1828-1919).