Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ดินแดนที่ไร้ซึ่งวิญญาณ

THE ISLAND OF LOST SOULS
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเช้าวันของพระเป็นเจ้าวันที่ 21 เดือน กรรกฎาคม ค.ศ. 2013 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, July 21, 2013

“ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนังก็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณก็คือชีวิตและสันติสุข เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนังจะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็หามิได้” (โรม 8:6-8)


อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนังก็คือความตาย” คำพูดนี้กล่าวถึงสถานภาพของผู้ที่หลงหาย “ความตาย” ที่ท่านกล่าวถึงนี้คือตายในฝ่ายวิญญาณ และอาจารย์เปาโลก็ใช้คำนี้ถึงสองครั้งในพระธรรมเอเฟซัส ท่านกล่าวว่าพวกเขา “ตายแล้วโดยการละเมิดและการบาป” (เอเฟซัส 2:1) ท่านยังกล่าวอีกว่าพวกเขา ”ตายไปแล้วในการบาป” พระคัมภีร์ฉบับ สคอฟิวล์ด (Scofield) อธิบายเอเฟซัส 2:5 เอาไว้ว่า “การตายในฝ่ายวิญญาณเป็นการพูดถึงธรรมชาติของมนุษย์หรือคนที่ไม่ได้ถูกสร้างใหม่ ยังอยู่ในบาปที่ไร้จิตวิญญาณ และถูกแยกออกจากพระเจ้า” (The Scofield Study Bible, 1917 edition; note on Ephesians 2:5).

อาจารย์เปาโลนำคำว่า “ตาย” มาเปรียบเทียบกับคำเหล่านี้ “ชีวิตและสันติสุข” แสดงถึงคนที่ไม่ได้กลับใจใหม่คือคนที่จิตวิญญาณนั้น “ตาย” แล้ว ตรงกันข้ามคนที่บังเกิดใหม่คือคนที่ “มีชีวิตและสันติสุข” คำว่า “สันติสุข” ตามดร. มาร์ตินย์ ลอย์ด โจนส์ คือกุญแจสำคัญในพระธรรมโรมบทที่ 8 บ่งบอกว่าผู้ที่หลงหายคือคนที่ไม่มีสันตสุข สำหรับอาจารย์เปาโลแล้วนั่นหมายถึง “สันติสุขที่อยู่กับพระเจ้า” -

“เหตุฉะนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขกับพระเจ้า” (โรม 5:1)

ทำไมผู้ที่ไม่ใช่คริสเตียนถึงไม่มีสันติสุขกับพระเจ้า? เหตุผลถูกอธิบายเอาไว้ในข้อที่ 7 พวกเขาไม่มีสันติสุขกับพระเจ้า

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้” (โรม 8:7)

พระคัมภีร์ฉบับเจนีวาปี 1599 แปลคำว่า “เนื้อหนัง” คือชีวิตที่เต็มไปด้วยตัณหา” ตามในข้อนี้กล่าวว่า “ และตามในข้อนี้กล่าวว่า “โดยเนื้อหนังนั้นไม่อาจบังเกิดใหม่ได้” คนที่ไม่รอด คนที่ไม่กลับใจใหม่ “เป็นศัตรูต่อพระเจ้า”

ถ้าศึกษาอย่างเป็นจริงเป็นจังแล้ว ในแง่ลบของมนุษยชาติตามพระวัจนะนั้นก็คือพูดถึงคนที่ไม่กลับใจใหม่ก็คือคนบาปนั่นเอง

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้” (โรม 8:7)

ถึงแม้ว่าจะเป็นแง่ลบมากๆถึงเพียงนั้น และนั่นคือความจริงเกี่ยวกับมนุษย์ ข้อให้เราคิดถึงสองจุดตามที่ปรากฏในข้อพระคัมภีร์ของเรานี้

I. หนึ่ง แน่นอนพระคัมภีร์กล่าวถึงมนุษยชาติ

ผมได้ว่ายน้ำที่สนามออกกำลังกายของผมในอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ผมพบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอเธอมาหลายเดือนแล้ว โดยบุคลิกภาพของเธอแล้วเป็นคนที่ดูดีมากๆ ผมรู้สึกดีใจที่ได้เห็นเธออีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ไม่เคยเห็นมาหลายเดือนแล้ว แน่นอนเธอรู้ว่าผมคือผู้รับใช้ และทุกครั้งที่ได้สนทนากับเธอนั้นจะพูดในแง่ดีและไม่เป็นในทางที่เสียหาย ผมจำไม่ได้เลยว่าทำไม แต่เราสนทนาไม่ถึงสามถึงสี่นาทีก่อนที่เธอจะบอกว่าทำไมพระเจ้าถึงปล่อยให้เธอทนมุกข์อยู่ในโลกนี้ ในช่วงที่เธอมีความทุกข์หนักนี้ เธอบอกว่ายังไม่ได้เชื่อพระเจ้า แต่ความผิดนั้นเป็นเพราะพระองค์ ทางเดียวที่ทำให้เธอเชื่อพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อพระองค์ทำตามในสิ่งที่เธอต้องการและต้องได้ตามนั้น! โอ้ แน่นอนผมต้องปกป้องพระเจ้า ผมบอกว่านั่นเป็นเพราะมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้าที่นำความทุกข์มาให้กับคนที่ต่อต้านพระองค์ แต่เธอก็ทำตาขยิบและไม่ยอมที่จะรับฟัง ผมจึงเปลี่ยนไปพูดอย่างอื่นแทน หลังจากนั้นการสนทนาของเราก็ดูราบรื่นดี

คำพูดของผู้หญิงคนนี้คือตัวอย่างที่ดีของผู้ที่ไม่เชื่อคิดกัน “เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า” พวกเขาไม่ชอบในสิ่งพระเจ้าทรงกระทำ พวกเขารู้สึกรำคาญพระองค์ ในตอนที่พวกเขาพูดถึงพระเจ้านั้นก็โกรธพระองค์ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง “บาทหลวงขืนใจฉัน” นี่คือปัญหาใหญ่ให้กับพวกคาทอลิค พวกเขาบอกว่า“ถ้าพวกเขาเป็นพระเจ้า จะไม่ยอมให้เรื่องร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้น” ผมจึงตอบว่า “แน่นอน แต่พระเจ้าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องประการใดการเรื่องร้ายเหล่านั้นเลย แต่เพราะมนุษย์ต่างหาก!” พวกเขาทำตาขยิบและไม่อยากได้ยินอีกต่อไป แต่กลับไปโทษพระเจ้า

“ผมเห็นคนหน้าซื่อใจคดในคริสตจักร” หนึ่งที่ร้ายกาจนั้นอยู่ในแบ๊บติสต์และอีกคนหนึ่งอยู่ในกลุ่มแพ็นเทคอส ผมตอบว่า “แน่นอน แต่พระเจ้าไม่ใช่ต้นเหตุสิ่งนั้น แต่คนบาปต่างหากคือตัวต้นเหตุ ไม่ใช่พระเจ้าที่ทรงกระทำให้พวกเขากลายเป็นคนหน้าซื่อใจคด พวกเขาทำตัวเองให้เป็นอย่างนั้น” อีกครั้งหนึ่งที่พวกเขาทำตาขยิบและไม่สนใจผม และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากผู้ไม่เชื่อทุกคนที่ผมได้พูดคุยด้วย พวกเขาแต่ละคนคิดว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้องและลึกซึ้ง – อย่างที่คนอื่นไม่อาจจะคิดอย่างนั้นได้!!! โอ้ สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องใส่ร้ายคนอื่นนั้นดูเหมือนจะเป็นจริงใหญ่โตทั่วทั้งจักรวาล และผู้ไม่เชื่อทุกต่างก็พูดอย่างนั้นให้กับพระเจ้า ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเหมือนคุกกี้ที่ออกมาจากเครื่องตัดอันเดียวกัน! – การโต้แย้งของพวกเขาไม่เพียงแต่ครอบคลุมทั้วทั้งจักรวาล แต่ในขณะเดียวกันเป็นเหมือนเด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พวกเขาพูดว่า “ฉันไม่ชอบสิ่งที่พระเจ้าทำ – ดังนั้นฉันจึงต้องลงโทษพระองค์โดยการที่ไม่เชื่อในพระองค์” ช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน! เพราะคนที่พวกเขาทำลายและทำให้คนนั้นเจ็บก็คือพวกเขาเอง การพูดใส่ร้ายคนอื่นเพื่อทำให้ตัวเองดูเป็นคนที่ดีเลิส คนๆนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปกับเด็ก พวกเขาก็จะหยิบของเล่นของพวกเขาและเดินจากไปในยามที่เกมส์ของชีวิตไม่ได้เล่นตามหลักแห่งความเป็นจริงที่ควรจะต้องเล่น!

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้” (โรม 8:7)

โปรดรู้ไว้ว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องล้มเหลว ราคะตัณหาเนื้อหนังธาตุแท้ถูกเปิดเผยออกมาเองในคริสตจักรไม่ว่าจะที่ใดที่หนึ่ง คริสตจักรที่มีแตกแยกล้วนมาจากสมาชิกในคริสตจักรที่ไม่ยอมกลับใจใหม่ ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะมีข้อยกเว้นใดๆ – ไม่เลยแม้แต่นิดเดียวผมก็ไม่เคยได้ยินหรือทราบมาก่อน ในยามที่ทุกอย่างไม่ได้ไปตามที่พวกเขาต้องการและควรจะไป พวกเขาก็หยิบเอาของเล่นของพวกเขาและพูดออกมาด้วยอาการที่โมโหและหยุดที่จะเดินต่อไป! แม้ว่าคุณจะเตือนหรือพยายามที่จะหาเหตุผลพูดคุยกับคนเหล่านี้หรือใช้พระวัจนะเป็นข้ออ้างอิงเช่นพูดทำนองนี้ว่า “แต่พระเจ้าก็ไม่ต้องการให้คุณหนีออกจากคริสตจักร” พวกเขาไม่สามารถได้ยินเสียงของคุณ ตาของพวกเขาขยิบและมองข้ามคุณไป ผมไม่เคยได้ยินแม้แต่คนเดียวที่จะสามารถประนีประนอมและกลับมาคืนดีกันได้หลังจากที่พวกเขาหนีออกจากคริสตจักรนั้นไป – ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว! ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้” (โรม 8:7)

มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งทำงานฝ่ายเบิกเงินที่ธนาคารของผมบอกผมว่า เธอเคยไปเข้าโบสถ์ที่คริสตจักรเล็กๆแห่งหนึ่งของแบ๊บติสต์ใจ้ใกล้กัลบ้านของผม แต่เธอก็บอกว่าพ่อแม่ของเธอรู้สึกไม่พอใจคริสตจักรนั้นและก็หนีออกไป – ซึ่งเธอเองก็ไม่สะดวกที่จะไปที่นั่นคนเดียวแล้วก็หยุดไปเช่นกัน ผมพยายามใช้เหตุผลพูดคุยกับเธอ แต่เธอก็ทำตาขยิบไม่สนใจผม แล้วก็มองข้ามสิ่งที่ผมพูด เพราะเธอคิดว่าการที่พ่อแม่ของเธอออกจากคริสตจักนั้นถูกต้องแล้ว ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาไม่ได้ไปคริสตจักรไหนก็ก็ตาม ตัวเธอเองก็หลีกหนีห่างจากคริสตจักรและไม่ไปอีกต่อไป คริสตจักรเองก็พังทลายลงแถบไม่มีคนไปอีก – นั่นเป็นเพราะการกระทำของพวกผู้ปกครองที่เป็นผู้หญิง! เวลาที่คุณพยามคุยกับคนเหล่านี้ด้วยเหตุและผล และนำพระคัมภีร์มาประกอบด้วยก็ตาม พวกเขาก็มักจะมีพฤติกรรมอย่างเดียวกัน – นั่นเหมือนกับพวกเขาออกมาจากเครื่องตักคุกกี้ในแบบเดียวกัน! ตาของพวกเขาดูขยิบไม่สนใจแล้วก็เดินจากไป ทำไมล่ะ?

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้” (โรม 8:7)

ข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่ง! เวลาที่คุยกับพวกคริสเตียนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่ เทศนาประกาศให้กับพวกเขาด้วยถ้วยคำที่เผ็ดร้อน อธิษฐานให้กับพวกเขาด้วยฤทธิ์อำนาจ มีการสามัคคีธรรมทานอาหารกับพวกเขาพร้อมกับให้คำปรึกษาที่ดีๆ – อะไรที่พวกเขาตอบสนองอย่างทันทีทันใด? พวกเขาจะหาทางต่อต้านไม่เห็นด้วย! พวกเขาจะหาข้อแก้ตัวด้วยอารมณ์ที่โมโหว่านั่นไม่ใช่ความผิดของพวกเขา! โอ้ ไม่ นั่นไม่ใช่ความผิดของพวกเขา! คุณพยายามหาทุกวิถีทางอย่างที่มนุษย์ทำได้เพื่อรักษาคนเหล่านั้นไว้ในคริสตจักร แต่แล้วตาของพวกเขาดูขยิบไม่สนใจแล้วก็เดินจากไป ทำไมล่ะ?

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า: เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้” (โรม 8:7)

ใช่ พระคัมภีร์กล่าวอย่างถูกต้องทีเดียวถึงธาตุแท้ของคนที่ไม่ยอมกลับใจใหม่

II. สอง พระธรรมข้อนี้แสดงถึงอำนาจใหญ่ที่เป็นเงื่อนไขของความชั่ว

ไม่มีใครอีกแล้วที่จะสามารถได้อย่างชัดเจรเท่ากับอัครทูตยอห์น ซึ่งท่านกล่าวว่า

“และชาวโลกทั้งสิ้นตกอยู่ใต้อำนาจของความชั่ว” (I ยอห์น 5:19)

มนุษย์โลกถูกสาปเช่งเพราะอาดาม ดังนั้น

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า เพราะหาได้อยู่ใต้” (โรม 8:7)

เฮช จี เวลลส์ เป็นผู้ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าได้สนับสนุนทฤษดีของดาวินนิยม คุณจะเห็นว่าภาพยนตร์ในแนววิทยาศาสตร์นั้นจะอยู่บนพื้นฐานของนวนิยายขิงเขาเช่น “สงครามโลก” “ยุคแห่งเครื่องจักรกล” “โลกที่สูญหาย” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ดินแดนที่ไร้วิญญาณ” ที่ผ่านมาผมไม่ได้ใช้เวลามาอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ผมได้ดูตอนที่ถูกนำทำภาพยนตร์ในปี 1932 ในเวอร์ชั่นที่สอง “ดินแดนที่ไร้วิญญาณ” เรื่องนี้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ถึงสามครั้ง แต่เวอร์ชั่นที่สร้างในปี 1932 จเป็นเวอร์ชั่นที่น่าดูดที่สุด นักวิจารณ์หนังอย่าง ลีโอนาร์ด มาล์ติน ได้ให้สามดาวครึ่งจากสี่ให้กับเวอร์ชั่นนี้ ในเรื่องเป็นการพูดถึงน่าวิทยาศาสาตร์วิกลจริตท่านหนึ่งหนึ่งแสดงโดย ชาร์ลส์ ลอชตัน แยกตัวไปอยู่ในเกาะที่ไร้ผู้คน ตอนที่เขาเปลี่ยนสัตว์ป่าให้กลายเป็นครึ่งมนุษย์ที่เรียกกันว่า “มนุษย์สัตว์” หรือ humaninals หนึ่งในคนที่แสดงเป็นธรรมชาติเหล่านั้นคือ เบลล่า ลูโกซี่ โดยแสดงเป็นผีดิบดุเลือดหรือที่เรียกว่า แดรกคิวลา ตามที่ปรากฏในต้นฉบับ การเป็นครึ่งมนุษย์และครึ่งสุนัจของลูโกซี่มีหน้าที่คือจะคอยต่อสู้กับลอชตันในตอนจบกล่าวว่า “เราเป็นมนุษย์หรือเปล่า?” จากเรื่องราวของ เฮช จี เวลล์มันเชื่อมโยงโดยตรงกับทฤษดีของดาวิน ถ้าคุณดูภาพยนตร์เรื่องนี้ตามบ้านกรุณาอย่าให้เด็กๆดู มันเป็นหนังที่ถูกสร้างในปร 1932 ก่อน เฮย์ส โคด จะใส่เอฟเฟท์เข้าไป มีหลายๆสถานที่ๆค่อนข้างน่ากลัว โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายของเรื่อง“ดินแดนไร้วิญญาณ”

ช่วงระยะเวลาไม่นานก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่าน ซี เอส ลีวิส บอกเพื่อนคนหนึ่งว่าท่านเชื่อว่าวิวัฒนาการคือ “จุดศูนย์กลางในสมัยของเรานี้” และท่านก็กล่าวถูกต้องเพราะทฤษดีของดาวิลนั้นเป็นหนึ่งเดียวที่เป็นนวนิยายในแนววิทยาศาสาตร์จริงๆ คนส่วนมากไม่รู้หรอกว่าดาวินไม่เคยได้รับปริญญาบัตรใดในสาขาวิทยาศาสตร์ ตรงกันข้ามท่านรับปริญญาสาขาศาสนศาสตร์ที่เชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น แต่หนังสือของ่ทานอ่านแล้วออกแนววิทยาศาสตร์เหมือนอย่างกับวิคทอเรียนและจูลส์ เวอนี่ และนี่คือ “ทฤษดีของการวิวัฒนาการ” ซึ่งได้รับความนิยมจากพวกจิตป่วยของคนยุคกลางรวมถึงลัทธิฟาสซิสต์ของฮิตเลอร์ คอมมิวนิสต์ และอื่นๆ ท่าน เฮช จี เวลล์สคือหนึ่งในสาวกของดาวิน

แน่นแน่หนังเรื่อง “ดินแดนที่ไร้วิญญาณ” คือภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงความจริงของโลกที่เราอาศัยอยู่ในค่ำคืนนี้! มนุษย์ทุกคนต่างก็อาศัยอยู่ใน “ดินแดนที่ไร้วิญญาณ” ที่ผ่านมาเราไปไม่ถึงทฤษดีวิวัฒนาการ! มีบทกรองหนึ่งซึ่งกล่าวถึงลิงสองตัวคุยกันอยู่บนต้นไม้ หนึ่งในนั้นพูดว่า

ใช่ เชื้อสายของมนุษย์มันช่างเจ้าเล่ห์
แต่พี่ มนุษย์ไม่ใช่เชื้อสายของเรานะ!

จริงๆแล้วมนุษย์นั้นคือ “ผู้ที่จิตวิญญาณหลงหาย” ในตอนที่อาดามได้ทรยศพระเจ้าที่สวนเอเดนในเวลาดั้งเดิมนั้น และการทรยศจากพรรพบุรุษของเรานี้สืบทอดกันมาจนถึงเชื้อสายของพวกเขา พระวัจนะกล่าวว่า “บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว” (โรม 5:12) และอีกครั้งหนึ่ง “คนเป็นอันมากเป็นคนบาปเพราะคนๆเดียว” (โรม 5:19) โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ทุกคนต่างก็เกิดมาจาก “บาปแรกเริ่ม” หนังอรรถธิบายพระคัมภีร์ฉบับเจนีวาปี 1599 กล่าวว่า “โดยบาปนั้นหมายถึงเชื้อโรคที่เรารับมาทและมนุษย์เรียกมันว่าบาป” (ตามที่ปรากฏในโรม 5:12)

โปรดจงรู้ว่า “คนสมัยนี้” เกลียดคือคำสอนที่พูดถึง “บาปดั้งเดิม” แต่ที่พวกเขาเกลียดมากกว่านั้นคือยืนยันว่านั่นคือความจริง! ผมไม่อยากสมมุติว่าทุกคำสอนในพระคัมภีร์ (ยกเว้นนรก) ซึ่งจะน่ากลัวมากไปกว่าบาปดั้งเดิม และข้อพิสูจน์ความชั่วช้า และนั่นแหละ ซี เอส ลีวิส บอกว่า ไม่มีคำสอนไหนในพระคัมภีร์ที่จะง่ายต่อการพิสูจน์โดยการตั้งข้อสังเกตของมนุษย์

ตัวอย่างเช่น คุณต้องสอนลูกให้ทำชั่วหรือเปล่า? แน่นอนไม่เลย!แต่พวกเขาก็ชั่วโดยธรรมชาติ พระวัจนะกล่าวว่ามนุษย์คือ “ตั้งแต่กำเนิดเขาเรียกเจ้าว่าผู้ละเมิด” (อิสยาห์ 48:8)

เอาเธอร์ วิลเลียม โกลดิง ได้ทำนายถึงจิตใจที่ฝักฝ่ายในฝ่ายเนื้อหนังไว้ในนวนิยายของเขาชื่อว่า “Lord of the Flies” ซึ่งเป็นเรื่องราวของเด็กกลุ่มหนึ่งที่เป็นนักร้องประสานเสียงชาวอังกฤษไปอยู่ในเกาะๆหนึ่ง ในช่วงแรกๆพวกเขาจะทำตัวแบบสุภาพเรียบร้อยและเป็นสุภาพบุรุษ แต่ในอีกไม่นานพวกเขาก็กลายเป็นคนที่โมโหและดุร้าย ซึ่งความจริงแล้วไม่มีใครสอนพวกเขาให้ดุร้าย แต่เรื่องเช่นนั้นก็รับมาโดยธรรมชาติ ธรรมชาติของมนุษย์จึงดูโหดร้ายชั่วช้า – เช่นเดียวกับบาปดั้งเดิมที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษแรกของพวกเขาคืออาดาม และชื่อ “Lord of the Flies” พระคัมภีร์ตั้งให้กับซาตานที่อยู่ในรูปของเบลซาบูบ ดังนั้นตอนที่กลุ่มเด็กนักร้องประสานเสียงเหล่านี้ออกจากความเจริญไปอยู่ในดินแดนไร้ซึ่งผู้คน และอีกไม่นานพวกเขาก็เริ่มรู้ถึงการทำชั่วเพราะพวกเขาตกอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของมารซาตาน เทพเจ้าแห่งความชั่ว

ทุกคนที่รู้จักกับเด็กๆ และดูพวกเขาที่คริสตจักร เด็กเหล่านั้นแต่งตัวดีและถือพระคัมภีร์อยู่ในมือ ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนที่คิดว่าเด็กเหล่านั้นก็ทำชั่ว – เช่นพูดโกหกหรือขโมยสิ่งของ – คุณรู้ดีถึงสิ่งที่เด็กเหล่านี้ทำ! ไม่จำเป็นที่จะต้องสอนพวกเขาให้ทำชั่วและทรยศ พวกเขาก็ทำโดยธรรมชาติ คุณเคยรู้หรือเปล่าว่าพวกเขาเคยเป็นนักร้องฮิป ฮอปที่เรียกกันว่า “ซนโดยธรรมชาติ”? จะมีชื่อใดที่สามารถบรรยายถึงมนุษยชาติ - ซนโดยธรรมชาติ!

ตอนที่เด็กๆในคริสตจักรเห็นศิษยภิลบาลหรือมัคนายกคนใดก็ตาม พวกเขาจะรู้สึกกลัวเหมือนกับว่าพวกเขากำลังถูกจับตาอยู่! พวกเขาจะรู้สึกออกมาอย่างนั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำผิดอะไรใดๆก็ตาม ณ เวลานั้น! พวกเขาจะมีสีหน้าที่ตกใจ – เช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพวกเขาคืออาดามตอนที่พระเจ้ามองเขาเพราะเขาได้ทำบาปที่สวนเอเดน พวกหนุ่มสาวที่ค่อนข้าง “เรียบร้อย” ในห้องเรียนระวีของผมในปี 1950 เวลาอยู่กับผู้ใหญ่แล้วพูดยิ้มแย้มแจ่มใสและช่างดูอ่อนหวานเหลือเกิน แต่เวลาที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่แล้วพวกเขาก็เริ่มพูดเรื่องที่เลวร้ายไร้สาระ ทีแรกผมก็รู้สึกงง แต่ตอนหลังผมเริ่มรู้ (แม้ก่อนหน้าที่ผมจะกลับใจใหม่) พวกเขาจอมปลอมไม่ใช่คริสเตียนที่แท้จริงเลย ต้องอาศัยพระคุณของพระเจ้าเพื่อจะได้เห็นสิ่งเหล่านั้น คนส่วนมากจะไม่สามารถเห็นอย่างนั้น ดังนั้นเวลาที่คนๆหนึ่งออกจากคริสตจักรไปและก็พูดว่าคริสตจักรจะมีแต่คนหน้าซื่อใจคด ผมจะได้ยินอย่างนั้นเป็นประจำ “ผมออกจากคริสตจักรเพราะว่ามีแต่คนหน้าซื่อใจคด” แต่นี่ไม่ใช่ความจริง! ความจริงคือคนเช่นนี้ไปคริสตจักรจริงแต่ไม่ใช่คริสเตียนที่แท้จริง คือคนที่ไม่เคยกลับใจใหม่ ผมจึงมารู้ว่าคำว่า “หน้าซื่อใจคด” ไม่น่าใช่คำที่ใช้บรรยายคนเหล่านี้ พวกเขาเป็นเพียงคนที่ยังหลงหายอยู่ พวกเขาคือคนที่ไปที่คริสตจักรแต่ไม่กลับใจใหม่ คนเหล่านี้คือพวก “ซนโดยธรรมชาติ” ไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้! พวกเขาโจมอยู่กับบาป! และไม่อาจที่จะหลีกหนีได้! เป็นเหมือนกับ “มนุษย์สัตว์” อาศัยอยู่ที่ “ดินแดนไร้วิญญาณ” พวกเขาไม่อาจเอาชนะบาปนั้น และชั่วโดยธรรมชาติ! “มนุษย์สัตว์” นั้นแสดงโดย เบลล่า ลูโกซี่ และกล่าวว่า “พวกเราเป็นมนุษย์หรือเปล่า?”

พวกเขาเสื่อมทรามเหมือนกับสัตว์มากกว่าการเป็นมนุษย์! ซึ่งเป็นภาพที่แสดงถึงคนในแต่ละยุคในโลกของเรานี้! และภาพของคนที่ไม่กลับใจใหม่ในคริสตจักรของเรา บางครั้งผมเห็นผู้คนกระทำเหมือนสัตว์จริงๆมากกว่ามนุษย์!

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า: เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้” (โรม 8:7)

ริชาร์ด วูเบรน์ด เป็นศิษยาภิบาลคณะลูเทอร์แลนด์ผู้ที่ทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ได้ประมาณสิบสี่ปีโดยพวกคอมมิวนิสต์ในประเทศโรเมเนีย ตอนที่ท่านแสดงปาฐกถาต่อหน้าคณะกรรมการที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อาจารย์วูเบรน์ดบอกวุฒิสมาชิกเหล่านั้นว่า

คริสเตียน [คือ] ผูกติดอยู่กับกางเขนประมาณสี่วันสี่คืน ไม้กางเขนเหล่นั้นถูกวางไว้ที่พื้นและนอกจากนี้นักโทษททั้งหลายที่อยู่ในคุกต่างกสักรูปไม้กางเขนตามร่างกาย และแล้วไม้กางเขนเหล่านั้นก็ถูกลบออกอีกครั้งหนึ่งโดยพวกคอมมิวนิสต์ซึ่งจะพูดเยาะเย้ยว่า “ให้มองดูที่พระคริสต์ของพวกท่าน” เขาหล่อขณะไหน! กลิ่นอะไรช่างหอมที่เขานำมาจากสวรรค์” ผมลองอธิษบายว่าเป็นอย่างไรกันแน่ หลังจากที่ผมขับรถใกล้ที่ๆมีการทรมาณคนนั้นเลวร้ายเช่นใด บาทหลวงท่านหนึ่งถูกบังคับให้ใช้อุจจาระและปัสสาวะของคนมาประกอบในพิธีศิลมหาสนิทให้ชาวคริสต์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เรือนจำพีเทสตีประเทศโรเมเนีย หลังจากนั้นผมถามบาทหลวงคนนั้นว่าทำไมเขาไม่ยอมตายแทนการเลือกทำตามพวกคอมมิวนิสต์ ท่านตอบว่า “ได้โปรดกรุณาอย่ามาตัดสินฉัน! ฉันทนทุกข์มากกว่าพระคริสต์เสียอีก” ทุกถ้อยคำในพระคัมภีร์ได้บรรยายถึงนรกและความทุกข์ทรมาณปวดเร้าในนรกนั้นมันมากกว่าการถูกทรมาณโดยพวกคอมมิวนิสต์เป็นหลายๆเท่า (Richard Wurmbrand, Th.D,. Tortured for Christ, Living Sacrifice Book Company, 1998 edition, pp. 36, 37)

ภาพเหล่านี้แสดงถึงความน่าสะพึงกลัวที่เกิดให้กับมนุษย์เพราะพิษของบาป!

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า: เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้” (โรม 8:7)

ดร. ลอย์ด โจนส์ได้อธิบายพระคัมภีร์ข้อนี้ได้อย่างลึกซึ้ง จงฟังให้ดี – เพราะกำลังอธิบายถึงตัวคุณ ถ้าคุณยังไม่ได้กลับใจใหม่

คนที่ไม่เชื่อนอกจากจิตวิญญาณตายแล้ว ในขณะเดียวกันคนเหล่านั้นยัง “เป็นศัตรูต่อต้านพระเจ้า” และเข้าใจว่าความผิดทุกอย่างเป็นเพราะพระเจ้า และยังบอกว่าพระเจ้าต่างหากที่เป็นศัตรูของพวกเขา พระเจ้าคือตนๆหนึ่งที่คนเหล่านั้น [ไม่ชอบ] คนเช่นนี้ยังโวยวายอีกว่าตัวเองนั้นเชื่อพระเจ้า และเป็นคนที่ชอบธรรมเพราะทำตามธรรมบัญญัติของพระเจ้าทุกประการ ความจริงอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้คือจริงๆแล้วไม่มีบทบัญญัติพระเจ้าเลย และยังเกลียดซักด้วยซ้ำ โลกทุกวันนี้เป็นอย่างนั้นจริงๆ เกลียดแม้กระทั่งกฏหมาย เกลียดระเบียบวินัย และเป็นอะไรที่ม่ใช่อิสระแต่เป็น [คนไร้กฏระเบียบ] คือธาตุแท้ของมนุษย์ และความบาป และคนเช่นนี้เป็นเพราะอยากสร้างกฏด้วยตัวเองและเพื่อตัวเอง อยากทำทุกตามที่ใจตัวเองอยากจะทำ เพื่อความพึงพอใจของตัวเอง…แล้วก็บอกว่านี่แหละคือคนที่กฏระเบียบและวินัย…คนที่ไม่เชื่อคือคนที่เกลียดพระบัญญัติของพระเจ้า ลึกๆแล้วคนพวกนี้คือพวกที่ไม่มีอะไรเลย – “ไม่สามารถทำอะไรได้เลย” เพราะพวกเขาเป็นอย่างที่พวกเขาอยากจะเป็น เพราะว่าซาตานอยู่ในคนเหล่นนั้น เป็นคนที่ชอบบิดเบือนความจริง พลังอำนาจของบาปควบคุมพวกเขา พวกเขาถึงไม่สามารถทำตามพระบัญญัติของพระเจ้า (D. Martyn Lloyd-Jones, M.D., Romans: An Exposition of Chapter 8:5-17, the Banner of Truth Trust, 2002 reprint, p. 43)

หลังจากนั้น พระธรรมโรมบทที่ 8 กล่าวไว้ในทำนองเดียวกัน ดร. ลอย์ด โจนส์ กล่าวว่า “ก่อนที่เราจะกลายมาเป็นคริสเตียน เราต่างก็ดิ้นรนต่อสู้พระบัญญัติของพระเจ้า จนกระทั่งเราเป็นคริสเตียนแล้วการต่อสู้นั้นก็สิ้นสุดลง แล้วก็จะสันติสุข” (เล่มเดียวกันหน้า 45)

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า: เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้” (โรม 8:7)

ถ้าคุณยังไม่ได้กลับใจใหม่ คำกล่าวนี้กำลังพูดให้กับคุณหรือใช่หรือเปล่า? นอกจากเป็นยังอื่น? ใช่หรือเปล่าว่าคุณไม่ชอบร้องเพลงนมัสการ? เป็นความจริงหรือเปล่าว่าคุณไม่ชอบมาร่วมอธิษฐานในคืนวันเสาร์ เพื่อมาฟังผู้เชื่ออธิษฐาน? เป็นความจริงหรือเปล่าว่าคุณไม่รักการประกาศ? เป็นความจริงหรือเปล่าว่าทุกวันอาทิตย์คุณชอบหนีไปที่อื่นแทนการมาโบถส์ – อย่างน้อยต้องมีแน่ๆ เป็นความจริงหรือเปล่าที่คุณชอบคิดว่าคริสตจักรเข้มงวดเหลือเกิน? เป็นความจริงหรือเปล่าที่คุณชอบคิดในสิ่งคุณเองก็รู้ว่ามันผิดที่จะคิดอย่างนั้น – แต่จริงๆแล้วคุณก็เกลียดที่จะอธิษฐานในยามที่อยู่คนเดียวเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า? และสิ่งทั้งหมดนี้กำลังบ่งบอกว่าคุณคือคนบาปที่หลงหาย ปักใจอยู่กับเนื้อหนังและใจที่แตกสลาย?

“เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า: เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้” (โรม 8:7)

ตอนนี้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นกำลังอธิบายว่าคุณเป็นอย่างนั้นจริง แล้วคุณจะทำอย่างไร? ความจริงมีอยู่สองอย่างที่คุณสามารถทำได้ และสามารถที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

1. คุณสามารถบังคับตัวคุณไปที่คริสตจักรสักช่วงระยะหนึ่ง แล้วก็ออกไป เรามีคนที่เข้าๆออกๆอย่างนี้เป็นประจำในทุกฤดูกาล พวกเขาไม่อยากรับฟังในสิ่งที่พระเจ้าต้องการในตัวเขา พวกเขาไม่ชอบกฏเกณฑ์ของคริสตจักรแล้วก็หนีออกไป สิ่งนี้อาจทำให้คนเหล่านี้ออกไปสักระยะหนึ่ง แต่ “ความเข้าใจที่ดีก็ได้รับความโปรดปราน แต่หนทางของคนละเมิดก็ยากนัก” (สุภาษิต 13:15) “พระเจ้าของข้าพเจ้าตรัสว่า ไม่มีสันติสุขแก่คนชั่วร้าย” (อิสยาห์ 57:21) สุดท้ายแล้วจิตใจของพวกเขาก็จะว้าวุ่นและไม่มีวันพอ อย่างที่ เซนต์ ออกัสติน กล่าวไว้ถึงพระเจ้า “ใจของเราจะไม่มีวันหยุดนิ่งจนกว่าเราจะพบที่สงบในพระองค์"

2. คุณสามารถอ่านอธิษฐานเปลี่ยนใจของคุณ และสร้างใจคุณใหม่ พระคริสต์เท่านั้นที่ทรงสามารถทำอย่างนั้นและทำให้คุณ! พระคริสต์เท่านั้นสามารถประทานสันติสุขของพระเจ้าให้คุณ และคือสันติสุขในฝ่ายวิญญาณ “คุณต้องบังเกิดใหม่” (ยอห์น 3:7) พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถทำอย่างนั้นได้ พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถทำให้คุณเชื่อเรื่องบาป และนำคุณมาที่พระคริสต์และชำระโดยพระโลหิตอันประเสริฐของพระองค์! จงร้องหำรพองค์ เพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยคุณให้รอด พระคริสต์เท่านั้นที่สามารถช่วยคุณให้รอดพ้นจากใจที่ปักอยู่ในฝ่ายเนื้อหนังและประทานใจใหม่ที่จะรักพระเจ้า – แทนที่ใจที่ทรยศอย่างที่คุณมีในตอนนี้! “ทำไม” คุณอาจพูดว่า “นอกจากมีการอัศจรรย์เท่านั้น!” คุณพูดถูก!นอกจากมีการอัศจรรย์เท่านั้น!

แต่ตอนที่พระองค์ช่วยจิตวิญญาณของฉัน
   ทรงชำระและทำให้ขาวสะอาด
ต้องพึ่งการอัศจรรย์แห่งความรักและพระคุณ!
   (“It Took a Miracle” โดย John W. Peterson, 1921-2006).

เอนนี่ สติวลี่ (1760) เขียนบทเพลงนมัสการในยุคที่มีการฟื้นฟูกล่าวอย่างนี้ว่า

โอ้โปรดเปลี่ยนหัวใจอนาถของเราเหล่านี้
   และประทานชีวิตของพระเจ้าให้พวกเขา
แล้วความรักและอำนาจของเรา
   พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่จงเป็นของพระองค์
(“How Helpless Guilty Nature Lies” โดย Anne Steele, 1717-1778;
      to the tune of “O Set Ye Open Unto Me”).

ถ้าคุณอยากจะคุยกับเราถึงการบังเกิดใหม่ และกลายมาเป็นคริสเตียนที่แท้จริง กรุณาลุกจากที่นั่นของท่านและเดินออกไปข้างหลังของห้องนี้และในเวลานี้ ดร. คาเกน จะนำพวกท่านไปที่ห้องอธิษฐานเพื่อพูดคุยและอธิษฐานเผื่อ ดร. ชาน กรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ตอบสนองเหล่านี้ อาเมน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย ท่าน อาเบล พลูดโฮมมี: โรม 8:1-8
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“It Took a Miracle” (โดย John W. Peterson, 1921-2006)


โครงร่างของ

ดินแดนที่ไร้ซึ่งวิญญาณ

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์

“ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนังก็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณก็คือชีวิตและสันติสุข เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า เพราะหาได้อยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับพระราชบัญญัตินั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนังจะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็หามิได้” (โรม 8:6-8)

(เอเฟซัส 2:1, 5; โรม 5:1)

I.   หนึ่ง แน่นอนพระคัมภีร์กล่าวถึงมนุษยชาติ โรม 8:7

II.  สอง พระธรรมข้อนี้แสดงถึงอำนาจใหญ่ที่เป็นเงื่อนไขของความชั่ว
I ยอห์น 5:19; โรม 5:12, 19; อิสยาห์ 48:8; สุภาษิต 13:15; อิสยาห์ 57:21; ยอห์น 3:7