Print Sermon

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง มากกว่า 215 ประเทศในทุกเดือนที่ www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และบทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 36 ภาษา และคอมพิวเตอร์ 120,000 เครื่อง ถูกเปิดอ่านในแต่ละเดือน คุณได้รับอนุญาตให้นำบทเทศนาในต้นฉบับนี้ไปใช้เทศน์ได้ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงโลกของชาวมุสลิมและชาวฮินดู เวลาทื่เขียนจดหมายถึง ดร.ไฮเมอร์ส โปรดบอกด้วยว่าคุณอยู่ประเทศอะไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ข้อขัดแย้งถึงการฝังพระศพของพระคริสต์

(เทศนาตอนที่ 10 ในอิสยาห์ 53)
THE PARADOX OF CHRIST’S BURIAL
(SERMON NUMBER 10 ON ISAIAH 53)
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเย็นวันของพระเป็นเจ้าวันที่ 7 เดือน เมษายน ค.ศ. 2013 ณ
คริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, April 7, 2013

“และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี แม้ว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย และไม่มีการหลอกลวงในปากของท่าน” (อิสยาห์ 53:9)


มีสักกี่ครั้งที่คุณได้ยินคำเทศนาที่กล่าวถึงการฝังพระศพของพระคริสต์? สำหรับผมแล้วไม่เคยได้ยินเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ว่าผมเทศนามาแล้ว 55 ปี และรับใช้อยู่ในคริสตจักรมาแล้ว 59 ปี และก็จำไม่ได้ว่าเคยอ่านคำเทศนาที่กล่าวถึงการฝังศพของพระคริสต์หรือเปล่า!! เราน่าจะได้ยิน เหนือสิ่งอื่นใดการฝังศพนั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ ความจริงก็คือนั่นเป็นจุดรองที่พระกิตติคุณกล่าวถึง!

“คือว่าพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เพราะบาปของเราทั้งหลาย ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์” (I โครินธ์ 15:3)

นั่นคือจุดแรกของพระกิตติคุณ

“และทรงถูกฝังไว้” (I โครินธ์ 15:4)

นั่นคือจุดที่สองของพระกิตติคุณ

เราจะพูดได้อย่างไรกันว่าเราเทศนาพระกิตติคุณของพระเจ้าทั้งที่ไม่เคยกล่าวถึงในจุดที่สองนี้เลย? อย่างไรก็ตามกับปัจจุบันนี้ก็มีเหมือนกันแต่น้อยมากที่กล่าวถึงในจุดที่สองหรือสาม! นั่นคือจุดอ่อนที่สุดของการเทศนาในยุคสมัยใหม่ เราควรจะใช้พระกิตติคุณเป็นศูนย์กลาง เราควรจะให้เกียรติพระเยซูมากกว่านี้ และการเทศนาของเราควรจะยืนหยัดอยู่บนรากฐานของการที่พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์แทนเราเป็นประเด็นหลัก

ได้มีการกล่าวไว้อย่างน่าสะพึงกลัวว่าการเทศนาที่ดีในปัจจุบันนี้แถบหาไม่ได้เลย และผมเองก็เห็นด้วยอย่างนั้น การเทศนาในสมัยนี้ส่วนดีมีน้อยมาก น้อยมากจริงๆ! ความจริงคืออะไรกันแน่? ในความเป็นจริงก็คือว่าการเทศนาส่วนใหญ่ไม่กล่าวถึงพระกิตติคุณเลย ศิษยาภิบาล “สอนผู้เชื่อ” แทนที่จะเทศนาเกี่ยวกับพระกิตติคุณให้กับคนที่ยังหลงหาย เพราะแม้แต่ในคริสตจักรเองก็ยังมีผู้ที่ยังหลงหายอยู่! “การสอนเกี่ยวกับคุณธรรม” ที่เรียกกันว่า “คริสเตียน” ไม่ใช่จุดที่สำคัญในอำดับแรก! ถ้าพระคริสต์ไม่ใช่จุดศูนย์กลางแล้ว การเทศนานั้นๆก็ถือว่าไม่สำคัญเลย!

การรู้ถึงพระกิตติคุณนั้นอยู่ห่างไกลจากการที่รู้เรื่องเกี่ยวกับพระคริสต์ ความรู้ในพระกิตติคุณที่แท้จริงนั้นคือการรู้ถึงตัวของพระเยซูนั่นเอง พระเยซูตรัสว่า

“และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา” (ยอห์น 17:3)

โรเจอร์ ริสเกอร์ แบรี่ เคยกล่าวเอาไว้กับคำว่า “รู้” เป็นคำกิริยาน่าจะแปลว่า “รู้…โดยประสบการณ์” (Greek-English New Testament Lexicon) การเป็นคริสเตียนที่แท้จริงนั้นคุณต้องมีประสบการณ์กับพระคริสต์ด้วยตัวคุณเอง การรู้เท่านั้นไม่สามารถช่วยให้คุณให้รอดได้ คุณต้องรู้ถึงการที่พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพราะบาปของเราโดยประสบการณ์ คุณต้องรู้ถึงการฝังพระองค์ด้วยประสบการณ์ของคุณเอง คุณต้องรู้ถึงการเป็นขึ้นมาของพระองค์ด้วยประสบการณ์ของคุณเอง นั่นคือทางสู่ความรอด นั่นคือหนทางสู่ชีวิตนิรันดร์

“และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา” (ยอห์น 17:3)

ถ้าคุณยังไม่เคยมีประสบการณ์เหล่านี้ ผมรู้สึกว่าผมกำลังทำสิ่งที่ไม่ง่ายเลยสำหรับคุณ นั่นแหละจึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าทำไมคุณไม่ใช่คริสเตียนที่แท้จริง เพราะว่าคุณไม่เคยมีประสบการณ์แห่งการกลับใจที่แท้จริง คุณก็จะอยู่อย่างมีปัญหาไปจนกระทั่งวันที่คุณเปลี่ยนใจของคุณ และล้มลงที่พระบาทของพระคริสต์และพบกับความรอดที่แท้จริงในพระองค์และโดยพระองค์เท่านั้น

การรู้จักกับพระคริสต์ คุณต้องไปที่กางเขน และมองดูพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ที่นั่นเพื่อไถ่บาปของเราด้วยความเชื่อ และให้ลงไปที่อุโมงค์บรรจุศพของพระองค์โดยความเชื่อและก็

“ถูกฝังไว้กับพระองค์แล้วโดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในความตายนั้น” (โรม 6:4ก)

โดยเดชพระรัศมีของพระบิดาอย่างไร เราก็จะได้ “ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยอย่างนั้” (โรม 6:4ข)

ดังนั้นให้เรากลับมาที่เนื้อหาของเราอีกครั้งหนึ่งเพื่อเรียนรู้ถึงการฝังพระศพของพระองค์ เพื่อเราจะได้มีประสบการณ์ของพระองค์นี้ด้วยกัน

“และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี แม้ว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย และไม่มีการหลอกลวงในปากของท่าน” (อิสยาห์ 53:9)

เราเห็นถึงคำพูดที่ขัดแย้งกันเองถึงการฝังศพของพระองค์ มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อการศึกษานั่นเอง และเราก็รู้คำตอบแล้วเสียด้วย

I. หนึ่ง ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการฝังพระศพของพระองค์

“และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี…” (อิสยาห์ 53:9)

ในสมัยของพระคริสต์นั้น “คนที่ทำชั่ว” คือบรรดานักโทษทั้งหลาย คน “รวย” คือผู้ที่มีหน้ามีตามีเกิยรติยศ ดังนั้นพระองค์เกี่ยวข้องอย่างไรทั้งกับคนชั่วและ “ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี”? นี่คือข้อที่นักอรรถธิบายของคนยิวในสมัยโบราณไม่เข้าใจและเกิดการสับสน จึงเกิดการขัดแย้งกันเอง และในใจของพวกเขาดูเหมือนจะเป็นคนละเรื่องกัน

แต่ปริศนานี้ได้รับการเปิดเผยเอาไว้ในพระกิตติคุณยอห์น พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ระหว่างผู้ร้ายสองคน นั่นคือคนหนึ่งอยู่ทางซ้ายอีกคนหนึ่งอยู่ทางขวา ตามเนื้อหาของเราคนทั้งสองนี้คือ “คนชั่ว” พระเยซูสิ้นพระชนม์ก่อนในขณะที่คนร้ายทั้งสองคนนี้ยังไม่ตาย

“เพราะวันนั้นเป็นวันเตรียม พวกยิวจึงขอให้ปีลาตทุบขาของผู้ที่ถูกตรึงให้หัก และให้เอาศพไปเสีย เพื่อไม่ให้ศพค้างอยู่ที่กางเขนในวันสะบาโต [เพราะวันสะบาโตนั้นเป็นวันใหญ่]” (ยอห์น 19:31)

ทหารได้หักขาของคนร้ายทั้งสองคน นี่เป็นการป้องกันไม่ให้คนทั้งสองดิ้นเพื่อจะได้ตายช้าๆ แต่ตอนที่พวกทหารมาที่พระคริสต์ผู้ที่ถูกตรึงอยู่ตรงกลางก็พบว่าพระองค์ได้สิ้นพระชนม์แล้วก่อนหน้านั้น ทหารคนหนึ่งจึงแทงที่สีข้างของพระองค์ด้วยหอกเพื่อตรวจดูว่าตายจริงๆ น้ำและโลหิตก็ไหลออกมา นั่นแสดงว่าพระองค์ทรงพระชนม์แล้วจริงๆ

พระองค์ไม่ได้ทรงครองบนบัลลังก์ด้วยงาช้าง,
   พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน;
เพื่อคนบาปทั้งปวงที่พระองค์ทรงนับไว้ แต่สูญหาย
   และพระองค์ทรงสำรวจอาณาจักรของพระองค์จากกางเขน
จากทางขรุขระกลายเป็นบัลลังก์ของพระองค์
   อาณาจักรของพระองค์อยู่ในใจเท่านั้น
พระองค์เขียนความรักของพระองค์ไว้ด้วยสีแดงเข้ม
   และสวมมงกุฏหนามบนศีรษะของพระองค์
(“A Crown of Thorns” โดย Ira F. Stanphill, 1914-1993).

แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน มีชายสองคนได้มาขอพระศพของพระองค์ นั่นคือโยเซฟชาวอาริมาเทียผู้เป็นเศษฐีและดำรงตำแหน่งในสภาสูงสุดของพวกยิวด้วย และอีกท่านหนึ่งคือนิโคเดมัสผู้นำของคนยิว คือคนเดียวกันที่เคยมาหาพระเยซูในตอนกลางคืน (ดูยอห์น 3:1-2) ท่านทั้งสองคือสาวกลับๆและตอนนี้คือครั้งแรกที่ท่านทั้งสองเปิดเผยฐานะตัวเองเป็นครั้งแรก การกระทำของทั้งสองนี้ก็เสี่ยงมาก ดร. เมคกี้ กล่าวว่า

อย่าไปวิพากวิจารณ์คนทั้งสองนี้เลย พวกเขาอยู่เบื้องหลัง แต่ตอนนี้สาวกของพระเยซูได้กระจัดกระจายไปอย่างแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยง ชายทั้งสองคนนี้จึงต้องเปิดเผยตัวเอง (J. Vernon McGee, Th.D., Thru the Bible, Thomas Nelson, 1983, volume IV, p. 494).

โยเซฟชาวอาริมาเทียและนิโคเดมัสได้มาเอาพระศพของพระคริสต์ สำหรับโยเซฟนั้นคือคนที่ร่ำรวยและเขาก็นำพระศพของพระองค์ไปบรรจุไว้ในอุโมงค์ใหม่ของท่าน

“แล้วเชิญพระศพไปประดิษฐานไว้ที่อุโมงค์ใหม่ของตน ซึ่งเขาได้สกัดไว้ในศิลา เขาก็กลิ้งหินใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้แล้วก็จากไป” (มัทธิว 27:60)

ตอนนี้ข้อขัดแย้งระหว่างการบรรจุพระศพของพระองค์ก็ได้รับการเปิดเผย แน่นอนพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนด้วยกันกับคนชั่วสองคน แต่พระศพของพระองค์ถูกฝังเอาไว้”กับเศรษฐี” (อิสยาห์ 53:9) ในที่เก็บศพของคนรวย พระคริสต์ทรงมีประสบการณ์สิ้นพระชนม์ร่วมกับผู้ร้าย แต่พระศพของพระองค์ได้รับเกียรติถูกฝังเอาไว้ในที่ของเศรษฐี นี่แสดงให้เห็นว่าความอัปยศอดสูของพระองค์ได้สิ้นสุดลงแล้ว พระศพของพระองค์ไม่ได้ถูกฝังเหมือนอย่างคนร้ายทั้งสองคนนั้น แต่เป็นการแสดงถึงการให้เกิยรติอย่างที่พระองค์ทรงสมควร ซึ่งถูกบรรจุไว้ในอุโมงค์ของคนรวยและอย่างคนที่มีเกียรติยศ จากข้อขัดแย้งและข้อปริศนาให้กับพวกธรรมจารย์ที่พยายามศึกษาเรื่องนี้ ก็ได้รับการเปิดเผยจากเนื้อหาของเราในตอนนี้

“และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี” (อิสยาห์ 53:9)

อีกเหตุผลหนึ่งที่แสดงถึงการที่พระเยซูทรงเกี่ยวข้องกับคนชั่วและเศรษฐี ตามที่ผมได้กล่าวเอาไว้แล้ว คนยิวได้แต่บอกว่านักโทษคือผู้ที่ทำผิดกฏหมาย นั่นคือ “คนชั่ว” และพวกเขาก็คิดว่า “คนรวย” คือผู้ที่สมควรได้รับการให้เกียรติ ความจริงที่แสดงถึงการที่พระเยซูต้องเกี่ยวข้องกับคนสองกลุ่มนี้เพื่อยืนยันว่าพวกธรรมจารย์ในสมัยโบราณได้แยกแยะระหว่าง “คนชั่ว” กับ “เศรษฐี”ผิดไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่คนสองกลุ่มแต่เป็นกลุ่มเดียวเพราะต่างก็คือคนบาปกันทั้งนั้น

และนี่ก็เป็นความจริงให้กับคนในยุคสมัยนี้ ดูถูกคนบาปเหมือนอย่างที่เรียกกันว่า “คนชั่ว” ในขณะที่ผมกำลังเตรียมบทเทศนานี้ก็มีคนโทรศัพท์มาหาผม ขอร้องให้ผมบริจาคเงินให้กับพันธกิจของพวก “อนุรักษ์นิยม” คนที่พูดในทางโทรศัพท์นั้นบอกว่า “สิ่งต่อไปนี้อะไรที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุดที่กำลังเกิดกับประเทศอเมริกา – การทำแท้ง ขาดการสนับสนุนประเทศอิสราเอล หรือพวกรักร่วมเพศ?” ผมจึงบอกว่า “ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เลย สิ่งที่สำคัญที่สุดที่กำลังเกิดขึ้นให้กับประเทศอเมริกาคือศิษยาภิบาลของเราไม่ยอมเทศนาเรื่องของบาปให้กับสมาชิกในคริสตจักรต่างหาก” ผมกำลังหมายถึงอะไร? หมายความว่า การทำแท้ง การแต่งงานกับคนในเพศเดียวกัน และการขาดการสนับสนุนอิสราเอลเป็นเพียงอาการของโรค แต่ไม่ใช่ต้นเหตุของโรคที่แท้จริง เป็นเพียงอาการของโรคที่เกิดจากความเจ็บไข้ได้ป่วย คุณสามารถรักษาอาการนั้นได้ แต่จะไม่มีทางหายอย่างเด็ดขาดจนกว่าคุณจะกำจัดต้นตอคือตัวของเชื้อโรค และเชื้อโรคนั้นก็คือบาป – บาปที่ได้ฆ่าทำลายทั้งพวกเสรีและอนุรักษ์นิยมไปจนหมดสิ้น บาปที่ทำลายทั้งพรรคเดโมเครตและรีพับลิกัน บาปที่ทำลายทั้ง “คนชั่ว” และ “คนรวย”

บาปซ่อนอยู่ที่ใจ ใจของมนุษย์นั้นจึงหลงผิดไป ไม่เฉพาะการกระทำภายนอกเท่านั้น บาปได้ควบคุมความคิดที่อยู่ภายในและความต้องการเหล่านั้น ใจบาปของคุณบังคับให้คุณคิดถึงแต่เรื่องที่ผิดๆ และธรรมชาติบาปของคุณก็พาคุณไปต่อต้านพระเจ้าและยอมจำนนต่อบาปที่คุณคิดนั้น บาปได้ควบคุมส่วนที่อยู่ภายและแสดงออกมาโดยการทรยศต่อต้านสิทธิอำนาจ ต่อต้านพระเจ้า ใจที่ทรยศของคุณนั้นมีพลังอำนาจเกินที่คุณจะสามามรถเปลี่ยนมันได้ หรือหยุดมันเพื่อไม่ให้ควบคุมคุณ จำเป็นที่คุณจะต้องถูกนำไปในที่แห่งหนึ่งเพื่อคุณจะสามารถพูดเหมือนอย่างอาจารย์เปาโลดังต่อไปนี้ “โอ ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจจริง ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายแห่งความตายนี้ได้” (โรม 7:24) เวลานั้นคุณก็จะเข้าใจถึงการที่พระเยซูคริสต์เข้าไปมีส่วนกับ “คนชั่ว” และกับ “เศรษฐี” – “ในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์” ไม่ว่าพื้นแพของคุณจะเป็นมาอย่างไรก็ตาม พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์และถูกฝังเพื่อบาปของคุณ เพื่อบาปนั้นจะได้รับการอภัยและล้างออกไป เหมือนอย่างที่ ดร. เจ ไวเบอร์ เชบเมม เขียนเอาไว้ในบทเพลงของท่านที่ชื่อว่า “การฝังนั้น พระองค์นำความบาปของฉันไกลออกไป” (“One Day” by Dr. J. Wilbur Chapman, 1859-1918) พระคริสต์ผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถอภัยบาปให้คุณได้! พระคริสต์เท่านั้นที่ทรงสามารถเปลี่ยนใจบาปแห่งการทรยศนั้นออกไป!

“และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี” (อิสยาห์ 53:9)

II. สอง ข้อขัดแย้งได้รับการเปิดเผย

ประการที่สองในเนื้อหาของเรานี้เป็นการอธิบายถึงเรื่องทำไมพระคริสต์ถึงสิ้นพระชนม์ร่วมกับคนร้าย แต่ถูกนำไปฝังอย่างสมเกียรติ “เพราะว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย…” (อิสยาห์ 53:9)

“และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี เพราะว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย และไม่มีการหลอกลวงในปากของท่าน” (อิสยาห์ 53:9)

พวกท่านนั่งลงได้

นี่คือเหตุที่บ่งบอกถึงการที่พระคริสต์ถูกนำไปฝังอย่างมีเกียรติ การให้เกียรติในที่นี่ เพราะว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย หรือทำร้ายผู้ใดเลย พระองค์ไม่เคยทำความผิดหรือเป็นคนทำผิดกฏหมายใดๆ เช่นฆ่าคน หรือทำการโหดร้ายประการใดๆ พระองค์ไม่เคยนำฝูงชนก่อจลาจล หรือทำการใดๆที่แสดงถึงการต่อต้านรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นของพวกยิวหรือฝ่ายโรม พระองค์ไม่เคยพูดเท็จ พระองค์ไม่เคยนำหลักคำสอนเท็จมาสอน พระองค์ไม่เคยหลอกลวงผู้ใด อย่างที่พระองค์ถูกใส่ร้าย นั่นเป็นเพราะการเป็นพยานเท็จใส่ร้ายพระองค์ พระองค์ไม่เคยที่จะนำคนให้ถอยห่างออกจากการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง พระองค์ให้ความจงรักภักดีและให้เกียรติกับบทบัญญัติของโมเสส และบรรดาผู้เผยพระวัจนะทั้งหลาย พระองค์ไม่ใช่ศัตรูให้กับศาสนาและประเทศของพวกเขา ที่สำคัญไปกว่านั้นพระองค์ไม่เคยทำผิดที่เกี่ยวข้องกับบาปเลย เปโตรได้กล่าวถึงพระคริสต์ว่า

“พระองค์ไม่ได้ทรงกระทำบาปเลย และไม่ได้พบอุบายในพระโอษฐ์ของพระองค์เลย” (I เปโตร 2:22)

ดร. ยัง กล่าวว่า “[พระคริสต์] ถูกนำไปฝังอย่างสมเกียรติหลังจากที่พระองค์พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์อย่างไร้เกียรติ เพราะว่าพระองค์ทรงไร้ซึ่งความผิด [ตั้งแต่] พระองค์ไม่เคยกระทำเหมือนอย่างคนที่ทำผิด พระศพของพระองค์จึงไม่ได้ถูกบรรจุไว้กับคนเหล่านั้น แต่ถูกบรรจุไว้อย่างสมเกียรติกับเศรษฐี”

เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงท่าน วินสตัน เชอร์เชลล์ เลือกที่จะถูกฝังข้างหลุมฝังศพกับบิดาของท่านในคริสตจักรที่ชนบทแห่งหนึ่ง แทนที่จะเลือกถูกฝังร่วมกับคนที่เป็นศัตรูกับบิดาของท่าน และศัตรูของท่านเอง ท่ามกลางคนที่ทรยศต่อประเทศอังกฤษ ที่สุสานเวสทมินสเตอร์ อาบเบย์ ซึ่งมีศพของฮิตเลอร์และคนของเขาถูกฝังที่นั่น แม้ว่าท่านเชอร์เชลล์ จะไม่ได้บังเกิดใหม่เป็นคริสเตียนก็ตาม แต่ก็เป็นบุคคลที่ได้รับความนับถือ

แน่นอนพระเยซู เป็นผู้ยิ่งใหญ่ตลอดที่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่บนโลกนี้ พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ทั้งในอดิตและปัจุบัน “คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์” (1 ทิโมธี 2:5) ความยิ่งใหญ่ของพระองค์คือการที่พระองค์ทรงวายพระชนม์เพื่อไถ่บาปของ เรา ตามในสายพระเนตรของพระเจ้า ช่วงเวลาไม่นานก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงที่กางเขน พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า

“ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ยอห์น 15:13)

จากทางขรุขระกลายเป็นบัลลังก์ของพระองค์
   อาณาจักรของพระองค์อยู่ในใจเท่านั้น
พระองค์เขียนความรักของพระองค์ไว้ด้วยสีแดงเข้ม
   และสวมมงกุฏหนามบนศีรษะของพระองค์

และในตอนนี้ เพื่อนที่รักของผม คุณจะทำอะไรให้กับพระเยซูผู้ที่ถูกเรียกว่าพระคริสต์บ้าง? เหมือนอย่างที่ท่าน ซี เอส ลูวิส เขีนนเอาไว้ว่า มีอยู่สองอย่างที่สามารถเป็นไปได้ – “คุณเลือกที่จะตีและฆ่าพระองค์เหมือนอย่างซาตาน หรือเลือกที่จะกราบลงที่พระบาทของพระองค์และเรียกพระองค์ว่าพระผู้เป็นเจ้า” คุณจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเปล่า? และยังเหลืออีกทางหนึ่งคือทางที่สามนั่นคือปฏิเสธพระองค์อย่างสิ้นเชิง และเดินไปตามทางของคุณโดยถือว่าการทนทุกข์และสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์นั้นไร้ความหมายให้กับคุณ ผมรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมากที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติต่อพระคริสต์อย่างไร้ความนับถือ ผมอธิษฐานเพื่อคุณจะได้ไม่เป็นหนึ่งในนั้น ท่าน ที เอส อีโลอิท เรียกคนเหล่านั้นว่า “มนุษย์โพรง” – คือคนที่อยู่เพื่อความสุขความต้องการที่เป็นแค่ชั่วประเดี๋ยวเดียว ใช่แล้ว ผมอธิษฐานเผื่อคุณจะได้ไม่เป็นหนึ่งในนั้น สำหรับพวกเขาที่เดียวที่จะไปคือนรก

เกรงว่าจะลืมสวนเกทเสมเนไป
   เกรงว่าลืมความทุกข์ทรมานของพระองค์
เกรงว่าฉันจะลืมความรักของพระองค์ที่มีต่อฉัน
   โปรดนำฉันไปที่โกระโกธา
(“Lead Me to Calvary” โดย Jennie E. Hussey, 1874-1958).

ผมอธิษฐานเพื่อคุณจะมาที่พระคริสต์ วางใจในพระองค์ด้วยสิ้นสุดจิตสุดใจ และผ่านพ้นจากความตายสู่การมีชีวิตอย่างคริสเตียนที่ได้กลับใจใหม่อย่างแท้จริง

ขอให้พวกเรายืนขึ้นด้วยกัน ถ้าคุณต้องการที่จะพูดคุยกับพวกเราถึงการที่คุณจะรับการชำระบาปโดยพระเยซู กรุณาเดินออกไปข้างหลังของห้องนี้ในตอนนี้ ดร. คาเกนจะพาพวกท่านไปยังห้องที่เงียบๆเพื่อเราจะสามารถคุยถึงเรื่องนี้ ท่านลีกรุณานำเราอธิษฐานเผื่อคนที่ตอบสนองนี้

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

คุณสามารถส่งอีเมล์ถึง ดร. ไฮเมอร์ส ที่ rlhymersjr@sbcglobal.net
– หรือเขียนจดหมายส่งไปให้เขาที่ P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015.
หรือโทรศัพท์ถึงเขาที (818) 352-0452.

อ่านพระคัมภีร์ก่อนเทศนาโดย ดร. กรีนตัน เอลล์ ชาน : อิสยาห์ 53:1-9
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคด กริฟฟิท์:
“A Crown of Thorns” (โดย Ira F. Stanphill, 1914-1993)/
“Lead Me to Calvary” (โดย Jennie E. Hussey, 1874-1958)


โครงร่างของ

ข้อขัดแย้งถึงการฝังพระศพของพระคริสต์

(เทศนาตอนที่ 10 ในอิสยาห์ 53)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์

“และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี แม้ว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย และไม่มีการหลอกลวงในปากของท่าน” (อิสยาห์ 53:9)

(I โครินธ์ 15:3-4; ยอห์น 17:3; โรม 6:4)

I. หนึ่ง ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการฝังพระศพของพระองค์ อิสยาห์ 53:9a; ยอห์น 19:31;
มัทธิว 27:60; โรม 7:24

II. สอง ข้อขัดแย้งได้รับการเปิดเผย อิสยาห์ 53:9b; I เปโตร 2:22; I ทิโมธี 2:5;
ยอห์น 15:13