Print Sermon

เป้าหมายของเว็ปไซต์นี้คือจัดเตรียมบทเทศนาที่เขียนจากต้นฉบับ และในรูปแบบวีดีโอให้กับผู้รับใช้ และมิชชั่นนารีที่ไปรับใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในโลกที่สามที่ขาดแคลนพระคริสตธรรมหรือโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์

ต้นฉบับของบทเทศนาเหล่านี้ถูกอ่านในคอมพิวเตอร์ประมาณ 1,500,000 เครื่อง และมากกว่า 221 ประเทศในแต่ละปี โปรดไปอ่านได้ที www.sermonsfortheworld.com ในขณะเดียวกันมีหลายร้อยคนดูวิดีโอบน YouTube และหลังจากนั้นคนเหล่านั้นก็จะย้ายจากดู YouTube มาอ่านเว็บไซต์ของเรา YouTube นำคนมาที่เว็บไซต์ของเรา บทเทศนาต้นฉบับนี้ถูกแปลออกเป็น 46 ภาษา และมีคนอ่านในคอมพิวเตอร์มากถึง 120,000 ทุก ๆ เดือน บทเทศนาต้นฉบับนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ อนุญาตให้นักเทศนาสามารถนำไปใช้เทศน์ได้ นอกจากนี้ยังมีในรูปแบบวีดีโอเป็นร้อย ๆ ซึ่งเทศน์โดย ดร. ไฮเมอร์ส และนักศึกษาของท่าน บทเทศนาต้นฉบับไม่สงวน แต่จะสงวนเฉพาะในรูปแบบวีดีโอ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกได้อย่างไร

ตอนที่คุณเขียนหนังสือไปให้ ดร. ไฮเมอร์ส บอกท่านเสมอว่าคุณเขียนมาจากประเทศอะไร หรือท่านไม่ได้ตอบคุณ อีเมล์ของ ดร. ไฮเมอร์ส คือ rlhymersjr@sbcglobal.net




ความเชื่อของโนอาห์

THE FAITH OF NOAH
(Thai)

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์
by Dr. R. L. Hymers, Jr.

เทศนาในตอนเย็นของวันที่ 6 เดือน มกราคม ค.ศ. 2013 ณ คริสตจักร
แบ๊บติสต์แห่งนครลอสแอนเจลิส
A sermon preached at the Baptist Tabernacle of Los Angeles
Lord’s Day Evening, January 6, 2013

“โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงเตือนโนอาห์ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่านมีใจเกรงกลัวจัดแจงต่อนาวา เพื่อช่วยครอบครัวของท่านให้รอด และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงได้ปรับโทษแก่โลก และได้เป็นผู้รับมรดกแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ” (ฮีบรู 11:7)


ในค่ำคืนหนึ่งผมอยากจะใช้เวลากล่าวถึงความเชื่อของโนอาห์ เพราะท่านเป็นในบุคคลที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์ หากไม่มีท่านแล้วคงไม่มีมนุษยชาติอีก มนุษย์ทุกคนคงจมน้ำตายกันหมด ถ้าโนอาห์ไม่ช่วยเหลือครอบครัวของท่านไว้ในนาวา

เราให้เกียรติชาร์ลส์ Martel (688-741) สำหรับการช่วยชาวยุโรปให้รอดพ้นจากการบุกรุกของชาวมุสลิม เราให้เกียรติ วินสตัน เชอร์ชิลล์ (1874-1965) สำหรับกช่วยรักษาอารยธรรมตะวันตกให้รอดพ้นจากฮิตเลอร์ เราให้เกียรติอับราฮัมลินคอล์น (1809-1865) ที่ยับยั้งไม่ให้ชาวอเมริกาแบ่งแยกออกเป็นสองประเทศเล็กๆ เราให้เกียรติ ดร. มาร์ตินลูเธอร์คิง (1929-1968) สำหรับการทำให้ประเทศชาติของเรารอดพ้นจากความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ 1960 เราให้เกียรติประธานาธิบดีเรแกน (1911-2004) มาร์กาเร็ตแทตเชอ (1925 -) และสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่สอง (1920-2005) ที่ช่วยเหลือโลกตะวันตกให้รอดพ้นจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ผู้นำส่วนใหญ่เหล่านี้ไม่ได้เป็นคริสเตียน แต่พวกเขาก็ทำสิ่งที่ดีๆให้โลกของเรา แต่ผู้นำเหล่านี้ไม่อาจเปรียบเทียบกับสิ่งที่โนอาห์ทำ เราจะเห็นว่าโนอาห์ได้ช่วยเหลือมนุษยขาติจากน้ำท่วมครั้งใหญ่!

โนอาห์ไม่ใช่ตัวการ์ตูนที่นำมาเล่าในบทเรียนระวีวาระศึกษาในวันอาทิตย์ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะหยุดยั้งการตีพิมพ์หนังสือเหล่านั้น! เพราะโนอาห์คือคนจริงๆ และเป็นวีระบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งช่วยเหลือมนุษยชาติให้รอดพ้นจากการทำลายล้างครั้งใหญ่ ดังนั้นคริสเตียนทุกคนต้องให้ความเควรพแก่ท่านและวางท่านไว้ในตำแหน่งที่สูงกว่านี้ถึงในสิ่งที่ท่านได้ทำให้เรา

บิลลี่ เกรเฮ็ม ได้เทศนาในวันสุดท้ายของการฟื้นฟูที่เมือง นิวยอร์ด ถึงเรื่องของโนอาห์ ในพระธรรมมัทธิว 24:36-39 ตามที่ ดร. ชานได้อ่านให้พวกเรามาก่อนหน้านี้ นั่นเป็นการเทศนา ”ฟื้นฟู” ครั้งสุดท้ายของท่านเกรเฮ็ม วันนั้นมีคนมาฟังประมาณ 90,000 คน การเทศนาในครั้งนั้น ท่านเกรเฮ็มพูดว่า “จงมองดูสถานการณ์ในโลกถ้าเป็นเหมือนเช่นวันของโนอาห์ นั่นแสดงว่าใกล้วันเสด็จมาของพระคริสต์แล้ว” (Billy Graham, Living in God’s Love, G. P. Putnam’s Sons, 2005, หน้า. 110). ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับท่านในบางเรื่อง แต่ผมเห็นด้วยกับท่านในสิ่งที่ท่านได้เปรียบเทียบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยโนอาห์กับสมัยนี้

คำเทศนาของผมในค่ำคืนไม่ใช่กล่าวถึงเรื่อวราวของโนอาห์ “แต่ผมจะกล่าวถึงความเชื่อของโนอาห์” ผมเชื่อตามที่ปรากฏในหนังสือบทสุดท้ายของ ดร. เอ็ม อาร์ ดีฮาน ที่ชื่อว่า วันของโนอารห์ หรือ The Days of Noah (Zondervan Publishing House, 1979 edition, หน้า 178-184). ฮีบรู 11:7 กล่าวว่า

“โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงเตือนโนอาห์ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่านมีใจเกรงกลัวจัดแจงต่อนาวา เพื่อช่วยครอบครัวของท่านให้รอด และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงได้ปรับโทษแก่โลก และได้เป็นผู้รับมรดกแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ” (ฮีบรู 11:7)

เรื่องราวของโนอาห์ปรากฏทั้งหมดในพระธรรมข้อนี้ จะเห็นว่ามันเริ่มต้นและจบด้วยสองคำนี้ “โดยความเชื่อ” และข้อนี้สามารถแบ่งออกเป็นเจ็ดหัวข้อย่อยๆ ทั้งหมดนั้นต่างแสดงถึงความเชื่อของโนอาห์

I. หนึ่ง ความเชื่อขั้นพื้นฐานของโนอาห์

ข้อนี้จะเริ่มต้นด้วยคำเหล่านี้ “โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงเตือนโนอาห์…” พระเจ้าเตือนโนอาห์ว่าน้ำจะท่วมโลก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้านั้น ดูเหมือนว่าความหายนะนี้จะไม่มีทางเป็นไปได้ แต่โดยความเชื่อโนอาห์ก็เชื่อตามที่พระเจ้าได้ตรัสเอาไว้ ดร. ดีฮาน กล่าววว่า “ความเชื่อที่แท้จริงจะไม่ถามหาหลักฐานใดๆมาพิสูจน์ จะไม่ถามถึงเรื่องของหมายสำคัญ หรือเสียง…นิมิตหมาย หรือความฝัน หลักการทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์สิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสเอาไว้ เพราะนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าตรัส” (เล่มเดียวกัน หน้า 179)

“บัดนี้ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นหลักฐานมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” (ฮีบรู 11:1)

“หลักฐาน” หมายถึงเชื่อ ความมั่นใจ หรือ หลักประกันถึงความจริงในอนาคต ความเชื่อคือ หลักฐานที่ชี้ถึงสิ่งที่มองไม่เห็น” ความเชื่อไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตาเรามองเห็น แต่ขึ้นอยู่กับความมั่นใจในสิ่งพระเจ้าประทานและ “สิ่งที่ตามองไม่เห็น” ความเชื่อขั้นพื้นฐานคือการไว้วางใจในพระเจ้า ความเชื่อคือ “ของประทานจากพระเจ้า” (เอเฟซัส 2:8) พระเจ้าประทานความเชื่อให้โนอาห์เพื่อเขาจะได้เชื่อในสิ่งที่พระองค์ได้ตรัส นัน่นคือน้ำท่วมที่กำลังจะมา ความเชื่อไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักฐานพยาน แต่การไว้วางใจในพระเจ้า

II. สอง ความเชื่อของโนอาห์โดยธรรมชาติ

จากพระธรรมของเรากล่าวว่า “โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงเตือนโนอาห์ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ…” “เหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ” นั่นกล่าวถึงน้ำที่กำลังจะมาท่วมโลก เราเห็นว่าฝนไม่ตกมาจากฟ้า ตามพระธรรมปฐมกาลบทที่สองจะเห็นว่าฝนไม่ตกนานแล้ว ในยุคของโนอาห์นั้นไอน้ำจะระเหยจากพื้นผิวโลกขึ้นสู่ท้องฟ้า เราอ่านพระธรรมปฐมกาลบทที่สองด้วยกัน

“บรรดาต้นไม้ตามท้องทุ่งยังไม่เกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก และบรรดาผักตามท้องทุ่งยังไม่งอกขึ้นเลย เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้ายังไม่ให้ฝนตกบนแผ่นดินโลก และยังไม่มีมนุษย์ที่จะทำไร่ไถนา แต่มีหมอกขึ้นมาจากแผ่นดินโลก ทำให้พื้นแผ่นดินเปียกทั่วไป” (ปฐมกาล 2: 5, 6)

ไม่เห็นว่าฝนจะตก แต่โนอาห์ก็เชื่อตามที่พระเจ้าเตือน “เหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ” นั่นแหละคือความเชื่อ

– เชื่อในสิ่งที่เราไม่อาจอธิบาย เชื่อเพราะพระเจ้าตรัสอย่างนั้น ความเชื่อตั้งอยู่บนพิ้นฐานแห่งการไว้วางใจในพระเจ้า

พระเจ้าตรัสว่า “จงเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย” (กิจการ 16:31) แต่บางคนก็แย้งว่า “ฉันไม่เคยเห็นพระเยซูคริสต์ ฉันไม่เคยรู้สึกถึงพระองค์ ฉันจะเชื่อพระองค์อย่างไรกัน?” ถ้าคุณต้องการพยานหลักฐานมาพิสูจน์ ถ้าคุณอยากเห็นพระเจ้าด้วยตา หรือความ รู้สึกถึง พระองค์ แต่ไม่มีใครที่รอดโดยทางนั้น คุณต้องเชื่อ ใน พระเยซู โดยความเชื่อ เหมือนกับที่โนอาห์เชื่อ “เหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ” เช่นกันคุณต้องเชื่อในพระเยซู ผู้ที่ท่านไม่เคยเห็น พระคัมภีร์ตรัสว่า

“แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาหาพระเจ้าได้นั้นต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่ขยันหมั่นเพียรแสวงหาพระองค์” (ฮีบรู 11:6)

III. สาม ใจเกรงกลัวเพราะความเชื่อของโนอาห์

พระธรรมของเรากล่าวว่า โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงเตือนโนอาห์ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่าน มีใจเกรงกลัว…” โนอาห์กลัว ตอนที่พระเจ้าทรงบอกถึงเรื่องของน้ำท่วมใหญ่ ทำให้โนอาร์กลัว โนอาห์ “มีใจเกรงกลัว” ดร. ดีฮาน กล่าวว่า “มนุษย์ทุกคนกลัวความตายแม้จะรับรู้หรือไม่ ผมเคยเห็นคนคุยโอ้อวด และโม้ ดูหมิ่นศาสนา และสาปเช่ง และหัวเราะพระเจ้าและศาสนา และผมก็เห็น [คน] เหล่านั้น โอดครวญและประจบประแจงเหมือนสนัจที่ถูกตีตลอดไป ทุกคนที่อยู่ทางพระหัตถ์ขวาของพระเจ้าต่างก็รู้สึกถึงความเกรงกลัวและพระพิโรธของพระเจ้า แน่นอน โนอาห์กลัวก่อนที่พระพิโรธจะมาถึง เหตุนี้ได้นำท่านเข้าสู่การค้นหาความรอด” (เล่มเดียวกัน หน้า 180)

พระคัมภีร์ตรัสว่ามันมีนรกรอยคอยคนบาป พระวัจนะตรัสว่า

“มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะต้องตายหนหนึ่ง และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด” (ฮีบรู 9:27)

จงยอมรับว่าเรากลัวพระพิโรธของพระเจ้า และเข้าหาพระเยซูเพื่อรับความรอด ดร. ดีฮาน กล่าวว่า “คงจะต้องถามแน่นอนหากคนๆหนึ่งได้รับความรอดโดยที่ไม่เกรงกลัวพระพิโรธของพระเจ้า” (เล่มเดียวกัน)

IV. สี่ ความเชื่อที่แสดงออกเป็นการกระทำของโนอาห์

พระธรรมตอนนี้กล่าวว่า “โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงเตือนโนอาห์ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่านมีใจเกรงกลัว จัดแจงต่อนาวา…” ความเชื่อของโนอาห์แสดงออกเป็นการกระทำ เชื่อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรอรับอันตรายที่อยู่ข้างหน้า คุณต้องแสดงออกมาเป็นการกระทำ คุณเชื่อพระคัมภีร์หรือเปล่า? คุณเชื่อหรือเปล่าว่าพระเจ้าจะลงโทษคนบาป ยกเว้นคนๆนั้นกลับใจใหม่หรือวางใจในพระองค์? คุณอาจเชื่อสิ่งทั้งหมด แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถทำให้คุณรอด จนกว่าคุณจะมาเชื่อวางใจพระเยซูด้วยตัวคุณเอง คนมักจะพูดว่า “คุณไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อจะได้รอด” แต่ความจริงนั้นตรงกันข้ามนั่นคือ “คุณไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อตกนรก” พระเยซูตรัสว่า “ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ แต่ผู้ที่มิได้เชื่อก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดจากพระเจ้า” (ยอห์น 3:18) คุณยังต้องถูกตัดสินว่าไม่รอด ตอนที่นักโทษถามอาจารย์เปาโลว่า “ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะรอด?” อาจารย์เปาโลไม่ได้ตอบว่า “ไม่ต้องทำอะไรเลย” ไม่เลย! อาจารย์เปาโลตอบเขาว่า “เชื่อในพระคริสต์ แล้วคุณจะรอด” (กิจการ 16:31) คุณวางใจพระเยซูโดยความเชื่อหรือเปล่า? คุณเข้ามาหาพระผู้ช่วยให้รอดเพื่อรับความรอดหรือยัง?

V. ห้า ขอบเขตความเชื่อของโนอาห์

พระธรรมตอนนี้กล่าวว่า “โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงเตือนโนอาห์ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่านมีใจเกรงกลัวจัดแจงต่อนาวา เพื่อช่วยครอบครัวของท่านให้รอด….” โนอาห์ไม่ได้ช่วยตัวเองให้รอดเพียงคนเดียว แต่ท่านยังต้องการให้ครอบครัวของท่านรอดด้วย เขาต้องการให้ครอบครัวรอดจึงถึงได้สร้างห้องสำหรับรองรับพวกเขาด้วย ท่าน “จัดเตรียมนาวาเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของท่าน" ดร. ดีฮาน กล่าวว่า “นี่คือหลักฐานที่แน่นอน นั่นคือ [การกลับใจใหม่ที่แท้จริง] ที่เกี่ยวข้องกับ พ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาว – ‘ผมจะไม่หยุดจนกว่าที่จะนำพ่อและแม่มาเชื่อด้วย’ นี่คือคำพูดของคนๆหนึ่งที่ได้คุกเข่าลงหลังจากที่ได้ต้อนรับเอาพระคริสต์ จงทดลองตัวคุณด้วยกฏนี้ เพราะมันจะทดทวนถึงสิ่งที่อยู่ภายในตัวคุณ…ใช่ โนอาห์เตรียมนาวาสำหรับครอบครัวของเขา” (เล่มเดียวกัน หน้า 181, 182)

VI. หก คำพยานแห่งความเชื่อของโนอาห์

พระธรรมของเรากล่าวว่า “โดยความเชื่อ โนอาห์ต่อนาวา… ท่านจึงได้ปรับโทษแก่โลก” การต่อเรือในครั้งนี้ก็เพื่อความรอดของโนอาห์ และเป็นพยานให้กับชาวโลกด้วย พระคัมภีร์กล่าวว่า “โนอาห์ผู้ประกาศความชอบธรรมกับคนอื่นอีกเจ็ดคนให้รอด เมื่อคราวที่พระองค์ได้ทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลกของคนอธรรม” (2 เปโตร 2:5) วันแล้ววันเล่าที่โนอาห์ประกาศเรื่องราวเกี่ยวน้ำจะท่วมโลก วันแล้ววันเล่าที่โนอาห์บอกให้คนเหล่านั้นกลับใจและรับเอาความรอด คำประกาศของโนอาห์นั้นคือตัวของนาวานั้นเอง นี่คือเนื้อหาอย่างที่ชัเจนให้กับผู้ที่ยังไม่เชื่อในสมัยนั้น แต่ในความจริงก็คือไม่มีใครเลยที่กลับใจ นอกจากครอบครัวของโนอาห์เพราะคำประกาศนั้น แต่สิ่งที่พระเจ้าสนใจไม่ใช่คนมากหรือน้อยที่รอดผ่านทางการเป็นพยานของเรา พระองค์ผู้ทรงสถิตอยู่ทรงสนพระทัยคนที่ชอบธรรม และเป็นพยานให้กับคนบาป และชาวโลก ดูเหมือนว่าวิทยาลัยและมหาลัยได้เปิดเทอมแล้ว ผมหวังว่าคนส่วนมากในพวกท่านจะออกไปนำดวงวิญญาณเหล่านั้นด้วยตัวท่านเอง จงนำรายชื่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์เพื่อเราจะโทรกลับไปหา และจงนำญาติพี่น้องและเพื่อนๆที่ยังไม่เชื่อมาที่คริสตจักรเพื่อรับฟังข่าวประเสริฐ

VII. เจ็ด รางวัลแห่งความเชื่อของโนอาห์

ความเชื่อของโนอาห์ที่ยังดำรงอยู่ ที่เราได้เห็นก็คือ ความเชื่อขั้นพื้นฐาน ธรรมชาติ การจูงใจ การกระทำ ขอบเขต และการเป็นพยานถึงความเชื่อของท่าน ตอนนี้เรามาถึงจุดสุดท้ายนั่นคือรางวัลแห่งความเชื่อ พระธรรมของเราตอนนี้กล่าวว่า

“โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงเตือนโนอาห์ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่านมีใจเกรงกลัวจัดแจงต่อนาวา เพื่อช่วยครอบครัวของท่านให้รอด และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงได้ปรับโทษแก่โลก และได้เป็นผู้รับมรดกแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ” (ฮีบรู 11:7)

โนอาห์ไม่ใช่คนบาปอีกต่อไป แต่ก่อนท่านเคยเป็นเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ความชอบธรรมของพระคริสต์ได้เข้าไปในตัวท่าน เพราะท่านเชื่อในพระเจ้าถึงนาวานั้น เรือนั้นเปรียบเหมือนพระคริสต์ โนอาห์เชื่อพระเจ้าที่ตรัสถึงพระคริสต์ โนอาห์เข้าไปในนาวา เช่นเดียวกันกับการที่คุณต้องเข้าไปในพระคริสต์ โนอาห์เสี่ยงที่จะเอาชีวิตของท่านเข้าไปในเรือเพื่อช่วยกู้ท่าน เช่นเดียวกันที่คุณต้องเสี่ยงให้พระคริสต์ช่วยเหลือคุณให้รอด คุณต้องมาที่พระคริสต์ เหมือนกันกับการที่โนอาห์เข้ามาในนาวา คุณต้องเชื่อพระคริสต์ เหมือนอย่างโนอาห์วางใจในนาวา

คุณต้องมาที่พระคริสต์ในขณะที่ประตูนั้นยังเปิดอยู่ นาวานี้มีแค่ประตูเดียว หลังจากที่ประตูนี้ปิด ความหวังต่างๆก็มลายไป! คนเหล่านั้นไม่อาจใช้เรือลำอีกเพื่อจะได้รอด เพราะว่าไม่มีเรืออีก! ดร. ดีฮาน กล่าวว่า “ผมแน่ใจว่าหลังจากที่ฝนเริ่มตก ฟ้าเริ่มผ่าและฟ้าร้อง น้ำเริ่มสูงขึ้น คน [มากมาย] ต่างต้องการ [เข้าไปที่เรือลำอื่น] – เรือลำอื่น – มีแค่ลำเดียว ไม่มี [ลำ] อื่นอีก คนเหล่านั้นพลาดเรือลำนี้ เขาทั้งลหาย [รอ] และปล่อยเวลานานเกินไป…เหมือนอย่างที่น้ำที่ค่อยๆไหลลง] ตกใจ…ความชั่วร้ายนั้นเข้าใกล้ผู้คน! ต่างร้องไห้โอดครวญทุบตีเรือนั้น! อะไรจะขนาดนั้นเพราะเรือลำนี้พวกเขาเคยดูถูก! [ว่าไม่มีประโยชน์ใดๆ] – ตอนนี้ประตูปิดเสียแล้ว! เขาทั้งหลายพลาดเรือนี้ไป!” (เล่มเดียวกัน หน้า 183, 184) มัน ก็ สาย เสียแล้ว!

พระเยซูตรัสว่า “ด้วยสมัยของโนอาห์เป็นอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้นด้วย
เพราะว่าเมื่อก่อนวันน้ำท่วมนั้น คนทั้งหลายได้กินและดื่มกัน ทำการสมรสและยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าในนาวา และน้ำท่วมได้มากวาดเอาพวกเขาไปสิ้น โดยไม่ทันรู้ตัวฉันใด เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นฉันนั้นด้วย” (มัทธิว 24:27-39) ทุกวันนี้จะเห็นว่าหมายสำคัญต่างๆล้วนแสดงให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ในเหตุการณ์เหมือนอย่าง “ในสมัยของโนอาห์” ในขณะที่คนอื่นๆใช้ชีวิตสนใจแต่วัตถุทางโลก ผมขอร้องคุณจงกลับใจใหม่และมาหาพระคริสต์ก่อนที่การช่วยกู้คุณนั้นจะสายไป – สายไปชั่วนิรัดร์กาล! ท่าน ลี กรุณานำเราอธิษฐาน

(จบการเทศนา)
คุณสามารถอ่านบทเทศนาของ ดร. ฮิวเมอร์ ได้ในแต่ละอาทิตย์ทางอินเตอร์เนทได้ที่
www.realconversion.com. (กดที่นี่) “บทเทศนาในภาษาไทย”

You may email Dr. Hymers at rlhymersjr@sbcglobal.net, (Click Here) – or you may
write to him at P.O. Box 15308, Los Angeles, CA 90015. Or phone him at (818)352-0452.

อ่านพระวัจนะก่อนเทศนา โดย ดร. กรีกฟตัน เอล์ ชัน: มัทธิว 24:37-42
ร้องเพลงเดี่ยวพิเศษโดย มร. เบนจามิน คินเคดกรีฟท์:
“Faith is the Victory” (โดย John H. Yates, 1837-1900).

โครงร่างของ

ความเชื่อของโนอาห์

โดย ดร. อาร์ เอล์ ไฮเมอร์ส จูเนียร์

“โดยความเชื่อ เมื่อพระเจ้าทรงเตือนโนอาห์ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ปรากฏ ท่านมีใจเกรงกลัวจัดแจงต่อนาวา เพื่อช่วยครอบครัวของท่านให้รอด และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงได้ปรับโทษแก่โลก และได้เป็นผู้รับมรดกแห่งความชอบธรรม ซึ่งบังเกิดมาจากความเชื่อ” (ฮีบรู 11:7)

I.    หนึ่ง ความเชื่อขั้นพื้นฐานของโนอาห์ ฮีบรู 11:7a; 1; เอเฟซัส 2:8.

II.   สอง ความเชื่อของโนอาห์โดยธรรมชาติ ฮีบรู 11:7b; ปฐมกาล 2:5, 6;
กิจการ 16:31; อีบรู 11:6.

III.  สาม ใจเกรงกลัวเพราะความเชื่อของโนอาห์ ฮีบรู 11:7c; 9:27.

IV.  สี่ ความเชื่อที่แสดงออกเป็นการกระทำของโนอาห์ ฮีบรู 11:7d; ยอห์น 3:18;
กิจการ 16:31.

V.   ห้า ขอบเขตความเชื่อของโนอาห์ ฮีบรู 11:7e.

VI.  หก คำพยานแห่งความเชื่อของโนอาห์ ฮีบรู 11:7f; II เปโตร 2:5.

VII. เจ็ด รางวัลแห่งความเชื่อของโนอาห์ ฮีบรู 11:7g; มัทธิว 24:37-39.